Highlight & Knowledge

นวัตกรรมแบตเตอรี่มีชีวิต เมื่อยีสต์และเชื้อราผลิตไฟฟ้าได้

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตพลังงานและขยะอิเล็กทรอนิกส์ นักวิทยาศาสตร์จากห้องปฏิบัติการ Empa ได้สร้างปรากฏการณ์ใหม่ด้วยการพัฒนาแบตเตอรี่มีชีวิตที่ทำจากเชื้อรา

ซึ่งเป็นแบตเตอรี่ที่สามารถย่อยสลายตัวเองได้หลังใช้งาน เพียงแค่เติมน้ำและสารอาหารก็พร้อมทำงาน และที่สำคัญมีความปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม 100% นี่คือนวัตกรรมที่ผสานความมหัศจรรย์ของธรรมชาติเข้ากับเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ แบตเตอรี่ชีวภาพนี้อาศัยการทำงานร่วมกันของเชื้อราสองชนิด – ยีสต์ที่ปล่อยอิเล็กตรอน และเชื้อราขาวที่ทำหน้าที่จับอิเล็กตรอน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ต่อเนื่องหลายวันด้วยพลังงาน 300-600 มิลลิโวลต์

แม้จะมีขนาดจิ๋ว แต่แบตเตอรี่มีชีวิตนี้อาจเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาพลังงานของโลก ด้วยคุณสมบัติที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความสามารถในการย่อยสลายตัวเอง มันจึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการใช้งานในอุปกรณ์เซนเซอร์ขนาดเล็ก ทั้งในพื้นที่ห่างไกล งานด้านการเกษตร หรือแม้แต่ภารกิจสำรวจอวกาศ นวัตกรรมนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิวัติวงการพลังงานสะอาดที่โลกกำลังรอคอย

ความเป็นมาของการวิจัยแบตเตอรี่จากเชื้อรา

นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการ Empa ในสวิตเซอร์แลนด์ได้พัฒนาแบตเตอรี่ชีวภาพที่ทำจากเชื้อราสองชนิด ในโครงการวิจัยที่ใช้เวลา 3 ปี โดยได้รับทุนสนับสนุนจาก Gebert Rüf Stiftung ภายใต้โครงการ Microbials ทีมวิจัยนำโดย Dr. Carolina Reyes และ Dr. Gustav Nyström ได้พัฒนาเทคนิคการผสมเซลล์เชื้อราลงในหมึกพิมพ์ที่ทำจากเซลลูโลส เพื่อสร้างขั้วไฟฟ้าด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ

Photo : cleanthesky.com

การค้นพบที่สำคัญคือ การผสมผสานเชื้อราสองชนิดเข้าด้วยกัน โดยใช้ยีสต์ที่ปล่อยอิเล็กตรอนเป็นขั้วลบ และเชื้อราขาวที่ผลิตเอนไซม์พิเศษเป็นขั้วบวก ทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 300-600 มิลลิโวลต์ ปัจจุบันทีมวิจัยกำลังพัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและความทนทาน รวมถึงการทดลองใช้เชื้อราชนิดอื่นๆ ที่อาจเหมาะสมกว่าในการผลิตไฟฟ้า ความสำเร็จของงานวิจัยนี้อาจนำไปสู่การพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะสำหรับอุปกรณ์เซ็นเซอร์ในพื้นที่ห่างไกลหรืองานวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม

การผลิตแบตเตอรี่จากเชื้อรา

การผลิตแบตเตอรี่จากเชื้อราเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจ ซึ่งผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติและความมหัศจรรย์ของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก โดยใช้วัสดุหลักคือเชื้อราสองชนิด ได้แก่ ยีสต์ขนมปัง (Saccharomyces cerevisiae) ที่ทำหน้าที่เป็นขั้วลบ และราผุสีขาว (Trametes pubescens) ที่ทำหน้าที่เป็นขั้วบวก

ส่วนประกอบสำคัญอีกอย่างคือหมึกพิมพ์พิเศษที่ทำจากนาโนคริสตัลเซลลูโลสและนาโนไฟบริลเซลลูโลส ผสมกับคาร์บอนแบล็กและเกล็ดกราไฟต์ วัสดุเหล่านี้ไม่เพียงทำหน้าที่เป็นโครงสร้างให้เชื้อราเติบโต แต่ยังช่วยนำไฟฟ้าได้ดีอีกด้วย โดยสรุปแล้ว วัสดุสำหรับทำหมึกพิมพ์ จะประกอบไปด้วย

  • เกล็ดกราไฟต์
  • นาโนคริสตัลเซลลูโลส
  • นาโนไฟบริลเซลลูโลส
  • คาร์บอนแบล็ก

กระบวนการผลิตอาศัยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ที่จะขึ้นรูปแบตเตอรี่โดยผสมเชื้อราลงในหมึกพิมพ์พิเศษ เมื่อต้องการใช้งาน เพียงเติมน้ำและสารอาหารเพื่อกระตุ้นให้เชื้อราทำงาน แบตเตอรี่จะเริ่มผลิตไฟฟ้าได้ทันที

