Highlight & Knowledge

Rubber Carbon Farming พลิกโฉมสวนยางพาราไทยสู่ “เหมืองทองคำเขียว” สร้างรายได้สองทางจากน้ำยางและคาร์บอนเครดิต

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Change อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รวมถึงภาคการเกษตรที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศไทย แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ “เกษตรกรชาวสวนยางพารา”

ที่ผ่านมา เกษตรกรต้องเผชิญกับความผันผวนของราคายางพาราตามตลาดโลก บางปีราคาดี บางปีราคาตกต่ำจนแทบไม่คุ้มทุน แต่ปัจจุบันได้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ที่เรียกว่า “Rubber Carbon Farming” หรือการทำสวนยางพาราเพื่อกักเก็บคาร์บอน แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนต้นยางพาราธรรมดาให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล เพราะนอกจากจะกรีดน้ำยางขายได้ตามปกติแล้ว “อากาศ” ที่ต้นยางดูดซับเข้าไปยังสามารถแปลงเป็น “คาร์บอนเครดิต” เพื่อขายให้กับองค์กรชั้นนำทั่วโลกที่ต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกกระบวนการของการทำ Rubber Carbon Farming ตั้งแต่ทฤษฎีไปจนถึงการปฏิบัติจริง กฎหมาย EUDR ที่กำลังจะบังคับใช้ และวิธีที่ชาวสวนยางไทยจะคว้าโอกาสจากเม็ดเงินมหาศาลนี้ได้อย่างไร

Rubber Carbon Farming คืออะไร?

Rubber Carbon Farming หมายถึง การจัดการสวนยางพาราในรูปแบบที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Sequestration) ทั้งในส่วนของลำต้น กิ่ง ใบ และในดิน โดยมีเป้าหมายเพื่อนำปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บได้มาคำนวณเป็น “คาร์บอนเครดิต” เพื่อจำหน่าย

ทำไมต้องเป็นยางพารา?

ยางพารา (Hevea brasiliensis) เป็นพไม้ยืนต้นที่มีศักยภาพสูงมากในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสงและสร้างเนื้อไม้ รวมถึงน้ำยาง งานวิจัยระบุว่ายางพารามีอัตราการดูดซับคาร์บอนสูงกว่าไม้เศรษฐกิจหลายชนิด และเนื่องจากยางพารามีอายุการเก็บเกี่ยวยาวนาน (20 ถึง 25 ปีขึ้นไป) ทำให้สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ในระยะยาว

กลไกการสร้างรายได้แบบ 2 ทาง

  1. รายได้ทางตรง จากการขายผลผลิตน้ำยาง ก้อนถ้วย หรือไม้ยาง
  2. รายได้ทางอ้อม (Green Income) จากการขายคาร์บอนเครดิต ผ่านตลาดคาร์บอน (Carbon Market) ภายใต้มาตรฐาน T-VER หรือมาตรฐานสากลอื่นๆ

วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง ต้นยางหนึ่งต้นกักเก็บคาร์บอนได้เท่าไหร่

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราต้องเข้าใจก่อนว่าคาร์บอนไปอยู่ที่ไหนบ้างในสวนยาง ข้อมูลจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องระบุตัวเลขที่น่าสนใจไว้ดังนี้

ศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของยางพารา โดยเฉลี่ยแล้ว สวนยางพาราที่โตเต็มวัยสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 1.0 ถึง 1.2 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ต่อไร่ ต่อปี (ตัวเลขนี้แปรผันตามอายุ พันธุ์ยาง และการจัดการ)

ตารางที่ 1 – การสะสมคาร์บอนในส่วนต่างๆ ของต้นยางพารา

ส่วนประกอบของต้นยางสัดส่วนการกักเก็บคาร์บอน (โดยประมาณ)คำอธิบายเพิ่มเติม
มวลชีวภาพเหนือพื้นดิน60% ถึง 70%ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ซึ่งคำนวณจากปริมาตรเนื้อไม้เป็นหลัก
มวลชีวภาพใต้ดิน15% ถึง 20%ระบบรากแก้วและรากแขนงที่ฝังอยู่ในดิน
คาร์บอนในดิน10% ถึง 20%อินทรียวัตถุในดินที่เกิดจากการทับถมของใบยางและซากพืช
ผลผลิตน้ำยาง2% ถึง 5%คาร์บอนส่วนหนึ่งถูกเปลี่ยนรูปมาเป็นน้ำยางที่เรากรีดออกไป

