อากาศร้อนต่อเนื่อง ดันยอดใช้ไฟฟ้าแตะหลัก 3 หมื่นเมกะวัตต์อีกครั้งในวันที่ 15 มี.ค. 2567 หลังเกิดยอดใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของไทยปี 2567 รอบ 2 ไปเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2567 ช่วงกลางคืน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ชี้พีคไฟฟ้าเกิดช่วงกลางคืนเพราะมีการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น ระบุผลิตใช้เองถึง 3,000 เมกะวัตต์แล้ว ขณะยอดผลิตไฟฟ้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชนสูงขึ้นเป็น 51.80 เมกะวัตต์ จากเป้าหมาย 90 เมกะวัตต์ในปี 2573  

สภาพอากาศที่ร้อนสะสมส่งผลให้ยอดใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น โดยล่าสุด ณ วันที่ 15 มี.ค. 2567 ยอดใช้ไฟฟ้าในระบบของ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.) พุ่งขึ้นแตะระดับ 3 หมื่นเมกะวัตต์อีกครั้ง  โดย ณ เวลา 15.26 น. อุณหภูมิเฉลี่ย 35-38 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ยอดใช้ไฟฟ้าแตะ 30,693.5 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตามพีคไฟฟ้าในช่วง 1-2 ปีนี้มักจะเกิดในช่วงกลางคืน ดังนั้นยอดใช้ไฟฟ้าที่แตะระดับ 3 หมื่นเมกะวัตต์ อาจส่งผลให้เกิดพีคไฟฟ้าของปี 2567 ได้

ทั้งนี้เมื่อมองภาพรวมพีคไฟฟ้าของปี 2567 พบว่าได้เกิดขึ้นเป็นรอบที่ 2 ไปเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2567 ช่วงกลางคืนเวลา 19.47 น. มียอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ 32,704 เมกะวัตต์ ขณะที่ยอดพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2566 เวลา 21.41 น. ที่ระดับ 34,826.5 เมกะวัตต์

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า เมื่อดูจากสถิติการเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศ ซึ่งเกิดเมื่อปี 2566 ที่ 34,826.5 เมกะวัตต์ นั้น เกิดขึ้นเมื่อเวลา 21.41 น. และเป็นช่วงที่อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 33.1 องศาเซลเซียส และพีคไฟฟ้าของปี 2567 ที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 มี.ค. 2567 เมื่อเวลา 19.47 น. ที่ระดับ 32,704 เมกะวัตต์นั้น ก็เป็นช่วงที่อุณหภูมิเฉลี่ยแตะระดับ 30 องศาเซลเซียส แต่ในปี 2567 นี้ มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะปรับสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ประเทศไทยจะเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้อีก

อย่างไรก็ตามพีคไฟฟ้าระยะหลังมักเกิดในช่วงเวลากลางคืน ทั้งนี้เนื่องจากมีการผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้เองมีประมาณ 3,000 เมกะวัตต์แล้ว ซึ่งช่วยลดการเกิดพีคไฟฟ้าของระบบ 3 การไฟฟ้าในตอนกลางวันได้ แต่เมื่อเข้าสู่กลางคืนที่ไม่มีพลังงานทดแทนมาช่วย จะส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าในระบบสูงขึ้นและเกิดพีคไฟฟ้าในตอนกลางคืนนั่นเอง

ส่วนความคืบหน้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 29 ก.พ. 2567 พบว่ามีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ มากขึ้น โดยระยะแรก ระหว่างปี 2562-2564 มีผู้ร่วมโครงการรวม 2,229 ราย ผลิตไฟฟ้าได้รวม 12.21 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์

ต่อมาในปี 2565-2567 ที่มีเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าอยู่ที่ 90 เมกะวัตต์นั้น มีผู้ร่วมโครงการฯ มากขึ้นเป็น 7,225 ราย ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้ 39.58 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมนับตั้งแต่ปี 2562-2567 มีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วถึง 9,454 ราย ผลิตไฟฟ้าได้รวม 51.80 เมกะวัตต์  และ กกพ. ได้ปรับเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าเป็น 90 เมกะวัตต์ ระยะยาว 10 ปี (2564-2573) แทน ซึ่งขณะนี้ผลิตได้เกิน 50% ของเป้าหมายแล้ว  

