บี.กริม เพาเวอร์ เผยผลประกอบการไตรมาส 1/65 รายได้เพิ่ม 41% เดินหน้าบริหารจัดการต้นทุนต่อเนื่องมุ่งเพิ่มสัญญาซื้อขายไฟไม่น้อยกว่า 1,000 เมกะวัตต์ในปีนี้

ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ ประธาน บี.กริม และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM เปิดเผยว่า ผลประกอบการไตรมาสที่ 1 ปี 2565 มีรายได้รวมเพิ่มขึ้น 41% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนเนื่องจาก 1) ปริมาณไฟฟ้าที่ขายให้ลูกค้าอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นทั้งจากลูกค้ารายเดิมและรายใหม่ 2) ราคาขายไฟฟ้าต่อหน่วยที่เพิ่มขึ้น รวมถึง 3) ปริมาณการจำหน่ายไฟฟ้าที่เติบโตจากโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนในประเทศไทยและ สปป. ลาว ด้านกำไรสุทธิ-ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ 23 ล้านบาท ลดลง 96.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งปัจจัยหลักมาจากผลการดำเนินงานของธุรกิจโรงไฟฟ้าสำหรับภาคอุตสาหกรรม (SPP) ที่ลดลงจากราคาก๊าซธรรมชาติที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจากสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครน

ในขณะที่การปรับตัวของราคาขายเป็นไปอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่งผลให้มาร์จิ้นจากการขายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรมลดลง อย่างไรก็ตาม บี.กริม เพาเวอร์ ได้มีการบริหารจัดการต้นทุนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการเตรียมการนำเข้า LNG ภายใต้สัญญาระยะยาวตั้งแต่ปี 2566 เป็นต้นไป และไตรมาส 1 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ลงนามสัญญา Terminal Usage Agreement กับ PTT LNG การควบคุมค่าใช้จ่ายทั้งองค์กร การขยายธุรกิจจำหน่ายไฟฟ้าให้กับลูกค้าอุตสาหกรรม และการเติบโตจากเกือบทุกกลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรมหลัก โดยประเมินว่าปริมาณการซื้อไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรมจะเติบโตประมาณ 10-15% ในปีนี้ รวมทั้งการปรับปรุงประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ทั้งการสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทดแทนโครงการเดิม (SPP Replacement) ทั้ง 5 โครงการที่จะเริ่มดำเนินการในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งจะลดอัตราการใช้ก๊าซลงราว 15% การปรับปรุงโรง BPWHA และ ABP4 รวมทั้งการนำเทคโนโลยี Digital Twins ร่วมกับ Siemens มาใช้ในการบำรุงรักษาโรงงานให้มีประสิทธิภาพสูงสุดอีกด้วย

จากสถานการณ์ราคาเชื้อเพลิงที่ปรับตัวสูงขึ้นจากเหตุการณ์ข้างต้น คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จึงได้มีการประกาศขึ้นค่าไฟฟ้าตามสูตร (ค่า Ft) 2 ครั้ง เริ่มจาก 16.17 สตางค์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมง ในเดือน ม.ค. และ 23.38 สตางค์ต่อกิโลวัตต์-ชั่วโมงในเดือน พ.ค. และคาดว่าจะปรับอีกครั้งในเดือน ก.ย. ด้วยเหตุนี้ประกอบกับการเข้าลงทุนในโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์รวม 88 เมกะวัตต์ ของกลุ่ม reNIKOLA ประเทศมาเลเซีย จะเสร็จสมบูรณ์ภายในปี 2565 จะเป็นปัจจัยสนับสนุนผลการดำเนินงานในช่วงเวลาที่เหลือของปี

