ขยะอิเล็กทรอนิกส์” (E-waste) กลายเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่แก้ไขได้ยาก เนื่องจากการรีไซเคิลแผงวงจรไฟฟ้ามีกระบวนการที่ยุ่งยากและมีค่าใช้จ่ายสูง ส่งผลให้ขยะเหล่านี้มักถูกนำไปฝังกลบและอาจปลดปล่อยสารเคมีอันตรายเข้าสู่ดินและสภาพแวดล้อมโดยรอบ เพื่อแก้ปัญหานี้ นักวิทยาศาสตร์จึงคิดค้นวิธีผลิตแผงวงจรไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยวัสดุที่หลากหลาย รวมไปถึงสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดอย่าง “ช็อกโกแลต”

ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ พัฒนาวิธีการใหม่ในการสร้างแผงวงจรไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยสามารถใช้วัสดุพื้นฐานที่หลากหลายตั้งแต่กระดาษ พลาสติกชีวภาพ รวมถึงช็อกโกแลต ด้วยการเปลี่ยนจากการใช้ทองแดงแบบเดิม มาเป็นการพิมพ์วงจรอิเล็กทรอนิกส์ด้วยสังกะสี ลงบนพื้นผิวที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ ซึ่งสังกะสีทำหน้าที่เป็นทางเดินโลหะนำไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพเทียบเคียงได้กับแผงวงจรแบบดั้งเดิม

แผงวงจรชนิดใหม่นี้ สามารถในการย่อยสลายที่ยอดเยี่ยม โดยวัสดุถึง 99% สามารถกำจัดได้อย่างปลอดภัยผ่านการหมักในดินทั่วไป หรือแม้แต่การนำไปละลายในสารเคมีที่หาได้ง่ายในครัวเรือนอย่างน้ำส้มสายชู

แผ่นวงจรไฟฟ้าจากช็อกโกแลต
เครดิตภาพ: University of Glasgow

ทีมวิจัยใช้กระบวนการที่เรียกว่า “กระบวนการผลิตแบบเพิ่มเนื้อที่เน้นการเติบโตและการถ่ายโอน” (growth and transfer additive manufacturing process) ซึ่งเป็นการชุบสังกะสีนำไฟฟ้าลงบนตัวพาชั่วคราวก่อนจะถ่ายโอนไปยังฐานรองที่ย่อยสลายได้

แม้การใช้ช็อกโกแลตจะเป็นเพียงการสาธิต เพื่อให้เห็นถึงความยืดหยุ่นของเทคโนโลยี แต่ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่า วงจรเหล่านี้ทำงานได้จริงในอุปกรณ์หลากหลายประเภท เช่น เครื่องนับจำนวนแบบ LED เซนเซอร์ตรวจจับการสัมผัส และเซนเซอร์วัดอุณหภูมิ

นอกจากประสิทธิภาพในการทำงานแล้ว แผงวงจรเหล่านี้ยังสามารถรักษาประสิทธิภาพการทำงานได้ยาวนานกว่าหนึ่งปี เมื่อเก็บไว้ในสภาวะบรรยากาศปรกติ ซึ่งพิสูจน์ได้ว่าความยั่งยืนไม่ต้องแลกมาด้วยความทนทาน

จากการประเมินวงจรชีวิต (Life Cycle Assessment) พบว่าแผงวงจรที่ย่อยสลายได้นี้สามารถช่วยลดโอกาสในการเกิดภาวะโลกร้อนได้ถึง 79% และลดการใช้ทรัพยากรธรรมชาติลงได้ถึง 90% เมื่อเทียบกับการผลิตแผงวงจรแบบเดิม และแทบจะไม่ก่อให้เกิดขยะซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ ข้อมูลจากโครงการสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติระบุว่าในปี 2024 เพียงปีเดียว มีปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์ถูกทิ้งมากถึง 62 ล้านตันทั่วโลก 


แผ่นวงจรไฟฟ้าจากวัสดุที่ย่อยสลายได้ อาทิ ช็อกโกแลต พลาสติกชีวภาพ และกระดาษ
เครดิตภาพ: University of Glasgow

ศ.เจฟฟ์ เคตเทิล จากวิทยาลัยวิศวกรรมเจมส์ วัตต์ มหาวิทยาลัยกลาสโกว์ ผู้ดูแลงานวิจัยนี้กล่าวว่า จุดเด่นสำคัญคือ การที่เทคโนโลยีนี้สามารถใช้วัสดุฐานรองชนิดใดก็ได้ ตั้งแต่กระดาษและพลาสติกชีวภาพสำหรับการใช้งานจริง ไปจนถึงช็อกโกแลตสำหรับการสาธิตที่น่าสนใจ แม้จะดูไม่ค่อยใช้งานได้จริงในระยะยาว

ขณะนี้ ทีมวิจัยกำลังหาทางวิธีปรับใช้เทคนิคนี้กับสาขาอื่น ๆ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ขึ้นรูปได้หรือการตรวจจับทางชีวภาพ หากสำเร็จจะช่วยให้สร้างแผงวงจรคุณภาพสูงในราคาถูกและส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมต่ำ

ทางด้าน ดร.โจนาธอน ฮาร์เวลล์ ผู้นำการวิจัยและผู้เขียนคนแรกของบทความวิชาการที่ตีพิมพ์ในวารสาร Communications Materials กล่าวว่า งานนี้ถือเป็นก้าวสำคัญสู่อิเล็กทรอนิกส์แบบหมุนเวียน ที่อุปกรณ์จะถูกออกแบบตั้งแต่เริ่มต้นให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ รีไซเคิล หรือย่อยสลายได้อย่างปลอดภัย

ดร.ฮาร์เวลล์ เน้นย้ำว่าด้วยปริมาณขยะอิเล็กทรอนิกส์มหาศาลที่เกิดขึ้นในแต่ละปี งานวิจัยนี้อาจมีผลกระทบในวงกว้างต่อวงการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์สำหรับผู้บริโภค อุปกรณ์ในเครือข่ายอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง (IoT) และเซนเซอร์แบบใช้แล้วทิ้งในอนาคต

