ในยุคที่การบริโภคเปลี่ยนไป การใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น ผลลัพธ์จากการใช้พลังงานมีหลายทิศทาง จึงเกิดการปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่ของหลาย ๆ ภาคส่วนเพื่อขับเคลื่อนสังคมไปสู่การดูแลรักษาสมดุลให้เกิดระหว่างสิ่งมีชีวิตและสิ่งแวดล้อม

ในความต้องการใช้พลังงานที่หลากหลาย ทำอย่างไรให้ตอบโจทย์ทุก ๆ ความต้องการ? ในความต้องการใช้พลังงานที่มากขึ้น ทำอย่างไรให้กระบวนการผลิตพลังงานไม่ส่งผลกระทบกับสิ่งแวดล้อม? จึงเป็นที่มาของ “พลังงานหมุนเวียน” Renewable Energy (RE) ที่เป็นพลังงานสะอาด 

ทางด้านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ในฐานะหน่วยงานผู้ผลิตและดูแลความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ จึงตอบรับนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน ตาม “แผนพลังงานชาติ” หรือ “National Energy Plan” เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้เป็นศูนย์ โดยเน้นการเพิ่มสัดส่วนพลังงานทดแทนและพลังงานสะอาดจากโรงไฟฟ้าใหม่ โดยมีสัดส่วน RE ไม่น้อยกว่า 50% ส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า พัฒนาและยกระดับเทคโนโลยีระบบไฟฟ้า (Grid Modernization) เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ระบบไมโครกริด ตลอดจนการผลิตเองใช้เอง (Prosumer) ที่มากขึ้น รวมถึงมุ่งปลดล็อคกฎระเบียบการซื้อขายไฟฟ้าเพื่อรองรับการผลิตเองใช้เอง (Prosumer) ดังกล่าว

Grid Modernization สัมพันธ์กับพลังงานหมุนเวียนอย่างไร?

Grid Modernization คือการพัฒนาระบบส่งและระบบจำหน่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย เพื่อรองรับการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มสูงขึ้น สามารถนำพลังงานหมุนเวียนมาปรับใช้ได้อย่างเหมาะสม และไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบการผลิตไฟฟ้าในภาพรวม เป็นการร่วมกันพัฒนาระบบไฟฟ้าของประเทศให้มีความมั่นคงและรองรับการเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค Green Energy เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 ของ กฟผ. ด้วย

ในขณะที่ตัวเลขการใช้ไฟฟ้าของคนไทยยังเพิ่มสูงขึ้น ข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่าการใช้ไฟฟ้าไตรมาสแรกของปี 2565 เพิ่มขึ้นร้อยละ 5.9 โดยเฉพาะในภาคครัวเรือน ธุรกิจ และอุตสาหกรรม ซึ่งสอดคล้องกับเศรษฐกิจของประเทศที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น เป็นผลมาจากการผ่อนคลายมาตรการต่าง ๆ ในการควบคุมการแพร่ระบาดของ COVID-19

นอกจากนี้แนวโน้มการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV Car) ยังมีปริมาณสูงขึ้น ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีทีบี ประเมินยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของไทยปี 65 แตะ 6.36 หมื่นคัน เช่นเดียวกับยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด (Hybrid) และไฮบริดแบบเสียบปลั๊ก (PHEV) ที่คาดว่า จะสูงถึง 5.3 หมื่นคัน โตถึง 48% สวนทางกับกระแสรถยนต์นั่งเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิง (Internal Combustion Engine: ICE) ที่หดตัวจากปี 2564 ถึง 8.8%

เมื่อความต้องการใช้ไฟฟ้ามีมากขึ้น พลังงานหมุนเวียนจึงเป็นทางเลือกที่สำคัญในการนำมาใช้ผลิตไฟฟ้า การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า  Grid Modernization จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อช่วยให้การทำงานของระบบส่งไฟฟ้ามีเสถียรภาพ ดูแลระบบให้สามารถรองรับไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่จะมีเพิ่มขึ้น เพื่อให้พลังงานไฟฟ้าในอนาคตเป็นพลังงานสีเขียวโดยไม่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของระบบไฟฟ้า โดย กฟผ. ได้มีการขยายแผนงานและสร้างนวัตกรรมให้เกิดการใช้งานจริง หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น

