การเกิดขึ้นของโควิด-19 ก่อนหน้านี้ได้ส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่การผลิต (Supply Chains) ไปแล้วระดับหนึ่ง แต่การสู้รบระหว่างรัสเซียกับยูเครนได้เข้ามาขยายปัญหานี้ให้ใหญ่ขึ้นเพราะได้นำมาซึ่งทั้งวิกฤตพลังงานและวิกฤตการขาดแคลนอาหาร โดยปัจจัยดังกล่าวทำให้อัตราเงินเฟ้อของประเทศต่างๆ ทั่วโลกต่างปรับตัวเพิ่มขึ้นจากผลพวงของระดับราคาสินค้าและน้ำมันที่พาเหรดกันทยอยขึ้นราคา

ล่าสุดทำเอาผู้อำนวยการกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) ถึงกับต้องออกมาเตือนถึงเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่สภาวะยุ่งเหยิง หลัง 30 ประเทศมีการจำกัดการส่งออกอาหารแล้ว ซึ่งนั่นถือเป็นปรากฏการณ์กักตุนสินค้าเกษตรที่ร้ายแรงที่สุดในรอบ 15 ปี นับตั้งแต่ช่วงที่เกิดวิกฤตราคาอาหารเมื่อปี 2550-2551

สำหรับไทยในฐานะประเทศผู้นำเข้าน้ำมันเราจึงต้องเผชิญกับราคาน้ำมันที่แพงขึ้น แต่ด้วยรัฐได้ใช้กลไกให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาอุดหนุนดีเซลและมีการปรับลดภาษีสรรพสามิตมาช่วยต่อเนื่องจึงทำให้ดีเซลขณะนี้ยังอยู่ที่เพียง 32.94 บาท/ลิตร โดยล่าสุดกองทุนน้ำมันฯ ควักจ่ายดูแลเฉพาะน้ำมันฯ สูงถึงกว่า 4 หมื่นล้านบาท และเมื่อรวมกับการอุดหนุนราคาแอลพีจีก็ทะลุไปแล้ว 8.1 หมื่นล้านบาท ขณะที่ภายใน มิ.ย.นี้เพดานดีเซลจะต้องขยับไปสู่ระดับ 34.94 บาท/ลิตรเพื่อไม่ให้กระทบสภาพคล่องของกองทุนฯ ตามมติ ครม.เมื่อ 22 มี.ค. 65 ที่ให้ลดการอุดหนุนเหลือกึ่งหนึ่ง

ส่วนการขาดแคลนอาหาร นับว่าคนไทยมีความโชคดีเพราะไทยมีภาคการเกษตร ปศุสัตว์ และฐานการผลิตอาหารสำเร็จรูป ที่เข้มแข็งจนกลายเป็นประเทศผู้ส่งออกอาหารอยู่อันดับที่ 13 ของโลก ภาวะที่สินค้าจะหายไปจากชั้นจำหน่ายสินค้าแบบดื้อๆ เหมือนสหรัฐฯ และยุโรปจึงยังไม่ค่อยพบเห็น มีเพียงแต่ราคาที่ปรับเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่กระนั้น จากปัญหาปุ๋ย อาหารสัตว์ที่ราคาแพงยังเป็นสิ่งที่ต้องติดตามใกล้ชิด

แนะรัฐเร่งดูแลความมั่นคงพลังงาน-อาหาร

นายธรรศ ทังสมบัติ นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสำเร็จรูป กล่าวว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนหากจำกัดวงอยู่เช่นปัจจุบันโอกาสของไทยในการส่งออกสินค้าอาหารจะมีมากขึ้นแม้ว่าระดับราคาสินค้าจะมีแนวโน้มราคาสูงขึ้นจากต้นทุนทั้งราคาน้ำมัน วัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ที่แพงก็ตาม แต่หากยืดเยื้อและขยายวงไปสู่ภูมิภาคอื่นๆ และที่สุดนำไปสู่สงครามใหญ่บริบทจะเปลี่ยนไปทันที และสิ่งสำคัญมากกว่าการส่งออกที่ไทยต้องเตรียมพร้อมไว้คือ ความมั่นคงทั้งด้านพลังงานและอาหารที่จะเพียงพอดูแลคนในประเทศ