โครงการวิจัยนี้ เป็นส่วนหนึ่งของศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และความรับผิดชอบแบบหมุนเวียน (REACT) ซึ่งนำโดยมหาวิทยาลัยกลาสโกว์ โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณกว่า 6 ล้านปอนด์จากหน่วยงานวิจัยและนวัตกรรมแห่งสหราชอาณาจักร (UKRI) เพื่อค้นหาวิธีการใหม่ ๆ ในการสร้างอุตสาหกรรมที่ยั่งยืน

งานวิจัยนี้ เป็นการเปิดประตูสู่ยุคใหม่ของเทคโนโลยีที่ไม่เพียงแต่ตอบโจทย์การใช้งาน แต่ยังคำนึงถึงปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากที่อุปกรณ์กลายเป็นขยะ เพื่อให้โลกของเราไม่ต้องแบกรับภาระจากเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ามากเกินไป


ที่มา: IndependentResourceTech Xplore

Source : กรุงเทพธุรกิจ

จากเวที COP30 สู่ Davos 2569 เมื่อ “ผืนป่า” ไม่ใช่แค่ทรัพยากรที่รอการตัด แต่คือ “สินทรัพย์” ทางเศรษฐกิจที่ล้ำค่าที่สุดของมนุษยชาติ พร้อมโมเดลระดมทุนแสนล้านเพื่อหยุดยั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

วิกฤติการณ์ที่คำสัญญาไม่เพียงพออีกต่อไป

เป็นเวลานานนับศตวรรษที่มนุษย์มองว่าป่าไม้คือ “อุปสรรค” ของการขยายตัวทางเมือง หรือเป็นเพียง “ทรัพยากร” ที่ต้องตักตวงให้ได้มากที่สุด แต่ความจริงที่ปรากฏในปัจจุบันคือ ป่าไม้คือเครื่องจักรชีวภาพที่สำคัญที่สุดในการดูดซับก๊าซคาร์บอน คืนออกซิเจน และรักษาสมดุลของวงจรน้ำทั่วโลก

แม้จะมีคำมั่นสัญญาจากนานาชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 (New York Declaration on Forests) และการย้ำเป้าหมายหยุดการตัดไม้ทำลายป่าภายในปี พ.ศ. 2573 จากเวที COP26 (พ.ศ. 2564) ทว่าสถิติความสูญเสียยังคงน่ากังวล จนกระทั่งการประชุม COP30 ณ เมืองเบเลม ประเทศบราซิล ในปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา โลกได้ขยับเข้าสู่ยุคของการ “ลงมือทำด้วยเม็ดเงิน” อย่างแท้จริง 

นวัตกรรมการเงิน กุญแจดอกสุดท้ายสู่ความยั่งยืน

ปัญหาหลักที่ทำให้การอนุรักษ์ป่าล้มเหลวในอดีตคือ “ขาดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ” ในเวที COP30 จึงเกิดกลไกสำคัญคือ

  • Tropical Forests Forever Facility (TFFF): กองทุนระดับโลกที่ได้รับแรงหนุนจากนอร์เวย์ (3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และเยอรมนี (1,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีเป้าหมายระดมทุนให้ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2569 เพื่อสนับสนุนประเทศในเขตร้อนให้รักษาป่าไม้แลกกับผลตอบแทนทางการเงินที่คุ้มค่ากว่าการตัดไม้
  • โมเดล CCAT (Catalytic Capital for the Agriculture Transition): กองทุนที่ระดมทุนเริ่มต้น 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อดึงดูดเงินทุนเชิงพาณิชย์อีก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มุ่งเน้นการเปลี่ยน “ที่ดินเสื่อมโทรม” ให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นทางออกสำคัญในการหยุดขยายพื้นที่การเกษตรเข้าไปในป่า

สถานการณ์ในประเทศไทย โอกาสกลางพายุกฎระเบียบโลก

ข้อมูลจาก กรมป่าไม้ (Royal Forest Department) และรายงานสถานการณ์ป่าไม้ไทยปีประเทศไทย ระบุว่าในฐานะประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ กำลังเผชิญกับทั้งโอกาสและความท้าทาย

  • การปรับตัวรับ EUDR (กฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของยุโรป): กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเข้มข้นในปี พ.ศ. 2569-2570 สินค้าของไทยอย่าง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ และไม้ จะต้องพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่บุกรุกป่าหลังวันที่ 31 ธ.ค. 2563 หากทำไม่ได้ จะสูญเสียตลาดสำคัญอย่างสหภาพยุโรปทันที
  • เป้าหมาย “ป่าไม้ 55%”: ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) ไทยตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ (แบ่งเป็นป่าธรรมชาติ 35% ป่าเศรษฐกิจ 15% และพื้นที่สีเขียวในเมือง 5%) ซึ่งปัจจุบันเรายังมีพื้นที่ป่าไม้จริงอยู่เพียงประมาณ 31.5% เท่านั้น
  • โมเดลป่าชุมชนและสิทธิชาติพันธุ์: ข้อมูลจาก กรมป่าไม้ และ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ชี้ให้เห็นว่าการให้สิทธิชุมชนในการดูแลป่า (ป่าชุมชน) กว่า 1.2 ล้านไร่ทั่วประเทศ เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะคนในพื้นที่คือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการรักษาป่า

Forest Future Alliance (FFA) พลังความร่วมมือระดับโลก

ในการประชุม World Economic Forum (Davos) พ.ศ. 2569 ได้มีการเปิดตัวพันธมิตร Forest Future Alliance (FFA) เพื่อขับเคลื่อน 4 เสาหลักสู่ความสำเร็จ

