เวลาจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้า สิ่งหนึ่งที่ทุกคนให้ความสำคัญเป็นอันดับต้นๆ เลยก็คือ เรื่องของแบตเตอรี่ ซึ่งเป็นตัวกำหนดสว่ารถยนต์ไฟฟ้าที่เราซื้อจะสามารถวิ่งได้ไกลแค่ไหนต่อการชาร์จ 1 ครั้ง และเวลาชารจ์จะใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเต็ม ซึ่งแบตเตอรี่ของรถยนต์ไฟฟ้าในปัจจุบันก็จะเป็นแบตลิเทียมไอออน เป็นส่วนใหญ่ ซึ่งจะมีข้อจำกัดต่างๆ มากมาย เช่น เรื่องของความปลอดภัยที่มีความเสี่ยงต่อการไหม้หรือระเบิด โดยเฉพาะเมื่อมีความร้อนสูง หรือได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง รวมไปถึงการสูญเสียพลังงานไปกับความร้อนระหว่างการใช้งาน อายุการใช้งานที่น้อยลงตามระยะเวลาการใช้งาน รวมถึงการชาร์จที่ใช้เวลาค่อนข้างนาน ซึ่งก็ได้มีการพัฒนาแบตเตอรี่แบบโซลิตสเตทออกมา เพื่อเป็นทางออกให้กับแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า ที่เรียกได้ว่าแก้ปัญหาของแบตเตอรี่แบบลิเทียมไอออนได้เกือบทั้งหมด ถือว่าเป็นอนาคตใหม่ของแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าเลยก็ว่าได้

Solid State Battery (แบตเตอรี่โซลิตสเตท) คืออะไร

แบตเตอรี่โซลิดสเตต (Solid-State Battery – SSB) เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่พัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขข้อจำกัดของแบตเตอรี่ลิเธียมไอออน แบตเตอรี่ชนิดนี้ใช้อิเล็กโทรไลต์ในรูปของแข็งแทนอิเล็กโทรไลต์แบบเหลว ซึ่งทำให้มีความปลอดภัยสูงขึ้นเนื่องจากโอกาสติดไฟต่ำ มีประสิทธิภาพในการกักเก็บพลังงานที่เหนือกว่าเมื่อเทียบกับ แบตเตอรี่ลิเทียมไอออน และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น

ข้อดีของแบตเตอรี่โซลิตสเตท

  • ความปลอดภัย: แบตเตอรี่แบบ Solid-State นั้นปลอดภัยกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า เพราะอิเล็กโทรไลต์แบบของแข็งไม่ติดไฟ
  • ประสิทธิภาพ: สูญเสียพลังงานน้อยลง
  • ความจุพลังงาน: แบตเตอรี่แบบ Solid-State เก็บพลังงานได้มากกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า
  • อายุการใช้งาน: แบตเตอรี่แบบ Solid-State มีอายุการใช้งานยาวนานกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า
  • ความเร็วในการชาร์จ: แบตเตอรี่แบบ Solid-State ชาร์จไฟได้เร็วกว่าแบตเตอรี่แบบเก่า

ด้วยข้อดีต่างๆ เหล่านี้ หากมีการนำแบตเตอรี่แบบ Solid-State มาใช้ในรถยนต์ไฟฟ้า เราจะได้แบตเตอรี่ที่มีขนาดเล็กลง น้ำหนักเบาขึ้น ใช้เวลาในการชาร์จที่รวดเร็ว ในระดับที่ชาร์จเพียงแค่ 10 นาที ก็สามารถวิ่งได้ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตรกันเลยทีเดียว ซึ่งหากเทียบกับแบตเตอรี่ที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันอย่างแบตลิเทียมไอออน ก็จะทำได้มากกว่าถึง 2.4 เท่า ทำให้ผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าได้รับความสะดวกในการใช้งานมากยิ่งขึ้น หมดปัญหาเรื่องสถานีชาร์จที่ไม่เพียงพอไปได้เลย และแน่นอนว่าใช้เวลาพอๆ กับการเติมน้ำมันกันเลยทีเดียว

