News & Update

พลิกโฉมการเงินเขียวโลก พร้อมส่องทางรอด ‘ป่าไม้ไทย’ ในยุคกฎหมาย EU คุมเข้ม

จากเวที COP30 สู่ Davos 2569 เมื่อ “ผืนป่า” ไม่ใช่แค่ทรัพยากรที่รอการตัด แต่คือ “สินทรัพย์” ทางเศรษฐกิจที่ล้ำค่าที่สุดของมนุษยชาติ พร้อมโมเดลระดมทุนแสนล้านเพื่อหยุดยั้งวิกฤตสภาพภูมิอากาศ

วิกฤติการณ์ที่คำสัญญาไม่เพียงพออีกต่อไป

เป็นเวลานานนับศตวรรษที่มนุษย์มองว่าป่าไม้คือ “อุปสรรค” ของการขยายตัวทางเมือง หรือเป็นเพียง “ทรัพยากร” ที่ต้องตักตวงให้ได้มากที่สุด แต่ความจริงที่ปรากฏในปัจจุบันคือ ป่าไม้คือเครื่องจักรชีวภาพที่สำคัญที่สุดในการดูดซับก๊าซคาร์บอน คืนออกซิเจน และรักษาสมดุลของวงจรน้ำทั่วโลก

แม้จะมีคำมั่นสัญญาจากนานาชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2557 (New York Declaration on Forests) และการย้ำเป้าหมายหยุดการตัดไม้ทำลายป่าภายในปี พ.ศ. 2573 จากเวที COP26 (พ.ศ. 2564) ทว่าสถิติความสูญเสียยังคงน่ากังวล จนกระทั่งการประชุม COP30 ณ เมืองเบเลม ประเทศบราซิล ในปี พ.ศ. 2568 ที่ผ่านมา โลกได้ขยับเข้าสู่ยุคของการ “ลงมือทำด้วยเม็ดเงิน” อย่างแท้จริง 

นวัตกรรมการเงิน กุญแจดอกสุดท้ายสู่ความยั่งยืน

ปัญหาหลักที่ทำให้การอนุรักษ์ป่าล้มเหลวในอดีตคือ “ขาดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ” ในเวที COP30 จึงเกิดกลไกสำคัญคือ

  • Tropical Forests Forever Facility (TFFF): กองทุนระดับโลกที่ได้รับแรงหนุนจากนอร์เวย์ (3,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และเยอรมนี (1,160 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) โดยมีเป้าหมายระดมทุนให้ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ (ประมาณ 3.5 แสนล้านบาท) ภายในสิ้นปี พ.ศ. 2569 เพื่อสนับสนุนประเทศในเขตร้อนให้รักษาป่าไม้แลกกับผลตอบแทนทางการเงินที่คุ้มค่ากว่าการตัดไม้
  • โมเดล CCAT (Catalytic Capital for the Agriculture Transition): กองทุนที่ระดมทุนเริ่มต้น 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อดึงดูดเงินทุนเชิงพาณิชย์อีก 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ มุ่งเน้นการเปลี่ยน “ที่ดินเสื่อมโทรม” ให้กลายเป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่มีประสิทธิภาพสูง ซึ่งเป็นทางออกสำคัญในการหยุดขยายพื้นที่การเกษตรเข้าไปในป่า

สถานการณ์ในประเทศไทย โอกาสกลางพายุกฎระเบียบโลก

ข้อมูลจาก กรมป่าไม้ (Royal Forest Department) และรายงานสถานการณ์ป่าไม้ไทยปีประเทศไทย ระบุว่าในฐานะประเทศที่มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงและเป็นผู้ส่งออกสินค้าเกษตรรายใหญ่ กำลังเผชิญกับทั้งโอกาสและความท้าทาย

  • การปรับตัวรับ EUDR (กฎระเบียบสินค้าปลอดการตัดไม้ทำลายป่าของยุโรป): กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเข้มข้นในปี พ.ศ. 2569-2570 สินค้าของไทยอย่าง ยางพารา ปาล์มน้ำมัน กาแฟ และไม้ จะต้องพิสูจน์ได้ว่าไม่ได้มาจากพื้นที่บุกรุกป่าหลังวันที่ 31 ธ.ค. 2563 หากทำไม่ได้ จะสูญเสียตลาดสำคัญอย่างสหภาพยุโรปทันที
  • เป้าหมาย “ป่าไม้ 55%”: ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561-2580) ไทยตั้งเป้าเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ได้ร้อยละ 55 ของพื้นที่ประเทศ (แบ่งเป็นป่าธรรมชาติ 35% ป่าเศรษฐกิจ 15% และพื้นที่สีเขียวในเมือง 5%) ซึ่งปัจจุบันเรายังมีพื้นที่ป่าไม้จริงอยู่เพียงประมาณ 31.5% เท่านั้น
  • โมเดลป่าชุมชนและสิทธิชาติพันธุ์: ข้อมูลจาก กรมป่าไม้ และ มูลนิธิสืบนาคะเสถียร ชี้ให้เห็นว่าการให้สิทธิชุมชนในการดูแลป่า (ป่าชุมชน) กว่า 1.2 ล้านไร่ทั่วประเทศ เป็นเครื่องมือที่มีประสิทธิภาพสูงสุด เพราะคนในพื้นที่คือผู้ที่ได้รับผลประโยชน์โดยตรงจากการรักษาป่า