  • ภาครัฐ (Public Policy): ต้องเร่งรับรองสิทธิในที่ดินและบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม รวมถึงปรับโครงสร้างภาษีเพื่อจูงใจให้ภาคเกษตรใช้ที่ดินเสื่อมโทรมแทนการบุกรุกใหม่
  • ภาคเอกชน (Private Sector): ธุรกิจยักษ์ใหญ่ต้องตั้งเป้าหมาย “Net Zero” ที่รวมถึงการยุติการทำลายระบบนิเวศในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
  • สถาบันการเงิน (Financial Institutions): ปรับลดดอกเบี้ยหรือให้สิทธิพิเศษแก่ลูกค้ารายย่อยและรายใหญ่ที่ปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนสากล
  • ประชาสังคม (Civil Society): ยกระดับเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นให้มีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ของตนเอง

อนาคตที่ป่าและเศรษฐกิจต้องเดินไปด้วยกัน

การเปิดตัว Forest Future Alliance และกองทุน TFFF ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือการวางรากฐานทางเศรษฐกิจแบบใหม่ “ต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลยนั้นสูงเกินกว่าที่เราจะจ่ายไหว” หากไทยสามารถคว้าโอกาสจากการระดมทุนเขียวและปรับตัวตามกฎระเบียบโลกได้ทันท่วงที ผืนป่าจะไม่ใช่ภาระ แต่จะเป็นต้นทุนที่สร้างความมั่งคั่งให้แก่คนไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา : World Economic Forum
Source : กรุงเทพธุรกิจ

รัฐมนตรีพลังงาน อรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ สั่งด่วน ! เริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งให้เปิดศูนย์ติดตามสถานการณ์ในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ย้ำประชาชนอย่าตื่นตระหนก และขอความร่วมมือให้ใช้พลังงานอย่างประหยัด ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าและทำให้ต้นทุนราคาพลังงานในภาพรวมต่ำลง

วันนี้ (1 มีนาคม 2569) นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากสถานการณ์ที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุช  จึงได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน พร้อมสั่งเปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานเพื่อติดตามเหตุการณ์และให้ทุกหน่วยงานประเมินผลกระทบและเตรียมแผนและมาตรการรองรับทั้งในส่วนของปริมาณสำรองและด้านราคา รวมทั้งเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันเพื่อบรรเทาผลกระทบต่อราคาสินค้าและค่าครองชีพของประชาชนจากราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวสูงขึ้น

สำหรับปริมาณสำรองน้ำมันของไทย ณ วันที่ 1 มีนาคม 2569 มีน้ำมันคงเหลือ (น้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป) 4,877 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 38 วัน น้ำมันดิบที่อยู่ระหว่างขนส่ง (ผ่านช่องแคบฮอร์มุซแล้ว) 1,666 ล้านลิตร และจากแหล่งอื่น 1,117 ล้านลิตร เพียงพอต่อความต้องการใช้ 22 วัน รวมปริมาณน้ำมันคงเหลือ 7,660 ล้านลิตร สามารถใช้ได้ 60 วัน นอกจากนี้ กระทรวงพลังงานได้ออกตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำรอง ณ สถานที่เก็บทั่วประเทศเป็นระยะๆ โดยเมื่อวันที่ 13 และ 25 กุมภาพันธ์ 2569 มีการตรวจวัดปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบ ตามลำดับ ซึ่งพบว่า ประเทศไทยมีน้ำมันสำรองเพียงพอตามที่กำหนด 

นอกจากนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ยังได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ จัดทำแผนเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย รวมทั้งเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงแหล่งผลิตก๊าซธรรมชาติออกไปก่อนเพื่อลดผลกระทบในช่วงนี้ และในส่วนของไฟฟ้า ได้สั่งการให้เดินเครื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินเต็มกำลังการผลิต รวมถึงโรงไฟฟ้าพลังน้ำ

“กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่า จากเหตุการณ์ความไม่สงบที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ยังไม่ส่งผลกระทบกับประเทศไทยทั้งด้านปริมาณสำรองและด้านราคาน้ำมัน แต่ได้สั่งการด่วนในการเริ่มมาตรการระงับการส่งออกน้ำมัน รวมทั้งได้สั่งให้เปิดศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เพื่อให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมจัดทำแผนและมาตรการต่างๆ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาวหากสถานการณ์ยืดเยื้อ รวมถึงเตรียมใช้มาตรการกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าชดเชยราคาน้ำมันหากราคาในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น และในส่วนของก๊าซธรรมชาติได้สั่งการให้เพิ่มการผลิตจากแหล่งในอ่าวไทยและเลื่อนแผนการซ่อมบำรุงในช่วงนี้ กระทรวงพลังงาน ขอยืนยันว่า มีปริมาณน้ำมันสำรองเพียงพอต่อความต้องการใช้ภายในประเทศ ขอให้ประชาชนอย่าตื่นตระหนก และขอความร่วมมือให้ใช้พลังงานอย่างประหยัด ซึ่งจะช่วยลดการนำเข้าและทำให้ต้นทุนราคาพลังงานในภาพรวมต่ำลงด้วย” นายอรรถพล กล่าว

Source : Energy News Center

ในยุคที่พลังงานสะอาดก้าวเข้ามามีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและภาคอุตสาหกรรมทั่วโลก การลงทุนติดตั้งระบบโซล่าเซลล์ถือเป็นการลงทุนระยะยาวที่คาดหวังผลตอบแทนยาวนานถึง 25 ถึง 30 ปี หลายคนมักให้ความสำคัญกับกำลังการผลิตตัวเลขสวยๆ ในวันแรกที่ติดตั้งเสร็จ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สิ่งที่จะชี้วัดความคุ้มค่าหรือผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ที่แท้จริงคือความสามารถในการรักษากำลังการผลิตนั้นไว้ให้ได้นานที่สุด ซึ่งสิ่งที่เป็นศัตรูตัวฉกาจของการลงทุนนี้ก็คือ การเสื่อมสภาพของแผงโซล่าเซลล์ (PV Modules Degradation)

