เชื่อไหมว่า ‘คาร์บอนไดออกไซด์’ สามารถใช้ผลิตพลังงานไฟฟ้า และจีนพิสูจน์ว่ามันทำได้จริง ซึ่งนับเป็นการนำก๊าซที่ก่อให้เกิดมลพิษมาใช้ประโยชน์อย่างมีประสิทธิภาพ

แม้ว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มักถูกมองว่าเป็นตัวการร้าย เพราะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่ล่าสุดจีนกลับนำมันมาใช้งานให้เป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ได้ โดยวิศวกรของบริษัท China National Nuclear Corporation (CNNC) ได้เชื่อมต่อ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ใช้พลังงานจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เป็นเครื่องแรกของโลก เข้ากับโครงข่ายไฟฟ้าแห่งชาติแล้ว

นักวิทยาศาสตร์ของจีนระบุว่า เมื่อก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกทำให้ร้อนและอัดความดันในระดับสูงมาก มันจะเข้าสู้สถานะพิเศษที่เรียกว่า คาร์บอนไดออกไซด์เหนือวิกฤต (Supercritical) ซึ่งไม่ใช่ทั้งก๊าซหรือของเหลว แต่เป็นสถานะกึ่งกลาง ซึ่งในสถานะนี้ มันจะไหลเหมือนก๊าซแต่สามารถนำความร้อนได้เหมือนของเหลว และถ่ายโอนพลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่าไอน้ำ โดยมีหลักการทำงานคล้ายกับกังหันไอน้ำที่หมุนเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า แต่มีประสิทธิภาพเป็นสองเท่า 

ะบบดังกล่าวใช้ประโยชน์จากความร้อนเหลือทิ้งจากการผลิตเหล็กที่โรงงานในเมืองหลิวปานซุย มณฑลกุ้ยโจว ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศจีน แทนที่จะปล่อยให้พลังงานความร้อนนั้นสูญเปล่า ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในสถานะเหนือวิกฤต ก็จะดูดซับความร้อนนั้นไว้ ขับเคลื่อนกังหัน และหมุนเวียนไปเรื่อยๆ อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ที่สำคัญคือนี่ไม่ใช่แค่การทดลองเครื่องต้นแบบ แต่เป็นระบบที่ใช้งานได้จริงอย่างสมบูรณ์แล้ว โดยมีหน่วยผลิตไฟฟ้าขนาด 15 เมกะวัตต์สองหน่วย

อย่างไรก็ตาม ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เหล่านั้นไม่ได้ถูกดักจับจากอากาศ แต่เป็นคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งจ่ายอุตสาหกรรมมาตรฐานขนาดเล็กเท่านั้น และเมื่อแปลงเป็นของเหลวแล้ว ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะไหลเวียนในระบบปิด ไม่เคยถูกนำไปใช้หรือเผาไหม้ 

Source : Spring News

สภาผู้บริโภค ยื่นค้านมติ กพช. 28 พ.ย. 68 ปรับโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ ผลักภาระต้นทุนจากกลุ่มปิโตรเคมีไปยังผู้ใช้ไฟฟ้า จี้ “อนุทิน” ยกเลิก ก่อนผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 69

สภาผู้บริโภค ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ให้ยกเลิกมติเมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 ที่เห็นชอบการกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ หรือพูลก๊าซ (Pool Gas) ที่ทำให้โรงแยกก๊าซและกลุ่มปิโตรเคมีมีต้นทุนถูกลง แต่ไปเพิ่มต้นทุนของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า ทำให้ค่าไฟแพงขึ้น และผู้บริโภคได้รับผลกระทบ

วันที่ 25 ธันวาคม 2568 สภาผู้บริโภคจัดแถลงข่าว “รัฐรีบร้อนปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ…เพื่อใคร” เพื่อแสดงความไม่เห็นด้วยต่อมติ กพช. ดังกล่าว เนื่องจากแนวทางดังกล่าวจะส่งผลให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และสร้างความไม่เป็นธรรมต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ ขณะที่กลุ่มอุตสาหกรรมปิโตรเคมีเป็นฝ่ายได้รับประโยชน์อย่างชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้ยกเลิกมติดังกล่าวก่อนมีผลบังคับใช้วันที่ 1 มกราคม 2569

รศ.ดร.ชาลี เจริญลาภนพรัตน์ อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค อธิบายว่า มติในครั้งนี้เป็นการเปลี่ยนสูตรการคำนวณโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ โดยนำก๊าซราคาถูกจากอ่าวไทยไปจัดสรรให้ภาคปิโตรเคมีเป็นหลัก ขณะที่ภาคผลิตไฟฟ้าต้องใช้ก๊าซที่มีต้นทุนสูงขึ้นจากการเฉลี่ยรวมกับ LNG นำเข้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อค่าไฟฟ้าที่ประชาชนต้องจ่ายในที่สุด ในทางกลับกันต้นทุนของกลุ่มปิโตรเคมีจะลดลง ซึ่งสวนทางกับหลักการใช้ทรัพยากรพลังงานของประเทศอย่างเป็นธรรม

ทั้งนี้ สมัยที่ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค เป็นรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ใช้ระบบพูลก๊าซ ซึ่งโรงแยกก๊าซต้องซื้อก๊าซในราคา 327.29 บาทต่อล้านบีทียู แต่หากคำนวณราคาภายใต้นโยบายปรับโครงสร้างราคาก๊าซตามมติ กพช. ล่าสุดจะทำโรงแยกก๊าซได้ใช้ราคาที่ถูกลงกว่าการคำนวณแบบพูลก๊าซ โดยพบว่าต้นทุนของโรงแยกก๊าซจจะลดลงเหลือประมาณ 223.07 บาทต่อล้านบีทียู

“มตินี้ทำให้โรงแยกก๊าซและปิโตรเคมีได้ก๊าซราคาถูก ขณะที่ภาคไฟฟ้าต้องใช้ก๊าซแพงขึ้นจากการถัวเฉลี่ยกับ LNG สุดท้ายค่าไฟก็ต้องสูงขึ้น นี่คือโครงสร้างที่ถอยหลังจากหลักความเป็นธรรม” รศ.ดร.ชาลี ระบุ

จี้ “อนุทิน” ยกเลิกมติกพช.