Source : Energy News Center

“พลังงาน” เร่งปตท.สผ.ผลิตก๊าซฯอ่าวไทยเพิ่ม 800 ล.ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กดค่าไฟ ตามแผนเพิ่มกำลังการผลิตโครงการจี 1/61 วันที่ 1 เมษายน 2567 เป็นแหล่งจัดหาก๊าซที่มีต้นทุนต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับแหล่งอื่น

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานมีแผนที่จะเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทย โครงการจี 1/61 วันที่ 1 เมษายน 2567 ให้อยู่ในระดับ 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน 

ทั้งนี้ เพื่อช่วยเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซในประเทศซึ่งถือเป็นแหล่งจัดหาก๊าซที่มีต้นทุนต่ำที่สุด เมื่อเทียบกับแหล่งอื่น ไม่ว่าจะเป็นก๊าซที่นำเข้าจากเมียนมา และก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าในรูปของ LNG 

โดยที่บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. ได้เข้าเป็นผู้ดำเนินการโครงการจี 1/61 เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2565 ภายใต้สัญญาแบ่งปันผลผลิต ซึ่งบริษัทได้ทำงานร่วมกับกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติมาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มอัตราการผลิตก๊าซฯ 

ซึ่งได้ติดตั้งแท่นหลุมผลิต 12 แท่น เจาะหลุมผลิตเพิ่มกว่า 300 หลุม วางท่อก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งเชื่อมต่ออุปกรณ์การผลิตและระบบต่าง ๆ เพื่อทำให้อัตราการผลิตก๊าซฯ เพิ่มขึ้น

"พลังงาน" เร่งปตท.สผ.ผลิตก๊าซฯอ่าวไทยเพิ่ม 800 ล.ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กดค่าไฟ
“พลังงาน” เร่งปตท.สผ.ผลิตก๊าซฯอ่าวไทยเพิ่ม 800 ล.ลูกบาศก์ฟุตต่อวัน กดค่าไฟ

และในปี 2567 ปตท.สผ. มีแผนจะติดตั้งแท่นหลุมผลิตเพิ่มอีก 7 แท่น และเจาะหลุมผลิตเพิ่มอีกประมาณ 300 หลุม เพื่อเพิ่มและรักษาอัตราการผลิตก๊าซฯ ของโครงการจี 1/61 ให้ได้ในอัตรา 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันตามสัญญาแบ่งปันผลผลิต 

“ล่าสุดได้ลงพื้นที่ตรวจมความพร้อมของการผลิตก๊าซธรรมชาติโครงการจี 1/61 ในอ่าวไทย ซึ่งมีแผนจะเพิ่มการผลิตก๊าซธรรมชาติในอัตรา 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน  เพื่อช่วยลดผลกระทบด้านค่าไฟฟ้า และเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยได้สั่งการให้กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติติดตามและสนับสนุนการดำเนินงานของ ปตท สผ อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การผลิตเป็นไปตามแผน”

นายพีระพันธุ์ กล่าวอีกว่า จากปัจจัยในเรื่องการเพิ่มปริมาณการผลิตก๊าซธรรมชาติจากแหล่งเอราวัณ และราคา LNG ตลาดโลกที่อยู่ในระดับต่ำลงเมื่อเทียบกับช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รวมถึงโครงสร้างราคาก๊าซธรรมชาติใหม่ที่ผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติไปเมื่อเดือนธันวาคม 2566 เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ต้นทุนก๊าซธรรมชาติในภาพรวมของประเทศที่เข้าภาคไฟฟ้าลดลง

และส่งผลให้การผลิตไฟฟ้าของประเทศที่พึ่งพาก๊าซธรรมชาติประมาณ 50-60 % มีต้นทุนลดลง ซึ่งช่วยให้กระทรวงพลังงานสามารถรักษาระดับราคาค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนได้