ค่ายรถยนต์ กับแบตเตอรี่แบบ Solid-State

ตอนนี้ค่ายรถยนต์ต่างๆ ก็ได้ลงทุนและมีแผนในการพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid-State ออกมาหลายค่ายเลย อย่างเช่น โตโยต้า ก็มีการเปิดเผยข้อมูลออกมาแล้วว่า ทางโตโยต้าเองก็ได้มีการทดสอบแบตเตอรี่แบบใหม่นี้กับรถยนต์ไฮบริจของตัวเองมาตั้งแต่ปี 2020 และจะมีการเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ที่ใช้แบตเตอรี่แบบ Solid-State ออกมาในเร็วๆ นี้

ส่วนทางนิสสันก็มีการเปิดเผยข้อมูลเช่นกัน ว่าได้มีแผนการลงทุนผลิตแบตเตอรี่แบบ Solid-State ในปี 2024 นี้ ซึ่งจะใช้เงินลงทุนกว่า 1,200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และจะเร่งทำการผลิตและทดสอบ เพื่อพร้อมใช้งานจริงภายในปี 2028 หรืออีก 4 ปีนับจากนี้ โดยทางนิสสันคาดว่าจะช่วยลดต้นทุนเรื่องของแบตเตอรี่ได้เป็นจำนวนมาก และสามารถเปิดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าได้ในราคาที่ไม่แตกต่างจากรถน้ำมัน

นอกจากทั้ง 2 ค่ายนี้แล้ว ก็ยังมีค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่างฮอนด้า ที่กำลังเร่งวางแผน และทำการวิจัยแบตเตอรี่แบบ Solid-State เช่นกัน ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่มีข้อมูลรายละเอียดที่ชัดเจนออกมาแต่อย่างใด ส่วนทางค่ายรถยุโรป ก็ไม่ได้นิ่งเฉยไม่ว่าจะเป็น โฟล์สวาเกน บีเอ็มดับเบิลยู และฟอร์ด ก็ได้มีการวางแผนเช่นกัน ซึ่งคาดว่าจะเริ่มการผลิตในปี 2025

สำหรับแบตเตอรี่แบบ Solid-State ค่ายรถไหนที่นำมาใช้ก่อน ก็จะเป็นการพลิกเกมในตลาดได้เลย หลังจากที่ปล่อยให้ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าจากประเทศจีน เปิดค่ายรถยนต์ไฟฟ้ากันเป็นจำนวนมากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ โดยเฉพาะในบ้านเรา ที่ตอนนี้มีรถยนต์ไฟฟ้าหลายแบรนด์จากประเทศจีน กำลังกินส่วนแบ่งการจำหน่ายรถยนต์มากขึ้นเรื่อยๆ ที่มาพร้อมกับราคาที่ถูก และออปชั่นแบบอัดแน่น แบบที่รถญี่ปุ่นให้ไม่ได้ ซึ่งหากค่ายรถญี่ปุ่น สามารถผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แบบ Solid-State ออกสู่ตลาดได้ก่อน จะช่วยพลิกสถานการณ์ให้คนกลับมาซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากค่ายรถญี่ปุ่นได้อย่างแน่นอน

ส่วนค่ายรถยนต์จากจีน ก็เร่งพัฒนาแบตเตอรี่แบบ Solid-State เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น Guangzhou Automobile Group หรือ GAC Group คาดว่าจะผลิตรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แบบใหม่นี้ออกสู่ตลาดได้ในปี 2026 Changan Automobile ก็ได้มีการลงทุนในส่วนนี้ พร้อมพัฒนาและวิจัยอย่างต่อเนื่อง คาดว่าจะได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แบบใหม่นี้ราวๆ ปี 2027 ส่วน BYD ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่อันดับสองของโลกตอนนี้ก็ประกาศว่าอยู่ระหว่างพัฒนาแบตเตอรี่โซลิดสเตตด้วยเช่นกัน

ด้วยข้อดีต่างๆ ของ แบตเตอรี่แบบ Solid-State ที่ดีกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออน เราก็คงจะได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ปลอดภัยมากขึ้น ชาร์จได้ไว ขับได้ไกลกว่าเดิม ตอนนี้ใครไม่อยากรอ ก็ซื้อรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้กันได้เลยครับ ส่วนใครที่ไม่ได้มีปัญหาในการรอ แนะนำว่าอดใจไว้อีก 3 – 5 ปี รับรองว่าได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่แบบ Solid-State อย่างแน่นอน ก็รอดูกันครับว่า จะมีค่ายรถยนต์ค่ายไหน เปิดจำหน่ายเป็นรายแรกของโลก