ด้านรสนา โตสิตระกูล กรรมการนโยบาย และประธานอนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ระบุว่า การเร่งผลักดันมติดังกล่าวในช่วงที่รัฐบาลอยู่ในสถานะรักษาการ และไม่มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ถือเป็นการดำเนินนโยบายที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล ทั้งยังเป็นการผลักภาระให้ผู้ใช้ไฟฟ้า และย้ายประโยชน์ไปสู่ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี

“ก่อนหน้านี้ที่ที่ภาคส่วนใช้ราคาพูลก๊าซ สามารถช่วยประชาชนลดค่าไฟได้ 6 สตางค์ อาจจะดูน้อย แต่เมื่อคำนวณภาพรวมจะทำให้ลดภาระค่าไฟ ได้ถึง 12,000 ล้านบาทต่อปี แต่การกำหนดโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ ตามมติ กพช. วันที่ 28 พฤศจิกายน 2568 และ ให้มีผลทันที ในวันที่ 1 มกราคม นี้ ถือ ว่าเป็นการให้ของขวัญปีใหม่กับภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี และผลักภาระ ให้ประชาชนใช่หรือไม่” ประธานอนุฯ พลังงาน ระบุ

รสนา กล่าวว่า อยากให้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกพช.ยกเลิกมติปรับโครงสร้างราคาก๊าซใหม่ หากมีความจริงใจที่จะลดราคาพลังงานให้กับประชาชนตามที่หาเสียงไว้ เพราะการใช้โครงสร้างราคาก๊าซใหม่นอกจากจะไม่ช่วยลดค่าไฟแล้ว ยังผลักภาระให้กับผู้บริโภค ถ้าไม่ดำเนินการ สภาผู้บริโภคจะฟ้องยกเลิกมติดังกล่าว และประชาชนที่จะเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ต้องคิดให้ดีว่าจะเลือกพรรคนี้หรือไม่ เพราะพูดแล้วไม่ทำ

อิฐบูรณ์ อ้นวงษา อนุกรรมการด้านบริการสาธารณะ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม สภาผู้บริโภค ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันประเทศไทยใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าสูงถึงกว่าร้อยละ 50 ของกำลังผลิตทั้งหมด โดยก๊าซดังกล่าวมาจาก 3 แหล่งหลัก ได้แก่ ก๊าซจากอ่าวไทย ก๊าซจากเมียนมา และก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) นำเข้า ซึ่งที่ผ่านมามีการใช้ระบบ “ถัวเฉลี่ยราคา” หรือพูลก๊าซเพื่อให้ผู้ใช้ทุกภาคส่วนร่วมรับภาระต้นทุนอย่างเท่าเทียม

อย่างไรก็ตาม มติ กพช. ล่าสุดจะส่งผลให้ก๊าซที่ใช้ในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีต้นทุนต่ำลง ขณะที่ก๊าซสำหรับผลิตไฟฟ้า ภาคอุตสาหกรรมอื่น และภาคขนส่งต้องใช้ราคาพูลก๊าซ ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ยถ่วงน้ำหนักจากทั้งสามแหล่ง ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้ามีแนวโน้มปรับสูงขึ้น

“การปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องเชิงเทคนิคเฉพาะวงการพลังงาน แต่เป็นเรื่องปากท้อง ถ้าโครงสร้างราคาถูกปรับโดยไม่รอบคอบ ค่าไฟก็มีโอกาสขยับขึ้นทันที และคนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือประชาชนทั่วไป” อิฐบูรณ์ กล่าว

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2568 สภาผู้บริโภคได้ทำหนังสือถึงประธาน กพช. ขอให้ทบทวนมติการปรับโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติ โดยย้ำว่าก๊าซจากอ่าวไทยเป็นทรัพยากรของประเทศที่ประชาชนควรได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียม พร้อมเสนอให้ยึดหลัก “Single Pool Gas” คือการถัวเฉลี่ยราคาก๊าซจากทุกแหล่งเป็นราคาเดียวสำหรับผู้ใช้ทุกกลุ่ม หรือพิจารณาทางเลือกให้ภาคปิโตรเคมีและภาคขนส่งใช้ราคาก๊าซธรรมชาติเหลวอิงตลาดโลก เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าของประชาชน หากไม่มีการชะลอหรือทบทวนมติดังกล่าว และมีการบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปี 2569 อาจจำเป็นต้องดำเนินการตามกระบวนการทางกฎหมาย เพื่อคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคและรักษาความเป็นธรรมด้านพลังงานของประเทศต่อไป

Source : สภาองค์กรของผู้บริโภค

นักวิทยาศาสตร์ไม่เคยหยุดค้นหาแหล่งพลังงานใหม่ ๆ ที่ยั่งยืนและไม่มีวันใช้หมดอยู่เสมอ เพื่อรองรับความต้องการพลังงานของคนทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และล่าสุดนักวิจัยได้ออกแบบอุปกรณ์ที่สามารถดึงพลังงานไฟฟ้าออกมาจากพลศาสตร์การหมุนรอบตัวเองของโลกได้โดยตรง 

แนวคิดที่ฟังดูเหมือนหลุดออกมาจากนิยายวิทยาศาสตร์นี้ได้รับการพิสูจน์ผ่านการทดลองในห้องปฏิบัติการ ซึ่งยืนยันว่าการหมุนของดาวเคราะห์สีน้ำเงินดวงนี้ไม่ได้ให้เพียงกลางวันและกลางคืน แต่ยังซ่อนพลังงานมหาศาลที่มนุษย์อาจนำมาใช้ประโยชน์ได้ในอนาคต