Source : ฐานเศรษฐกิจ

นักวิชาการด้านพลังงาน ระบุทิศทางค่าไฟฟ้าไทยในปี 2567 ยังตกอยู่ในกับดักของการอุดหนุนราคาพลังงานให้ตํ่ากว่าต้นทุน ไม่ได้มีการปรับโครงสร้างพลังงานเป็นชิ้นเป็นอัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระยะยาว ทำให้ราคายังอยู่ในระดับสูง

บทความ โดย วีระพล จิรประดิษฐกุล นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน

ในช่วงปี 2565-2566 เป็นช่วงที่ราคานํ้ามันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นมาก จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกในช่วงปลายปี 2564 การคลี่คลายการระบาดของโรคโควิด-19 และจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนในช่วงต้นปี 2565 และมาซํ้าเติมด้วยสงครามอิสราเอล-ฮามาส

นโยบายของรัฐบาลจึงเข้ามาตรึงทั้งราคานํ้ามันและไฟฟ้า เพื่อบรรเทาผลกระทบให้แก่ประชาชน โดยมาตรการด้านนํ้ามันใช้กลไกของการลดภาษีสรรพสามิตและกองทุนนํ้ามันอุดหนุน จนกองทุนนํ้ามันติดลบกว่า 150,000 ล้านบาท ส่วนการตรึงค่าไฟฟ้า ใช้วิธีให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย( กฟผ.) รับภาระไปก่อน จนติดหนี้ กฟผ. 150,268 ล้านบาท ณ สิ้นปี 2565 รวมทั้งติดหนี้ค่าก๊าซธรรมชาติ ปตท. อีก 8,000-9,000 ล้านบาทในช่วงปลายปี 2566

การแก้ไขปัญหาดังกล่ามิได้เป็นการแก้ไขเชิงโครงสร้างของไฟฟ้า ก๊าซธรรมชาติและนํ้ามัน ซึ่งเป็นการแก้ไขระยะยาวและมีความยั่งยืน แต่เป็นการติดหนี้ ยืมเงินในอนาคตมาใช้ ซึ่งสุดท้ายแล้วประชาชนต้องมาใช้หนี้ด้วยตนเอง นอกจากนี้การกำหนดราคาพลังงานให้ตํ่ากว่าต้นทุนที่แท้จริง เป็นการส่งเสริมให้ประชาชนไม่ประหยัดพลังงานอีกด้วย

  • ตรึงค่าค่าเอฟทีต่อในปี 2567

ล่าสุดค่าเอฟทีงวดมกราคม-เมษายน 2567 วันที่ 29 พฤศจิกายน 2566 คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศค่าเอฟทีอยู่ที่ 89.55 สตางค์ต่อหน่วย รวมค่าไฟฐาน 3.78 บาทต่อหน่วย ค่าไฟรวมอยู่ที่ 4.68 บาทต่อหน่วย โดยได้คืนค่า AF แก่ กฟผ. จำนวน 15,963 ล้านบาท เหลือ AF สะสม 79,814 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าวว่า ค่าเอฟทีไม่ควรสูงกว่า 4.20 บาท โดยได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหาทางแก้ไขด่วน

ในที่สุดในวันที่ 10 มกราคม 2567 ทาง กกพ. ได้เคาะค่าไฟฟ้างวด มค.-เมย. 67 ที่ 4.18 บาทต่อหน่วย โดยใช้หลายมาตรการมาช่วยปรับค่าเอฟทีลง ประกอบด้วย การปรับราคาก๊าซธรรมชาติเข้าและออกจากโรงแยกก๊าซธรรมชาติเป็นราคา Pool Gas ยกเว้นก๊าซธรรมชาติที่นำไปใช้ในการผลิตก๊าซปิโตรเลียมเหลว (LPG) การปรับปรุงราคา Spot LNG ใหม่ การเรียกเก็บ Shortfall จาก ปตท. จำนวน 4,300 ล้านบาท กรณีผู้ผลิตก๊าซในอ่าวไทยไม่สามารถส่งมอบก๊าซได้ตามเงื่อนไขสัญญาซื้อขายก๊าซธรรมชาติ รวมทั้งให้ กฟผ.รับภาระเงินคงค้างแทนประชาชน จำนวน 15,963 ล้านบาท ทำให้เอฟทีงวดใหม่ลดลงจาก 98.55 สตางค์ต่อหน่วยเหลือ 39.72 สตางค์ต่อหน่วย

นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรียังได้มีมติ ให้ช่วยเหลือค่าไฟฟ้าของกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน โดยตรึงค่าไฟฟ้าไว้ที่ 3.99 บาทต่อหน่วย โดยใช้งบกลางปี 2567 วงเงินรวม 1,950 ล้านบาท

การดำเนินการตามที่ได้กล่าวมาแล้ว คาดว่าต้นทุนค่าไฟฟ้าในช่วงปี 2567 จะยังอยู่ในระดับที่ 4.20-4.40 บาทต่อหน่วย ถ้าจะให้ลดได้อีกจะต้องเร่งการผลิตจากอ่าวไทยให้เพิ่มจากระดับ 200-400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ในปัจจุบัน เพิ่มเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในเดือนเมษายน 2567 รวมทั้งรณรงค์ให้มีการประหยัดการใช้ไฟฟ้าให้มากขึ้นอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในช่วงหน้าร้อน (เม-ย.-ก.ค.) เพื่อลดการนำเข้า LNG ซึ่งยังมีราคาสูงและผันผวน

  • ความท้าทายปรับโครงสร้างพลังงาน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยตกอยู่ในกับดักของการอุดหนุนราคาพลังงานให้ตํ่ากว่าต้นทุน ไม่ได้มีการปรับโครงสร้างพลังงานที่เป็นชิ้นเป็นอัน โดยการส่งเสริมให้มีการแข่งขันเพิ่มขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในระยาว

ดังนั้น ในช่วงปี 2567 ยังมีงานใหญ่ค้างรอรัฐบาล โดยกระทรวงพลังงาน รวมทั้งคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มาขับเคลื่อนในเชิงกำหนดนโยบายและการปรับแผนโครงสร้างพลังงานของประเทศในระยะยาว ให้มีความสอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และสอดคล้องกับเป้าหมายการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระยะยาวของประเทศ ตามนโยบาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emission ซึ่งแผนดังกล่าวได้ล่าช้ากว่า 2 ปีแล้ว ได้แก่ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศฉบับใหม่ (PDP 2023) ระหว่างปี 2566-2580 ซึ่งเป็นแผนพลังงานทางด้านไฟฟ้าที่มีทิศทางสอดรับกับข้อตกลงที่ประเทศมุ่งสู่พลังงานสะอาด ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอน ไดออกไซด์ (CO2) พร้อมสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน

รวมทั้งจัดทำแผนพลังงานชาติ 2023 (National Energy Plan 2023) เพื่อให้เห็นภาพรวมพลังงานทั้งประเทศ โดยรวมทั้ง 5 แผนไว้ด้วยกัน ประกอบด้วย (1). แผน PDP 2023 (2). แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) (3). แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) (4). แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) และ (5). แผนบริหารจัดการนั้นเชื้อเพลิง (Oil Plan)

นอกจากนี้ ยังมีงานปรับโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้า ใน ช่วงปี 2564-2568 ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งยังดำเนินการไม่แล้วเสร็จ

ทั้งนี้ โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าในปัจจุบันใช้มาตั้งแต่ปี 2558 ซึ่งไม่สะท้อนกับโครงสร้างการผลิตและการใช้ไฟฟ้าในปัจจุบัน รวมทั้งการขับเคลื่อนนโยบายการเปิดเสรีก๊าซธรรมชาติ เพื่อส่งเสริมให้มีการแข่งขันในธุรกิจก๊าซธรรมชาติซึ่งได้เริ่มมาตั้งแต่ปี 2558 แล้ว แต่ยังมีก้าวหน้าไม่เป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้ ซึ่งจะต้องขับเคลื่อนต่อไปพร้อม ๆ กับการปรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าซึ่งเป็นระบบรวมศูนย์แบบ Enhanced Singer Buying (ESB) เป็นระบบที่ใช้มาเกือบ 20 ปีแล้ว ไม่สอดคล้องกับบริบทการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และการแปลงนวัตกรรมทางเทคโนยีด้านพลังงานอันรวดเร็วของโลกในยุคปัจจุบัน