Photo : Freepik , Thermofisher

ทอท.เร่งให้บริการรถแท็กซี่ไฟฟ้า พร้อมติดตั้งสถานีชาร์จ หนุน “สุวรรณภูมิ” ต้นแบบ Green Airport ลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 50 ล้านตันต่อปี

นายกีรติ กิจมานะวัฒน์ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวว่า ปัจจุบันรถยนต์ 1 คันปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 5 ตันต่อปี ซึ่งในประเทศไทยมีรถยนต์มากกว่า 10 ล้านคัน ในส่วนของ ทอท. ซึ่งบริหารท่าอากาศยานหลัก 6 แห่งของประเทศไทย มุ่งสนองนโยบายกระทรวงคมนาคม ผลักดันความร่วมมือด้านการคมนาคมขนส่งของไทย เพื่อมุ่งสู่การเป็นสังคมคาร์บอนต่ำ 

โดย ทอท.ให้ความสำคัญต่อการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อม พร้อมมุ่งขับเคลื่อนท่าอากาศยานสุวรรณภูมิสู่การเป็นต้นแบบ Green Airport หรือท่าอากาศยานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมแห่งแรกในประเทศไทย ดังนั้น หากมีการเปลี่ยนรถยนต์ที่ให้บริการ ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ให้เป็นรถไฟฟ้า (EV) ได้ จะทำให้ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้มากกว่า 50 ล้านตันต่อปี 

นายกีรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในส่วนของการให้บริการยานยนต์ไฟฟ้ารับจ้างสาธารณะ (EV Taxi) นั้น ปัจจุบันมีสมาชิกผู้ขับขี่รถรับจ้างสาธารณะ เริ่มให้ความสนใจในการปรับเปลี่ยนมาใช้ EV Taxi เพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ ในช่วงแรก ทอท. ได้ดำเนินการติดตั้งสถานีให้บริการเครื่องอัดประจุยานยนต์ไฟฟ้าแบบใช้สายโดยการอัดประจุแบบเร็วด้วยไฟฟ้ากระแสตรง (DC Fast Charge) ซึ่งมีกำลังไฟฟ้าในการอัดประจุ 40 kW ต่อเครื่อง จำนวน 16 เครื่อง และ 150 kW ต่อเครื่องจำนวน 2 เครื่อง บริเวณลานจอดรถระยะยาวโซน E ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ สำหรับรองรับการให้บริการแก่รถแท็กซี่ที่จะเปลี่ยนแปลงรูปแบบเป็นยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบัน และอนาคต 

นอกจากนี้ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิอยู่ระหว่างดำเนินการติดตั้งเครื่อง DC Fast Charge ซึ่งมีกำลังไฟฟ้าในการอัดประจุ 360 kW ต่อเครื่อง จำนวน 10 เครื่อง และ 150 kW ต่อเครื่อง จำนวน 2 เครื่อง เพื่อรองรับการให้บริการแก่รถบริการรับ – ส่งผู้โดยสาร (Shuttle Bus) รถบริการสาธารณะ รถส่วนกลาง และรถส่วนงานของ ทอท.ภายในพื้นที่ Support Facilities บริเวณตรงข้ามศูนย์บริหารการขนส่งสาธารณะ 

ทอท.เร่งบริการรถแท็กซี่ไฟฟ้า หนุน ‘สุวรรณภูมิ’ ต้นแบบ Green Airport

อีกทั้ง ทอท.ยังมีโครงการติดตั้ง EV Charging Station ทั้งในพื้นที่ Airside, Landside และ Custom Free Zone รวม 7 จุด เพื่อรองรับแนวโน้มที่ยานยนต์ไฟฟ้าจะได้รับความนิยมในวงกว้าง ตามทิศทางที่ทั่วโลกหันมาสนใจการใช้ยานยนต์ขับเคลื่อนด้วยพลังงานสะอาดอีกด้วย

นายกีรติ กล่าวในตอนท้ายว่า ทอท.มีความมุ่งมั่นการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบภายใต้หลักธรรมาภิบาลโดยคำนึงถึงสังคมและสิ่งแวดล้อมภายใต้หลักธรรมาภิบาล และมุ่งสู่การเป็น “ท่าอากาศยานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม” หรือ Green Airport เพื่อการเติบโตขององค์กรอย่างมั่นคง และยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