ย้อนกลับไปในปี 1832 ไมเคิล ฟาราเดย์ นักฟิสิกส์ชาวอังกฤษ ผู้คิดค้นไดนาโม ทำการทดลองเพื่อหาคำตอบว่า การหมุนของโลกจะสามารถสร้างกระแสไฟฟ้าได้หรือไม่ เพราะสนามแม่เหล็กของโลกไม่ได้หมุนไปพร้อมกับโลกเหมือนวัตถุทางกายภาพ แต่สนามแม่เหล็กถูกสร้างขึ้นในแต่ละขณะและคงที่อยู่ในอวกาศ ดังนั้นความคิดในเวลานั้นคือ บางทีการเคลื่อนที่ของโลกผ่านสนามแม่เหล็กนี้อาจสร้างพลังงานได้

อย่างไรก็ตาม การทดลองของฟาราเดย์ในยุคนั้นกลับประสบความล้มเหลวโดยสิ้นเชิง และต่อมานักฟิสิกส์ก็ได้ข้อสรุปว่า แรงที่เกิดจากสนามแม่เหล็กจะไปผลักดันอิเล็กตรอนในตัวนำให้จัดเรียงตัวใหม่ จนเกิดเป็นสนามไฟฟ้าที่มาหักล้างกันเองอย่างสมบูรณ์ ทำให้ไม่มีแรงดันไฟฟ้าเกิดขึ้นในวงจรที่หมุนไปพร้อมกับโลก

จนกระทั่งเกือบ 200 ปีต่อมา ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยพรินซ์ตัน ห้องปฏิบัติการแรงขับเคลื่อนไอพ่น (JPL) ของนาซ่า และบริษัท Spectral Sensor Solutions นำโดย คริสโตเฟอร์ ไชบา ศาสตราจารย์ด้านดาราศาสตร์ฟิสิกส์ ได้ค้นพบช่องโหว่สำคัญในกฎฟิสิกส์เดิม

นักวิจัยชี้ให้เห็นว่าสมมติฐานเดิมที่ว่าแรงดันไฟฟ้าจะถูกหักล้างจนหมดสิ้นนั้น ตั้งอยู่บนเงื่อนไขที่สนามแม่เหล็กเปลี่ยนแปลงผ่านวัสดุตัวนำเกือบทันที แต่หากใช้วัสดุที่มีคุณสมบัติเฉพาะที่เรียกว่าวัสดุแม่เหล็กแบบอ่อน (Soft magnetic material) ซึ่งยอมให้สนามแม่เหล็กแพร่กระจายผ่านได้ช้าลง การหักล้างกันของประจุไฟฟ้าจะไม่เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์ในทุกจุด

เพื่อพิสูจน์สมมติฐานนี้ ทีมวิจัยได้สร้างอุปกรณ์พิเศษที่มีลักษณะเป็นทรงกระบอกกลวงยาวประมาณ 30 ซม. ทำจากวัสดุแมงกานีส-ซิงก์เฟอร์ไรต์ ซึ่งเป็นวัสดุเซรามิกที่มีคุณสมบัติเป็นตัวนำไฟฟ้าที่แย่ แต่สามารถนำพาและกั้นสนามแม่เหล็กได้ดีเยี่ยม

การทดลองถูกจัดตั้งขึ้นในห้องใต้ดิน เพื่อป้องกันสัญญาณรบกวนจากภายนอก โดยวางทรงกระบอกนี้ในแนวทิศเหนือ-ใต้ และทำมุมเอียงประมาณ 57 องศา เพื่อให้แกนของมันตั้งฉากกับทั้งแนวการหมุนของโลกและเส้นแรงแม่เหล็กโลก ณ ตำแหน่งละติจูดของห้องปฏิบัติการ

ผลลัพธ์ที่ได้จากการทดลองสร้างความตื่นเต้นให้กับวงการฟิสิกส์เป็นอย่างมาก เมื่อพวกเขาสามารถวัดแรงดันไฟฟ้าคงที่ได้ประมาณ 18 ไมโครโวลต์ และกระแสไฟฟ้าในระดับนาโนแอมป์ แม้ว่าตัวเลขนี้จะดูน้อยนิดเมื่อเทียบกับการใช้งานในชีวิตประจำวัน แต่ความสำคัญไม่ได้อยู่ที่ปริมาณพลังงาน ซึ่งพิสูจน์แล้วว่าหลักการนี้ใช้งานได้จริงในทางปฏิบัติ

ทีมวิจัยยังได้ทำการตรวจสอบอย่างเข้มงวดเพื่อตัดปัจจัยรบกวนอื่น ๆ เช่น ความแตกต่างของอุณหภูมิที่อาจทำให้เกิดแรงดันไฟฟ้า (Seebeck effect) หรือสัญญาณรบกวนจากคลื่นวิทยุ จนมั่นใจว่าพลังงานที่ได้มานั้นเกิดจากการหมุนของโลกผ่านสนามแม่เหล็กจริง ๆ

นักวิจัยระบุในรายงานการศึกษาว่า “เราทำให้มันเป็นจริงได้ด้วยเปลือกทรงกระบอกของแมงกานีส-ซิงก์เฟอร์ไรต์ และเมื่อควบคุมผลกระทบจากเทอร์โมอิเล็กทริกและปัจจัยรบกวนอื่น ๆ แล้ว เราแสดงให้เห็นว่าระบบสาธิตขนาดเล็กนี้สร้างแรงดันไฟฟ้าและกระแสตรงที่มีขนาดต่อเนื่องตามที่ทำนายไว้” 