บทความนี้จะพาทุกท่านไปเจาะลึกถึงรากฐานของปัญหาทางฟิสิกส์และเคมีที่ทำให้แผงโซล่าเซลล์เสื่อมสภาพ อัปเดตข้อมูลเชิงลึกจากผลการทดสอบในห้องปฏิบัติการระดับโลกช่วงปี 2024 ถึง 2026 พร้อมเปรียบเทียบเทคโนโลยีแผงยุคใหม่อย่าง TOPCon และ HJT เพื่อให้ผู้ลงทุนและผู้ที่สนใจสามารถเข้าใจปัญหา วางแผนป้องกัน และทำการบำรุงรักษาได้อย่างตรงจุด

ภาพรวมของ อัตราการเสื่อมสภาพของแผงโซล่าเซลล์

โดยธรรมชาติแล้ว วัสดุทุกชนิดบนโลกย่อมมีการเสื่อมสภาพตามกาลเวลา แผงโซล่าเซลล์ที่ต้องตากแดด ตากฝน และเผชิญกับความร้อนตลอดทั้งวันก็เช่นกัน อัตราการเสื่อมสภาพ หรือ Degradation Rate คือตัวเลขที่บอกว่าแผงโซล่าเซลล์จะสูญเสียกำลังการผลิตไฟฟ้าไปเท่าใดในแต่ละปี

ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมทั่วไป แผงโซล่าเซลล์จะมีอัตราการเสื่อมสภาพในปีแรกอยู่ที่ประมาณ 1% ถึง 3% (ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยี) และในปีถัดๆ ไปจะเสื่อมสภาพลงประมาณ 0.4% ถึง 0.5% ต่อปี การเสื่อมสภาพในระดับนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่ผู้ผลิตได้คำนวณเผื่อไว้แล้วในการรับประกันประสิทธิภาพ (Linear Performance Warranty)

แต่ปัญหาที่แท้จริงจะเกิดขึ้นเมื่อแผงโซล่าเซลล์เจอเข้ากับสภาพแวดล้อมที่รุนแรง หรือมีข้อบกพร่องจากการผลิต ซึ่งจะไปกระตุ้นกลไกการเสื่อมสภาพแบบผิดปกติ ทำให้ประสิทธิภาพแผงโซล่าเซลล์ลดลงอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบต่อระยะเวลาคืนทุนในที่สุด

กลไกการเสื่อมสภาพหลักที่พบในปัจจุบัน (Key Degradation Mechanisms)

กลไกที่ทำให้แผงเซลล์แสงอาทิตย์ผลิตไฟฟ้าได้น้อยลงนั้นมีความซับซ้อนและเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัย สามารถแบ่งออกเป็นกลุ่มหลักๆ ได้ดังนี้

1. การเสื่อมสภาพจากแสงและอุณหภูมิสูง (Light and Temperature Induced)

LID (Light-Induced Degradation) เป็นปรากฏการณ์ที่แผงโซล่าเซลล์สูญเสียกำลังการผลิตทันทีในช่วงไม่กี่ชั่วโมงหรือช่วงวันแรกๆ ที่สัมผัสกับแสงแดด กลไกนี้พบมากในแผงชนิด P-type สาเหตุหลักเกิดจากการจับตัวกันของธาตุโบรอน (Boron) ที่ใช้โดปในแผ่นเวเฟอร์ซิลิกอน กับออกซิเจน (Oxygen) ที่ตกค้างอยู่ในกระบวนการหลอม กลายเป็นโครงสร้างสารประกอบที่เรียกว่า Boron-Oxygen Complex ซึ่งสารประกอบนี้จะทำหน้าที่เป็นหลุมพรางดักจับอิเล็กตรอน ทำให้กระแสไฟฟ้าที่ควรจะไหลเวียนได้ดีกลับลดลง โดยทั่วไป LID จะทำให้ประสิทธิภาพลดลงประมาณ 1% ถึง 3% และมักจะหยุดนิ่งหลังจากผ่านไปช่วงระยะเวลาหนึ่ง

LeTID (Light and Elevated Temperature-Induced Degradation) กลไกนี้มีความคล้ายคลึงกับ LID แต่มีความรุนแรงกว่าและฟื้นตัวได้ยากกว่ามาก LeTID ถูกค้นพบและเป็นที่พูดถึงอย่างกว้างขวางเมื่อเทคโนโลยีเซลล์แบบ PERC เริ่มได้รับความนิยม LeTID จะถูกกระตุ้นเมื่อแผงโซล่าเซลล์ทำงานภายใต้แสงแดดจัดและมีอุณหภูมิสูงเกิน 50 องศาเซลเซียสขึ้นไป ซึ่งเป็นอุณหภูมิทำงานปกติของแผงบนหลังคาในประเทศไทย ความน่ากลัวของ LeTID คือมันอาจทำให้แผงสูญเสียประสิทธิภาพได้สูงถึง 6% ถึง 10% ในช่วง 3 ปีแรกของการทำงาน และกระบวนการฟื้นสภาพ (Regeneration) นั้นใช้เวลานานหลายปีหรืออาจเป็นทศวรรษ

UVID (Ultraviolet-Induced Degradation) นี่คือเทรนด์ความเสี่ยงใหม่ที่ถูกพูดถึงอย่างมากในรายงานการทดสอบความน่าเชื่อถือของโมดูลช่วงปี 2024 ถึง 2026 โดยเฉพาะเมื่ออุตสาหกรรมเปลี่ยนผ่านเข้าสู่แผงชนิด N-type อย่าง TOPCon และ HJT แผงเซลล์ชนิด N-type มีความไวต่อรังสีอัลตราไวโอเลตในช่วงคลื่น 280 ถึง 360 นาโนเมตรสูงกว่าแผงรุ่นเก่า รังสี UV จะเข้าไปทำลายชั้นเคลือบกันแสงสะท้อน (Anti-reflective coating) และชั้นฟิล์มพาสซิเวชันบนผิวเซลล์ จากการทดสอบของสถาบันระดับโลกพบว่า แผงบางรุ่นอาจมีอัตราการเสื่อมสภาพจาก UVID ได้ตั้งแต่ 0.6% ไปจนถึงรุนแรงระดับ 16% หากเลือกใช้วัสดุประกอบแผง (BOM) ที่ไม่ได้มาตรฐาน