กระบวนการทำงานของแบตเตอรี่จากเชื้อรา

แบตเตอรี่ชนิดนี้ทำงานในรูปแบบของเซลล์เชื้อเพลิงจุลินทรีย์ (Microbial Fuel Cell) โดยอาศัยความร่วมมือระหว่างเชื้อราสองชนิดที่มีคุณสมบัติพิเศษในการผลิตและถ่ายโอนอิเล็กตรอน ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง และยังมีความพิเศษตรงที่สามารถเก็บรักษาในสภาพแห้งและกระตุ้นให้ทำงานได้ด้วยการเติมน้ำและสารอาหาร เปรียบเสมือนการปลุกชีวิตให้กับแบตเตอรี่ ทำให้สะดวกต่อการเก็บรักษาและขนส่ง

การทำงานของขั้วไฟฟ้า

  • ขั้วบวก (แอโนด): ยีสต์ขนมปังจะเผาผลาญน้ำตาลและปล่อยอิเล็กตรอนออกมา
  • ขั้วลบ (แคโทด): ราผุสีขาวผลิตเอนไซม์พิเศษที่ช่วยจับและถ่ายโอนอิเล็กตรอน

วงจรการผลิตไฟฟ้า

  • อิเล็กตรอนที่ถูกปล่อยจากยีสต์จะเคลื่อนที่ผ่านวัสดุนำไฟฟ้าในหมึกพิมพ์
  • อิเล็กตรอนจะเดินทางผ่านสายไฟภายนอกไปยังขั้วแคโทด
  • ที่ขั้วแคโทด อิเล็กตรอนจะรวมตัวกับออกซิเจนและน้ำ เพื่อครบวงจรและปล่อยพลังงานออกมา

การกระตุ้นการทำงาน

  • แบตเตอรี่สามารถเก็บในสภาพแห้งได้
  • เมื่อต้องการใช้งาน เพียงเติมน้ำและสารอาหารเพื่อกระตุ้นเชื้อรา
  • สามารถผลิตไฟฟ้าได้ 300-600 มิลลิโวลต์ต่อเนื่องหลายวัน

ข้อดีของแบตเตอรี่จากเชื้อรา

  • เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 100% เพราะย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ
  • ต้นทุนการผลิตต่ำ เนื่องจากใช้วัสดุที่หาได้ง่ายและกระบวนการผลิตไม่ซับซ้อน
  • สามารถเก็บรักษาในสภาพแห้งได้นาน ทำให้สะดวกในการขนส่งและจัดเก็บ
  • กระตุ้นการทำงานได้ง่ายเพียงเติมน้ำและสารอาหาร
  • ไม่มีสารเคมีอันตราย จึงปลอดภัยต่อผู้ใช้งานและสิ่งแวดล้อม
  • สามารถผลิตได้ด้วยเทคโนโลยีการพิมพ์ 3 มิติ ทำให้ปรับแต่งรูปแบบได้ตามต้องการ
  • เหมาะสำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กที่ต้องการพลังงานต่ำ
  • มีความเสถียรในการผลิตไฟฟ้าต่อเนื่องได้หลายวัน
  • ไม่ต้องการการบำรุงรักษาพิเศษ เพียงเติมน้ำและสารอาหารตามกำหนด
  • มีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในอนาคต

ข้อสังเกตของแบตเตอรี่จากเชื้อรา

แม้ว่าแบตเตอรี่เชื้อราจะเป็นนวัตกรรมที่น่าสนใจและมีศักยภาพสูง แต่ยังมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาในการพัฒนาต่อยอด การทำความเข้าใจข้อจำกัดและความท้าทายต่างๆ จะช่วยให้การพัฒนาเทคโนโลยีนี้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

  • กำลังการผลิตไฟฟ้ายังอยู่ในระดับต่ำ (300-600 มิลลิโวลต์) จึงจำกัดการใช้งานเฉพาะอุปกรณ์ที่ต้องการพลังงานต่ำเท่านั้น
  • อายุการใช้งานยังสั้น (2-3 วัน) เมื่อเทียบกับแบตเตอรี่ทั่วไป ต้องมีการเติมสารอาหารและน้ำบ่อยครั้ง
  • ความเสถียรของเชื้อราอาจแปรผันตามสภาพแวดล้อม เช่น อุณหภูมิ ความชื้น และปริมาณออกซิเจน
  • การควบคุมคุณภาพในการผลิตเชิงอุตสาหกรรมอาจทำได้ยาก เนื่องจากใช้สิ่งมีชีวิตเป็นวัตถุดิบหลัก
  • ต้องมีการควบคุมการเติบโตของเชื้อราให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม เพื่อป้องกันการแพร่กระจายที่ไม่พึงประสงค์
  • การเก็บรักษาในสภาพแห้งอาจส่งผลต่อความมีชีวิตของเชื้อรา จำเป็นต้องมีการศึกษาอายุการเก็บรักษาที่เหมาะสม
  • ต้นทุนการผลิตอาจสูงขึ้นเมื่อผลิตในระดับอุตสาหกรรม เนื่องจากต้องควบคุมคุณภาพอย่างเข้มงวด