แน่นอนว่าผลการทดลองที่ท้าทายความเชื่อเดิมย่อมตามมาด้วยเสียงวิพากษ์วิจารณ์ นักฟิสิกส์บางคนอย่าง รินเก วิจน์การ์เดน จากมหาวิทยาลัยฟรีแห่งอัมสเตอร์ดัม ยังคงแสดงความเคลือบแคลงใจ โดยระบุว่าแรงดันไฟฟ้าที่วัดได้นั้นมีค่าน้อยเกินไปจนอาจเกิดจากปัจจัยแอบแฝงอื่น ๆ ที่ยังไม่ถูกค้นพบ และเขายังไม่สามารถจำลองผลลัพธ์ที่ตรงกันในการทดลองส่วนตัวได้

ขณะที่ พอล โทมัส นักฟิสิกส์กิตติคุณจากมหาวิทยาลัยวิสคอนซิน-โอ แคลร์ กลับมองว่าการทดลองของทีมพรินซ์ตันนั้นทำออกมาได้อย่างประณีตและน่าเชื่อถืออย่างมาก

เมื่อมองถึงอนาคต หากเทคโนโลยีนี้สามารถขยายขนาดหรือเพิ่มประสิทธิภาพได้ผ่านการเชื่อมต่ออุปกรณ์ขนาดเล็กเหล่านี้เข้าด้วยกันในรูปแบบของอาเรย์ (Arrays) มันอาจกลายเป็นแหล่งพลังงานรูปแบบใหม่ที่ไม่ต้องการเชื้อเพลิงและไม่มีวันสึกหรอ อุปกรณ์ดังกล่าวอาจถูกนำไปใช้เป็น “แบตเตอรี่ถาวร” สำหรับเซนเซอร์ในพื้นที่ห่างไกล หรือแม้แต่การติดตั้งบนดาวเทียมที่โคจรรอบโลกซึ่งมีความเร็วสัมพัทธ์กับสนามแม่เหล็กสูงกว่าบนพื้นดินมาก ซึ่งจะช่วยให้สร้างพลังงานได้ในปริมาณที่มหาศาลขึ้น

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจคือผลกระทบต่อโลก หากเราดึงพลังงานจากการหมุนของมันมาใช้ ในทางฟิสิกส์ การดึงพลังงานนี้จะทำให้การหมุนรอบตัวเองของโลกช้าลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามกฎการอนุรักษ์พลังงาน แต่ทีมวิจัยคำนวณว่าผลกระทบดังกล่าวนั้นมีน้อยมากจนแทบไม่มีนัยสำคัญ โดยระบุว่าแม้มนุษยชาติจะดึงพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดที่เราใช้ในปัจจุบันมาจากวิธีนี้เพียงอย่างเดียว การหมุนของโลกจะช้าลงไม่ถึง 1 มิลลิวินาทีต่อทศวรรษ ซึ่งน้อยกว่าการที่โลกหมุนช้าลงตามธรรมชาติจากการกระทำของดวงจันทร์เสียอีก

แม้ว่าพลังงาน 18 ไมโครโวลต์ที่นักวิจัยผลิตได้ อาจยังไม่สามารถเปลี่ยนโลกได้ในวันนี้ แต่มันคือการเปิดประตูสู่ความเข้าใจใหม่ในความสัมพันธ์ระหว่างพลศาสตร์ของดวงดาวกับแม่เหล็กไฟฟ้า การค้นพบนี้เปรียบเสมือนการพบกุญแจที่ฟาราเดย์เคยทิ้งไว้เมื่อเกือบสองร้อยปีก่อน ซึ่งในอนาคตมันอาจกลายเป็นรากฐานสำคัญของพลังงานสะอาดที่ยั่งยืนที่สุดเท่าที่มนุษย์จะจินตนาการได้

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น พลังงานจากการหมุนของโลกนี้เปรียบเสมือนกระแสลมจาง ๆ ที่พัดผ่านกังหันขนาดจิ๋ว แม้ในยามที่เรายืนอยู่นิ่ง ๆ บนพื้นดิน แต่ความจริงเรากำลังเคลื่อนที่ไปพร้อมกับดาวเคราะห์ด้วยความเร็วสูงมาก การสกัดพลังงานจากกระแสลมที่มองไม่เห็นนี้คือบทพิสูจน์ความชาญฉลาดของมนุษย์ที่พยายามเปลี่ยน “การเคลื่อนที่ของดวงดาว” ให้กลายเป็น “แสงสว่างในบ้าน” ของเราเอง

ที่มา: Discover MagazineEarthInteresting EngineeringScientific American

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ท่ามกลางคลื่นการเปลี่ยนผ่านของเศรษฐกิจโลกสู่สังคมคาร์บอนต่ำ พลังงานสะอาดได้กลายเป็น “แรงขับเคลื่อนใหม่” ของการแข่งขันระดับโลก ในปี 2024 เพียงปีเดียวพบว่า ความต้องการใช้ไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้นกว่า 1,050 เทราวัตต์ชั่วโมง

โดยเฉพาะในเอเชียแปซิฟิกที่กว่า 76% ของไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมาจากพลังงานสะอาด ภาพนี้สะท้อนว่าโลกไม่ได้มองพลังงานสะอาดเป็นแค่เรื่องของสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่เป็น “ยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจ” ของประเทศ

สำหรับประเทศไทย แม้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP 2024) จะประกาศเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดเป็น 51% ภายในปี 2037 และ74% ภายในปี 2050 แต่ในปี 2023 ไทยยังผลิตไฟฟ้าสะอาดเพียง 15% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาค

ตามหลังเวียดนามที่มีสัดส่วนสูงถึง 38% ช่องว่างนี้ไม่ใช่แค่ “ตัวเลขพลังงาน” แต่คือ ความเสี่ยงของประเทศในการดึงดูดการลงทุนใหม่ ๆ โดยเฉพาะธุรกิจที่ต้องการใช้พลังงานสะอาดอย่างต่อเนื่อง