  • การปรับปรุงโรงไฟฟ้าให้มีความยืดหยุ่น (Flexible Power Plant) เพื่อให้สามารถเพิ่มปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าหลักได้อย่างทันท่วงทีเมื่อพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถผลิตไฟฟ้าได้
  • มีระบบกักเก็บพลังงาน (Energy Storage System) เปรียบเสมือน Power Bank พลังงานสำรอง เข้าเสริมระบบเมื่อมีความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ที่มีทั้งในรูปแบบโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ (Pumped Storage) และแบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน Battery Energy Storage System (BESS) โดยนำร่อง 2 แห่ง คือ สถานีไฟฟ้าแรงสูงบำเหน็จณรงค์ จ.ชัยภูมิ และ สถานีไฟฟ้าแรงสูงชัยบาดาล จ.ลพบุรี
  • มีระบบการจัดการด้านการใช้ไฟฟ้า มีระบบส่งไฟฟ้าที่สื่อสารข้อมูลกับระบบไฟฟ้าอัจฉริยะได้ และมีระบบการพยากรณ์และควบคุมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทน Renewable Energy Forecast Center, Renewable Energy Control Centerการจัดตั้งศูนย์สั่งการการดำเนินการตอบสนองความต้องการใช้ไฟฟ้า (Demand Response Control Center: DRCC) เพื่อเป็นศูนย์กลางในการบริหารจัดการความต้องการใช้ไฟฟ้า
  • การพัฒนาสถานีไฟฟ้าแรงสูง Digital Substation เพื่อเพิ่มความสามารถในการควบคุมและส่งจ่ายไฟฟ้าอย่างมีเสถียรภาพ โดยเตรียมนำร่องเข้าใช้งานในปี 2565 จำนวน 2 แห่ง คือ สถานีไฟฟ้า​แรง​สูง​กันทรลักษ์ จ.ศรีสะเกษ​ และสถานีไฟฟ้า​แรง​สูง​ตราด จ.ตราด
  • นวัตกรรมโรงไฟฟ้าเสมือน Virtual Power Plant (VPP) ทำหน้าที่เปรียบเสมือนศูนย์ควบคุมที่รวบรวมโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนซึ่งเป็นโรงไฟฟ้าขนาดเล็กหลายประเภทเข้าไว้ด้วยกัน โดยอาศัยการคาดการณ์กำลังการผลิตของโรงไฟฟ้าในกลุ่ม และสั่งการผลิตไฟฟ้าโดยนำเอาความได้เปรียบของคุณลักษณะเฉพาะของแต่ละโรงไฟฟ้ามาเติมเต็มเสริมความมั่นคงซึ่งกันและกัน

และยังมีการจับมือร่วมกับ 3 การไฟฟ้า พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานไฟฟ้าของไทย เพื่อให้การลงทุนเป็นประโยชน์ที่สุดและไม่เกิดการทับซ้อนกันในการทำงาน ทั้งหมดเพื่อต้องการพัฒนารูปแบบการทำงานให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ในขณะที่ต้นทุนการผลิตลดลง สนองนโยบายตามแผนพลังงานแห่งชาติและดำเนินการตามแผนขับเคลื่อนสมาร์ทกริดของประเทศไทย เพราะการผลิตไฟฟ้าต้องรักษาสมดุล และเสถียรภาพ กฟผ. จึงตอกย้ำการเป็นผู้ให้บริการด้านพลังงานแบบครบวงจร เพื่อคนไทยทุกคน พร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืนอย่างเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Source : Energy News Center

on-ion ร่วมกับ ReAcc ออกใบรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificates (RECs) ในรูปแบบของ Green Charging Network ผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์มรายแรกในไทย