ข้อสังเกตสำคัญ การจะเคลมคาร์บอนเครดิตได้นั้น ไม่ใช่แค่นับจำนวนต้น แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีการกักเก็บ “เพิ่มขึ้น” หรือลดการปล่อยก๊าซจากการทำเกษตรแบบเดิม (Baseline) อย่างไร

EUDR กฎเหล็กเปลี่ยนโลก จุดเปลี่ยนสำคัญของยางพาราไทย

หากคุณคิดว่าคาร์บอนเครดิตเป็นเรื่องไกลตัว กฎหมาย EUDR (EU Deforestation Regulation) จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับอุตสาหกรรมยางพาราไทยทันที

EUDR คืออะไร คือกฎหมายของสหภาพยุโรปที่ห้ามนำเข้าสินค้า 7 ประเภท (รวมถึงยางพารา) หากสินค้านั้นมาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า หรือบุกรุกป่า หลังวันที่ 31 ธันวาคม 2020

ความเกี่ยวข้องกับ Rubber Carbon Farming

EUDR และ Carbon Credit คือเรื่องที่เกื้อกูลกันอย่างแยกไม่ออก เพราะ

  1. การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การทำคาร์บอนเครดิตต้องระบุพิกัดแปลง GPS ที่ชัดเจน ซึ่งตรงกับเงื่อนไขของ EUDR ที่ต้องระบุแหล่งที่มาของยางได้
  2. มูลค่าเพิ่ม ยางพาราที่ผ่านเกณฑ์ EUDR และมี Carbon Footprint ต่ำ จะกลายเป็นสินค้าระดับพรีเมียมในตลาดโลก
  3. ความเสี่ยง หากสวนยางใดไม่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง หรือตรวจสอบไม่ได้ จะไม่สามารถขายยางเข้ายุโรปได้ และแน่นอนว่าทำคาร์บอนเครดิตไม่ได้เช่นกัน

ขั้นตอนการทำ Rubber Carbon Farming (ฉบับ T-VER)

สำหรับเกษตรกรไทย แพลตฟอร์มหลักที่ใช้คือ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction) ดำเนินการโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ขั้นตอนมีดังนี้

1 การเตรียมความพร้อมและประเมินพื้นที่

  • เอกสารสิทธิ์ ต้องเป็นโฉนด, น.ส.3 ก., ส.ป.ก. หรือเอกสารที่ทางราชการรับรองให้ใช้ประโยชน์ถูกต้องตามกฎหมาย (พื้นที่บุกรุกป่าทำไม่ได้เด็ดขาด)
  • ขนาดพื้นที่ ควรมีการรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่เพื่อให้คุ้มค่าต่อค่าใช้จ่ายในการประเมินและทวนสอบ (แนะนำ 500 ไร่ขึ้นไปสำหรับการรวมกลุ่ม)

2 การขึ้นทะเบียนโครงการ (Registration)

  • ยื่นเอกสารข้อเสนอโครงการ (Project Design Document – PDD) ต่อ อบก.
  • ระบุวิธีการคำนวณคาร์บอน (Methodology) ซึ่งมักใช้วิธีการคำนวณมวลชีวภาพของไม้ยืนต้น

3 การดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก

เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนวิธีทำสวนยางจากแบบดั้งเดิมสู่แบบยั่งยืน เช่น

  • ลดการใช้ปุ๋ยเคมี หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยสั่งตัดตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O)
  • งดการเผาเศษวัสดุ การเผากิ่งไม้หรือใบยางสร้างคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาล ต้องใช้วิธีไถกลบหรือทำปุ๋ยหมัก
  • ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ในกระบวนการดูแลรักษาและขนส่ง

4 การตรวจวัดและทวนสอบ (Monitoring & Verification)