วันนี้ทีมงานขอนำเสนออุปกรณ์ที่คิดว่าเมื่อไหร่จะมีสักที ล่าสุดก็มีแล้วครับ กับเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ ซึ่งตอบโจทย์คนใช้รถไฟฟ้าได้อย่างแน่นอน แต่เดิมเวลาต้องชาร์จไฟแบบเร็วๆ ก็ต้องไปชาร์จตามปั๊มน้ำมัน หรือจุดให้บริการชาร์จรถไฟฟ้าแบบ DC ซึ่งเมื่อเรามีเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้แล้ว ก็สามารถนำไปติดตั้งได้ตามต้องการ และเมื่อใช้งานเสร็จแล้วก็สามารถขนกลับไปเก็บไว้ได้อีกด้วย

แบบนี้ เครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ น่าจะเหมาะกับใคร อันนี้ก็ต้องบอกว่า น่าจะเหมาะกับการนำไปให้บริการเชิงพาณิชย์มากกว่า เช่น นำไปให้บริการบริเวณจุดแคมปิ้ง หรือจะเป็นภายในห้างสรรพสินค้า รวมถึงคอนโดรุ่นเก่าที่ไม่มีจุดให้บริการชาร์จรถไฟฟ้า ก็สามารถตอบโจทย์ได้ดีเช่นกัน และอาจจะไม่เหมาะกับผู้ใช้ทั่วไปสักเท่าไหร่นัก แม้ว่าจะมีน้ำหนักอยู่ที่ 800 กิโลกรัม มิติตัวเครื่อง 1,200 x 800 x 2,000 มม. ก็อาจจะไม่สะดวกเรื่องการพกพาไปใช้งานสักเท่าไหร่ เหมาะกับเคลื่อนย้ายไปวางในสถานที่ต่างๆ มากกว่า เช่น กรณีเราไปจัดงานแคมปิ้ง ก็สามารถนำไปเปิดให้บริการผู้ที่เข้าร่วมงานได้ หรือบางสถานที่ไม่มีสถานีชาร์จเลย เราก็สามารถนำไปตั้งเป็นจุดบริการชาร์จด่วนได้เช่นกัน และหากบริเวณนั้นเราได้ทำพวกร้านอาหาร หรือคาเฟ่ ก็จะช่วยสร้างรายได้อีกทางหนึ่งเช่นกัน

สำหรับเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ Eplvs ตามสเปคบอกเอาไว้ว่า สามารถชาร์จรถไฟฟ้าได้พร้อมๆ กันถึง 6 คัน มีกำลังไฟสูงสุดอยู่ที่ 180 กิโลวัตต์ แบตเตอรืแบบ EFP ความจุ 184 kWh ซึ่งเพียงพอต่อการชาร์จรถไฟฟ้าในระดับ 60% เพื่อให้สามารถเดินทางต่อไปได้ และยังสามารถนำไปบริการที่ไหนก็ได้ โดยไม่มีข้อจำกัดในเรื่องของพื้นที่อีกต่อไป สามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก นอกจากนี้ตัวเครื่องยังมาพร้อมกับระบบการติดตาม และการจัดการแบบออนไลน์ได้ด้วย แต่ว่าต้องอยู่ในพื้นที่ที่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ด้วย

ราคาของเครื่องรุ่นนี้อยู่ที่ 3.5 ล้านบาท หากเทียบกับการก่อสร้างสถานีชาร์จรถไฟฟ้าแบบปกติแล้ว จะใช้งบประมาณที่ใกล้เคียงกันมาก แต่ เครื่องชาร์จรถไฟฟ้าแบบเคลื่อนที่ได้ Eplvs มีข้อดีมากกว่าในเครื่องของการเป็นสถานีชาร์จที่สามารถเคลื่อนที่ได้ ย้ายไปติดตั้งได้ตามต้องการ และไม่ได้ต้องการพื้นที่ในการจัดวางมากมายอะไร เพราะตัวเครื่องไม่ได้มีขนาดใหญ่มาก เรียกได้ว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากกว่าแบบเดิมๆ

สรุปสิ่งที่น่าสนใจของ Eplvs

  • สามารถชาร์จไฟได้รวดเร็ว โดยชาร์จได้สูงสุดถึง 180 กิโลวัตต์
  • รองรับการชาร์จรถพร้อมกันได้สูงสุดถึง 6 คัน
  • ขนาดกระทัดรัดสามารถเคลื่อนย้ายได้สะดวก
  • ใช้งานได้ง่าย เพียงแค่เสียบหัวชาร์จกับเข้ารถก็จะเริ่มการชาร์จให้ทันที
  • ตัวเครื่องชาร์จมีการออกแบบให้มีความทนทานต่อสภาพอากาศ รองรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ได้ทันที
  • ใช้เงินลงทุนไม่มาก ไม่ต้องปรับปรุงสถานที่เหมือนกับสถานีชาร์จแบบเดิมๆ
  • รองรับการชำระเงินด้วยบัตรเครดิต