นายโทรณ หงศ์ลดารมภ์ Head of EV Charger Business บริษัท อรุณ พลัส จำกัด (ARUN PLUS) (ซ้าย) และ นายณัฐชาต เจิดนภาพันธ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท รีแอค จำกัด (ReAcc) (ขวา) เปิดเผยถึงความร่วมมือในการต่อยอดนวัตกรรมและแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ระหว่าง ออน-ไอออน (on-ion) ผู้ให้บริการสถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) และ รีแอค (ReAcc) ตัวแทนให้บริการซื้อขายด้านพลังงานสะอาดและความเป็นกลางทางก๊าซเรือนกระจกผ่านดิจิทัลแพลตฟอร์ม ว่าจะมีการออกใบรับรองการใช้พลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy Certificates (RECs) จาก ReAcc ในรูปแบบของ Green Charging Network เพื่อให้ผู้ใช้ EV ที่ใช้บริการชาร์จไฟฟ้าที่สถานีของ ออน-ไอออน มั่นใจได้ว่าพลังงานไฟฟ้าที่ได้รับเป็นพลังงานสะอาดที่มาจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน 100% และเป็นพลังงานหมุนเวียนที่ผลิตในประเทศไทยทั้งหมด

นอกจากนี้ผู้ใช้บริการผ่าน on-ion Mobile Application ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดจะได้รับสิทธิพิเศษ ต่าง ๆ ที่มอบให้เฉพาะสมาชิกออน-ไอออน โดยผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดและสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ Line : @onionev

ทั้งนี้สถานีอัดประจุสำหรับยานยนต์ไฟฟ้า ออน- ไอออน (on-ion EV Charging Station) พร้อมบริการแล้วในพื้นที่ศูนย์การค้ากองทรัสต์อัลไล 6 แห่ง อาคารจอดรถ Energy Complex (EnCo) และในพื้นที่ EECi วังจันทร์วัลเลย์ จ. ระยอง ตลอดจนเตรียมขยายสถานีฯ บนทำเลศักยภาพทั่วไทย รองรับการเติบโตของตลาด EV และเพื่อสนับสนุนให้คนไทยใช้พลังงานสะอาด เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

Source : Energy News Center

กกพ.เปิดรับฟังร่างหลักเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าพลังงานสะอาด 5,203 เมกะวัตต์ โหมซื้อไฟจาก Solar+BESS และโซลาร์ฟาร์ม ภายในปี 2573 พร้อมด้วยพลังงานลม ก๊าซชีวภาพ ตั้งเป้าออกประกาศรับซื้อภายในสิ้นปี 2565 นี้ คาดก่อให้เกิดการลงทุนกว่า 2 แสนล้านบาท

0นายคมกฤช  ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่า ช่วงวันที่ 30 มิถุนายน-6 กรกฎาคม 2565 ที่ผ่านมา คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการสำคัญของร่างระเบียบคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานว่าด้วยการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ FiT ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. … เพื่อใช้เป็นหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ร่างดังกล่าวจะเปิดรับซื้อไฟฟ้ารับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน จากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพ (น้ำเสีย/ของเสีย) พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายสูงสุดไม่เกิน 90 โครงการต่อโครงการจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) หรือผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) ในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ไม่บังคับให้การไฟฟ้าฝ่ายจำหน่ายรับซื้อหรือไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้าหรือ Non-Firm  และจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar+BESS) จากผู้ผลิตรายเล็ก ในรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่กำหนดรูปแบบการผลิตและรับซื้อไฟฟ้าหรือ Partial-Firm ปริมาณพลังไฟฟ้าเสนอขายสูงสุด มากกว่า 10 เมกะวัตต์ และไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ต่อโครงการ อายุสัญญา 20 – 25 ปี รวมกำลังผลิตทั้งหมด 5,203 เมกะวัตต์