  • จ้างผู้ประเมินภายนอก (VVB – Validation and Verification Body) เข้ามาตรวจสอบพื้นที่จริง
  • วัดขนาดเส้นรอบวงลำต้น ความสูง เพื่อคำนวณปริมาตรไม้และปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บได้จริงตามหลักวิชาการ

5 การรับรองคาร์บอนเครดิต (Certification)

  • เมื่อผ่านการตรวจสอบ อบก. จะออกใบรับรองคาร์บอนเครดิตให้
  • เครดิตนี้จะถูกนำไปฝากไว้ในบัญชีระบบทะเบียนของ T-VER พร้อมที่จะทำการซื้อขายแลกเปลี่ยน

ตารางเปรียบเทียบ สวนยางทั่วไป vs สวนยางแบบ Carbon Farming

เพื่อให้เห็นความแตกต่างชัดเจน ตารางด้านล่างจะเปรียบเทียบการจัดการและผลลัพธ์ที่จะได้รับ

ตารางที่ 2 – เปรียบเทียบรูปแบบการจัดการสวนยาง

หัวข้อเปรียบเทียบสวนยางพาราแบบดั้งเดิม (Traditional)สวนยางพาราคาร์บอน (Rubber Carbon Farming)
เป้าหมายหลักปริมาณน้ำยางสูงสุดปริมาณน้ำยาง + การกักเก็บคาร์บอน
การจัดการดินเน้นปุ๋ยเคมีเข้มข้น เร่งโตปุ๋ยอินทรีย์ร่วมปุ๋ยเคมี, ปลูกพืชคลุมดิน
การจัดการเศษซากมักมีการเผาทำลายกิ่งไม้ห้ามเผาเด็ดขาด, ไถกลบเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ
การใช้พลังงานไม่มีการควบคุมเชื้อเพลิงวางแผนลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
รายได้ทางเดียว (ผันผวนตามตลาด)สองทาง (น้ำยาง + เครดิต) + Premium Price
ต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีสูงค่าปุ๋ยลดลง แต่มีค่าใช้จ่ายเรื่องเอกสาร/ตรวจสอบ
ตลาดรองรับตลาดทั่วไปตลาดทั่วไป + ตลาดยุโรป (EUDR Compliant)

ความท้าทายและข้อควรระวัง

แม้ Rubber Carbon Farming จะดูสวยหรู แต่ในทางปฏิบัติมีอุปสรรคที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

1 ต้นทุนแฝงในการดำเนินการ ค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ทวนสอบ (VVB) มีราคาสูง (หลักแสนบาทต่อครั้ง) ทำให้เกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่เพียง 10 ถึง 20 ไร่ ไม่สามารถทำเองได้โดยลำพัง ทางออก คือการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ เพื่อแชร์ต้นทุนเหล่านี้

2 ราคาคาร์บอนเครดิตยังมีความผันผวน ราคาคาร์บอนเครดิตในไทย (T-VER) ภาคป่าไม้และการเกษตร ปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 50 ถึง 200 บาทต่อตันคาร์บอน (ราคาขึ้นอยู่กับการเจรจาและคุณภาพโครงการ) ซึ่งอาจยังไม่สูงพอที่จะจูงใจหากมองในระยะสั้น แต่แนวโน้มราคาในอนาคตมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดโลก

3 ความซับซ้อนของเอกสาร การเก็บข้อมูลต้องละเอียดมาก ต้องมีบันทึกการใส่ปุ๋ย การใช้น้ำมัน การเจริญเติบโตของต้นไม้ ย้อนหลังและต่อเนื่อง หากข้อมูลไม่ครบอาจถูกตีตกไม่ผ่านการรับรอง

อนาคตและแนวโน้มตลาด (Future Outlook)

ทิศทางของ Rubber Carbon Farming ในปี 2025 และปีต่อๆ ไป มีแนวโน้มสดใสและจำเป็นต้องเกิดขึ้นด้วยปัจจัยสนับสนุนดังนี้