“หลายประเทศเขามีการคิดที่จะดูแลคนในประเทศ โดยการจำกัดการส่งออก และมีการสำรองอาหารกันไว้บ้างแล้ว แต่ไทยเองผมยังไม่เห็นว่ารัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมี Action Plan ใดๆ ที่จะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่นได้ว่าหากเกิดกรณีเลวร้ายขึ้นมาคนไทยจะมีอาหารเพียงพอในภาพรวม และหากถามว่าพอไหมคงต้องถามรัฐเพราะจะรู้ปริมาณการผลิตของแต่ละฤดูเก็บเกี่ยว และสต๊อกสินค้าแต่ละชนิด ว่าถึงจุดที่ต้องจำกัดการส่งออกหรือยัง รวมไปถึงคาดการณ์ในฤดูการผลิตถัดไปเป็นอย่างไรในการเตรียมรับมือ” นายธรรศกล่าว

ทั้งนี้ โลกไม่เหมือนอดีตเพราะมีการแบ่งขั้วชัดเจน คือฟากที่สนับสนุนเงินดอลลาร์ และฟากหนึ่งที่ไม่สนับสนุน ดังนั้นการส่งออกของไทยที่ได้เงินในรูปเหรียญดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น แต่ต้องจ่ายค่าพลังงานและอื่นๆ ที่สูงตามไปด้วยหรืออาจจะแพงกว่า การส่งออกเพิ่มก็เปล่าประโยชน์ ดังนั้นทำอย่างไรที่รัฐจะบริหารจัดการที่จะทำให้สินค้าอาหาร และพลังงานไม่แพงเกินไป ซึ่งส่วนของน้ำมันนั้นเข้าใจว่าไทยต้องนำเข้าเป็นหลักจึงควรมองหาและส่งเสริมพลังงานทางเลือกในการช่วยเหลือในการดูแลห่วงโซ่การผลิต เช่น การส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์สำหรับกลุ่มประมงพื้นถิ่น เป็นต้น

นายธรรศกล่าวสรุปว่า อนาคตไม่มีใครมองเห็นว่าสงครามจะดีหรือแย่ไปกว่านี้แต่ยืดเยื้อแน่นอนเศรษฐกิจแบบพึ่งพาตนเองหรือเศรษฐกิจพอเพียงคือความมั่นคงระยะยาว เพราะคุณก็รู้หรือเคยได้ยินว่า “เงินทองนั้นเป็นมายา ข้าวปลาเป็นของจริง”

ส.อ.ท.ชี้สงครามไทยมีทั้งความเสี่ยงและโอกาส

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า สงครามรัสเซีย-ยูเครนยังคงไม่มีทีท่าว่าจะจบลงและจำเป็นต้องติดตามใกล้ชิดว่าจะขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั้งตะวันออกกลาง และเอเชีย แปซิฟิกหรือไม่ ซึ่งจากความตึงเครียดที่มีเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงทำให้มีการมองว่าสงครามจะยืดเยื้อไปถึงปีหน้า ขณะที่สงครามส่งผลกระทบทำให้ระดับราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้นและต่อเนื่องมายังวิกฤตการขาดแคลนอาหาร โดยเฉพาะ 10 กว่าประเทศที่ระงับส่งออกเพื่อไว้บริโภคภายในประเทศจึงทำให้ปัญหานี้จะรุนแรงขึ้นในไตรมาส 3-4

ธนาคารโลกมองวิกฤตอาหารจะยืดเยื้อถึงปีหน้า จุดนี้ไทยเราอาจเจอทั้งความเสี่ยงและโอกาส เพราะทั้งน้ำมันที่แพงขึ้นย่อมกระทบให้ค่าขนส่งและราคาสินค้าปรับตัวเพิ่มต่อเนื่อง และสิ่งที่ต้องเผชิญตามมาคือภาวะเงินเฟ้อที่สูง แต่โอกาสของไทยคือการส่งออกสินค้าอาหารที่เพิ่มขึ้น ซึ่งขณะนี้เรามีคำสั่งซื้อมาจากทางยุโรปมาค่อนข้างมาก แต่เราต้องบริหารจัดการวัตถุดิบให้เพียงพอ” นายเกรียงไกรกล่าว