ด้านการเตรียมความพร้อมภายใต้สมมติฐานสถานการณ์ต่าง ๆ รวมถึงการรับมือกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 บี.กริม เพาเวอร์ มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดในมือกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท นอกจากนี้ ยังมีกระแสเงินสดที่มั่นคงจากโครงการโรงไฟฟ้าที่เปิดดำเนินการแล้ว 53 โครงการ การได้รับการอนุมัติขยายวงเงินหุ้นกู้เป็นไม่เกิน 100,000 ล้านบาท ในระยะเวลาไม่เกิน 5 ปี (พ.ศ. 2565-2569) จากที่ประชุมผู้ถือหุ้นที่ผ่านมา และการสนับสนุนจากหลายสถาบันการเงิน เพื่อเตรียมความพร้อมและความคล่องตัวในการบริหารด้านการเงิน รองรับการเติบโตของธุรกิจ และโอกาสในการลงทุนที่จะเข้ามาในอนาคต

ดร. ฮาราลด์ ลิงค์ กล่าวว่า ในปีนี้ บริษัทฯ ยังมีการขยายความร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ เพื่อขยายโอกาสทางธุรกิจ โดยในเดือน มี.ค.ที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกลุ่มทรู ในการร่วมมือพัฒนานวัตกรรมดิจิตัลเพื่อธุรกิจพลังงาน ประกอบด้วย 1) การพัฒนาระบบโครงสร้างพื้นฐานดิจิตัลด้านพลังงานอัจฉริยะ 2) การพัฒนาโครงการนวัตกรรม Smart Grid ผ่านเทคโนโลยี 5G 3) การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ 4) การพัฒนาระบบนิเวศเศรษฐกิจใหม่และการส่งเสริมสตาร์ทอัพในประเทศไทย

ส่วนความคืบหน้าของโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างในปีนี้มีอีกหลากหลายโครงการ ประกอบด้วย โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์อู่ตะเภา เฟส 1 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้ง 18 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ในจังหวัดระยอง ปัจจุบันมีความคืบหน้าในการก่อสร้าง 65% โดยมีกำหนดการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปลายปี 2565 และโครงการโรงไฟฟ้า BGPAT2 & BGPAT3 ขนาดกำลังการผลิตติดตั้งแห่งละ 140 เมกะวัตต์ โดยมีกำหนดการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2566

ปัจจุบัน บี.กริม เพาเวอร์ มีโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งหมด 53 โครงการ โดยมีเป้าหมายที่จะมีกำลังการผลิตรวมของโครงการใหม่ ไม่น้อยกว่า 1 กิกะวัตต์ภายในปีนี้ ทั้งจากโครงการที่ก่อสร้างใหม่และการเข้าซื้อกิจการที่ตั้งอยู่ในหลากหลายประเทศ โดยยังคงเป้าหมายการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า 7,200 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 และ 10,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2573

Source : Energy News Center

กลุ่มบ้านปู อัด 1.65 หมื่นล้าน กางแผน 3 ปี ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลุยพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพิ่มเป็น 1,100 เมกะวัตต์ พร้อมธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานอีก 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568

นางสมฤดี ชัยมงคล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บ้านปู จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า บริษัทได้กำหนดกลยุทธ์ Greener & Smarter เพิ่มเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับระบบนิเวศด้านพลังงานของบ้านปู (Banpu Ecosystem) ให้ครบวงจรยิ่งขึ้น และสอดรับเทรนด์โลกที่ตั้งเป้าลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) สุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี 2603

โดยในปี 2568 กลุ่มบ้านปูได้ตั้งเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกสำหรับธุรกิจเหมืองลง 7% จากการดำเนินงานในสภาวะปกติ และในธุรกิจไฟฟ้าที่ครอบคลุมไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงทั่วไปและจากพลังงานทดแทนลง 20% จากการดำเนินงานในสภาวะปกติ ผ่านการดำเนินงานที่มีเป้าหมายเพิ่มกำไรในธุรกิจพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีพลังงานของกลุ่มบ้านปูไม่ต่ำกว่า 50% ใน 10 ประเทศ