ลุ้น กกพ.คลอดรับซื้อไฟ จ่อสะพัด 2 แสนล้านพลังงานสะอาด

มีการกำหนดปริมาณรับซื้อและวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ตามแผนการเพิ่มการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ภายใต้แผน PDP2018 Rev.1 ในช่วงปี พ.ศ. 2564 – 2573 (ปรับปรุงเพิ่มเติม) โดยในปี 2567 จะรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar+BESS) ที่มีกำลังผลิตตามสัญญาตั้งแต่ 10 เมกะวัตต์ขึ้นไปแต่ไม่เกิน 90 เมกะวัตต์ จะรับซื้อปริมาณ 100 เมกะวัตต์ ในอัตรา 2.8331 บาทต่อหน่วย ระยะเวลาสัญญา 25 ปี และจะทยอยรับซื้อเพิ่มขึ้นปีละ 100 เมกะวัตต์ระหว่างปี 2568-2570 และรับซื้อเพิ่มขึ้นปีละ 200 เมกะวัตต์ ระหว่างปี 2571-2573 รวมปริมาณรับซื้อ 1,000 เมกะวัตต์

ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน กำลังผลิตตามสัญญาทุกขนาด จะเริ่มในปี 2567 ปริมาณ 190 เมกะวัตต์ ในอัตรา 2.1679 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 25 ปี และจะทยอยรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกปีจนครบ 2,368 เมกะวัตต์ ในปี 2573

ขณะที่การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานลม กำลังผลิตตามสัญญาทุกขนาด จะเริ่มตั้งแต่ปี 2568 เป็นต้นไป โดยในแต่ละปีจะทยอยรับซื้อในปริมาณ 250 เมกะวัตต์ จนถึงปี 2573 รวมกำลังผลิต 1,500 เมกะวัตต์ อัตราค่าไฟฟ้า 3.1014 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 25 ปี  ส่วนการรับซื้อไฟฟ้าจากก๊าซชีวภาพจากน้ำเสีย/ของเสีย กำลังผลิตตามสัญญาทุกขนาด จะเริ่มรับซื้อในปี 2569 เป็นต้นไป ปริมาณ 75 เมกะวัตต์ และจะทยอยรับซื้อเพิ่มขึ้นอีกปีละ 70-40 เมกะวัตต์ จนครบกำลังผลิต 335 เมกะวัตต์ ในปี 2573 ในอัตราค่าไฟฟ้า 2.0724 บาทต่อหน่วย ระยะเวลา 20 ปี 

ส่วนโครงการต่าง ๆ ที่อยู่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดยะลา ปัตตานี นราธิวาส และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา (อำเภอจะนะ อำเภอเทพา อำเภอสะบ้าย้อย และอำเภอนาทวี) จะได้รับอัตรา FiT Premium 0.5 บาทต่อหน่วย ตลอดอายุโครงการ

นายคมกฤช  กล่าวอีกว่า  การรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน (Solar+BESS) จากผู้ผลิตรายเล็ก ในรูปแบบสัญญา Partial-Firm นั้น จะมีการกำหนดรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าไว้ โดยช่วงเวลา 9.00-16.00 น. จะต้องผลิตไฟฟ้าส่งจ่ายเข้าระบบและการไฟฟ้ารับซื้อในปริมาณ 100% ของปริมาณไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ช่วงเวลา 18.01-06.00 น. มีความพร้อมส่งจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบในปริมาณพลังงานเท่ากับ 60% ของปริมาณไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เป็นเวลา 2 ชั่วโมง

โดยที่การไฟฟ้ารับซื้อทั้งหมดและสามารถสั่งจ่ายกำลังไฟฟ้าสูงสุดได้ไม่เกิน 60% ของปริมาณไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า และช่วงเวลา 06.01-09.00 น. และ 16.01-18.00 น. ผลิตไฟฟ้าสั่งจ่ายเข้าระบบและการไฟฟ้ารับซื้อในปริมาณไม่เกิน 100% ของปริมาณไฟฟ้าเสนอขายตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า