แดด ลม และแผน: ไทยมีศักยภาพ แต่แผนยังไม่เชื่อมกัน

แม้แสงแดดและลมของไทยจะมีมาก แต่ยังขาด “การวางแผนแบบเชื่อมโยง” ที่ทำให้ศักยภาพเหล่านี้เกิดผลได้จริงในทางปฏิบัติ ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ลดลงกว่า 80% และคาดว่าจะลดลงอีก 27% ภายในปี 2030

ขณะที่พลังงานลมก็มีความคุ้มค่ามากขึ้นจากเทคโนโลยีที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง ไทยจึงถือเป็นประเทศที่มีศักยภาพเพียงพอที่จะบรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาด หากการวางแผนและนโยบายสนับสนุนสอดคล้องกัน

ทว่า “แผน” กลับเป็นจุดอ่อนสำคัญ โดยเฉพาะ 5 แผนหลัก ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทน (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนบริหารจัดการน้ำมัน และแผนบริหารจัดการก๊าซ ซึ่งต่างดำเนินการแยกกันตามภารกิจของแต่ละหน่วยงาน ทำให้ทิศทางการพัฒนาไม่เชื่อมโยงกันอย่างแท้จริง เป้าหมายของไทยจึงชัดเพียงบนแผ่นกระดาษ แต่เดินหน้าจริงได้ช้า

ESS และ EV ตัวเชื่อมที่ทำให้ไฟฟ้าสะอาดใช้ได้จริง

ปัจจุบันโลกกำลังเคลื่อนไปสู่ระบบพลังงานที่บูรณาการมากกว่าที่เคย พลังงานหมุนเวียนอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ เมื่อไฟฟ้าจากแดดและลมเพิ่มขึ้น ความเสถียรของระบบไฟฟ้ากลายเป็นโจทย์ใหม่ที่หลายประเทศต้องเร่งแก้ จึงต้องอาศัยเทคโนโลยีเสริมที่ช่วยให้ไฟฟ้าสะอาด “ใช้ได้จริง-มั่นคง”

หนึ่งในนั้นคือ ระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System: ESS) ที่สามารถเก็บไฟฟ้าส่วนเกินจากแสงอาทิตย์ในตอนกลางวัน แล้วปล่อยกลับเข้าสู่ระบบในช่วงที่ความต้องการสูงหรือไม่สามารถผลิตพลังงานสะอาดได้

หลายประเทศ เช่น จีนและสหรัฐมอง ESS เป็นโครงสร้างพื้นฐานหลัก จีนกำหนดให้โครงการไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และลมต้องติดตั้ง ESS อย่างน้อย 10-30% ของขนาดโครงการ ขณะที่สหรัฐฯ สนับสนุนโครงข่าย Smart Grid เพื่อเชื่อมการผลิตและการใช้พลังงานแบบเรียลไทม์ แต่ไทยกลับวางแผนใช้ ESS จริงจังหลังปี 2032 ซึ่งอาจช้าเกินไปเมื่อเทียบกับทิศทางของตลาดโลก

ด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ก็มีบทบาทสำคัญในการ “เสริมความยืดหยุ่นของระบบ” ไม่เพียงลดการปล่อยคาร์บอนในภาคขนส่งแต่ยังช่วย “จัดการโหลด” ของระบบไฟฟ้าได้ โดยเฉพาะเทคโนโลยี “Vehicle-to-Grid” หรือ V2G ที่เปิดทางให้รถยนต์ไฟฟ้าจ่ายไฟกลับเข้าระบบในช่วงที่ไฟฟ้าขาดแคลน หากมีระบบ Smart Charging และโครงสร้างพื้นฐานที่เหมาะสม EV จะกลายเป็น “พลังเสริมให้ระบบ” อย่างแท้จริง

ปลายทางการเปลี่ยนผ่าน CCUS และ Hydrogen ปิดช่องว่างคาร์บอน

ในระยะยาว แม้ไฟฟ้าสะอาดและเทคโนโลยีเสริมจะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนได้ แต่ก็ยังไม่เพียงพอสำหรับภาคอุตสาหกรรมหนัก เช่น เหล็ก ปูนซีเมนต์ และปิโตรเคมี ซึ่งหลีกเลี่ยงการปล่อยคาร์บอนได้ยาก หลายประเทศจึงเริ่มลงทุนในเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ แลการกักเก็บคาร์บอน (CCUS) รวมถึงไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) เพื่อปิดช่องว่างสุดท้ายดังกล่าว

สหรัฐใช้กฎหมาย Inflation Reduction Act (IRA) ให้เครดิตภาษีสูงถึง 85 ดอลลาร์ต่อการดักจับคาร์บอนหนึ่งตันทำให้โครงการ CCUS เกิดขึ้นจริงหลายแห่ง ขณะที่ญี่ปุ่นกำหนดยุทธศาสตร์ไฮโดรเจนระดับชาติ ผลักดันให้เทคโนโลยีนี้กลายเป็นแหล่งพลังงานใหม่สำหรับอุตสาหกรรมและภาคขนส่ง

ในทางกลับกัน ไทยยังไม่มีกรอบนโยบายเฉพาะสำหรับเทคโนโลยีเหล่านี้ ทั้งที่ข้อมูลจาก Global CCS Institute ชี้ว่าอ่าวไทยมีศักยภาพกักเก็บคาร์บอนได้ถึง 8,400 ล้านตัน ซึ่งไทยยังมีโอกาสผลักดันตนเองให้ก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางไฮโดรเจนของภูมิภาคในอนาคต