ไทยในฐานะประเทศผู้ผลิตอาหารและส่งออกอันดับต้นๆ ของโลกจะไม่เผชิญวิกฤตขาดแคลนอาหารเช่นประเทศอื่นๆ แต่นั่นหมายถึงไทยเองต้องบริหารจัดการวัตถุดิบได้อย่างเพียงพอ เนื่องจากปัจจัยการผลิตพื้นฐานที่สำคัญของสินค้าอาหารไม่ว่าจะเป็น ปุ๋ย อาหารสัตว์ ยาฆ่าแมลง ล้วนเป็นสิ่งที่ไทยยังต้องพึ่งพิงนำเข้าหากขาดแคลนก็จะกระทบต่อผลผลิตที่ลดลงได้ทันที
ดังนั้นจำเป็นที่ผู้ประกอบการต้องหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ๆ ที่มีศักยภาพมาทดแทนโดยมองหาการทำสัญญาซื้อขายระยะยาว รวมไปถึงการปรับสูตรการผลิตใหม่ที่เน้นพึ่งพาห่วงโซ่การผลิต (ซัปพลายเชน) ในประเทศให้มากขึ้นเพื่อทดแทนการนำเข้าเพื่อความมั่นคงระยะยาว โดยภาครัฐจำเป็นต้องหามาตรการส่งเสริมให้ผู้ผลิตขนาดกลางและย่อม (เอสเอ็มอี) ของไทยได้รับโอกาสในห่วงโซ่การผลิตให้มากขึ้น

นอกจากนี้ ค่าเงินบาทที่อ่อนค่าเกินไปแม้ว่าจะเป็นผลบวกกับรายได้การส่งออกรูปเงินบาทที่จะเพิ่มขึ้น รวมไปถึงภาคการท่องเที่ยวก็ตาม แต่ภาพรวมจะไม่เป็นผลดีต่อการนำเข้าพลังงานและวัตถุดิบที่จำเป็นต่อการผลิตสินค้าของไทยที่จะมีราคาสูงขึ้น ไทยจึงต้องบริหารค่าเงินบาทให้มีเสถียรภาพที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจไทยปี 2565 นอกเหนือจากส่งออกที่เป็นกลไกหลักแล้วหลังจากที่รัฐบาลได้เปิดการท่องเที่ยวรับต่างชาติแบบเต็มรูปแล้วจะทำให้ภาคท่องเที่ยวเป็นอีกหนึ่งเครื่องยนต์ที่จะมาช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยได้ชัดเจนขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังเพราะคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติอย่างน้อยมาไทยราว 6-8 ล้านคน

ไทยต้องไม่ทิ้งจุดแข็ง “ครัวของโลก”

นายธนิต โสรัตน์ รองประธานสภาองค์การนายจ้างผู้ประกอบการค้าและอุตสาหกรรมไทย (อีคอนไทย) และในฐานะผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ กล่าวว่า แม้ว่าไทยจะไม่เกิดวิกฤตขาดแคลนอาหารเพราะเป็นประเทศที่มีภาคเกษตร ฐานการผลิตอาหารสำเร็จรูปเพื่อการส่งออกที่ติดอันดับโลกแต่ก็ต้องไม่ตั้งอยู่บนความประมาทเพราะสงครามรัสเซีย-ยูเครนยังยืดเยื้อและยังไม่แน่นอนว่าจะไปในทิศทางใดแน่ ดังนั้นไทยต้องเช็กสต๊อกสินค้าเพื่อป้องกันกรณีหากเกิดเหตุฉุกเฉินจะได้สามารถจำกัดโควตาการส่งออกได้

“ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ประกอบกับราคาวัตถุดิบต่างๆ สูง ย่อมทำให้ราคาสินค้าจะแพง กลุ่มอาหารก็เช่นกันราคาจะแพงขึ้นแน่นอนจึงไม่เกิดวิกฤตขาดแคลน แต่ถ้าสงครามใหญ่เกิดขึ้นก็เป็นอีกเรื่องนะ แต่เราก็ไม่ควรทำตัวประมาทเพราะหากเราปล่อยภาคเกษตรให้เป็นอย่างเช่นทุกวันนี้ต่อไปประเทศเพื่อนบ้านจะได้เปรียบในแง่ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าโดยเฉพาะค่าแรง ที่สุดเราอาจจะเป็นผู้นำเข้าแทนก็ได้” นายธนิตกล่าว

ทั้งนี้ ไทยถือว่าเดินมาถูกทาง นั่นคือ การส่งเสริมให้ไทยเป็นครัวโลก จึงอย่าทิ้งจุดแข็งนี้แล้วมัวแต่ไปมุ่งเน้นการพัฒนาอุตสาหกรรมไฮเทคโนโลยีที่ไม่ใช่เทคโนโลยีของไทย จนลืมไปว่าไทยเป็นเมืองเกษตรมานานแล้วและควรจะต่อยอดในการสร้างมูลค่าเพิ่ม วิจัยและพัฒนาให้มากขึ้น ประเทศอื่นๆ ที่พัฒนาแล้วเขายังไม่เคยละทิ้งภาคเกษตรแต่อย่างใดและทำให้เกษตรกรมีความเข้มแข็งได้แต่ไทยกลับละเลยสิ่งเหล่านี้

สำหรับพลังงานที่ผ่านมาถือเป็นวิกฤตของโลกและของไทยเนื่องจากราคาได้ปรับสูงขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่ไทยต้องพึ่งพิงการนำเข้าเป็นหลักจึงไม่อาจหลีกเลี่ยงผลกระทบได้ ซึ่งหากสงครามยืดเยื้อและบานปลายไทยจะเผชิญปัญหานี้หนักเพิ่มขึ้น การเตรียมพร้อมรับมือของภาครัฐจึงเป็นเรื่องสำคัญ เพราะราคาพลังงานและสินค้าที่ปรับขึ้นต่อเนื่องจะทำให้อัตราเงินเฟ้อของไทยปีนี้หลายคนคาดว่าจะก้าวแตะไปสู่ระดับ 5% จึงเป็นเรื่องที่ต้องระวัง

สรุป ความเห็นจากมุมมองบางส่วนของภาคเอกชนต่างก็ส่งสัญญาณไปในทิศทางเดียวกันว่า สงครามยังคงยืดเยื้อและมีเค้าลางที่อาจก้าวไปสู่การขยายพื้นที่การสู้รบเพิ่มได้ตลอดเวลา ดังนั้น วิกฤตราคาพลังงาน วิกฤตอาหาร ทั่วโลกเผชิญแม้ไทยอาจกระทบไม่เต็มที่เพราะอยู่ในฐานะครัวโลก…แต่ก็ไม่ควรตั้งอยู่บนความประมาทท่ามกลางระบบโลกที่เปลี่ยนไป

Source : MGROnline

สัญญาน้ำมันดิบล่วงหน้าเวสต์เท็กซัส ปิดวันพุธ(1มิ.ย.)ปรับตัวขึ้น 59 เซนต์ ขานรับมติสหภาพยุโรป (อียู) ในการระงับการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซีย นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้แรงหนุนจากการที่นครเซี่ยงไฮ้ประกาศผ่อนคลายมาตรการล็อกดาวน์ ซึ่งจะช่วยหนุนความต้องการใช้น้ำมัน

สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส ส่งมอบเดือนก.ค. ซึ่งมีการซื้อขายที่ตลาดไนเม็กซ์ เพิ่มขึ้น  59 เซนต์ ปิดที่ราคา 115.26 ดอลลาร์/บาร์เรล ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ ส่งมอบเดือนส.ค. เพิ่มขึ้น 69 เซนต์ ปิดที่ 116.29 ดอลลาร์/บาร์เรล

นักลงทุนจับตาการประชุมของกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) และชาติพันธมิตร หรือโอเปกพลัสในวันพรุ่งนี้เพื่อกำหนดนโยบายการผลิตสำหรับเดือนก.ค. หลังจากมีมติเพิ่มกำลังการผลิตน้ำมัน 432,000 บาร์เรล/วันสำหรับเดือนมิ.ย. แม้ว่าสหรัฐและหลายประเทศที่นำเข้าน้ำมันต่างเรียกร้องให้โอเปกพลัสเพิ่มการผลิตให้มากขึ้นกว่าในระดับปัจจุบัน เพื่อสกัดราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นนับตั้งแต่รัสเซียส่งกำลังทหารบุกโจมตียูเครนในวันที่ 24 ก.พ.

ทั้งนี้ อียูมีมติระงับการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียจำนวน 90% ภายในสิ้นปีนี้ โดยจะคว่ำบาตรการนำเข้าน้ำมันดิบภายในเวลา 6 เดือน และผลิตภัณฑ์น้ำมันกลั่นภายในเวลา 8 เดือน แต่ยกเว้นการส่งน้ำมันทางท่อส่งน้ำมันรัสเซียไปยังฮังการี สาธารณรัฐเชก และสโลวาเกีย

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีท เจอร์นัลรายงานโดยอ้างแหล่งข่าวระบุว่า สมาชิกบางรายของกลุ่มโอเปกพลัสกำลังพิจารณาความเป็นไปได้ในการตัดรัสเซียออกจากการทำข้อตกลงผลิตน้ำมันของโอเปกพลัส ขณะที่มาตรการคว่ำบาตรของชาติตะวันตกได้ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการผลิตน้ำมันของรัสเซีย

ทั้งนี้ การนำรัสเซียออกจากระบบโควตาการผลิตน้ำมันรายเดือนของโอเปกพลัสจะเปิดทางให้ซาอุดีอาระเบียและสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รวมทั้งสมาชิกรายอื่นๆ เพิ่มการผลิตน้ำมันได้มากขึ้น เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการผลิตของโอเปกพลัส และเพื่อชดเชยกำลังการผลิตที่ขาดหายไปจากรัสเซีย

นักวิเคราะห์จาก VI Investment Corp คาดการณ์ว่า หากโอเปกพลัสมีการยืนยันถึงเรื่องดังกล่าว ก็จะส่งผลให้ราคาน้ำมันร่วงลงแตะระดับ 100 ดอลลาร์/บาร์เรล

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า แนวโน้มค่าไฟฟ้าผันแปร (ค่าเอฟที) สำหรับการเรียกเก็บค่าไฟฟ้าในรอบเดือน ก.ย.-ธ.ค. 2565 นั้น ยังไม่มีการพิจารณาเพราะต้องรอปิดรอบการคำนวณก่อน ในเบื้องต้นคาดว่าจะเริ่มคำนวณกลางเดือนมิ.ย.นี้ และจะประกาศในช่วงกลางเดือนก.ค.

หอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ร่วมกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน, สมาคมพลังงานหมุนเวียนไทย (อาร์อี100), สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ, หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และ ทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจ ให้ผู้ประกอบการผู้ใช้บริการ ผู้ผลิต ภาคขนส่งได้เตรียมตัวตั้งรับต่อสถานการณ์น้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้น ร่วมกันหาทางออกในการลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานด้วยรถ EV ตลอดจนมาตรการสนับสนุนทางการเงิน

นำโดย

  1. ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานคณะทำงาน กกร. ด้านพลังงาน
  2. ดร.สุรทิน ธัญญะผลิน ผู้แทนจากสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย
  3. คุณธเนศร เนื่องจำนงค์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ฝ่ายซัพพลายเชน เซ็นทรัลรีเทล
  4. คุณอมร ทรัพย์ทวีกุล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด(มหาชน)
  5. ดร.จิระวัฒน์ ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ คณะทำงาน กกร. ด้านพลังงาน จากสมาคมธนาคารไทย