รายละเอียดทางเทคนิค

  • กำลังไฟ: สูงสุด 180 กิโลวัตต์
  • แรงดันไฟฟ้า: 380-415V AC
  • กระแสไฟ: สูงสุด 320A
  • ประเภทปลั๊ก: CCS2, CHAdeMO
  • ระยะเวลาการชาร์จ: ประมาณ 30 นาทีสำหรับการชาร์จเต็ม (ขึ้นอยู่กับขนาดแบตเตอรี่ของรถ EV)
  • ขนาด: 1,200 x 800 x 2,000 มม.
  • น้ำหนัก: 800 กก.

ขอบคุณข้อมูลจาก Nuvo Plus

NamX รถยนต์ไฮโดรเจนที่มาในรูปทรง SUV มาพร้อมจุดเด่นที่สามารถเปลี่ยนหลอดไฮโดรเจนได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที และยังสามารถเติมเชื้อเพลิงได้เต็มภายในเวลา 4 นาทีเท่านั้น ซึ่งราคาเริ่มต้นอยู่ราวๆ 2.34 ล้านบาท

NamX รถไฮโดรเจนอีกหนึ่งคันที่มีความน่าสนใจมาก เนื่องจากบริษัทนัมเอ็กซ์ สตาร์ทอัปรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศส-โมร็อกโก ได้เปิดแนวคิดรูปแบบใหม่เกี่ยวกับรถไฮโดรเจน ซึ่งได้ใช้หลอดเชื้อเพลิงไฮโดรเจนแบบรีฟิล สามารถถอดและเปลี่ยนได้สะดวกและง่าย แถมยังสามารถเติมไฮโดรเจนในหลอดรีฟิลในเวลาเพียงไม่กี่นาที

แนวคิดของ NamX นั้นน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากบริษัทสตาร์ทอัปได้พูดถึงขั้นตอนการผลิตแร่ลิเธียมที่ต้องใช้ทำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มชะลอตัวลง ซึ่งพลังงานใหม่สำหรับรถในอนาคตที่น่าสนใจก็คือไฮโดรเจนนั่นเอง เรามาดูกันว่ารถไฮโดรเจนของนัมเอ็กซ์น่าสนใจอย่างไรบ้าง

รถไฮโดรเจน NamX ถูกพัฒนาและออกแบบโดยบริษัท Pininfarina จากประเทศอิตาลี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องดีไซน์การออกแบบที่สวยงามโดดเด่นและยังตอบโจทย์กับเทคโนโลยีใหม่ๆของตัวรถอีกด้วย 

NamX รถไฮโดรเจนแห่งอนาคต ถอดเปลี่ยนง่ายภายในไม่กี่วิ เติมเต็มเร็วใน 4 นาที

NamX ประกอบด้วยหลอดเซลล์เชื้อเพลิงแบบรีฟิล 6 หลอด ถูกติดตั้งเอาไว้ด้านท้ายของรถ โดยบริษัทเคลมว่าสามารถเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเต็มได้ภายในเวลาไม่เกิน 4 นาที และถอดสับเปลี่ยนได้ทันที

รถยนต์พลังงานไฮโดรเจนคันนี้เมื่อเติมไฮโดรเจนจนเต็มทั้ง 6 หลอดจะสามารถวิ่งได้ไกล 800 กิโลเมตร และหากเชื้อเพลิงหมดระหว่างทาง บริษัทยังมีบริการจัดส่งหลอดรีฟิลไฮโดรเจนให้กับผู้ใช้ได้อีกด้วย ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้รถไฮโดรเจนได้มาก

หลอดรีฟิลไฮโดรเจนของ NamX
หลอดรีฟิลไฮโดรเจนของ NamX

NamX จะผลิตรถไฮโดรเจนมาทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน รถยนต์รุ่นมาตรฐาน ราคาเริ่มต้นราวๆ 2,344,000 บาท ขับเคลื่อนล้อหลัง พละกำลัง 300 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม. และทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลา 6.5 วินาที