ทั้งนี้ หลังจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นแล้ว ทาง กกพ.จะรวบรวมความคิดเห็นเพื่อจัดทำหลักเกณฑ์การรับซื้อไฟฟ้าดังกล่าวต่อไป ซึ่งอาจจะมีบางประเด็นที่จะต้องแก้ไขเพิ่มเติม และบางเรื่องอาจจะต้องขอมติ กพช.เพิ่มเติม ที่อาจจะต้องใช้เวลาบ้าง แต่ก็มีเป้าหมายที่จะออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าได้ภายในสิ้นปี 2565 นี้

นักวิเคราะห์ให้ความเห็นว่า หากประกาศหลักเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าออกมาแล้ว เชื่อว่านักลงทุนจะให้ความสนใจยื่นข้อเสนอขายไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก ซึ่งจะก่อให้เกิดเม็ดเงินลงทุนราว 2 แสนล้านบาท (ยังไม่รวมค่าที่ดิน)โดยประเมินจากเม็ดเงินลงทุนของ Solar+BESS อยู่ที่ 46 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ โซลาร์ฟาร์ม 24 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ พลังงานลม 50-60 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์ และก๊าซชีวภาพ 55-60 ล้านบาทต่อเมกะวัตต์

Source : ฐานเศรษฐกิจ

เอ็กโก กรุ๊ป ขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียน ต่อยอดธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจน ตอบโจทย์ Carbon Neutral

การขับเคลื่อนสังคมโลกสู่สังคมคาร์บอนต่ำ (Low-carbon Society) เพื่อหยุดยั้งภาวะโลกร้อนและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจจากทุกภาคส่วน โดย บริษัท ผลิตไฟฟ้า  จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ในฐานะผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดใหญ่รายแรกของประเทศไทยและผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานครบวงจร ตระหนักดีว่า อุตสาหกรรมพลังงานสามารถมีบทบาทสำคัญในการยืนเคียงข้างประชาคมโลกและร่วมผลักดันเป้าหมายนี้ให้ประสบสำเร็จไปด้วยกัน

เอ็กโก กรุ๊ป จึงกำหนดเป้าหมายองค์กรในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายใน ปี 2593 และเป้าหมายระยะกลาง ลดการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ (Carbon Emission Intensity) 10% ภายในปี 2573 ภายใต้ทิศทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนที่ว่า “Cleaner, Smarter and Stronger to Drive Sustainable Growth”

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอ็กโก กรุ๊ป เปิดเผยว่า เพื่อขับเคลื่อนองค์กรตามเป้าหมายและทิศทางการดำเนินธุรกิจดังกล่าว เอ็กโก กรุ๊ป จึงมุ่งขยายพอร์ตโฟลิโอโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง เริ่มจากการเดินเครื่องเชิงพาณิชย์โรงไฟฟ้าชีวมวล “ร้อยเอ็ด กรีน” จ.ร้อยเอ็ด ที่ใช้เชื้อเพลิงแกลบเป็นแห่งแรกของประเทศไทย ในปี 2546 สู่การลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานความร้อนใต้พิภพ และพลังงานลมนอกชายฝั่ง จนปัจจุบันมีกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนตามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าตามสัดส่วนการถือหุ้นรวมทั้งสิ้น 1,364 เมกะวัตต์ คิดเป็น 23% ของกำลังผลิตทั้งหมด ตลอดจนตั้งเป้าหมายจะเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ภายในปี 2573

ล่าสุดเอ็กโก กรุ๊ป ยังได้ลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนโมเดลใหม่ ผ่านการถือหุ้น 17.46% ใน “เอเพ็กซ์ คลีน เอ็นเนอร์ยี่ โฮลดิ้ง” ผู้นำด้านการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดขนาดใหญ่เพื่อจำหน่ายและเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เอง ในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยปัจจุบัน “เอเพ็กซ์” มีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลม 2 โครงการ ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง กำลังผลิตรวม 422 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนา 61 โครงการ กำลังผลิตรวม 20,439 เมกะวัตต์ รวมทั้งมีโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง 1 โครงการ กำลังผลิต 70 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนา 121 โครงการ กำลังผลิต 19,920 เมกะวัตต์