  • Net Zero Goal องค์กรขนาดใหญ่ในไทยและต่างประเทศประกาศเป้าหมาย Net Zero ทำให้ความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อมาชดเชย (Offset) มีมหาศาล สวนยางพาราจะเป็นแหล่ง Supply สำคัญเพราะมีพื้นที่ปลูกมหาศาลในไทย
  • มาตรการภาษีคาร์บอน ในอนาคต รัฐบาลอาจมีการเก็บภาษีคาร์บอนข้ามแดน (CBAM) ที่เข้มข้นขึ้น ผู้ส่งออกยางจะต้องมี Carbon Credit ติดตัวสินค้าเพื่อลดภาระภาษี
  • เทคโนโลยี Precision Agriculture การใช้โดรนบินสำรวจและการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อประเมินมวลชีวภาพ (Biomass) จะเข้ามาช่วยลดต้นทุนค่าจ้างคนสำรวจ ทำให้การประเมินคาร์บอนเครดิตแม่นยำและถูกลง

กลยุทธ์สำหรับเกษตรกรในปีนี้

  1. รวมกลุ่มทันที อย่าทำคนเดียว ให้รวมตัวผ่านสหกรณ์การเกษตรหรือ กยท. ในพื้นที่
  2. ทำทะเบียนประวัติสวน เริ่มจดบันทึกการใช้ปัจจัยการผลิตทุกชนิดตั้งแต่วันนี้
  3. ศึกษาเรื่อง EUDR เตรียมเอกสารสิทธิ์ที่ดินให้พร้อม เพื่อไม่ให้ตกขบวนการส่งออก

บทสรุป

Rubber Carbon Farming ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่คือ “ทางรอด” และ “ทางรุ่ง” ของเกษตรกรชาวสวนยางไทยในยุคโลกเดือด การปรับตัวจากการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้ให้บริการทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Service Provider) จะช่วยสร้างเกราะป้องกันความผันผวนของราคายาง และสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรรม

การเริ่มต้นอาจดูยุ่งยากและมีต้นทุน แต่เมื่อเทียบกับโอกาสในการเข้าถึงตลาดยุโรปและการมีรายได้เสริมระยะยาวจากคาร์บอนเครดิต นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดที่ชาวสวนยางจะทำได้ในขณะนี้ ถึงเวลาแล้วที่สวนยางไทยจะเปลี่ยนสีเขียวของใบไม้ ให้กลายเป็นสีทองของรายได้ที่ยั่งยืน

ติดโซลาร์เซลล์ราคาเท่าไหร่ ต้องรู้อะไรบ้าง

หลายคนกำลังให้ความสนใจหาโซลาร์เซลล์มาติดตั้งตามบ้าน อาจจะมาจากเรื่องของค่าไฟที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ หรือบางท่านอาจจะไม่อยากเสียเงินให้กับค่าไฟ เรียกว่าอยากผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เองก็ได้ และไม่อยากต้องกังวลเรื่องค่าไฟ อยากเปิดแอร์ทั้งวัน ในปัจจุบันก็มีหลายท่านได้ติดตั้งโซลาร์เซลล์ที่บ้านไปเรียบร้อยแล้ว ซึ่งผลที่ออกมาก็คือ ช่วยลดค่าไฟไปได้มากพอสมควร แต่เราอาจจะต้องลงทุนในครั้งแรกด้วยจำนวนเงินที่ค่อนข้างมาก…

รู้จัก “ขยะกำพร้า” ขยะที่นำไปเป็นเชื้อเพลิงสร้างพลังงานได้

ด้วยปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วยเหตุต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การเปลี่ยนรูปแบบการซื้อขายสินค้าจากหน้าร้าน มาเป็นแบบออนไลน์ที่ทำให้มีปริมาณการใช้วัสดุห่อหุ้มสินค้า กล่องพัสดุ รวมถึงพวกวัสดุปิดกล่องต่างๆ มากมาย ซึ่งเป็นตัวก่อให้เกิดขยะเป็นจำนวนมาก รวมถึงวัสดุต่างๆ…

วารสาร Green Energy Review ฉบับ 01 ตุลาคม – ธันวาคม 2565

เนื้อหาที่น่าสนใจ 12 คำถามเกี่ยวกับภาษี Carbon ใครต้องจ่าย จ่ายเมื่อไร? เหตุผลที่ควรทิ้ง E-Waste ให้ถูกที่ ผู้นำโลกกับมุมมองของพลังงานสะอาด…