Source : ฐานเศรษฐกิจ

พลังงาน คาด ก.พ. เคาะราคาค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว คาดราคาเหมาะสม 4.55 บาทต่อหน่วย ปลดเงื่อนไขทางต่างชาติต้องการพลังงานสะอาด ด้านกระทรวงอุตสาหกรรมเร่งแก้กฎหมายโรงงานผลิตไฟฟ้าโซลาร์หลังคาเกิน 1,000 หน่วยไม่ต้องขออนุญาต

พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า ภายในไม่เกินเดือน ก.พ.2567 กระทรวงพลังงานจะประกาศอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว หลังจากที่คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ประกาศหลักเกณฑ์การให้บริการและการกำหนดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวไปแล้ว นับว่าประเทศไทยเป็นประเทศแรกในภูมิภาคอาเซียนที่มีความพร้อมในการจัดหา “ไฟฟ้าสีเขียว” มีทั้งกระบวนการผลิต จัดหา และการรับรองไฟฟ้าสีเขียวเพื่อรองรับความต้องการพลังงานของธุรกิจ

นอกจากนี้ ยังรวมถึงบริษัทข้ามชาติ ที่ต้องการขยายการลงทุน หรือย้ายฐานการผลิตมายังประเทศไทย ทั้งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับผู้ประกอบการไทย ขจัดอุปสรรคด้านการค้า การลงทุน จากมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (CBAM) ได้เป็นอย่างดี มั่นใจว่าจะมีไฟฟ้าสีเขียวในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการ

ทั้งนี้ จึงมีโครงการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนตามแผน PDP เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบอย่างต่อเนื่อง ประกอบด้วยแบบที่ผู้ใช้ไฟฟ้าสีเขียวจะไม่สามารถเจาะจงแหล่งที่มาของไฟฟ้าสีเขียวจากโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในสัญญาบริการ และแบบที่ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเจาะจงแหล่งที่มาได้

รับฟังความเห็นสาธารณะ ม.ค. นี้ 

เสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานกกพ.กล่าวว่า ตั้งแต่การประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าพลังสะอาดภายใต้โครงการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง จำนวน 5,203 เมกะวัตต์ ซึ่งมีกำหนดให้ผู้ผลิตไฟฟ้าที่ได้รับคัดเลือกจำหน่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ (SCOD) เข้าสู่ระบบกว่า 4,800 เมกะวัตต์ ภายในปี 2573 ควบคู่ไปกับการออกแบบกำหนดหลักเกณฑ์การคิดอัตราค่าไฟฟ้าสีเขียว และแนวทางการกำกับดูแลให้กระบวนการบริหารจัดการและรับรองแหล่งกำเนิดไฟฟ้าสีเขียวให้มีประสิทธิภาพและมีมาตรฐานสากล

อย่างไรก็ตาม ขณะนี้การคำนวณอัตราราคาเสร็จเรียบร้อยทั้งหมดแล้ว และพร้อมให้การไฟฟ้าให้บริการแล้ว และเตรียมที่จะเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในช่วงเดือนม.ค. 2567 นี้ โดยการประกาศโครงการ การจัดทำอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff: UGT) จะสามารถขยายโครงการนี้ให้ครอบคสุมความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าได้หลากหลายขึ้นและปรับปรุงข้อจำกัดต่าง ๆ

พลังงานสะอาดจากโซลาร์เซลล์สูงสุด

ประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 250 ล้านตันต่อปี โดย 100 ล้านตัน มาจากภาคการไฟฟ้า มีการตั้งเป้าหมายว่าภายในปี 2030 การปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลงเหลือ 75 ล้านตัน และภายในปี 2080 จะมีการใช้พลังงานหมุนเวียน 80% โดยส่วนใหญ่มาจากโซลาร์เซลล์ ประมาณ 20,000 เมกะวัตต์