Forest Future Alliance (FFA) พลังความร่วมมือระดับโลก

ในการประชุม World Economic Forum (Davos) พ.ศ. 2569 ได้มีการเปิดตัวพันธมิตร Forest Future Alliance (FFA) เพื่อขับเคลื่อน 4 เสาหลักสู่ความสำเร็จ

  • ภาครัฐ (Public Policy): ต้องเร่งรับรองสิทธิในที่ดินและบังคับใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม รวมถึงปรับโครงสร้างภาษีเพื่อจูงใจให้ภาคเกษตรใช้ที่ดินเสื่อมโทรมแทนการบุกรุกใหม่
  • ภาคเอกชน (Private Sector): ธุรกิจยักษ์ใหญ่ต้องตั้งเป้าหมาย “Net Zero” ที่รวมถึงการยุติการทำลายระบบนิเวศในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain)
  • สถาบันการเงิน (Financial Institutions): ปรับลดดอกเบี้ยหรือให้สิทธิพิเศษแก่ลูกค้ารายย่อยและรายใหญ่ที่ปฏิบัติตามมาตรฐานความยั่งยืนสากล
  • ประชาสังคม (Civil Society): ยกระดับเสียงของกลุ่มชาติพันธุ์และชุมชนท้องถิ่นให้มีอำนาจในการตัดสินใจเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรในพื้นที่ของตนเอง

อนาคตที่ป่าและเศรษฐกิจต้องเดินไปด้วยกัน

การเปิดตัว Forest Future Alliance และกองทุน TFFF ไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือการวางรากฐานทางเศรษฐกิจแบบใหม่ “ต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลยนั้นสูงเกินกว่าที่เราจะจ่ายไหว” หากไทยสามารถคว้าโอกาสจากการระดมทุนเขียวและปรับตัวตามกฎระเบียบโลกได้ทันท่วงที ผืนป่าจะไม่ใช่ภาระ แต่จะเป็นต้นทุนที่สร้างความมั่งคั่งให้แก่คนไทยอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่มา : World Economic Forum
Source : กรุงเทพธุรกิจ

ตั้งวอร์รูมทำงาน 24 ชม.ตลอด 10 วัน เกาะติดช่วงเปลี่ยนผ่านแหล่งก๊าซเอราวัณจากสัมปทานสู่พีเอสซี

ตั้งวอร์รูม 10 วันทำงาน​ตลอด 24 ชม.เกาะติดช่วงเปลี่ยนผ่านสัมปทานแหล่งเอราวัณสู่ระบบแบ่งปันผลผลิตตลอด24 ชม.ตั้งแต่ 23 เม.ย.-2 พ.ค. 2565 เพื่อให้การผลิตก๊าซฯไม่สะดุด ด้าน ปตท.สผ.โอเปอเรเตอร์รายใหม่ชี้ผลิตก๊าซไม่ได้ปริมาณ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามตามที่ตกลงไว้กับรัฐ ต้องเพิ่มการผลิต ก๊าซฯจากแหล่งบงกชและอาทิตย์มาเสริม รวมทั้งให้ปตท.นำเข้า LNG มาช่วยทดแทนอีกทาง

กกพ.สรุปเอกชนแห่ยื่นขายไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน 670 โครงการ รวม 17,400 เมกะวัตต์ ทะลุเป้ารับซื้อ 5,203 เมกะวัตต์

สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) สรุปยอดผู้ยื่นคำขอขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ปี 2565-2573 รวม 670 โครงการ ปริมาณ…

พาชม! โรงเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกราม ‘พลังงานแสงอาทิตย์’ รักษ์โลก

กรมประมง ร่วมกับ กฟผ. เปิดตัว “โรงเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามพลังงานแสงอาทิตย์” ตั้งเป้าผลิตลูกพันธุ์กุ้งก้ามกรามได้ไม่ต่ำกว่า 30 ล้านตัว/ปี ปล่อยลงสู่ธรรมชาติ ชั่วโมงนี้ต้องบอกได้คำเดียวว่าทุกอุตสาหกรรมในประเทศไทยกำลังเดินหน้าเรื่องพลังงานกันอย่างจริงจัง…