ต่อจิ๊กซอวให้ครบ เพื่อให้ “แผน” เดินได้จริง

แม้ไทยมีชิ้นส่วนของจิ๊กซอว์พลังงานสะอาดหลายชิ้นไม่ว่าจะเป็นแดด ลม เทคโนโลยี และโอกาสทางการตลาด แต่ชิ้นส่วนสำคัญที่ยังขาดหายไปคือ “กลไกเชื่อมโยง” ที่จะต่อให้ชิ้นส่วนทั้งหมดทำงานไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งการเปลี่ยนผ่านพลังงานสะอาดจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากแต่ละหน่วยงานยังทำงานแยกส่วนและภาคเอกชนรวมทั้งประชาชนยังไม่มีส่วนร่วมในการออกแบบนโยบาย

การปรับแผน PDP 2024 ที่กำลังดำเนินอยู่ จึงอาจเป็นโอกาสสำคัญที่สุดของไทยในรอบหลายปี ไม่ใช่เพียงเพื่อปรับตัวเลขเป้าหมาย แต่เพื่อ “รีเซ็ต” ระบบวางแผนพลังงานของประเทศให้ตอบโจทย์โลกที่เปลี่ยนไป และเปิดพื้นที่ให้เทคโนโลยีใหม่และผู้เล่นใหม่เข้ามามีบทบาทมากขึ้น

ดังนั้น เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้จริง ไทยควรเร่งดำเนินการในประเด็นต่อไปนี้ 1.บูรณาการแผนพลังงานของประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว ตั้งกลไกกลางที่มีอำนาจจริงในการเชื่อมโยงแผนต่าง ๆ ให้มีเป้าหมายร่วมและตัวชี้วัดระยะยาวเดียวกัน ลดการทำงานซ้ำซ้อน และจัดลำดับความสำคัญให้ชัดเจน

2.เร่งพัฒนาโครงสร้างระบบไฟฟ้าที่รองรับเทคโนโลยีใหม่ ยกระดับ ESS และ EV จาก “เทคโนโลยีเสริม” ไปเป็น “โครงสร้างหลัก” ของระบบไฟฟ้าแห่งอนาคต พร้อมกำหนดระยะเวลาให้เร็วขึ้น 

3.สร้างตลาดและแรงจูงใจทางการเงิน ส่งเสริมการลงทุนใน CCUS และไฮโดรเจนด้วยมาตรการจูงใจเพื่อให้เทคโนโลยีเหล่านี้มีความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ และกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดับไทยจากผู้ใช้เทคโนโลยีไปสู่ผู้พัฒนาเทคโนโลยี

และ 4.เปิดพื้นที่ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมจริงจัง ปรับกระบวนการนโยบายพลังงานให้โปร่งใสและเพิ่มการมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับชาติ เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านไม่ใช่ภาระของรัฐฝ่ายเดียว

พลังงานสะอาดของไทยจะไม่เกิดขึ้นด้วยแดด หรือลมเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยแผนงานที่เชื่อมโยง เทคโนโลยีที่ยืดหยุ่นและความร่วมมือของทุกภาคส่วน หากเราสามารถต่อจิ๊กซอว์เหล่านี้เข้าด้วยกันได้อย่างครบถ้วน จะกลายเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของพลังงานไทยที่พลังงานสะอาดจะกลายเป็นโครงสร้างจริงของเศรษฐกิจที่มั่นคง แข่งขันได้ และยั่งยืนในศตวรรษนี้

บทความชิ้นนี้จัดทำภายใต้โครงการหลักสูตรผู้นํานโยบายด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงาน ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนาไฟฟ้า สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน พ.ศ.2567

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและความผันผวนของราคาพลังงานฟอสซิล ภาคการเกษตรกำลังตกเป็นเป้าหมายสำคัญในการถูกพลิกโฉม ครั้งหนึ่งเกษตรกรเป็นเพียงผู้ผลิตอาหารเลี้ยงโลก แต่ในวันนี้และอนาคต เกษตรกรกำลังจะกลายเป็น “ผู้ผลิตพลังงาน” ให้กับโลกด้วย พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือ Biofuels จึงไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป แต่เป็นทางรอดและทางรุ่งของเกษตรกรยุคใหม่ภายใต้โมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่ทั่วโลกและประเทศไทยกำลังให้ความสำคัญสูงสุด

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกโลกของพลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ ตั้งแต่พื้นฐานไปจนถึงเทคโนโลยีล้ำสมัยที่จะเปลี่ยนของเหลือทิ้งในไร่นาให้กลายเป็น “ขุมทรัพย์สีเขียว” (Green Treasure) หรือเปรียบเสมือน “ทองคำบนดิน” ที่สร้างมูลค่ามหาศาลในรูปแบบพลังงานสะอาด

ทำความรู้จัก พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) คืออะไร

พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ คือเชื้อเพลิงที่ได้จากการนำมวลชีวภาพ (Biomass) หรือสสารอินทรีย์ที่ได้จากสิ่งมีชีวิตมาผ่านกระบวนการแปรรูป ไม่ว่าจะเป็นพืชผลทางการเกษตร เศษวัสดุเหลือทิ้ง หรือมูลสัตว์ ให้กลายสภาพเป็นพลังงานที่นำมาใช้ทดแทนน้ำมันปิโตรเลียมได้ โดยจุดเด่นสำคัญคือเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ปลูกทดแทนใหม่ได้เรื่อยๆ แตกต่างจากน้ำมันดิบที่ใช้แล้วหมดไป

โดยทั่วไปเราสามารถแบ่งเชื้อเพลิงชีวภาพออกเป็น 3 สถานะหลัก ได้แก่

  • ของแข็ง เช่น ไม้ฟืน ถ่าน เศษวัสดุอัดแท่ง หรือ Wood Pellets
  • ของเหลว เช่น เอทานอล ไบโอดีเซล ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขนส่งในภาคเกษตร
  • ก๊าซ เช่น ก๊าซชีวภาพ (Biogas) ที่เกิดจากการหมักมูลสัตว์หรือขยะอินทรีย์