พลังงานเคาะ“ค่าไฟฟ้าสีเขียว”ปลดล็อค  เปิดทางพลังงานสะอาดดึงดูดการลงทุน

คมกฤชคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการ กกพ. กล่าวว่า อัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวเบื้องต้นที่คำนวณเพื่อจะนำมาเปิดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะภายในเดือน ม.ค. 2567 โดยคำนวณราคาค่าไฟไว้ที่ 4.55 บาทต่อหน่วย ที่น่าจะเป็นตัวเลขที่เหมาะสม มารับฟังความเห็นฯ โดยตัวเลขต่างๆ มีการรวบรวมจากค่าบริการของต่างประเทศที่ได้มีการประกาศใช้ไปแล้วด้วย

แก้กฎหมาย-ลดหย่อนภาษีโซลาร์หลังคา

ณัฐพล รังสิตพล ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวเมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้สั่งการให้กรมโรงงานอุตสาหกรรมเดินหน้าแก้ไขกฎหมายปลดล็อคให้การผลิตพลังงานไฟฟ้าจาก Solar Rooftop ไม่เข้าข่ายโรงงานที่ต้องขอรับ ใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงานอีกต่อไป ซึ่งขณะนี้ อยู่ระหว่างกระบวนการแก้ไขกฎกระทรวง คาดว่าจะมีผลบังคับใช้ภายในปี พ.ศ. 2567 

นางรัดเกล้า อินทวงศ์ สุวรรณคีรี รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการคลังได้เตรียมมาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO) สำหรับหน่วยงานภาครัฐ และส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับหน่วยงานรัฐ รวมทั้งเตรียมผลักดันมาตรการลดหย่อนภาษีประจำปี ส่งเสริม Solar Rooftop ในกลุ่มบ้านอาศัย วงเงินไม่เกิน 2 แสนบาท 10 กิโลวัตต์ เพื่อสนับสนุนคนใช้โซลาร์ 9 หมื่นครัวเรือนต่อปี เพื่อลดค่าใช้จ่ายไฟฟ้า สำหรับประชาชนผู้ร่วมโครงการโซลาร์ภาคประชาชน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) คาดตั้งบอร์ดบริหารใหม่เสร็จ ม.ค. 2567 ก่อนเดินหน้ากระบวนการสรรหาผู้ว่า กฟผ.คนใหม่ต่อไป ระบุพร้อมช่วยดูแลค่าไฟฟ้าประชาชนปี 2567 ตามนโยบายรัฐเต็มที่ ส่วนปีใหม่นี้ กฟผ.จัด 2 แคมเปญเป็นของขวัญให้ประชาชน มอบโชค 2 ชั้น ทั้งให้ส่วนลดการซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าฉลากเบอร์ 5 พร้อมลุ้นรับรางวัล และมอบคูปองส่วนลดค่าชาร์จไฟฟ้ากับแบรนด์ EleXA

น.ส.จิราพร ศิริคำ รองผู้ว่าการธุรกิจเกี่ยวเนื่อง รักษาการผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. อยู่ระหว่างกระบวนการจัดตั้งคณะกรรมการบริหาร (บอร์ด) กฟผ. ซึ่งคาดว่าจะจัดตั้งเสร็จในเดือน ม.ค. 2567 ส่วนการแต่งตั้งผู้ว่า กฟผ. คนใหม่นั้น ขึ้นกับการพิจารณาของบอร์ด กฟผ.ต่อไป

สำหรับในส่วนค่าไฟฟ้าในปี 2567 นั้น แม้ปัจจุบัน กฟผ.จะแบกรับภาระค่าไฟฟ้าแทนประชาชนอยู่จำนวนมาก แต่ กฟผ.ยืนยันพร้อมทำหน้าที่ตามนโยบายรัฐบาล ซึ่งภาครัฐก็ช่วยดูแลไม่ให้กระทบต่อสภาพคล่องของ กฟผ.เช่นกัน ทั้งนี้ปัจจุบันมีคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ทำหน้าที่ดูแลค่าไฟฟ้าประชาชนอยู่ และทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ร่วมหารือกันว่าจะช่วยค่าไฟฟ้าประชาชนได้อย่างไรต่อไป และต้องเป็นค่าไฟฟ้าที่ทุกคนรับได้ด้วย