ดำเนินรายการโดย : ดร.ดิษฐา นนทิวรวงษ์
คณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย

กกพ.ส่งสัญญาณ​เตรียมพิจารณาปรับขึ้นค่าไฟฟ้าส่วนของเอฟทีงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.65 โดยการแบกภาระหนี้ค่าไฟฟ้าของ กฟผ.แทนประชาชนอาจจะสูงเกิน 1 แสนล้านบาทและจะมีปัญหาการขาดสภาพคล่องเพิ่มขึ้น หากรัฐบาลยังสั่งให้มีการตรึงค่าเอฟที แนะให้ช่วยกันประหยัด​การใช้​ไฟฟ้า​

แหล่งข่าวจากคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.)​เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาค่าไฟฟ้า ในส่วนของค่าไฟฟ้าผันแปรงวดเดือน ก.ย.-พ.ค.65 ในเดือน มิ.ย.นี้ โดยมีการประเมินต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นจากการต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลวหรือLNGเพิ่มขึ้นเนื่องจากปริมาณก๊าซจากแหล่งในอ่าวไทยที่ส่งป้อนโรงไฟฟ้านั้นลดลง ซึ่งเมื่อพิจารณาร่วมกับปัจจัยเชื้อเพลิงอื่นๆและอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเอฟทีจะต้องปรับขึันอีก 40 สตางค์ต่อหน่วย ทำให้ค่าไฟฟ้าโดยรวมที่จะจัดเก็บในบิลค่าไฟฟ้างวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.65 จะอยู่ที่ประมาณ 4.40 บาทต่อหน่วย

แนวโน้มค่าเอฟทีที่ปรับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องมีปัจจัยสำคัญมาจากต้นทุนเชื้อเพลิงLNGนำเข้าที่เพิ่มสูงขึ้นและใช้ในสัดส่วนที่มากขึ้น ดังนั้นผู้ใช้ไฟฟ้าจึงควรต้องช่วยกันประหยัดการใช้ไฟฟ้าด้วย

ผู้สื่อข่าว​ศูนย์ข่าว​พลังงาน ​(Energy​ News​Center -ENC​)​ รายงานว่า การจะปรับขึ้นค่าเอฟทีในอัตราเท่าใดนั้นจะขึ้นอยู่กับมติของคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กพพ.)​และนโยบายจากกระทรวงพลังงาน โดยหากปรับขึ้นค่าเอฟทีน้อยกว่า 40 สตางค์ต่อหน่วย การแบกภาระค่าเอฟทีของ กฟผ.แทนประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าไว้ก่อนจะทะลุเกิน 1 แสนล้านบาทและทำให้ กฟผ.ประสบปัญหาการขาดสภาพคล่องเพิ่มมากขึ้น

ทั้งนี้ กฟผ.ช่วยแบกภาระค่าเอฟทีแทนประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้า ในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.64 เป็นวงเงินประมาณ 3.9 หมื่นล้านบาท และเพิ่มขึ้นเป็นประมาณ 6 หมื่นล้านบาทในงวดเดือน ม.ค.-เม.ย. 65 และเพิ่มเป็น 8.3 หมื่นล้านบาทในงวดเดือน พ.ค.-ส.ค 65 ซึ่งในงวดเดือน ก.ย.-ธ.ค.65 หาก กกพ.ไม่ปรับขึ้นค่าเอฟทีให้สูงกว่า 40 สตางค์ต่อหน่วย ภาระของ กฟผ. จะเพิ่มเป็นประมาณ 1.09 แสนล้านบาท

โดยการแบกภาระหนี้ค่าเอฟทีที่มากเกินไปทำให้ กฟผ.ประสบปัญหาการขาดสภาพคล่อง และ ปตท.ต้องเข้ามาช่วยขยายเวลาจ่ายหนี้ค่าก๊าซเดือน พ.ค.มูลค่า 1.3 หมื่นล้านบาทให้เป็นระยะเวลา 4 เดือน พร้อมยกเว้นดอกเบี้ยผิดนัดอีก 340 ล้านบาทให้ กฟผ.

Source : Energy News Center