ความสัมพันธ์ใหม่ เกษตรกรในฐานะผู้ผลิตและผู้ใช้พลังงาน

ในอดีตภาคเกษตรเป็นเพียงผู้ซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงมาเติมเครื่องจักร แต่ในอนาคตอันใกล้ เกษตรกรจะสามารถพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นผ่านแนวคิด “Circular Agriculture” หรือเกษตรหมุนเวียน

ลองจินตนาการถึงฟาร์มแห่งอนาคตที่รถแทรกเตอร์วิ่งด้วยไบโอดีเซลที่สกัดจากปาล์มในไร่ หรือโรงเรือนเลี้ยงไก่ที่ใช้ไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพที่ผลิตจากมูลไก่เอง สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่ลดต้นทุน แต่ยังสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ซึ่งเป็นสินค้าใหม่ที่มีค่าดั่งทองในตลาดโลก

เจาะลึกประเภทเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อการเกษตร

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราต้องแยกประเภทของเชื้อเพลิงชีวภาพที่มีบทบาทสำคัญในภาคการเกษตรและการขนส่ง ดังนี้

ไบโอดีเซล (Biodiesel)

นี่คือพระเอกของเครื่องจักรกลการเกษตร ไบโอดีเซลผลิตจากน้ำมันพืชหรือไขมันสัตว์ นำมาผ่านกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า ทรานส์เอสเทอริฟิเคชัน (Transesterification) วัตถุดิบหลักในไทยคือปาล์มน้ำมัน ปัจจุบันมีการผสมในน้ำมันดีเซลที่เราใช้กันอยู่ (เช่น B7, B10, B20) ซึ่งตัวเลขด้านหลังคือเปอร์เซ็นต์ของไบโอดีเซลที่ผสมอยู่

เอทานอล (Bioethanol)

ผลิตจากการหมักพืชที่มีแป้งและน้ำตาล เช่น อ้อย มันสำปะหลัง หรือข้าวโพด ผ่านกระบวนการกลั่นจนได้แอลกอฮอล์บริสุทธิ์ ใช้ผสมกับน้ำมันเบนซินกลายเป็น แก๊สโซฮอล์ เครื่องจักรขนาดเล็กหรือโดรนเพื่อการเกษตรบางรุ่นเริ่มมีการพัฒนาให้รองรับเชื้อเพลิงชนิดนี้มากขึ้น

ก๊าซชีวภาพ (Biogas)

พลังงานที่ใกล้ตัวเกษตรกรที่สุด เกิดจากการนำมูลสัตว์ น้ำเสียจากโรงงานแปรรูป หรือหญ้าเนเปียร์ มาหมักในระบบปิดไร้อากาศ ก๊าซมีเทนที่ได้สามารถนำไปปั่นกระแสไฟฟ้าใช้ในฟาร์ม หรืออัดใส่ถังเพื่อเป็นเชื้อเพลิงรถบรรทุกขนส่งผลผลิตได้ (CBG)

ตารางเปรียบเทียบพืชพลังงานเศรษฐกิจ (Energy Crops)

พืชพลังงาน (Energy Crop)ผลิตภัณฑ์ที่ได้ (Output)จุดเด่น (Pros)ข้อควรระวัง (Cons)
ปาล์มน้ำมันไบโอดีเซลให้ผลผลิตน้ำมันต่อไร่สูงที่สุดราคาผันผวนตามตลาดโลก และต้องจัดการสวนอย่างยั่งยืน
มันสำปะหลังเอทานอลปลูกง่าย ทนแล้ง เป็นพืชเศรษฐกิจหลักของไทยเสี่ยงต่อโรคใบด่างและราคาหัวมันไม่แน่นอน
อ้อยเอทานอลให้ผลผลิตสูง ใช้กากอ้อยผลิตไฟฟ้าต่อได้ใช้น้ำเยอะและต้องการการจัดการแปลงที่ดี
หญ้าเนเปียร์ก๊าซชีวภาพโตเร็ว ตัดได้หลายครั้งต่อปี ทนทานต้องมีระบบหมักก๊าซรองรับในพื้นที่ใกล้เคียง
สาหร่าย (Microalgae)ไบโอดีเซล/น้ำมันเครื่องบินให้ผลผลิตสูงมาก ไม่แย่งพื้นที่เพาะปลูกอาหารต้นทุนการผลิตและเทคโนโลยีปัจจุบันยังสูง

นวัตกรรมแห่งอนาคต เชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่ 2 และ 3

หนึ่งในข้อโต้แย้งสำคัญของเชื้อเพลิงชีวภาพคือประเด็น “Food vs Fuel” หรือการแย่งอาหารมนุษย์มาทำเชื้อเพลิง โลกจึงมุ่งหน้าสู่นวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า Advanced Biofuels

เชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่ 2 (Second Generation) แทนที่จะใช้เนื้อผลไม้หรือแป้ง เราจะหันมาใช้ “ส่วนเหลือทิ้ง” แทน เช่น ซังข้าวโพด ฟางข้าว กากอ้อย หรือเศษไม้ เทคโนโลยีนี้ใช้กระบวนการย่อยสลายเซลลูโลส ซึ่งซับซ้อนกว่าแต่ยั่งยืนกว่ามาก เพราะไม่กระทบต่อปริมาณอาหารของโลก

เชื้อเพลิงชีวภาพรุ่นที่ 3 (Third Generation) นี่คืออนาคตที่แท้จริง โดยมุ่งเน้นไปที่ สาหร่าย (Algae) สาหร่ายเติบโตเร็วและสะสมน้ำมันในเซลล์ได้สูงมาก ที่สำคัญคือสามารถเลี้ยงในบ่อบำบัดน้ำเสียหรือน้ำเค็มได้ ไม่ต้องใช้พื้นที่เพาะปลูกอันมีค่า