เอ็กโก กรุ๊ป ขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียน
เอ็กโก กรุ๊ป ขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียน
เอ็กโก กรุ๊ป ขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียน

นอกจากการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนแล้ว เอ็กโก กรุ๊ป ได้ร่วมกับกลุ่ม กฟผ. และพันธมิตรที่มีความเชี่ยวชาญ ศึกษาและพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจนในรูปแบบต่างๆ เพื่อก้าวเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างเป็นรูปธรรมและเป็นผู้นำในธุรกิจนี้ในอนาคต โดยเทคโนโลยีการผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจนนับเป็นเทคโนโลยี การผลิตไฟฟ้าแห่งอนาคต เนื่องจากจุดเด่นด้านการผลิตไฟฟ้าที่สม่ำเสมอและเชื่อถือได้ รวมทั้งมีการปลดปล่อยมลพิษทางอากาศและน้ำที่ต่ำมากจนเกือบจะเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นการปิดจุดอ่อนของการผลิตไฟฟ้าด้วยเชื้อเพลิงฟอสซิลแบบดั้งเดิมและพลังงานหมุนเวียน
 

“เอ็กโก กรุ๊ป มุ่งมั่นในการขยายพอร์ตโฟลิโอพลังงานหมุนเวียนและรุกธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากไฮโดรเจนอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อตอบโจทย์สังคมคาร์บอนต่ำและการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของเราในการ “เป็นบริษัทไทยชั้นนำที่ดำเนินธุรกิจพลังงานอย่างยั่งยืน ด้วยความใส่ใจที่จะธำรงไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาสังคม” นายเทพรัตน์กล่าว

Source : ฐานเศรษฐกิจ

กกพ.เปิดรับสมัครผู้เข้าร่วมโครงการ ERC Sandbox เฟส 2 มุ่งเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการให้บริการทางพลังงาน รองรับธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ๆ สู่การกำหนดแนวทางพัฒนาการกำกับดูแลนวัตกรรมพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เปิดเผยว่าสำนักงาน กกพ. เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมโครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการด้านพลังงาน (ERC Sandbox) เฟส 2

โดยในเฟสที่ 2 จะเป็นการทดสอบนวัตกรรมร่วมกันระหว่าง กกพ. และผู้เข้าร่วมโครงการ ซึ่งจะเน้นรูปแบบธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ ระบบ เครื่องมือ หรือบริการด้านพลังงานที่ยังไม่เคยนำมาใช้งาน หรือถ้าหากมีการใช้งานในท้องตลาดแล้ว ก็จะต้องมีความแตกต่างจากรูปแบบที่เป็นอยู่ ทั้งหมดจะต้องมุ่งเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการให้บริการทางพลังงาน รองรับธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ๆ สอดคล้องกับการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางพัฒนาการกำกับดูแลนวัตกรรมพลังงานสะอาด และสอดรับกับหลักเกณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม

“กกพ. เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมา มีมติเห็นชอบให้ประกาศโครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการให้บริการด้านพลังงาน (ERC Sandbox) ระยะที่ 2 โดยเน้นเรื่องการพัฒนานวัตกรรมในธุรกิจพลังงานสะอาดเป็นหลัก ทั้งนี้เพื่อเตรียมวางโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ และแนวทางการกำกับดูแลในการขับเคลื่อนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย โดยคำนึงถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบกิจการพลังงาน ตลอดจนผู้ใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมการค้า และการลงทุนในระดับสากล ในยุคการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานคาร์บอนต่ำ หรือ Energy Transition และลดภาวะโลกร้อน ให้ได้ผลอย่างยั่งยืน” นายคมกฤช กล่าว

สำหรับคุณสมบัติผู้เข้าร่วมโครงการจะจำกัดสถานะองค์กร เฉพาะหน่วยงานของรัฐ หรือ นิติบุคคลที่จดทะเบียนในประเทศไทย หรือ สถาบันการศึกษา โดยสามารถยื่นสมัครเข้าร่วมโครงการเพียงผู้เดียวหรือเป็นกลุ่มความร่วมมือก็ได้ พร้อมกับได้กำหนดขอบเขตกิจกรรมที่จะมีการพิจารณาภายใต้โครงการดังต่อไปนี้