2. การเสื่อมสภาพจากความต่างศักย์ไฟฟ้า (Potential-Induced Degradation)

PID effect คือ อะไร และเกิดขึ้นได้อย่างไร PID หรือ Potential-Induced Degradation เป็นหนึ่งในสาเหตุหลักที่ทำให้โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์สูญเสียรายได้มหาศาล ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นเมื่อแผงโซล่าเซลล์หลายๆ แผงถูกนำมาต่ออนุกรมกัน (String) ทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้าสะสมในระบบสูงมาก (มักจะสูงถึง 1000V หรือ 1500V)

เมื่อเกิดความต่างศักย์ไฟฟ้าที่สูงมากระหว่างตัวเซลล์แสงอาทิตย์ภายในกับกรอบอลูมิเนียมของแผง ผนวกกับสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นและอุณหภูมิสูง จะทำให้เกิดการรั่วไหลของกระแสไฟฟ้า กลไกทางเคมีที่เกิดขึ้นคือ ไอออนของโซเดียม (Na+) ที่อยู่ในกระจกหน้าแผง จะเคลื่อนที่ทะลุผ่านชั้นฟิล์ม EVA เข้าไปฝังตัวอยู่ในโครงสร้างผลึกซิลิกอนของเซลล์แสงอาทิตย์

เราสามารถแบ่งประเภทของ PID ได้สองลักษณะหลัก

  • PID-s (Shunting Type) ไอออนโซเดียมจะเข้าไปสร้างเส้นทางลัดวงจรขนาดเล็ก (Micro-shunt) ทำให้กระแสไฟฟ้าไหลรั่วทิ้งไปแทนที่จะไหลออกไปใช้งาน ส่งผลให้ค่า Fill Factor (FF) ของแผงลดลงอย่างหนัก หากปล่อยไว้อาจทำให้กำลังการผลิตหายไปมากกว่า 40%
  • PID-p (Polarization Type) พบมากในแผงเทคโนโลยี PERC เกิดจากประจุลบในชั้นเคลือบด้านหลังเซลล์ถูกหักล้างด้วยไอออนบวก ทำให้กระบวนการกักเก็บอิเล็กตรอนเสียไป ส่งผลให้ค่าแรงดันเปิดวงจร (Voc) และกระแสลัดวงจร (Isc) ตกลงอย่างมีนัยสำคัญ

3. การเสื่อมสภาพทางกายภาพและวัสดุโครงสร้าง (Physical and Material Degradation)

รอยร้าวขนาดเล็ก (Microcracks) นี่คือปัญหาที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้นในยุคปัจจุบัน เนื่องจากผู้ผลิตแข่งขันกันผลิตแผงที่มีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ (บางรุ่นมีความยาวทะลุ 2.38 เมตร) และพยายามลดต้นทุนโดยการใช้ความหนาของกระจกและกรอบอลูมิเนียมที่บางลง เมื่อแผงขนาดใหญ่ต้องเผชิญกับแรงลมพายุ หรือการขนส่งและการติดตั้งที่ผิดวิธี จะทำให้เกิดความเค้นเชิงกล (Mechanical Stress) จนแผ่นเวเฟอร์ซิลิกอนด้านในเกิดรอยร้าวขนาดเล็กที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า รอยร้าวเหล่านี้จะขัดขวางการไหลของกระแสไฟฟ้า เกิดเป็นจุดความร้อน (Hot spots) และทำให้เซลล์เสื่อมสภาพในที่สุด

การเสื่อมสภาพของวัสดุห่อหุ้ม (Delamination และ EVA Browning) เมื่อแผงถูกแสงแดดและความชื้นเล่นงานเป็นเวลานาน วัสดุโพลีเมอร์อย่าง EVA ที่ใช้ห่อหุ้มเซลล์อาจเสื่อมสภาพและเปลี่ยนเป็นสีเหลืองน้ำตาล (Browning) ซึ่งจะไปบดบังแสงอาทิตย์ไม่ให้ส่องถึงเซลล์ นอกจากนี้ความชื้นที่ซึมผ่านเข้ามายังทำให้เกิดการลอกร่อนของชั้นวัสดุ (Delamination) ส่งผลให้เกิดความชื้นสะสมและเกิดสนิมที่เส้นตารางโลหะนำไฟฟ้าบนหน้าเซลล์ได้

ตารางเปรียบเทียบกลไกการเสื่อมสภาพของแผงโซล่าเซลล์

เพื่อให้เห็นภาพรวมและจุดแตกต่างของกลไกแต่ละประเภทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น สามารถพิจารณาได้จากตารางข้อมูลด้านล่างนี้

ชื่อกลไกการเสื่อมสภาพอักษรย่อปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดเทคโนโลยีแผงที่ได้รับผลกระทบสูงระยะเวลาที่เริ่มส่งผลกระทบความรุนแรง (การสูญเสียกำลังการผลิต)
Light-Induced DegradationLIDแสงแดดจัดในช่วงแรกแผงชนิด P-type (มีโบรอน-ออกซิเจน)ภายในไม่กี่วันแรกหลังติดตั้ง1% ถึง 3% (มักจะฟื้นตัวได้บ้าง)
Light and Elevated Temp. DegradationLeTIDแสงแดด และ อุณหภูมิสูงกว่า 50°Cแผงชนิด P-type PERC3 เดือน ถึง 3 ปีแรก4% ถึง 10% (ฟื้นตัวได้ยากและช้ามาก)
Ultraviolet-Induced DegradationUVIDรังสีอัลตราไวโอเลต (280-360 nm)แผงชนิด N-type (TOPCon, HJT)เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องระยะยาว1% ถึง 6% (หรือมากกว่าหากวัสดุไม่ดี)
Potential-Induced DegradationPIDความต่างศักย์ไฟฟ้าสูง ความชื้น และความร้อนทุกเทคโนโลยี (ขึ้นอยู่กับระบบ Inverter และการติดตั้ง)4 ปี ถึง 10 ปีอาจสูงถึง 30% หรือมากกว่า หากไม่ได้รับการแก้ไข
Microcracks & Hot spotsแรงกระแทก แรงลม การเดินเหยียบบนแผงแผงขนาดใหญ่ที่ใช้กรอบบาง กระจกบางเกิดได้ทันทีเมื่อมีแรงกระทำทางกลส่งผลกระทบเฉพาะจุด และขยายตัวในระยะยาว