โมเดลเศรษฐกิจ BCG และบทบาทของประเทศไทย

ประเทศไทยได้ประกาศใช้โมเดลเศรษฐกิจ BCG เป็นวาระแห่งชาติ โดยตัว B หรือ Bio-economy (เศรษฐกิจชีวภาพ) เน้นการสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับทรัพยากรการเกษตร ภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมให้เกิด “โรงไฟฟ้าชุมชน” เพื่อฐานรากเศรษฐกิจ ซึ่งเปิดโอกาสให้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนปลูกพืชพลังงานป้อนโรงไฟฟ้า สร้างรายได้ที่มั่นคงนอกเหนือจากการขายผลผลิตตามฤดูกาล

นอกจากนี้ยังมีมาตรการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 ในรถบรรทุกขนาดใหญ่ ซึ่งช่วยลดต้นทุนค่าขนส่งให้กับเกษตรกรและลดฝุ่น PM2.5 ไปพร้อมกัน

ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อม (Net Zero)

การใช้เชื้อเพลิงชีวภาพส่งผลดีในหลายมิติที่ประเมินค่าได้ยากหากมองเพียงแค่ราคาหน้าปั๊มน้ำมัน

ด้านสิ่งแวดล้อม พืชพลังงานดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์ในขณะเจริญเติบโต เมื่อนำมาเผาไหม้ คาร์บอนที่ปล่อยออกมาจึงถือว่าเป็นคาร์บอนที่หมุนเวียนอยู่ในระบบ (Carbon Neutral) ไม่ใช่คาร์บอนใหม่เหมือนการขุดน้ำมันดิบขึ้นมาเผา ช่วยให้ประเทศเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ได้เร็วขึ้น

ด้านเศรษฐกิจ ลดการนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศ เงินตราหมุนเวียนอยู่ภายในประเทศ สู่มือเกษตรกรโดยตรง สร้างเสถียรภาพทางราคาพืชผล เพราะเมื่อราคาพืชผลตกต่ำ ก็สามารถดึงไปผลิตพลังงานเพื่อพยุงราคาได้

ตารางเปรียบเทียบเชื้อเพลิงฟอสซิล vs เชื้อเพลิงชีวภาพ

หัวข้อเปรียบเทียบเชื้อเพลิงฟอสซิล (ดีเซล/เบนซิน)เชื้อเพลิงชีวภาพ (ไบโอดีเซล/เอทานอล)
แหล่งกำเนิดซากดึกดำบรรพ์ (ใช้แล้วหมดไป)พืชและวัสดุชีวภาพ (ปลูกทดแทนได้)
การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงมาก เป็นสาเหตุหลักของโลกร้อนต่ำกว่า (พืชดูดซับ CO2 กลับไประหว่างปลูก)
ผลกระทบต่อเครื่องยนต์มีกำมะถันสูง เครื่องยนต์สกปรกง่ายมีคุณสมบัติชะล้าง ช่วยให้เครื่องยนต์สะอาด (แต่ต้องเปลี่ยนกรองบ่อยในช่วงแรก)
ความยั่งยืนไม่ยั่งยืน ราคาผันผวนตามการเมืองโลกยั่งยืนกว่า พึ่งพาตนเองได้ในประเทศ

ความท้าทายและก้าวต่อไป

แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่เชื้อเพลิงชีวภาพก็ยังมีความท้าทายที่ต้องก้าวข้าม

  1. ต้นทุนการผลิต เทคโนโลยีขั้นสูง (เช่น สาหร่าย) ยังมีต้นทุนแพงกว่าน้ำมันดิบในบางช่วงเวลา
  2. การจัดการที่ดิน ต้องระวังไม่ให้มีการบุกรุกป่าเพื่อปลูกพืชพลังงาน ซึ่งจะกลายเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมทางอ้อม
  3. มาตรฐานเครื่องยนต์ ผู้ผลิตเครื่องจักรกลการเกษตรต้องพัฒนาระบบเครื่องยนต์ให้รองรับเชื้อเพลิงชีวภาพสัดส่วนสูง (เช่น B100 หรือ E85) ได้อย่างทนทาน

อนาคตคือ SAF (Sustainable Aviation Fuel) เทรนด์ใหม่ล่าสุดที่เกษตรกรต้องจับตาคือ น้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ SAF ซึ่งผลิตจากวัตถุดิบการเกษตร เช่น น้ำมันใช้แล้วจากการทอด หรือกากน้ำตาล สายการบินทั่วโลกกำลังต้องการ SAF จำนวนมหาศาล นี่คือโอกาสทองของเกษตรกรไทยในการเป็นซัพพลายเชนระดับโลก

บทสรุป

พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพ หรือ Biofuels ไม่ใช่แค่ทางเลือกเสริมอีกต่อไป แต่คือทางรอดหลักของภาคเกษตรไทยและเกษตรโลกในอนาคต การเปลี่ยนผ่านจาก “เกษตรอาหาร” สู่ “เกษตรพลังงานและอาหาร” จะช่วยสร้างความมั่นคงทางรายได้ให้กับเกษตรกร ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และขับเคลื่อนประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างแท้จริง

เกษตรกรและผู้ประกอบการยุคใหม่จึงควรเริ่มศึกษาและปรับตัว ไม่ว่าจะเป็นการเลือกใช้เครื่องจักรที่รองรับพลังงานสะอาด หรือการแบ่งพื้นที่เพื่อปลูกพืชพลังงาน เพราะในวันข้างหน้า ผู้ที่ครอบครองแหล่งพลังงานสีเขียว คือผู้ที่กุมความได้เปรียบในสมรภูมิเศรษฐกิจโลก