แผนการพัฒนาแบตเตอรี่จากเชื้อรา

ในปัจจุบัน แผนการพัฒนาแบตเตอรี่เชื้อราในอนาคตมีความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง โดยทีมวิจัยจาก Empa มีเป้าหมายการพัฒนาหลายด้าน ทีมวิจัยกำลังมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าให้มีกำลังมากขึ้น ควบคู่ไปกับการพัฒนาให้แบตเตอรี่มีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น นอกจากนี้ ยังมีการค้นหาและทดสอบเชื้อราชนิดใหม่ๆ ที่อาจมีประสิทธิภาพดีกว่าชนิดที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน โดยมุ่งหวังที่จะพัฒนาให้แบตเตอรี่ชีวภาพนี้มีความเสถียรและเชื่อถือได้มากขึ้น

นักวิจัยมองเห็นศักยภาพในการประยุกต์ใช้งานที่หลากหลาย โดยเฉพาะในด้านไมโครคอมพิวเตอร์กำลังต่ำและการพัฒนาหุ่นยนต์นุ่ม (Soft robots) ซึ่งต้องการแหล่งพลังงานที่มีความยืดหยุ่นและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ยังมีแผนที่จะนำไปใช้ในไมโครคอนโทรลเลอร์และระบบการเรียนรู้ของเครื่อง รวมถึงการพัฒนาเพื่อใช้ในการสำรวจอวกาศ ซึ่งต้องการแบตเตอรี่ที่มีน้ำหนักเบาและสามารถย่อยสลายได้

อย่างไรก็ตาม ทาง Empa ยังไม่ได้เปิดเผยแผนการผลิตเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ แต่กำลังมุ่งเน้นการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพของแบตเตอรี่ให้ดียิ่งขึ้น โดยคาดว่าในอนาคตอันใกล้ จะมีการทดสอบการใช้งานในสภาพแวดล้อมจริงมากขึ้น เพื่อประเมินความเป็นไปได้ในการผลิตเชิงพาณิชย์ต่อไป

บทสรุป

แบตเตอรี่เชื้อราเป็นนวัตกรรมที่น่าจับตามองในวงการพลังงานสะอาด ด้วยการผสมผสานระหว่างเทคโนโลยีชีวภาพและการพิมพ์ 3 มิติ ทำให้ได้แหล่งพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง แม้ว่าในปัจจุบัน แบตเตอรี่ชนิดนี้จะยังมีข้อจำกัดในด้านกำลังการผลิตไฟฟ้าและอายุการใช้งาน แต่ด้วยคุณสมบัติพิเศษที่สามารถย่อยสลายได้เองตามธรรมชาติ และความสามารถในการเก็บรักษาในสภาพแห้ง ทำให้มีศักยภาพสูงในการพัฒนาต่อยอด

ทีมวิจัยจาก Empa กำลังมุ่งมั่นพัฒนาประสิทธิภาพในหลายด้าน ทั้งการเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้า การยืดอายุการใช้งาน และการค้นหาเชื้อราชนิดใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้น โดยคาดว่าในอนาคตอันใกล้ เทคโนโลยีนี้จะสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงในอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็ก ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกที่ยั่งยืน

นวัตกรรมนี้ไม่เพียงแต่แสดงให้เห็นถึงความเป็นไปได้ในการใช้สิ่งมีชีวิตผลิตพลังงาน แต่ยังเป็นตัวอย่างที่ดีของการพัฒนาเทคโนโลยีที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงการกำจัดทิ้ง ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

วารสาร Green Energy Review ฉบับ 02 มกราคม – มีนาคม 2566

เนื้อหาที่น่าสนใจ 3 ธุรกิจเทรนใหม่มาแรง ที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากกว่ากำไร 5 ไอเดียลดโลกร้อน ที่คุณช่วยได้ เมื่อไปเที่ยวต่างประเทศ พลังงานสะอาด ธีมการลงทุนรักษ์โลกทางเลือกใหม่…

รู้จัก เรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ ใช้จริงแล้ว ในแม่น้ำเจ้าพระยา

การจัดการขยะในแม่น้ำของกรุงเทพมหานคร ได้มีการพัฒนาไปอีกขั้นด้วยการนำ เรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งเริ่มกันไปแล้วตั้งแต่เดือน กุมภาพันธ์ 2567 นี้ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นเรือดักเก็บขยะพลังงานแสงอาทิตย์ 1 ใน…

ปฏิวัติองค์กรสู่ “Zero Waste” ลดขยะ สร้างกำไร ใส่ใจโลก

ในยุคที่กระแสความยั่งยืนเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของโลก องค์กรธุรกิจจำนวนมากเริ่มหันมาให้ความสนใจกับแนวคิด Zero Waste หรือ "ขยะเหลือศูนย์" มากขึ้น ไม่ใช่เพียงแค่เทรนด์ แต่คือการลงทุนที่ชาญฉลาด เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม…