จากกรณีคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบให้คงราคาขายส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) หน้าโรงกลั่นที่ 20.9179 บาทต่อกิโลกรัม (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) โดย กบง.มอบความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ ตรึงราคาขายปลีกก๊าซ LPG ต่อเนื่อง 3 เดือน มีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 ราคาขายปลีกแก๊สหุงต้ม ถังขนาด 15 กิโลกรัม อยู่ที่ประมาณ 423 บาท

นางอนงค์ ตั้งวงศ์ไชย อายุ 60 ปี แม่ค้าขายไก่ทอด อ.เมือง จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ตามที่นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกข่าวว่าคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติเห็นชอบให้คงราคาขายส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) โดยจะคงราคาขายส่งก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) ไว้ 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 ซึ่งปัจจุบันซื้อแก๊สหุงต้ม ถังขนาด 15 กิโลกรัม อยู่ที่ 480 บาท แต่พอถึงกำหนดตามที่มีการประกาศให้คงราคาแก๊สหุงต้มไว้ แต่หลังจากมีการประกาศวันนี้ (2 ม.ค.69) ได้สั่งซื้อแก๊สหุงต้ม แต่ได้รับแจ้งจากร้านค้าที่มาส่งแก๊สว่าปรับขี้นราคาแก๊สหุงต้มถังขนาด 15 กิโลกรัม จากเดิมอยู่ที่ 480 บาท เพิ่มอีก 10 บาท ทำให้ต้องแบกรับต้นทุนสูงขึ้น ไม่เป็นไปตามที่ประกาศว่ามีการตรึงราคาไว้ แต่เมื่อราคาแก๊สขยับขึ้นมาส่งผลให้ราคาไก่ทอดที่ขาย รวมถึงร้านอาหารต่างๆ กังวลว่าหากราคาแก๊สขึ้นอีกจะแบกรับต้นทุนไม่ไหว ต้องปรับราคาเพิ่มขึ้น

นายสิรเศรษฐ์ ภัทรกิตติรัชต์ ผู้ประกอบการธุรกิจโรงงานบรรจุก๊าซ LPG เปิดเผยว่า ผู้ประกอบการธุรกิจก๊าซ LPG ทั่วประเทศได้รับหนังสือจากบริษัทผู้ส่งก๊าซ LPG เช่น บริษัทยูนิตแก๊ส แอนด์ ปิโตเคมิคัลส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท สยามแก๊ส แอนด์ ปิโตเคมิคัลส์ จำกัด (มหาชน) บริษัท แอต ลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน) และบริษัท ปตท.จำกัด (มหาชน) ลงวันที่ 31 ธันวาคม 2568 แจ้งปรับขึ้นราคาจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) อ้างว่าเนื่องจากภาวะต้นทุนการจัดหาและบริหารการจัดการก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง บริษัทจึงมีความจำเป็นต้องปรับราคาจำหน่ายก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) สำหรับลูกค้าประเภทโรงงานบรรจุก๊าซเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจและคงไว้ซึ่งมาตรฐานการให้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้การปรับราคาดังกล่าวจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 เป็นต้นไป

นายสิรเศรษฐ์ ภัทรกิตติรัชต์ ผู้ประกอบการธุรกิจโรงงานบรรจุก๊าซก๊าซ LPG จ.อุบลฯ จ.ศรีสะเกษ และ จ.ร้อยเอ็ด กล่าวว่า ถ้าราคาก๊าซคงเดิมผู้ประกอบการไม่มีผลกระทบแต่อย่างใด แต่ขณะนี้ที่มีผลกระทบกับผู้ประกอบการธุรกิจโรงงานบรรจุก๊าซ LPG เนื่องจาก บริษัทแม่ที่ส่งก๊าซทุกบริษัทได้แจ้งปรับราคาส่งก๊าซมาอย่างเร่งด่วน ในเมื่อราคาต้นทุนสูงขึ้น จะให้โรงบรรจุก๊าซขายส่งในราคาเท่าเดิมก็เป็นไปไม่ได้ ก็ต้องปรับราคาขึ้น จริงๆ แล้วไม่สมควรขึ้นราคาก๊าซในภาคหุงต้ม ควรที่จะขึ้นราคาก๊าซในภาครถยนต์และอุตสาหกรรม แต่ได้ปรับขึ้นราคาทั้งหมดเลย

ทำให้มีผลกระทบต่อประชาชนในภาคครัวเรือนเป็นอย่างมาก นี่ไม่ใช่ของขวัญปีใหม่ที่คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) อ้างว่ามอบความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ โดยตรึงราคาขายปลีกก๊าซ LPG ต่อเนื่อง 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569 แต่ขณะเดียวกันบริษัทผู้ส่งก๊าซ LPG ทุกบริษัท ได้แจ้งปรับขึ้นราคาส่งก๊าซมาอย่างเร่งด่วน ในเมื่อราคาต้นทุนสูงขึ้น ผู้ประกอบการโรงงานบรรจุก๊าซ LPG คงแบกภาระไม่ไหวก็ต้องปรับราคาขึ้น ภาระก็ต้องตกที่ประชาชน ไม่ทราบว่าคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) ที่บอกว่ามอบความสุขเป็นของขวัญปีใหม่ โดยการตรึงราคา 3 เดือน ตรงไหน

Source : มติชนออนไลน์

แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนจะครองตลาดระบบกักเก็บพลังงานมาอย่างยาวนาน แต่ในปัจจุบันลิเทียมเริ่มหายากขึ้น และการขุดแร่ก็ทำให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ที่สำคัญที่สุดคือปัญหาด้านความปลอดภัยจากการใช้สารอิเล็กโทรไลต์ที่เป็นของเหลวไวไฟ ทำให้หลายประเทศมองหาทางเลือกใหม่ที่ยั่งยืนและปลอดภัยกว่า หนึ่งในนั้นคือ “แบตเตอรี่โซเดียมไอออน” 

นักวิจัยจากสถาบันออสเตรเลียเพื่อวิศวกรรมชีวภาพและนาโนเทคโนโลยี (AIBN) แห่งมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์ ประกาศความสำเร็จในการพัฒนาแบตเตอรี่โซเดียมไอออน ที่ใช้สารอิเล็กโทรไลต์สถานะแข็งชนิดใหม่ ไม่เพียงแต่แก้ปัญหาเรื่องการลุกไหม้ แต่ยังพิสูจน์ให้เห็นถึงความทนทานอย่างเหนือชั้นด้วยการทำงานได้ต่อเนื่องยาวนานกว่า 5,000 ชั่วโมงในการทดสอบระดับห้องปฏิบัติการ

แบตเตอรี่โซเดียมไอออนแบบเดิมไม่เป็นที่นิยมใช้มากนัก เนื่องจากปัญหาด้านความปลอดภัย เนื่องจากสารอิเล็กโทรไลต์เหลว ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวกลางให้ไอออนเคลื่อนที่ระหว่างขั้วไฟฟ้า มีคุณสมบัติที่ไวไฟและมีความร้อนสูงเกินไป จนทำให้เกิดไฟฟ้าลัดวงจร และไฟไหม้ตามมาได้ ทั้งหมดนี้เป็นผลมาจากอิเล็กโทรไลต์ไม่เสถียร เมื่อมีการชาร์จซ้ำ ๆ ทำให้แบตเตอรี่ไม่ปลอดภัยและไม่น่าเชื่อถือ

เพื่อแก้ปัญหานี้ ทีมนักวิจัยของ AIBN ได้คิดค้นสารอิเล็กโทรไลต์สถานะแข็งชนิดใหม่ที่มีลักษณะคล้ายพลาสติกและไม่ติดไฟ โดยให้ชื่อว่า P(Na3-EO7)-PFPE ซึ่งเป็นบล็อกโคพอลิเมอร์ที่มีส่วนประกอบของฟลูออรีน ความโดดเด่นของวัสดุนี้ไม่ได้อยู่ที่ความทนทานต่อไฟเท่านั้น แต่อยู่ที่การวิศวกรรมโครงสร้างภายในระดับโมเลกุล โดยนักวิจัยได้ปรับเปลี่ยนโครงสร้างให้เป็นรูปแบบที่เรียกว่า “บอดี้เซ็นเตอร์คิวบิก” (Body-centered cubic structure) ซึ่งสร้างอุโมงค์ขนาดเล็กเพื่อให้ไอออนโซเดียมสามารถเดินทางผ่านได้อย่างราบรื่น 

โจว เฉิน นักศึกษาปริญญาเอก หนึ่งในทีมวิจัยอธิบายถึงเบื้องหลังความสำเร็จนี้ว่า การปรับแผนผังโครงสร้างให้เป็นแบบบอดี้เซ็นเตอร์คิวบิก ช่วยให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพให้กับอุโมงค์ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในเนื้อวัสดุได้ ซึ่งการออกแบบนี้ช่วยให้ไอออนเคลื่อนที่ได้มีประสิทธิภาพเทียบเท่ากับแบตเตอรี่ลิเทียม แต่มีความปลอดภัยสูงกว่าเพราะช่วยยับยั้งการเกิดเดนไดรต์ที่เป็นอันตรายไปในตัว

ผลการทดสอบแบตเตอรี่ต้นแบบนี้ สร้างความตื่นเต้นให้กับอุตสาหกรรมพลังงานเป็นอย่างมาก เพราะสามารถทำงานภายใต้อุณหภูมิสูงถึง 80 องศาเซลเซียส ได้ยาวนานกว่า 5,000 ชั่วโมง และยังคงรักษาความจุเดิมไว้ได้สูงถึง 91% แม้จะผ่านการชาร์จและคลายประจุอย่างรวดเร็วถึง 1,000 รอบ ความทนทานในระดับนี้ถือเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการนำไปใช้งานจริงในระดับโครงข่ายไฟฟ้า 

ดร.เฉิง จาง ผู้นำการวิจัย กล่าวว่า ประสิทธิภาพการทำงานในระยะยาวในลักษณะนี้เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการจัดเก็บพลังงานระดับโครงข่ายไฟฟ้า เพราะระบบเหล่านี้ต้องการเทคโนโลยีที่สามารถทำงานได้นานหลายปีโดยมีการเสื่อมสภาพต่ำที่สุดเพื่อให้คุ้มค่าต่อการลงทุนในระยะยาว

มิติที่น่าสนใจอีกประการหนึ่งคือความได้เปรียบทางเศรษฐศาสตร์และภูมิรัฐศาสตร์ โซเดียมเป็นธาตุที่พบได้ทั่วไปในเกลือแกงหรือน้ำทะเล ซึ่งมีอยู่ทุกที่ แตกต่างจากลิเทียมที่มีราคาแพงและมีแหล่งสำรองจำกัดในเพียงไม่กี่ประเทศ การเปลี่ยนมาใช้โซเดียมจึงช่วยลดความตึงเครียดในห่วงโซ่อุปทานโลก และช่วยให้ประเทศที่ไม่มีแหล่งแร่ลิเทียมสามารถสร้างระบบจัดเก็บพลังงานของตนเองได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำลง 

นอกจากนี้ แบตเตอรี่โซเดียมไอออนที่พัฒนาขึ้นใหม่นี้ยังไม่จำเป็นต้องใช้แร่ธาตุที่มีปัญหาด้านจริยธรรมและสิ่งแวดล้อมอย่างโคบอลต์หรือนิกเกิลในส่วนของขั้วแคโทด ซึ่งเป็นการยกระดับความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปอีกขั้น

อย่างไรก็ตาม แม้ผลการทดสอบที่อุณหภูมิสูงจะประสบความสำเร็จอย่างงดงาม แต่ความท้าทายต่อไปคือการทำให้แบตเตอรี่โซเดียมสถานะแข็งนี้ทำงานได้ดีที่อุณหภูมิห้องปรกติ เพื่อให้สามารถนำไปใช้งานในอุปกรณ์พกพาหรือยานพาหนะทั่วไปได้อย่างแพร่หลาย เฉินระบุว่าทีมงานได้ทำการทดสอบโครงสร้างภายในหลากหลายรูปแบบเพื่อให้ได้ประสิทธิภาพการนำส่งไอออนที่ลื่นไหลที่สุด 

ปัจจุบันมีงานวิจัยคู่ขนานในระดับสากลที่เริ่มแสดงให้เห็นความเป็นไปได้ในการใช้แบตเตอรี่โซเดียมที่อุณหภูมิปรกติ หรือแม้แต่ในสภาพอากาศหนาวจัด ซึ่งเป็นการตอกย้ำว่ายุคของโซเดียมกำลังใกล้เข้ามาถึง

นวัตกรรมแบตเตอรี่โซเดียมจากมหาวิทยาลัยควีนส์แลนด์เปรียบเสมือนการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับระบบกักเก็บพลังงานของโลก การผสานความปลอดภัยจากวัสดุสถานะแข็งเข้ากับความประหยัดของโซเดียม และเสริมด้วยอายุการใช้งานที่ยาวนานเกินกว่า 5,000 ชั่วโมง เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าการพึ่งพาลิเทียมเพียงอย่างเดียวอาจกำลังสิ้นสุดลง 

หากเทคโนโลยีนี้นำไปสู่การผลิตเชิงพาณิชย์ได้สำเร็จ เราจะได้เห็นโครงข่ายไฟฟ้าที่มั่นคงขึ้น สามารถเก็บสำรองพลังงานสะอาดไว้ใช้ได้อย่างสม่ำเสมอไม่ว่าจะเป็นเวลาที่แสงแดดหมดไปหรือกระแสลมหยุดนิ่ง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมไปสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์อย่างแท้จริง


ที่มา: EarthEnergy ReportersInteresting Engineering

Source : กรุงเทพธุรกิจ

พลังงานสะอาดไม่ได้เป็นแค่ทางเลือกเพื่อสิ่งแวดล้อมอีกต่อไป แต่คือ “ทางรอด” ทางเศรษฐกิจ เมื่อราคาโซล่าร์และแบตเตอรี่ดิ่งเหว จนเกิดปรากฏการณ์ “จุดเปลี่ยนเชิงบวก” (Positive Tipping Point) ที่ขับเคลื่อนด้วยประสิทธิภาพที่เหนือกว่าฟอสซิลหลายเท่าตัว ขณะที่ไทยเริ่มขยับรับเทรนด์โลกด้วยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่

โลกกำลังถึงจุดเปลี่ยน เมื่อ “ไฟฟ้าสะอาด” กลายเป็นผู้ชนะ

ในปัจจุบัน โลกกำลังเข้าสู่ช่วงเวลาที่เรียกว่า “จุดเปลี่ยนเชิงบวก” ของพลังงานสะอาด โดยเฉพาะระบบ “โซล่าร์พลัส” (Solar Plus) หรือการใช้โซล่าร์เซลล์ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งกลายเป็นแหล่งพลังงานใหม่ที่ถูกที่สุดในหลายประเทศ ความก้าวหน้าในทศวรรษที่ผ่านมาทำให้ต้นทุนโซล่าร์และลมลดลงกว่า 80% ขณะที่แบตเตอรี่ลดลงเกือบ 90% ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2553

ทำไมไฟฟ้าสะอาดถึงชนะขาด

  • ประสิทธิภาพทางฟิสิกส์: การเผาถ่านหินหรือก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้านั้นสูญเสียพลังงานไปเปล่าๆ ถึง 2 ใน 3 (40-80%) ในขณะที่ไฟฟ้าสะอาดลดการสูญเสียนี้อย่างมหาศาล
  • ความประหยัด: ในปี พ.ศ. 2567 กว่า 90% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ทั่วโลกมาจากพลังงานหมุนเวียน เพราะนอกจากจะช่วยลดโลกร้อนแล้ว ยังง่ายกว่า ปลอดภัยกว่า และราคาถูกกว่า
  • พลังของสังคม: ตัวอย่างในปากีสถานเกิดกระแสการติดโซล่าร์เซลล์ในระดับครัวเรือนและภาคเกษตรอย่างก้าวกระโดด เพียง 6 ปี มีกำลังผลิตจากโซล่าร์ในระบบนี้มากกว่ากำลังผลิตไฟฟ้าของทั้งประเทศเสียอีก

ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ตัวเร่งสปีดการเปลี่ยนผ่าน

การปฏิวัติไม่ได้หยุดอยู่แค่โรงไฟฟ้า แต่กำลังลามไปบนท้องถนน ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าพุ่งจาก 2% เป็น 20% ทั่วโลกในเวลาเพียง 6 ปี โดยมีจีนเป็นผู้นำตลาดรถบรรทุกไฟฟ้าที่มียอดขายสูงถึง 46% ในปีนี้ และคาดว่าจะแตะ 60% ในปี พ.ศ. 2569 ซึ่งทุกๆ เปอร์เซ็นต์ที่ EV เพิ่มขึ้น หมายถึงความต้องการใช้น้ำมันที่ลดลงและการลดอิทธิพลของกลุ่มธุรกิจฟอสซิล

เจาะลึกสถานการณ์ในประเทศไทย ก้าวต่อไปสู่พลังงานสะอาด

ประเทศไทยเองก็ไม่ได้นิ่งเฉยต่อกระแสโลกนี้ โดยมีการปรับเปลี่ยนนโยบายและสถิติที่น่าสนใจดังนี้:

  • แผน PDP 2024: ภายใต้ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทยฉบับใหม่ (PDP 2024) ไทยตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้มากกว่า 50% ภายในปี พ.ศ. 2580 โดยเน้นไปที่พลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก
  • กระแสโซล่าร์ภาคประชาชน: ข้อมูลจากกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) ระบุว่าคนไทยหันมาติดตั้งโซล่าร์รูฟท็อป (Solar Rooftop) เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้าที่ผันผวนตามราคาก๊าซธรรมชาติ
  • ศูนย์กลาง EV แห่งอาเซียน: ไทยตั้งเป้าหมาย “30@30” คือการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าให้ได้อย่างน้อย 30% ของการผลิตรถยนต์ทั้งหมดภายในปี พ.ศ. 2573 เพื่อรักษาฐานการผลิตยานยนต์ระดับโลกเอาไว้
  • การลงทุนแบตเตอรี่: รัฐบาลไทยออกมาตรการสนับสนุนการผลิตเซลล์แบตเตอรี่ในประเทศ เพื่อรองรับทั้งอุตสาหกรรม EV และระบบกักเก็บพลังงาน (ESS) ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ “โซล่าร์พลัส”

3 ปัจจัยเร่ง เพื่อให้ไทยไปถึงเป้าหมาย

เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านนี้เป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม บทความเน้นย้ำถึง 3 สิ่งที่ต้องทำ

  • การลงทุน: เร่งระดมทุนทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าสู่ระบบกักเก็บพลังงานและโครงข่ายสายส่ง (Smart Grid)
  • ความร่วมมือสากล: การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากประเทศผู้นำอย่างจีนและยุโรป
  • การขับเคลื่อนโดยชุมชน: ส่งเสริมให้ท้องถิ่นบริหารจัดการพลังงานได้เอง เช่น ระบบไมโครกริด (Micro-grid) ในพื้นที่ห่างไกล

จุดเปลี่ยนนี้ไม่ใช่เรื่องของอนาคต แต่มันกำลังเกิดขึ้นแล้วในปัจจุบัน ใครที่ปรับตัวได้เร็วกว่า ไม่เพียงแต่จะช่วยรักษาโลก แต่จะกุมความได้เปรียบทางเศรษฐกิจในยุคใหม่ไว้อย่างยั่งยืน

ที่มา : University of Exeter

Source : กรุงเทพธุรกิจ

การเข้าถึงระบบไฟฟ้ายังคงเป็นปัญหาสำคัญสำหรับประชาชนในหมู่เกาะแซนซิบาร์ นอกชายฝั่งประเทศแทนซาเนีย คนในเกาะนี้มีเกือบสองล้านคน แต่กลับมีเพียงครึ่งเดียวเท่านั้นที่มีไฟฟ้าใช้ ท่ามกลางความมืดมิด แต่ยังคงมีแสงสว่างที่เกิดขึ้นจาก “โซลาร์มาม่า” (Solar Mamas) กลุ่มช่างเทคนิคหญิงวัยกลางคนที่นำพาพลังงานแสงอาทิตย์มาสู่ชุมชน พร้อมปฏิวัติโครงสร้างทางสังคมและบทบาททางเพศในชุมชนที่ยังคงมีค่านิยมแบบปิตาธิปไตยอย่างเข้มข้น

ในอดีตชาวบ้านบนเกาะแห่งนี้ ใช้ตะเกียงน้ำมันก๊าดและเผาถ่านไม้เพื่อให้แสงสว่างในเวลากลางคืน ซึ่งปล่อยมลพิษทำลายสุขภาพ แต่ตอนนี้เหล่าโซลาร์มาม่าได้ทำให้ผู้คนรู้จักกับโซลาร์เซลล์ พลังงานสะอาดที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งหมดนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากโครงการของวิทยาลัยนานาชาติแบร์ฟุต องค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่มุ่งเน้นการสร้างความยั่งยืนในระดับชุมชน 

โครงการนี้คัดเลือกผู้หญิงที่มีอายุตั้งแต่ 35 ปีขึ้นไป ซึ่งส่วนใหญ่ขาดโอกาสในการศึกษาในระบบหรือมีพื้นฐานการศึกษาน้อยมาก เข้าร่วมอบรมฝึกการติดตั้งโซลาร์เซลล์ เพราะพวกเธอมีความผูกพันกับหมู่บ้านอย่างลึกซึ้ง และมักจะไม่มีภาระในการดูแลบุตรหลานที่ยังเล็กมากจนเกินไป ทำให้พวกเธอเป็นกลุ่มคนที่มีแนวโน้มจะอยู่พัฒนาชุมชนของตนเองในระยะยาว 

เบรนดา เจฟฟรีย์ ผู้อำนวยการวิทยาลัยนานาชาติแบร์ฟุต แซนซิบาร์ ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของโครงการนี้ว่า “เราต้องการเปลี่ยนความคิดของพวกเธอ จากที่เคยคิดว่าเกิดมาเพื่อเป็นเพียงแม่และเลี้ยงลูก ให้ตระหนักว่าพวกเธอก็สามารถเป็นมืออาชีพได้”

‘Solar Mamas’ ช่างไฟฟ้าหญิง ผู้นำแสงสว่างจากโซลาร์เซลล์สู่ชุมชนห่างไกล

เครดิตภาพ: Barefoot College International

ด้วยการฝึกอบรมที่เข้มข้นกินเวลานานถึง 3-6 เดือน ผู้หญิงที่เข้าร่วมโครงการจะมาพักค้างแรมที่วิทยาลัยในหมู่บ้านคินยาซินี เพื่อเรียนรู้ทักษะวิศวกรรมแสงอาทิตย์อย่างครบวงจร แม้จะมีข้อจำกัดด้านการอ่านออกเขียนได้ แต่หลักสูตรถูกออกแบบมาให้เน้นการปฏิบัติจริงและการใช้รหัสสีในการจดจำอุปกรณ์เทคนิค เช่น การใช้สีดำแทนเลขศูนย์ สีน้ำตาลแทนเลขหนึ่ง และสีแดงแทนเลขสอง เป็นต้น

กระบวนการสอนนี้ช่วยทลายกำแพงความรู้ที่เคยถูกจำกัดไว้ให้เฉพาะผู้ที่มีการศึกษาสูงเท่านั้น นอกจากวิชาการติดตั้งและซ่อมแซมแผงโซลาร์เซลล์แล้ว พวกเธอยังได้รับความรู้ด้านสุขภาพ การเย็บปักถักร้อย การเลี้ยงผึ้ง และเกษตรกรรมยั่งยืน เพื่อให้สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการสร้างรายได้ที่หลากหลายเมื่อกลับสู่หมู่บ้าน

เมื่อสำเร็จการศึกษา โซลาร์มาม่าแต่ละคนจะได้รับชุดอุปกรณ์ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์ประมาณ 25-50 ชุดเพื่อนำกลับไปติดตั้งในครัวเรือนในหมู่บ้านของตน ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนนี้ถูกออกแบบให้บ้านที่ต้องการติดตั้งโซลาร์เซลล์กับโซลาร์มาม่าจะต้องเสียค่าธรรมเนียมรายเดือนประมาณ 2.37 ดอลลาร์ เพื่อเป็นทุนในการบำรุงรักษาและสร้างรายได้ให้กับช่างเทคนิคหญิงเหล่านี้ 

จูมา เบอร์ฮัน ผู้อำนวยการหน่วยงานส่งเสริมเศรษฐกิจแซนซิบาร์ ระบุว่า “เหล่าโซลาร์มาม่าได้ช่วยเสริมสร้างพลังให้กับคนในพื้นที่ด้วยการมอบไฟฟ้าซึ่งเป็นบริการทางสังคมที่สำคัญยิ่ง ทั้งยังช่วยให้พวกเธอมีงานทำและมีรายได้ที่มั่นคงในการเลี้ยงชีพ”

‘Solar Mamas’ ช่างไฟฟ้าหญิง ผู้นำแสงสว่างจากโซลาร์เซลล์สู่ชุมชนห่างไกล

เครดิตภาพ: Barefoot College International

ผลกระทบทางสุขภาพจากการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ มีความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านเศรษฐกิจ การแทนที่ตะเกียงน้ำมันก๊าดด้วยพลังงานสะอาดช่วยลดความเสี่ยงจากการสูดดมควันซึ่งเป็นอันตรายต่อปอดในระยะยาว และลดอาการระคายเคืองตาที่มักเกิดกับเด็ก ๆ ขณะอ่านหนังสือ ยิ่งไปกว่านั้น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ยังช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุเพลิงไหม้และหลีกเลี่ยงอุบัติเหตุเด็กดื่มน้ำมันก๊าดเข้าไปโดยไม่ตั้งใจ 

เจคอบ เดียนกา เจ้าหน้าที่สาธารณสุขท้องถิ่นย้ำว่า พลังงานสะอาดมีความสำคัญมาก เพราะมันช่วยปกป้องสุขภาพ แสงสว่างที่สม่ำเสมอยังช่วยให้เด็ก ๆ สามารถทำการบ้านได้สะดวกขึ้น และช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการซื้อถ่านไฟฉายหรือการต้องเดินทางไปชาร์จโทรศัพท์มือถือที่บ้านเพื่อนบ้าน

ในมิติทางสังคม โครงการนี้ได้กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการทลายกำแพงแห่งค่านิยมทางเพศเดิม ๆ การที่ผู้หญิงวัยกลางคนปีนหลังคาบ้านเพื่อติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์หรือใช้เครื่องมือบัดกรีแผงวงจรไฟฟ้าช่วยเปลี่ยนภาพจำของชุมชน ที่เคยมองว่างานด้านเทคนิคเป็นงานเฉพาะของผู้ชายเท่านั้น 

‘Solar Mamas’ ช่างไฟฟ้าหญิง ผู้นำแสงสว่างจากโซลาร์เซลล์สู่ชุมชนห่างไกล

เครดิตภาพ: Barefoot College International

นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีชัลเมอร์สระบุว่า โครงการนี้ได้ทำลายตราบาปและอุปสรรคทางสังคมโดยการพิสูจน์ว่าบุคคลที่ไม่มีการศึกษาในระบบก็สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เชี่ยวชาญและผู้นำชุมชนได้ แม้ในช่วงแรกจะมีการต่อต้านจากสมาชิกในครอบครัวหรือการถูกหัวเราะเยาะจากคนในหมู่บ้าน แต่ความสำเร็จที่เป็นรูปธรรมจากการที่มีไฟฟ้าใช้จริงได้เปลี่ยนคำสบประมาทให้กลายเป็นความยอมรับ 

คาซิจา อิสซา หนึ่งในครูฝึกผู้เคยเป็นหญิงหม้ายว่างงาน กล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ว่า “เมื่อก่อนคนมักพูดว่างานนี้เป็นของผู้ชาย แต่ตอนนี้พวกเขาเห็นแล้วว่างานของฉันสำคัญเพียงใด และฉันได้กลายเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่น ๆ”

ความสำเร็จของโซลาร์มาม่าไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ในแซนซิบาร์เท่านั้น วิทยาลัยแห่งนี้ยังทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางระดับภูมิภาคที่ฝึกอบรมผู้หญิงจากประเทศอื่น ๆ เช่น มาลาวี โซมาลีแลนด์ มาดากัสการ์ และเซเนกัล ตั้งแต่ปี 2015 เป็นต้นมา มีผู้หญิงในแซนซิบาร์ 65 คนจบหลักสูตรนี้และช่วยให้บ้านเรือนกว่า 1,858 หลังใน 29 หมู่บ้านมีไฟฟ้าใช้ 

‘Solar Mamas’ ช่างไฟฟ้าหญิง ผู้นำแสงสว่างจากโซลาร์เซลล์สู่ชุมชนห่างไกล

เครดิตภาพ: Barefoot College International

อย่างไรก็ตาม โครงการยังคงต้องเผชิญกับความท้าทายในด้านงบประมาณ เนื่องจากการลดลงของความช่วยเหลือจากต่างประเทศและการแข่งขันด้านแหล่งเงินทุนที่สูงขึ้น

“โซลาร์มาม่า” ไม่ได้เป็นเพียงช่างเทคนิคที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อวงจรไฟฟ้า แต่พวกเธอคือตัวแทนของการเปลี่ยนผ่านทางสังคมที่สำคัญ แสงสว่างจากดวงโคมพลังงานแสงอาทิตย์เป็นสัญลักษณ์ของอิสรภาพทางความรู้และการหลุดพ้นจากวงจรความยากจนและปัญหาสุขภาพ 

การฝึกอบรมผู้หญิงวัยกลางคนเหล่านี้พิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อได้รับโอกาสและทักษะที่เหมาะสม พลังจากมือที่เคยถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ในครัวเรือนก็สามารถส่องสว่างให้แก่ชุมชนและสร้างแรงกระเพื่อมที่ยิ่งใหญ่สู่การพัฒนาที่ยั่งยืนได้อย่างแท้จริง ดังที่ความสำเร็จของพวกเธอกลายเป็นเครื่องยืนยันว่าศักยภาพของมนุษย์นั้นไม่ได้ถูกกำหนดด้วยใบปริญญาหรือเพศสภาพ แต่ถูกกำหนดด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำพาความเปลี่ยนแปลงมาสู่บ้านเกิดของตนเอง


ที่มา: AP NewsEuro NewsThe GuardianVice

‘Solar Mamas’ ช่างไฟฟ้าหญิง ผู้นำแสงสว่างจากโซลาร์เซลล์สู่ชุมชนห่างไกล

เครดิตภาพ: Barefoot College International

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ในยุคที่โลกกำลังเดือดดาลด้วยวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพียงแค่การ “ลด” การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอาจไม่เพียงพออีกต่อไป โลกกำลังมองหาหนทางที่จะ “ดูด” คาร์บอนไดออกไซด์ที่สะสมอยู่ในชั้นบรรยากาศกลับคืนมา และหนึ่งในเทคโนโลยีที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในรายงานของ IPCC และวงการพลังงานสะอาดทั่วโลกในขณะนี้คือ BECCS หรือ พลังงานชีวภาพร่วมกับการดักจับและกักเก็บคาร์บอน

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกแง่มุมของ BECCS ตั้งแต่กลไกการทำงาน ข้อดีที่น่าทึ่ง ความท้าทายที่ต้องระวัง ไปจนถึงความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมเทคโนโลยีนี้จึงถูกยกให้เป็นกุญแจสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero

BECCS คืออะไร? ทำไมจึงเป็นเทคโนโลยี “ติดลบ”

BECCS ย่อมาจาก Bioenergy with Carbon Capture and Storage ในภาษาไทยเราเรียกกันว่า พลังงานชีวภาพร่วมกับการดักจับและกักเก็บคาร์บอน เทคโนโลยีนี้มีความพิเศษตรงที่มันไม่ได้เป็นแค่พลังงานสะอาด (Carbon Neutral) เหมือนพลังงานหมุนเวียนทั่วไป แต่ถูกจัดอยู่ในกลุ่ม เทคโนโลยีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นลบ (Negative Emission Technologies – NETs)

เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ลองจินตนาการถึงสมการทางคณิตศาสตร์ของการปล่อยคาร์บอนดังนี้

  • พลังงานฟอสซิล ขุดถ่านหินมาเผา = ปล่อยคาร์บอนเพิ่ม (+1)
  • พลังงานชีวภาพทั่วไป ปลูกต้นไม้ (ต้นไม้ดูดคาร์บอน -1) นำมาเผา (ปล่อยคาร์บอน +1) = เท่าทุน หรือ ศูนย์ (Net Zero)
  • BECCS ปลูกต้นไม้ (ดูดคาร์บอน -1) นำมาเผาแต่ดักจับควันเก็บไว้ไม่ให้ลอยสู่ฟ้า (ปล่อยคาร์บอน 0) = ผลลัพธ์คือ -1 (Negative Emission)

นี่คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ BECCS กลายเป็นความหวังในการกู้คืนสภาพภูมิอากาศ เพราะมันทำหน้าที่เสมือนเครื่องดูดฝุ่นขนาดยักษ์ที่ช่วยดูด CO2 ออกจากบรรยากาศพร้อมกับผลิตไฟฟ้าให้เราใช้ไปพร้อมกัน

กระบวนการทำงานของ BECCS

การทำงานของระบบ BECCS ไม่ได้จบแค่ในโรงไฟฟ้า แต่กินความครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน โดยสามารถแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอนหลักดังนี้

1. การจัดหาชีวมวล (Biomass Sourcing)

จุดเริ่มต้นคือกระบวนการสังเคราะห์แสง พืช พืชพลังงาน หรือสาหร่ายจะดูดซับ CO2 จากอากาศมาเก็บไว้ในลำต้น ใบ หรือราก ในขั้นตอนนี้ธรรมชาติทำหน้าที่เป็นตัวดักจับคาร์บอนให้เราโดยอัตโนมัติ

2. การผลิตพลังงาน (Energy Conversion)

เมื่อได้วัตถุดิบชีวมวล จะถูกนำเข้าสู่กระบวนการแปรรูปเป็นพลังงาน ซึ่งทำได้หลายวิธี เช่น การเผาไหม้โดยตรงเพื่อผลิตไฟฟ้า การหมักเพื่อผลิตก๊าซชีวภาพ หรือการกลั่นเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) ในขั้นตอนนี้ตามปกติ CO2 จะถูกปลดปล่อยออกมา

3. การดักจับคาร์บอน (Carbon Capture)

นี่คือขั้นตอนพระเอกที่ทำให้ BECCS แตกต่าง แทนที่จะปล่อยควันออกทางปล่อง โรงไฟฟ้าจะติดตั้งเทคโนโลยี CCS (Carbon Capture and Storage) เพื่อแยกก๊าซ CO2 ออกจากก๊าซชนิดอื่น ซึ่งเทคโนโลยีที่นิยมใช้ในปัจจุบันมี 3 รูปแบบหลัก จะอธิบายในตารางหัวข้อถัดไป

4. การขนส่งและกักเก็บ (Transport and Storage)

ก๊าซ CO2 ที่ดักจับได้จะถูกบีบอัดจนเป็นของเหลวและขนส่งผ่านท่อหรือเรือ เพื่อนำไปอัดกลับลงไปเก็บใต้ดินในชั้นหินทางธรณีวิทยาที่มีความลึกและปลอดภัย (Geological Storage) เช่น แหล่งน้ำมันเก่าที่สูบหมดแล้ว หรือชั้นหินอุ้มน้ำเค็มระดับลึก เพื่อให้มั่นใจว่ามันจะไม่รั่วไหลกลับสู่บรรยากาศอีกเป็นเวลาหลายพันปี

เทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องและประเภทของชีวมวล

เพื่อให้เห็นภาพความหลากหลายของเทคโนโลยี BECCS เราสามารถจำแนกข้อมูลออกเป็นหมวดหมู่ได้ดังตารางต่อไปนี้

ตารางที่ 1 ประเภทของชีวมวลที่ใช้ใน BECCS

ประเภทชีวมวลตัวอย่างข้อดีข้อควรระวัง
พืชพลังงานโดยเฉพาะ (Dedicated Crops)หญ้ามิสแคนถัส, ไม้โตเร็ว (ยูคาลิปตัส, กระถิน)ให้ผลผลิตสูง ควบคุมคุณภาพง่ายต้องใช้ที่ดินเยอะ อาจแย่งพื้นที่ปลูกพืชอาหาร
เศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตร (Agricultural Residues)ฟางข้าว, ชานอ้อย, ซังข้าวโพดราคาถูก ไม่ต้องใช้ที่ดินเพิ่ม เป็นการกำจัดของเสียการรวบรวมทำได้ยาก มีค่าความชื้นสูง
ขยะอินทรีย์และของเสีย (Organic Waste)ขยะเศษอาหาร, น้ำเสียจากโรงงานช่วยแก้ปัญหาขยะล้นเมือง ลดก๊าซมีเทนกระบวนการคัดแยกยุ่งยาก
สาหร่าย (Algae)สาหร่ายขนาดเล็ก (Microalgae)โตเร็วมาก ไม่ต้องใช้ที่ดินเพาะปลูก ใช้แค่น้ำเสียเทคโนโลยีการเลี้ยงและเก็บเกี่ยวยังมีราคาสูง

ตารางที่ 2 เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน (Capture Technologies)

เทคโนโลยีหลักการทำงานสถานะปัจจุบัน
Post-combustionดักจับ CO2 หลังจากการเผาไหม้เสร็จสิ้น โดยใช้สารเคมี (Solvents) ดูดซับใช้แพร่หลายที่สุด สามารถติดตั้งเพิ่มในโรงไฟฟ้าเดิมได้ (Retrofit)
Pre-combustionเปลี่ยนชีวมวลเป็นก๊าซสังเคราะห์ (Gasification) ก่อน แล้วแยก CO2 ออกก่อนจะนำไปเผาประสิทธิภาพสูง แต่ระบบซับซ้อนและลงทุนสูง
Oxy-fuel combustionเผาชีวมวลด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์แทนอากาศ ทำให้ได้ไอเสียที่มี CO2 เข้มข้นสูง แยกเก็บได้ง่ายต้นทุนสูงมากเพราะต้องใช้พลังงานในการผลิตออกซิเจน

ทำไมทั่วโลกถึงฝากความหวังไว้ที่ BECCS

รายงานจากคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ฉบับล่าสุด (AR6) ระบุชัดเจนว่า การจะรักษาระดับอุณหภูมิโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียสนั้น แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยหากปราศจากการใช้เทคโนโลยี BECCS สาเหตุที่ทั่วโลกให้ความสนใจมีดังนี้

  • ความสามารถในการสร้าง Negative Emissions อย่างที่กล่าวไปข้างต้น นี่คือเครื่องมือทางวิศวกรรมไม่กี่อย่างที่ช่วย “ลบ” คาร์บอนเก่าออกจากโลกได้จริง
  • ความมั่นคงทางพลังงาน (Baseload Power) ต่างจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือลมที่ต้องพึ่งพาสภาพอากาศ โรงไฟฟ้าชีวมวลแบบ BECCS สามารถเดินเครื่องได้ตลอด 24 ชั่วโมง ให้ความเสถียรแก่ระบบไฟฟ้า
  • สร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาคเกษตร เกษตรกรสามารถขายเศษวัสดุเหลือทิ้งทางการเกษตรเป็นเชื้อเพลิง สร้างรายได้เพิ่มและลดการเผาในที่โล่งซึ่งเป็นต้นเหตุของ PM2.5
  • ใช้ประโยชน์โครงสร้างพื้นฐานเดิมได้ โรงไฟฟ้าชีวมวลที่มีอยู่แล้วสามารถดัดแปลงเพื่อติดตั้งระบบดักจับคาร์บอนได้ โดยไม่ต้องสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมด

เหรียญอีกด้าน ความท้าทายและข้อโต้แย้งของ BECCS

แม้จะดูเหมือนเป็นฮีโร่กู้โลก แต่ BECCS ก็เผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์และความท้าทายทางเทคนิคที่สำคัญมาก หากละเลยจุดเหล่านี้ BECCS อาจกลายเป็นปัญหาใหม่แทนที่จะเป็นทางออก

1. การแย่งชิงที่ดิน (Land Use Competition)

หากเราต้องการพึ่งพา BECCS เพื่อลดคาร์บอนในปริมาณมหาศาล เราจำเป็นต้องใช้พื้นที่ปลูกพืชพลังงานขนาดใหญ่มาก บางงานวิจัยระบุว่าอาจต้องใช้พื้นที่เทียบเท่ากับ 1 ถึง 2 เท่าของประเทศอินเดีย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ตามเป้าหมาย สิ่งนี้ก่อให้เกิดความกังวลว่าจะไปเบียดเบียนพื้นที่ป่าธรรมชาติ หรือแย่งพื้นที่ปลูกพืชอาหาร ซึ่งอาจทำให้ราคาอาหารทั่วโลกพุ่งสูงขึ้น

2. การใช้น้ำและปุ๋ย

การปลูกพืชพลังงานแบบเข้มข้นต้องใช้น้ำและปุ๋ยเคมีปริมาณมาก ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำธรรมชาติและทำให้เกิดมลพิษทางน้ำจากการชะล้างปุ๋ย

3. ต้นทุนที่สูงลิ่ว

แม้เทคโนโลยีจะดีแค่ไหน แต่ถ้าแพงเกินไปก็เกิดได้ยาก ปัจจุบันต้นทุนในการดักจับและกักเก็บคาร์บอนผ่าน BECCS ยังคงสูง อยู่ที่ประมาณ 100 ถึง 200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตันคาร์บอน (ประมาณ 3,500 – 7,000 บาท) ซึ่งสูงกว่าราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดส่วนใหญ่ ทำให้ความคุ้มค่าในการลงทุนยังเป็นโจทย์ใหญ่

4. ความเสี่ยงจากการรั่วไหล

การอัดก๊าซ CO2 ลงไปเก็บใต้ดินต้องอาศัยความเชี่ยวชาญทางธรณีวิทยาขั้นสูง หากเลือกพื้นที่ไม่ดี หรือเกิดแผ่นดินไหว อาจเกิดการรั่วไหลของ CO2 กลับสู่บรรยากาศ ซึ่งจะทำให้ความพยายามทั้งหมดสูญเปล่า

กรณีศึกษาโครงการ BECCS ระดับโลก

เพื่อยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่ใช่แค่นิยายวิทยาศาสตร์ มีหลายโครงการทั่วโลกที่กำลังเดินหน้าพัฒนา BECCS อย่างจริงจัง

Drax Power Station (สหราชอาณาจักร)

จากเดิมที่เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินขนาดยักษ์ Drax ได้เปลี่ยนตัวเองมาใช้เชื้อเพลิงชีวมวลอัดแท่ง (Wood Pellets) และกำลังทดสอบระบบ BECCS เพื่อมุ่งสู่การเป็นโรงไฟฟ้าที่มีสถานะ Carbon Negative แห่งแรกๆ ของโลก โครงการนี้ถือเป็นกรณีศึกษาที่สำคัญที่สุดในการเปลี่ยนผ่านโรงไฟฟ้าเก่า

Stockholm Exergi (สวีเดน)

โรงไฟฟ้าความร้อนร่วม (Combined Heat and Power) ในกรุงสตอกโฮล์ม กำลังพัฒนาโครงการ BECCS ที่ตั้งเป้าจะดักจับ CO2 ให้ได้ 800,000 ตันต่อปี โดยใช้เศษไม้จากอุตสาหกรรมป่าไม้เป็นเชื้อเพลิง รัฐบาลสวีเดนให้การสนับสนุนอย่างเต็มที่ในฐานะส่วนหนึ่งของแผนการเป็นประเทศ Carbon Neutral

โครงการในสหรัฐอเมริกา

สหรัฐฯ มีโครงการ BECCS เกิดขึ้นหลายแห่ง โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมผลิตเอทานอล (Ethanol Fermentation) ซึ่งกระบวนการหมักให้ก๊าซ CO2 ที่บริสุทธิ์สูง ทำให้ต้นทุนการดักจับต่ำกว่าการเผาไหม้แบบปกติมาก โครงการเหล่านี้ได้รับการสนับสนุนจากมาตรการลดหย่อนภาษี 45Q ของรัฐบาลสหรัฐฯ

บทสรุปและอนาคตของ BECCS

BECCS ไม่ใช่ยาวิเศษที่จะรักษาโรคร้อนได้เพียงลำพัง และไม่ใช่ข้ออ้างที่จะทำให้เรายังคงใช้พลังงานฟอสซิลต่อไปได้ แต่ BECCS คือ “เครื่องมือจำเป็น” ในกระเป๋าเครื่องมือต่อสู้โลกร้อน โดยเฉพาะในการจัดการกับก๊าซเรือนกระจกส่วนเกินที่เราปล่อยออกมาแล้วในอดีต

อนาคตของ BECCS จะสดใสหรือไม่ ขึ้นอยู่กับ 3 ปัจจัยหลักคือ นโยบายภาครัฐ ที่ต้องสนับสนุนราคาคาร์บอนให้สูงพอจูงใจการลงทุน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ที่จะช่วยลดต้นทุนให้ถูกลง และ การจัดการที่ดินอย่างยั่งยืน เพื่อไม่ให้การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมเรื่องหนึ่ง ไปสร้างปัญหาใหม่อีกเรื่องหนึ่ง ในวันที่โลกต้องการทางออกที่มากกว่าแค่คำสัญญา BECCS คือเทคโนโลยีที่พิสูจน์ให้เห็นว่า มนุษย์มีความสามารถที่จะ “ย้อนศร” กระบวนการทางธรรมชาติเพื่อรักษาบ้านหลังเดียวของเราเอาไว้ แต่เราต้องใช้อย่างระมัดระวังและชาญฉลาดที่สุด