เทคโนโลยีแผงโซล่าเซลล์ยุคใหม่ กับความสามารถในการทนทานต่อการเสื่อมสภาพ

ในช่วงปี 2024 ถึง 2026 อุตสาหกรรมโซล่าเซลล์ได้เปลี่ยนผ่านจากเทคโนโลยี P-type PERC มาเป็น N-type อย่าง TOPCon และ HJT อย่างเต็มตัว ซึ่งโครงสร้างทางเคมีที่เปลี่ยนไปนี้ส่งผลโดยตรงต่อ อายุการใช้งานแผงโซล่าเซลล์

  • เทคโนโลยี N-Type TOPCon แผงชนิดนี้ใช้ฟอสฟอรัสเป็นสารโดปปิ้งแทนโบรอน ทำให้ แทบจะไม่มีปัญหาเรื่อง LID และ LeTID ที่เกิดจาก Boron-Oxygen Complex เลย ถือเป็นการแก้จุดอ่อนสำคัญของ PERC ได้อย่างเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจากการทดสอบความทนทานในห้องปฏิบัติการพบว่า TOPCon มีความท้าทายใหม่คือปัญหา UVID และการเสื่อมสภาพจากความชื้น หากผู้ผลิตเลือกใช้ฟิล์มหุ้มเซลล์ (Encapsulant) ที่ป้องกันรังสี UV และความชื้นได้ไม่ดีพอ
  • เทคโนโลยี HJT (Heterojunction) เป็นแผงที่มีประสิทธิภาพการแปลงพลังงานสูงมากและมีค่าสัมประสิทธิ์อุณหภูมิที่ดีเยี่ยม แต่จากผลการทดสอบความร้อนชื้นแบบเข้มข้น (Damp Heat DH2000) พบว่าแผง HJT บางรุ่นยังมีอัตราการเสื่อมสภาพที่กว้างและคาดเดายาก (บางแผงเสื่อมไปถึง 6%) สาเหตุหลักมาจากความเปราะบางของชั้น TCO (Transparent Conductive Oxide) ที่ผิวหน้าเซลล์ ซึ่งมีความไวต่อความชื้นและการเสื่อมสภาพจาก UVID อย่างไรก็ดี ผู้ผลิตชั้นนำระดับ Tier 1 ได้มีการปรับปรุงชั้นวัสดุ (BOM) จนมีเสถียรภาพมากขึ้นอย่างก้าวกระโดดในปีหลังๆ

ผลกระทบต่อ ประสิทธิภาพแผงโซล่าเซลล์ และความคุ้มค่าในการลงทุน

การเข้าใจถึง PV Modules Degradation ไม่ใช่แค่เรื่องของนักวิทยาศาสตร์ แต่เป็นหัวใจสำคัญของนักลงทุน การประเมินผลตอบแทนของโครงการ (Financial Modeling) มักจะนำตัวเลขการเสื่อมสภาพไปคำนวณหารายได้ตลอดอายุโครงการ 25 ปี

สมมติว่าโครงการระดับเมกะวัตต์ (MW) ประเมินการเสื่อมสภาพไว้ที่ 0.5% ต่อปี แต่ในหน้างานจริง แผงกลับเจอปัญหา LeTID หรือ PID เล่นงานจนเสื่อมสภาพปีละ 2% สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ

  1. พลังงานที่ผลิตได้จริง (Energy Yield) จะตกลงอย่างรวดเร็ว ทำให้รายได้จากการขายไฟหรือลดค่าไฟไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
  2. ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วย (LCOE) จะสูงขึ้น ทำให้ความคุ้มค่าของโครงการลดลง
  3. ความเสี่ยงด้านกระแสเงินสด สำหรับโครงการที่กู้เงินจากธนาคาร หากรายได้หดหายไปเกิน 10% ภายใน 5 ปีแรก อาจส่งผลกระทบต่อความสามารถในการชำระหนี้ได้เลย

แนวทาง การบำรุงรักษาโซล่าเซลล์ และการป้องกันปัญหาอย่างมืออาชีพ

แม้เราจะไม่สามารถฝืนกฎแห่งธรรมชาติเพื่อหยุดยั้งการเสื่อมสภาพได้ 100% แต่เราสามารถชะลอและป้องกันไม่ให้เกิดการเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควรได้ด้วยแนวทางดังนี้

1. การคัดเลือกแผงและอุปกรณ์ตั้งแต่เริ่มต้น (Pre-installation)

  • เลือกใช้แผงจากผู้ผลิตระดับ Tier 1 ที่มีรายงานการทดสอบความน่าเชื่อถือจากสถาบันอิสระ (Third-party lab) อย่าง Kiwa PVEL หรือ RETC โดยให้ขอดูผลทดสอบ PQP (Product Qualification Program) เพื่อยืนยันว่าแผงรุ่นนั้นสอบผ่านการทดสอบทนทานต่อ LID LeTID PID และ UVID
  • การออกแบบระบบอินเวอร์เตอร์ เพื่อป้องกันปัญหา PID สำหรับระบบที่ใช้อินเวอร์เตอร์แบบไม่มีหม้อแปลง (Transformerless) ควรพิจารณาติดตั้งอุปกรณ์ฟื้นฟู PID (PID Recovery Box) หรือออกแบบระบบการต่อสายดินที่เหมาะสมเพื่อลดความต่างศักย์ตกค้างในระบบ

2. การติดตั้งที่ได้มาตรฐาน

  • ห้ามช่างติดตั้งเดินเหยียบหรือนั่งทับบนแผงโซล่าเซลล์โดยเด็ดขาด เพราะจะเป็นการสร้างรอยร้าวขนาดเล็ก (Microcracks) ที่ฝังรากลึกและรอวันขยายตัว
  • โครงสร้างรองรับและแคลมป์จับยึดต้องติดตั้งตามระยะที่คู่มือผู้ผลิตกำหนด เพื่อให้แผงสามารถรับแรงลมได้ตามสเปก โดยเฉพาะกับแผงรุ่นใหม่ที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ

3. การดำเนินงานและการบำรุงรักษาเชิงรุก (O&M Practices)

  • การล้างแผงอย่างถูกวิธี ควรทำความสะอาดแผงในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็นที่แผงไม่มีความร้อนสะสม เพื่อป้องกันกระบวนการ Thermal Shock ที่อาจทำให้กระจกหรือเซลล์แตกร้าว
  • การตรวจสอบด้วยกล้องจับความร้อน (Thermal Imaging) ใช้โดรนบินตรวจสอบระบบอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อค้นหาจุดความร้อน (Hot spots) ที่เกิดจากแผงที่เริ่มมีปัญหาเสื่อมสภาพหรือมีรอยร้าว

แนวทาง การบำรุงรักษาโซล่าเซลล์ และการป้องกันปัญหาอย่างมืออาชีพ

แม้เราจะไม่สามารถฝืนกฎแห่งธรรมชาติเพื่อหยุดยั้งการเสื่อมสภาพได้ 100% แต่เราสามารถชะลอและป้องกันไม่ให้เกิดการเสื่อมสภาพก่อนวัยอันควรได้ด้วยแนวทางดังนี้

1. การคัดเลือกแผงและอุปกรณ์ตั้งแต่เริ่มต้น (Pre-installation)

  • เลือกใช้แผงจากผู้ผลิตระดับ Tier 1 ที่มีรายงานการทดสอบความน่าเชื่อถือจากสถาบันอิสระ (Third-party lab) อย่าง Kiwa PVEL หรือ RETC โดยให้ขอดูผลทดสอบ PQP (Product Qualification Program) เพื่อยืนยันว่าแผงรุ่นนั้นสอบผ่านการทดสอบทนทานต่อ LID LeTID PID และ UVID
  • การออกแบบระบบอินเวอร์เตอร์ เพื่อป้องกันปัญหา PID สำหรับระบบที่ใช้อินเวอร์เตอร์แบบไม่มีหม้อแปลง (Transformerless) ควรพิจารณาติดตั้งอุปกรณ์ฟื้นฟู PID (PID Recovery Box) หรือออกแบบระบบการต่อสายดินที่เหมาะสมเพื่อลดความต่างศักย์ตกค้างในระบบ

2. การติดตั้งที่ได้มาตรฐาน

  • ห้ามช่างติดตั้งเดินเหยียบหรือนั่งทับบนแผงโซล่าเซลล์โดยเด็ดขาด เพราะจะเป็นการสร้างรอยร้าวขนาดเล็ก (Microcracks) ที่ฝังรากลึกและรอวันขยายตัว
  • โครงสร้างรองรับและแคลมป์จับยึดต้องติดตั้งตามระยะที่คู่มือผู้ผลิตกำหนด เพื่อให้แผงสามารถรับแรงลมได้ตามสเปก โดยเฉพาะกับแผงรุ่นใหม่ที่มีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ

3. การดำเนินงานและการบำรุงรักษาเชิงรุก (O&M Practices)

  • การล้างแผงอย่างถูกวิธี ควรทำความสะอาดแผงในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็นที่แผงไม่มีความร้อนสะสม เพื่อป้องกันกระบวนการ Thermal Shock ที่อาจทำให้กระจกหรือเซลล์แตกร้าว
  • การตรวจสอบด้วยกล้องจับความร้อน (Thermal Imaging) ใช้โดรนบินตรวจสอบระบบอย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง เพื่อค้นหาจุดความร้อน (Hot spots) ที่เกิดจากแผงที่เริ่มมีปัญหาเสื่อมสภาพหรือมีรอยร้าว

บทสรุป

การเสื่อมสภาพของแผงโซล่าเซลล์ เป็นสัจธรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่สามารถบริหารจัดการได้ด้วยความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้อง กลไกอย่าง LID LeTID PID หรือ UVID ล้วนมีสาเหตุทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายได้ การก้าวตามให้ทันการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เช่น การย้ายจาก P-type ไปสู่ N-type ย่อมมาพร้อมกับทั้งข้อดีและข้อควรระวังใหม่ๆ เสมอ กุญแจสำคัญที่จะทำให้การลงทุนในระบบโซล่าเซลล์คุ้มค่าและยั่งยืน คือการใส่ใจตั้งแต่ขั้นตอนการเลือกใช้วัสดุที่มีมาตรฐาน การออกแบบและติดตั้งที่รัดกุม ไปจนถึงการบำรุงรักษาโซล่าเซลล์อย่างสม่ำเสมอ เพื่อปกป้องประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าให้อยู่คู่กับธุรกิจหรือบ้านของคุณไปตลอดอายุการใช้งาน 25 ถึง 30 ปีตามที่ตั้งใจไว้

ประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญของนโยบายพลังงานและสิ่งแวดล้อม ท่ามกลางแรงกดดันจากวิกฤติภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี โดยเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2569 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการให้ขับเคลื่อนมาตรการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยเทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) เลือกพื้นที่อ่าวไทยตอนบนเป็นพื้นที่นำร่องเพื่อศึกษาและพิสูจน์ศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในชั้นหินใต้ทะเล ภายใต้กรอบความร่วมมือไทย–ญี่ปุ่น พร้อมวางเป้าหมายระยะยาวว่าประเทศไทยอาจมีโครงสร้างพื้นฐาน CCS Hub ที่สามารถเริ่มเดินระบบได้ราวปี 2577

ท่ามกลางความคาดหวังดังกล่าว “ดร.วิจารย์ สิมาฉายา” ผู้อำนวยการสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ให้สัมภาษณ์กับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า การลงทุนต้องคุ้มค่า เทคโนโลยีต้องเหมาะสม และรัฐบาลต้องเร่งปรับตัวรับผลกระทบที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ เทคโนโลยี CCS และ CCU (Carbon Capture and Utilization) ถูกยกขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญในการลดการปล่อยคาร์บอน โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรมหนัก เช่น ปิโตรเคมี โรงไฟฟ้า และปูนซีเมนต์ ซึ่งลดการปล่อยได้ยากด้วยวิธีทั่วไป

อย่างไรก็ตาม “ดร.วิจารย์” เตือนว่า แม้ CCS จะเป็นเทคโนโลยีจำเป็นในเส้นทางสู่ Net Zero แต่ต้องพิจารณาความคุ้มค่าอย่างรอบคอบ เนื่องจากต้นทุนการลงทุนสูงมาก ทั้งค่าเทคโนโลยี การขนส่ง และโครงสร้างพื้นฐานการกักเก็บใต้ดิน

“ถ้าเป็นการลงทุนของภาคเอกชนก็ถือเป็นเรื่องดี แต่หากใช้งบประมาณของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ต้องคิดให้รอบด้าน เพราะเป็นเงินของประชาชน รัฐบาลควรเร่งติดตามแนวโน้มเทคโนโลยี CCS ที่มีต้นทุนลดลงในอนาคต และไม่ควรพึ่งพา CCS เพียงอย่างเดียว แต่ต้องเดินหน้าพลังงานทางเลือกควบคู่กันไป”

เปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน 

“ดร.วิจารย์” ชี้ว่า ประเทศไทยยังมีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนอีกมาก โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งควรได้รับการผลักดันอย่างเต็มศักยภาพ ทั้งในระดับครัวเรือน อุตสาหกรรม และโครงการโซลาร์ฟาร์มขนาดใหญ่

นอกจากนี้ การพัฒนาโครงการ Waste to Energy หรือการเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน ยังช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมสองต่อ ทั้งลดปริมาณขยะล้นเมือง และผลิตพลังงานทดแทนในคราวเดียว หากออกแบบระบบให้โปร่งใสและมีมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวด

“เราต้องมองพลังงานในภาพรวม ไม่ใช่เลือกเพียงเทคโนโลยีใดเทคโนโลยีหนึ่งแล้วทุ่มสุดตัว โดยในช่วงการเปลี่ยนผ่าน การจัดการชีวมวลอย่างมีประสิทธิภาพถือเป็นอีกประเด็นสำคัญ เพราะเกี่ยวพันโดยตรงกับปัญหา ฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบสุขภาพประชาชนทุกปี

การนำเศษวัสดุทางการเกษตรมาใช้ผลิตพลังงาน แทนการเผาในที่โล่ง สามารถลดฝุ่นและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ หากมีระบบรับซื้อที่เป็นธรรมและโครงสร้างพื้นฐานรองรับเพียงพอ”

SMR กับโจทย์ความเชื่อมั่นสาธารณะ

อีกเทคโนโลยีที่ถูกจับตามองคือ SMR (Small Modular Reactor) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก ซึ่งหลายประเทศกำลังพัฒนาเพื่อเป็นพลังงานสะอาดที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ

“ดร.วิจารย์” มองว่า หากประเทศไทยจะพิจารณาใช้ SMR จริง จำเป็นต้องสร้างความเข้าใจและการยอมรับจากประชาชนเป็นอันดับแรก พร้อมวางระบบติดตาม ควบคุม และความปลอดภัยที่ได้มาตรฐานสากล ที่สำคัญ ไทยต้องเตรียมบุคลากรด้านวิศวกรรมนิวเคลียร์ให้พร้อม อาจต้องดึงผู้เชี่ยวชาญที่เคยทำงานในต่างประเทศกลับมาช่วยวางระบบ เพื่อสร้างความมั่นใจว่ามาตรฐานความปลอดภัยไม่เป็นรองประเทศพัฒนาแล้ว

Mitigation สู่ Adaptation

ประเด็นที่ “ดร.วิจารย์” เน้นย้ำมากที่สุด คือการปรับสมดุลระหว่างการ “ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” (Mitigation) กับ “การปรับตัว” (Adaptation)

“ประเทศไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่ถึง 1% ของโลก แม้เราจะลดการปล่อยจนเป็นศูนย์ แต่หากประเทศมหาอำนาจยังไม่ลด ผลกระทบจากภาวะโลกร้อนก็ยังถาโถมใส่ไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ภาพอุทกภัยในหาดใหญ่และเชียงรายที่เกิดในฤดูที่ไม่ควรเกิด คือสัญญาณเตือนชัดเจนว่า สภาพภูมิอากาศกำลังเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าที่คาดการณ์”

“ดร.วิจารย์” เสนอว่า รัฐบาลต้องลงทุนในระบบพยากรณ์อากาศที่แม่นยำขึ้น ระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่เข้าถึงประชาชน ระบบสั่งการที่มีเอกภาพ การเสริมศักยภาพผู้ว่าราชการจังหวัดและหน่วยงานท้องถิ่นในการบริหารจัดการภัยพิบัติ เพื่อจะลดความสูญเสียจากภัยพิบัติ การลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดในยุคโลกร้อน

Source : กรุงเทพธุรกิจ