สำหรับการดำเนินงานในปีนี้บริษัทได้จัดสรรงบลงทุนในธุรกิจพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีพลังงานไว้ราว 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.65 หมื่นล้านบาท (อัตราแลกเปลี่ยน 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ)  แบ่งเป็นการลงทุนการเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน และระบบการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ให้กับลูกค้าอีก 500 เมกะวัตต์ รวม 400 ล้านดอลลาร์สหรัฐหรือราว 1.32 หมื่นล้านบาท  และลงทุนในธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 3,300 ล้านบาท

ทั้งนี้ การดำเนินงานดังกล่าว จะลงทุนผ่านบริษัท บ้านปู เน็กซ์ จํากัด เป็นหลัก ในการขยายโรงไฟฟ้าพลังงานลมและแสงอาทิตย์ครอบคลุมทั่วภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศยุทธศาสตร์สำคัญ อาทิ เวียดนาม ญี่ปุ่น จีน อินโดนีเซีย และออสเตรเลีย

ขณะเดียวกันก็จะขยายการลงทุนไปสู่ตลาดใหม่ ๆ ที่มีศักยภาพการเติบโตสูง ที่มีเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนขึ้นไปอีกราว 1,100 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 จากปัจจุบันมีอยู่ที่ราว 836 เมกะวัตต์ และขยายฐานลูกค้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ครบวงจรทุกรูปแบบทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกราว 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 จากปัจจุบันมีอยู่ราว 37 เมกะวัตต์ เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่โลกได้ และดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

"บ้านปู" ทุ่ม 1.6 หมื่นล้าน ลุยพลังงานสะอาด ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ขณะที่การลงทุนในกลุ่มธุรกิจเทคโนโลยีพลังงาน จะเป็นการเร่งกระบวนการเปลี่ยนผ่านไปสู่พอร์ตพลังงานที่สะอาดขึ้นและเทคโนโลยีพลังงานที่สอดคล้องกับเทรนด์พลังงานในอนาคตได้รวดเร็วและยั่งยืนมากยิ่งขึ้นในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครอบคลุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โซลูชั่นด้านพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและทุ่นลอยน้ำ ระบบกักเก็บพลังงาน ระบบจัดการพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้า โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะและการซื้อขายไฟฟ้า

นายชนิต สุวรรณพรินทร์ ผู้อํานวยการอาวุโส-บริหารการตลาด และการขาย บริษัท บ้านปู เน็กซ์ จํากัด  กล่าวว่า บ้านปู เน็กซ์ ซึ่งเป็นบริษัทหลักของบ้านปูในการพัฒนาธุรกิจเทคโนโลยีพลังงานสะอาดด้วยหลัก “3D” ได้แก่ การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลบริหารจัดการระบบพลังงาน (Digitization) การกระจายตัวของแหล่งผลิตและจำหน่ายพลังงาน (Decentralization) และการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Decarbonization) เพื่อขยายพอร์ตเทคโนโลยีพลังงานสะอาดครบวงจรในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก ครอบคลุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน โซลูชั่นด้านพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและระบบทุนลอยน้ำ ระบบกักเก็บพลังงาน ระบบจัดการพลังงาน ยานยนต์ไฟฟ้าโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะและการซื้อขายไฟฟ้า

ทั้งนี้ บ้านปู เน็กซ์ตั้งเป้าหมายการเติบโตทางธุรกิจภายในปี 2568 จะขยายฐานลูกค้าผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ครบวงจรทุกรูปแบบทั้งในประเทศและต่างประเทศอีกราว 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2568 จากปัจจุบันมีอยู่ราว 37 เมกะวัตต์ เพื่อสนับสนุนให้ลูกค้าภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรมทั่วประเทศไทยสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่โลกได้ และดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