อย่างไรก็ตามในช่วงเทศกาลปีใหม่ที่จะถึงนี้ ทาง กฟผ. ได้จัดของขวัญปีใหม่ให้ประชาชน พร้อมกับเป็นการฉลองครบรอบ 55 ปี กฟผ. ในปี 2567 โดย กฟผ. ได้จัดกิจกรรมมอบความสุขต้อนรับปีใหม่ 2567 ด้วย 2 แคมเปญใหญ่ คือ “ฉลากเบอร์ 5 ลุ้นโชคใหญ่กับ กฟผ.” และ “ชาร์จใจ ชาร์จไฟ ไปกับEleXA”

โดยแคมเปญ “ฉลากเบอร์ 5 ลุ้นโชคใหญ่กับ กฟผ.” จะมอบโชคถึง 2 ต่อ ซึ่งต่อที่ 1 มอบส่วนลดมูลค่าสูงสุด 1,000 บาท เมื่อซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าที่ติดฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 จำนวน 15,555 สิทธิ์ จำกัด 1 คน 1 สิทธิ์  ตามเงื่อนไขดังนี้ 1. เมื่อซื้อ 555-2,000 บาท รับส่วนลด 200 บาท จำนวน 5,555 สิทธิ์ 2. เมื่อซื้อ 2,001-5,000 บาท รับส่วนลด 500 บาท จำนวน 5,000 สิทธิ์ และ 3.เมื่อซื้อ 5,001 บาทขึ้นไป รับส่วนลด 1,000 บาท จำนวน 5,000 สิทธิ์

ต่อที่ 2 สามารถนำใบเสร็จจากการซื้ออุปกรณ์ไฟฟ้าดังกล่าวที่มีมูลค่า 555 บาทขึ้นไป ลงทะเบียนลุ้นรับรางวัล โดยทุก 555 บาท ได้รับ 1 สิทธิ์ จำกัด 20 สิทธิ์ ต่อ 1 ใบเสร็จ ลุ้นรางวัลรวม 55 รางวัล เริ่มแคมเปญวันที่ 1 ม.ค. – 15 ก.พ. 2567 ณ 8 ห้างสรรพสินค้าที่ร่วมโครงการ ได้แก่ โฮมโปร เพาเวอร์บาย เมกาโฮม ไทวัสดุ บีเอ็นบีโฮม เดอะมอลล์ สยามพารากอน และเอ็มโพเรียม

ทั้งนี้กำหนดจับรางวัลในวันที่ 29 ก.พ. 2567 และประกาศผลรางวัล ในวันที่ 15 มี.ค. 2567 คาดว่า แคมเปญนี้จะเกิดการประหยัดพลังงานไฟฟ้าจากอุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพได้ประมาณ 5 ล้านหน่วยต่อปี หรือ 25 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 2,600 ตันต่อปี  หรือเทียบเท่ากับการปลูกต้นไม้ 520,000 ต้น

สำหรับแคมเปญ “ชาร์จใจ ชาร์จไฟ ไปกับEleXA” จะมอบคูปองส่วนลดค่าชาร์จไฟฟ้ามูลค่า 100 บาท จำนวน 2 ใบต่อ 1 สิทธิ์ รวม 12,555 สิทธิ์  จำกัด 1 คน 1 สิทธิ์ สามารถกดรับสิทธิ์ผ่านแอปพลิเคชัน EleXA ได้แล้ว ตั้งแต่วันนี้ จนถึง 31 ม.ค. 2567 โดยคูปองมีอายุการใช้งานได้นานถึง 90 วันหลังจากกดรับสิทธิ์ และสามารถนำไปใช้เป็นส่วนลดค่าชาร์จไฟฟ้าได้ที่สถานี EleX by EGAT กว่า 180 แห่งทั่วประเทศ

Source : Energy News Center