  1. การศึกษาในโครงการ ERC Sandbox ระยะที่ 1 ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ ERC Sandbox ระยะที่ 2 ซึ่งผู้ดำเนินโครงการประสงค์จะนำมาปรับปรุงพัฒนาและต่อยอดเพิ่มเติมตามกรอบกำลังการผลิตเพื่อการทดสอบที่ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบ

  2. การทดสอบแพลตฟอร์ม ซึ่งหมายถึง เว็บไซต์หรือแอพลิเคชัน โปรแกรมหรือซอฟท์แวร์ หรือชุดวิธีการคำนวณทางคอมพิวเตอร์ (computer-based algorithm) ที่พัฒนาขึ้นเพื่อใช้ในการซื้อขายสินค้าหรือบริการ (ตลาดซื้อขายออนไลน์) หรือนวัตกรรมการให้บริการซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน/คาร์บอนเครดิต/ใบรับรองสิทธิการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) ซึ่งรวมถึงระบบทดสอบกระบวนตรวจวัด รายงาน และตรวจสอบ (Measurement, Reporting and Verification: MRV) เพื่อการพัฒนากฎเกณฑ์หรือข้อกำหนดเพื่อความโปร่งใสของตลาด ใน 2 รูปแบบ ดังนี้

  2.1 การดำเนินการแบบมุ่งเป้า ผ่านแพลตฟอร์มของหน่วยงานภาครัฐหรือสมาคมที่เป็นองค์กรกลางในการพัฒนาระบบดังกล่าว

  2.2 การดำเนินการแบบเปิดกว้าง โดยพิจารณาจากข้อเสนอและความพร้อมของผู้เข้าร่วมโครงการ รวมถึงรูปแบบของการทดสอบแพลตฟอร์มที่ตรงตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ERC Sandbox ระยะที่ 2

  3. การทดสอบนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องกับระบบสมาร์ทกริดหรือการเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงข่ายไฟฟ้าเพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนและรองรับรูปแบบธุรกิจซื้อขายพลังงานไฟฟ้ารูปแบบใหม่ๆ รวมถึงการทดสอบกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการใช้หรือการเชื่อมต่อระบบโครงข่ายไฟฟ้าสำหรับบุคคลที่สาม (Third Party Access) และการกำหนดอัตราค่าบริการที่เกี่ยวข้อง (Wheeling Charge)

  4. การทดสอบการใช้สัญญารับซื้อไฟฟ้า (Power Purchase Agreement: PPA) รูปแบบใหม่ๆ เช่น Virtual PPA , Sleeved PPA (Utility Green Tariff แบบเจาะจงที่มา) เป็นต้น ในการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่สอดคล้องกับมาตรการที่ประเทศต่างๆ นำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และรองรับการใช้พลังงานหมุนเวียนตามกลไกการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น RE100 เป็นต้น

  5. การทดสอบรูปแบบหรือแนวทางที่เป็นประโยชน์ในการกำกับดูแลนวัตกรรมพลังงานในด้าน Green Innovation, Green Regulation ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของโครงการ ERC Sandbox ระยะที่ 2

พร้อมกันนี้ได้กำหนดกรอบระยะเวลาแผนงาน และการพิจารณาดังนี้

กิจกรรมกำหนดระยะเวลา
1.  การยื่นข้อเสนอโครงการวันที่ 1 – 30 มิถุนายน 2565
2.  การสัมมนาชี้แจงโครงการและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นวันที่ 16 มิถุนายน 2565
3.  ประกาศรายชื่อผู้ได้รับคัดเลือกภายใน 45 วัน หลังจากปิดรับสมัคร
4.  ลงนามบันทึกข้อตกลงการดำเนินโครงการภายใน 1 เดือน หลังจากประกาศผลการคัดเลือก

Source : eFinanceThai.com