อีกทั้ง เพิ่มกำลังการผลิตจากระบบกักเก็บพลังงาน 3.0 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี เพิ่มยานยนต์ไฟฟ้ากว่า 5,500 คัน รองรับการให้บริการผู้โดยสาร 430,000 คนต่อวัน เพิ่มสถานีอัดประจุไฟฟ้า 2,000 จุด เพิ่มปริมาณการจำหน่ายเรือท่องเที่ยวไฟฟ้า 100 ลำ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะและการบริหารจัดการพลังงาน30 โครงการ และปริมาณการซื้อขายไฟฟ้า 1,000 กิกะวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ซึ่งการดำเนินงานดังกล่าวเชื่อว่าจะช่วยให้กลุ่มบ้านปูสามารถบรรลุเป้าหมายในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะสั้นได้

Source : ฐานเศรษฐกิจ

TCMA สนับสนุน กนอ ใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก มอก. 2594 ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ลดโลกร้อน สอดคล้องเจตนารมณ์พัฒนานิคมอุตสาหกรรม Smart Park มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน พร้อมดึงดูดนักลงทุนอุตสาหกรรม New S-Curve

นายชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (TCMA) กล่าวว่า จากการขับเคลื่อน ‘MISSION 2023’ ร่วมกับ 25 พันธมิตร โดยตั้งเป้าลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 1,000,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์ ในปี พ.ศ. 2566 ด้วยการนำปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกเข้าสู่การใช้งานในประเทศทั้งหมดแทนปูนซีเมนต์ชนิดเดิมโดยเร็วที่สุด

การขับเคลื่อนงานก่อสร้างของนิคมฯ สมาร์ทปาร์ค ใช้ปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก ช่วยลดก๊าซเรือนกระจก ลดโลกร้อน ก็จะเป็น Smart Infrastructure และเป็นต้นแบบของการพัฒนานิคมฯ ที่เป็นกลางทางคาร์บอน TCMA พร้อมสนับสนุนขยายไปยังทุกนิคมฯ อันเป็นการสนับสนุนให้ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาอย่างยั่งยืน บนพื้นฐานความสมดุลของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งสนองตอบต่อนโยบายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ

นายนรินทร์ กัลยาณมิตร ประธานกรรมการ การนิคมแห่งประเทศไทย (กนอ.) กล่าวว่า การประกาศเจตนารมณ์นิคมอุตสาหกรรม Smart Park มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน เป็นการสนับสนุนเป้าหมายของประเทศไทยที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593

TCMA จับมือนิคมฯ ขยายสมาร์ทปาร์ค ลดก๊าซเรือนกระจก

กนอ. ยกระดับมาตรฐานการพัฒนานิคมอุตสาหกรรม Smart Park ในพื้นที่มาบตาพุด เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรม New S-Curve ด้วยการเสริมสร้างความเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศที่ทันสมัย ปลอดภัย ควบคู่ไปกับการดูแลสิ่งแวดล้อมและชุมชนโดยรอบ ภายใต้แนวคิด “นิคมอุตสาหกรรมที่มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

รศ.ดร.วีริศ อัมระปาล ผู้ว่าการ กนอ. กล่าวว่า วันนี้เป็นจุดเริ่มต้นความร่วมมือกับ TCMA ในการขับเคลื่อนนิคมอุตสาหกรรม Smart Park มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ด้วยการให้งานก่อสร้างนิคมฯ Smart Park ใช้วัสดุก่อสร้างประเภทปูนซีเมนต์ไฮดรอลิก แทนปูนซีเมนต์ชนิดเดิม

ซึ่งจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระยะก่อสร้างได้ถึงประมาณ 2,000,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์ หรือเทียบเท่าการปลูกต้นไม้ประมาณ 200,000 ต้น

Source : ฐานเศรษฐกิจ

สรุปผลการเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ นายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกฯ ญี่ปุ่น พร้อมสนับสนุนความร่วมมือเศรษฐกิจ โควิด-19 ความมั่นคง และการต่างประเทศ ดึงนักธุรกิจญี่ปุ่นตั้งฐานผลิตรถยนต์ EV ในพื้นที่ EEC หวังเกิดเงินลงทุนปีนี้ 2.5 หมื่นล้านบาท

เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2565 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้หารือข้อราชการเต็มคณะ กับนายคิชิดะ ฟูมิโอะ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ในโอกาสการเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ โดยหนึ่งในประเด็นสำคัญ คือ การสร้างความร่วมมือในการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรม EV บนพื้นที่ EEC ของไทย

สาระสำคัญของการหารือครั้งนี้ มีดังนี้ 

ด้านความร่วมมือทางเศรษฐกิจ 

ทั้งสองฝ่ายพร้อมหาข้อสรุปเพื่อจัดทำร่างแผนยุทธศาสตร์ร่วมด้านเศรษฐกิจในการพัฒนาความเป็นหุ้นส่วนระหว่างไทยกับญี่ปุ่นในระยะ 5 ปี อย่างเร่งด่วน เพื่อเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนความร่วมมือด้านเศรษฐกิจระหว่างกัน

นอกจากนี้ ไทยสนับสนุนข้อริเริ่ม Asia-Japan Investing for the Future (AJIF) ของญี่ปุ่น โดยนักลงทุนญี่ปุ่นสามารถใช้ไทยเป็นฐานการลงทุนในภูมิภาคเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ในอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่นักลงทุนญี่ปุ่นมีศักยภาพ เช่น ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งรัฐบาลไทยเพิ่งประกาศมาตรการส่งเสริม 

ด้านนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นพร้อมสนับสนุน โดยเห็นว่าไทยเป็นประเทศที่มีศักยภาพ รองรับการลงทุนจากบริษัทญี่ปุ่นเป็นจำนวนมาก ถือเป็นฐานที่สำคัญที่สุดของญี่ปุ่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยืนยันว่าญี่ปุ่นจะยังคงการผลิตยานยนต์ในไทยต่อไป รวมถึงการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ด้วย

การหารือข้อราชการเต็มคณะ ระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่นการหารือข้อราชการเต็มคณะ ระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น

ด้านความร่วมมือเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคมจากสถานการณ์โควิด-19 

นายกรัฐมนตรีขอบคุณรัฐบาลญี่ปุ่นที่ให้ความช่วยเหลือและสนับสนุนไทยในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งรวมถึงการส่งมอบวัคซีน เครื่องผลิตออกซิเจนและอุปกรณ์สำหรับการจัดเก็บวัคซีนฯ รวมทั้งความช่วยเหลือด้านเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 

โดยในระยะต่อไป นายกรัฐมนตรีเห็นว่า ทั้งสองฝ่ายควรส่งเสริมความร่วมมือในด้านสาธารณสุขระหว่างกันมากขึ้น เพื่อรับมือกับโควิด-19 และโรคอุบัติใหม่ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต โดยทั้งสองฝ่ายยังได้มีการลงนามในหนังสือแลกเปลี่ยนว่าด้วยความช่วยเหลือแบบให้เปล่าของรัฐบาลญี่ปุ่นภายใต้โครงการสนับสนุนเร่งด่วนสำหรับการรับมือกับสถานการณ์โควิด-19

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเชิญชวนให้ชาวญี่ปุ่นเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยมากขึ้น ผ่านการผ่อนคลายมาตรการเข้าประเทศ เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ที่ผ่านมา โดยชาวไทยพร้อมให้การต้อนรับชาวญี่ปุ่นกลับมาท่องเที่ยวในไทย 

ด้านความร่วมมือด้านกลาโหม ความมั่นคง และการยุติธรรม 

ทั้งสองฝ่ายยินดีที่มีความร่วมมือด้านความมั่นคงและการทหารกันอย่างใกล้ชิด ทั้งสองฝ่ายพร้อมให้มีการเจรจาสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกันในทันทีเพื่อผลักดันในเกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายพร้อมเพิ่มพูนความร่วมมือระหว่างกันต่อไปภายใต้กลไกความร่วมมือต่าง ๆ เพื่อช่วยเสริมสร้างเสถียรภาพและความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาค

ทั้งนี้ภายหลังการหารือ ทั้งสองประเทศได้มีการลงนามความตกลงว่าด้วยการมอบยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีป้องกันประเทศระหว่างรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยด้วย

การหารือข้อราชการเต็มคณะ ระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น และการ MOUการหารือข้อราชการเต็มคณะ ระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น และการ MOU

ด้านภูมิภาคและระหว่างประเทศ 

ญี่ปุ่นพร้อมร่วมมือกับไทยอย่างใกล้ชิดในการมีบทบาทที่สร้างสรรค์ในระดับอนุภูมิภาคและภูมิภาค โดยเฉพาะความร่วมมือเพื่อการพัฒนาอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง ความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน – ญี่ปุ่น ซึ่งญี่ปุ่นพร้อมร่วมมือกับไทยในฐานะประเทศผู้ประสานงานความสัมพันธ์อาเซียน – ญี่ปุ่นอย่างใกล้ชิด 

รวมทั้งพร้อมหารือร่วมกันในการประชุมสุดยอดอาเซียน – ญี่ปุ่น สมัยพิเศษที่ญี่ปุ่นในปีหน้า นอกจากนี้ ทั้งสองเห็นพ้องเพิ่มพูนความร่วมมือกันอย่างแข็งขันมากยิ่งขึ้นในกรอบต่าง ๆ บนพื้นฐานของผลประโยชน์ร่วมกันในการเสริมสร้างสันติภาพ ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองของภูมิภาคและโลก 

ส่วนการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคของไทยในปีนี้ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นกล่าวว่า รัฐบาลญี่ปุ่นพร้อมร่วมมือและให้การสนับสนุนบทบาทที่แข็งขันของไทย พร้อมสนับสนุนวาระการเป็นเจ้าภาพที่ไทยผลักดัน ภายใต้หัวข้อ Open. Connect. Balance. โดยเฉพาะโมเดลเศรษฐกิจ BCG ด้านนายกรัฐมนตรีพร้อมให้การต้อนรับนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นเยือนไทยอีกครั้ง เพื่อเข้าร่วมการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปคในวันที่ 18 – 19 พฤศจิกายนนี้

ภายหลังการหารือ นายกรัฐมนตรีของไทย เห็นว่า ทั้งสองฝ่ายควรพิจารณายกระดับสถานะความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน เพื่อสะท้อนความแน่นแฟ้นและพัฒนาการของความสัมพันธ์ระหว่างกัน

ขณะที่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น ยืนยันพร้อมร่วมมือกับรัฐบาลไทยในการส่งเสริมสัมพันธ์อันดีระหว่างกัน และเห็นพ้องกับนายกรัฐมนตรีในการยกระดับสถานะความสัมพันธ์ระหว่างกันเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์อย่างรอบด้าน” โดยทางญี่ปุ่นจะพิจารณาอย่างจริงจังต่อไป

การหารือข้อราชการเต็มคณะ ระหว่างรัฐบาลไทย-ญี่ปุ่น

Source : ฐานเศรษฐกิจ

การแข่งขันด้านความเขียวหรือการคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน ต้องยอมรับว่าเข้มข้นมาก ๆ หลาย ๆ ประเทศเริ่มวางแผนออกนโยบายเพื่อสร้างเมืองของตนเองให้มีความยั่งยืนมากขึ้น เนื่องจากทั่วโลกกำลังเผชิญปัญหาเดียวกัน นั่นคือการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศและภาวะโลกร้อน และที่สำคัญที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบคือโลกของเรากำลังเผชิญกับปัญหาภาวะขาดแคลนอาหารในอนาคต ด้วยปัจจัยข้างต้น การระบาดของโรคร้ายและสงคราม