NamX รุ่น GTH ราคาเริ่มต้น 3,423,000 บาท พละกำลังสูงถึง 500 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลา 4.5 วินาที

NamX รถไฮโดรเจนแห่งอนาคต ถอดเปลี่ยนง่ายภายในไม่กี่วิ เติมเต็มเร็วใน 4 นาที

ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของรถไฮโดรเจนที่มีเทคโนโลยีโดดเด่น สามารถถอดเปลี่ยนและเติมรีฟิลก๊าซไฮโดรเจนได้ และยังเติมได้เต็มเร็วสะดวกต่อการใช้งานอีกด้วย

ที่มา : NamX

Source : Spring News

Aito M9 รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่เกิดจากความร่วมมือระหว่าง Huawei และ Seres ซึ่งรถรุ่นนี้ถือเป็นรุ่นเรือธงของแบรนด์และถือเป็น Full-Size SUV ไฟฟ้าที่มาพร้อมระบบอัจฉริยะและสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน

Aito M9 รถยนต์ไฟฟ้า 100% รุ่นเรือธง โดย Huawei และ Seres ได้เปิดตัวในจีน ซึ่งขณะนี้ได้เปิดสเปคและราคาอย่างเป็นทางการแล้ว ซึ่งรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นนี้จะมีความน่าสนใจอย่างไรบ้าง อัจฉริยะแค่ไหน เรามาจะพาไปดูกัน

Credit : carnewschina
Credit : carnewschina

สเปค Aito M9 

ขนาดตัวรถ ยาว 5,230 มม. ความกว้าง 1,999 มม. ความสูง 1,800 มม. และมีระยะฐานล้อ 3,110 มม.

Credit : carnewschina
Credit : carnewschina

ภายใน Aito M9 แผงแดชบอร์ดจะประกอบไปด้วย 3 หน้าจอได้แก่ จอแสดงข้อมูลการขับขี่ขนาด 12.3 นิ้ว หน้าจออินโฟนเมนเมนต์ขนาด 15.6 นิ้ว และหน้าจอฝั่งผู้โดยสารขนาด 16 นิ้ว มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Harmony OS ของ Huawei อีกทั้งยังได้รับหน้าจอ AR-HUD ขนาด 75 นิ้ว

Credit : carnewschina
Credit : carnewschina

Aito M9 จะมาพร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว (4WD) ให้กำลัง 523 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ในเวลา 4.3 วินาที มากับแบตเตอรี่ NMC จาก CATL ความจุ 97 kWh ชาร์จไฟเต็มวิ่งไกลสุด 630 กม.   

ราคา Aito M9

Aito M9 ได้เปิดตัวราคาอย่างเป็นทางการในจีน เริ่มต้นอยู่ที่ 509,800 หยวน หรือประมาณ 2.53 ล้านบาท จนไปถึง  569,800 หยวน หรือประมาณ 2.83 ล้านบาท

Aito M9 มาพร้อมไฟหน้าเมทริกซ์แบบโต้ตอบอัจฉริยะ ที่แสดงได้ทั้งภาพและวิดีโอและยังสามารถฉายเรดาร์ได้ด้วย โดยความแม่นยำไกลถึง 1.2 เมตร และไฟหน้ายังสามารถจับภาพคนเดินได้อีกด้วย ซึ่ง Aito M9 ยังมาพร้อมระบบช่วยเหลือการขับขี่ Huawei ADS 2.0 อีกด้วย

Credit : carnewschina
Credit : carnewschina

มาต่อที่ไฟท้าย LED ดีไซน์โดดเด่นของ Aito M9 ที่วางพาดเต็มพื้นที่ส่วนท้าย นอกจากนั้นในส่วนของไฟท้ายยังสามารถแสดงข้อความ ภาพกราฟฟิคต่างๆเหมือนกับชุดไฟหน้าอีกด้วย 

Credit : carnewschina
Credit : carnewschina

Aito M9 กำลังจะมาตีตลาดรถยนต์ไฟฟ้า SUV ขนาดใหญ่อย่าง Mercedes-Benz EQE SUV และ BMW iX และถือเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 6 ที่นั่งที่น่าสนใจมาก ด้วยระบบอัจฉริยะครบครันและยังไม่ทิ้งความหรูหรา อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยคงต้องรอลุ้นกันอีกทีว่ามีโอกาสจะเข้ามาทำการตลาดในประเทศไทยหรือไม่ 

ที่มา : carnewschina

Source : Spring News