กระทรวงเกษตรฯ ผนึกกำลัง ธ.ก.ส. คลอดโฉนดต้นยางพารา แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน ต่อยอดอาชีพชาวสวนยางได้อย่างยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนโครงการ Carbon Credit ในสวนยางพารา เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์

ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ “การส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มสวนยางพารา และการจัดทำโฉนดต้นยางพารา” ระหว่าง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดย นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. กับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดย นายณรงค์ ขันติวิริยะกุล รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ว่า

กยท. ร่วม ธกส. ผุดโฉนดต้นยางพารา ค้ำประกันเงินกู้เคลื่อน Carbon Credit

กยท. ร่วม ธกส. ผุดโฉนดต้นยางพารา ค้ำประกันเงินกู้เคลื่อน Carbon Credit

กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายจัดทำโครงการโฉนดต้นไม้สำหรับต้นไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจ เพื่อให้เกษตรกรนำไม้ยืนต้นไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินกับ ธ.ก.ส. เป็นการเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับเกษตรกร เพื่อต่อยอดอาชีพด้านการเกษตรได้อย่างยั่งยืน การร่วมมือกันของทั้งสองหน่วยงานในการจัดทำโฉนดต้นยางพาราครั้งนี้ จึงเป็นการขับเคลื่อนให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันการเงินได้มากขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพารา อาทิ การขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ Carbon Credit ในสวนยางพารา การส่งเสริมการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งจะนำไปสู่ความกินดีอยู่ดีของเกษตรกรไทย

ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น กยท. จึงได้ดำเนินโครงการร่วมมือกับ ธ.ก.ส. บรรจุต้นยางพาราให้เป็นไม้ชนิดหนึ่งในระบบค้ำประกันเงินกู้ และดำเนินการจัดทำโฉนดต้นยางพาราเพื่อใช้เป็นหลักประกันเงินกู้จาก ธ.ก.ส. ซึ่งเกษตรกรที่สามารถขอรับโฉนดต้นยางจะต้องขึ้นทะเบียนกับ กยท. และมีสวนยางตั้งอยู่บนดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย

กยท. ร่วม ธกส. ผุดโฉนดต้นยางพารา ค้ำประกันเงินกู้เคลื่อน Carbon Credit

ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปลงทรัพย์สินให้เป็นทุนสำหรับการประกอบอาชีพการทำสวนยาง โดยใช้โฉนดต้นยางพาราเป็นเอกสารประกอบการขอรับบริการสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่ให้บริการ โดย กยท. จะเป็นผู้ประเมินราคาต้นยางพาราที่จะนำมาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อกับ ธ.ก.ส. และจัดทำโฉนดต้นยางพาราเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาขอสินเชื่อของ ธ.ก.ส. ทุกครั้ง

ทั้งนี้ จะผลักดันให้สามารถใช้ได้กับธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ตลอดจนใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน โดยจะเร่งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ต่อไปโดยเร็ว

“ภายหลังจากการ Kick off มอบโฉนดเพื่อการเกษตร ที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 ม.ค.นี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเดินหน้าขยายผลในทุก ๆ เรื่องไม่ใช่เฉพาะต้นไม้ เพราะสินทรัพย์ของพี่น้องเกษตรกรต้องมีราคา สร้างมูลค่าได้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดต้องแปลงทรัพย์สินให้เป็นทุน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของไม้เศรษฐกิจที่เล็งเห็นเพิ่มเติมที่มีมูลค่าสูง เช่น ไม้พะยูง ไม้ตะเคียน และไม้ยางนา รวมถึงไม้พืชผลทุกประเภท เช่น ต้นทุเรียน ต้นมะม่วง อีกด้วย” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว

นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทและแนวทางความร่วมมือของ กยท. หลังจากลงนาม MOU ร่วมกันในครั้งนี้ กยท. และ ธ.ก.ส. จะมีการอบรมผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ทั่วประเทศ ให้มีความรู้เรื่องวิธีการประเมินมูลค่าไม้ยางพารา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองหน่วยงานร่วมกันประเมินมูลค่าไม้ยางพาราสำหรับใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ นอกจากนี้ กยท. และ ธ.ก.ส. จะร่วมกัน บูรณาการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และพัฒนาศักยภาพด้านการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ Carbon Credit ในสวนยาง ส่งเสริมให้เกษตรกรร่วมกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกสร้างสมดุลเชิงนิเวศ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการขายผลผลิตจากยางพาราเพียงอย่างเดียว

นายณรงค์ ขันติวิริยะกุล รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. เปิดเผยว่า การร่วมมือกับ กยท. ในครั้งนี้ นับว่าเป็นประโยชน์กับและ ธ.ก.ส. เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราและบุคลากรของ ธ.ก.ส. เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำนวัตกรรมไปพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิต การส่งเสริมการจัดทำโฉนดต้นยางพารา เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อกับ ธ.ก.ส.

นอกจากนี้ ธ.ก.ส. และ กยท. พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจสีเขียวตามนโยบายด้านการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ที่มีการส่งเสริมให้เกษตรกรนำสวนยางพาราไปขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) รวมถึงเข้าร่วมโครงการ BAAC Carbon Credit ที่จะช่วยสร้างอาชีพเสริมและสร้างรายได้ให้เกษตรกร ซึ่ง ธ.ก.ส. เตรียมเปิดตัวการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้เต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ที่ธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่และบ้านแดง จังหวัดขอนแก่น

Source : กรุงเทพธุรกิจ

พลังงาน ประกาศนโยบายปี 2567 เร่งปรับโครงสร้างน้ำมันทุกส่วน สร้างความเป็นธรรมด้านราคา รัฐมนตรีพลังงานระบุกำลังพิจารณาทั้งมาตรการภาษีน้ำมันกลุ่มเบนซินที่จะสิ้นสุด 31 ม.ค. 2567, มาตรการยกร่างกฎหมายราคาน้ำมันเพื่อเกษตรกร และมาตรการเกี่ยวกับกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นต้น ปลัดพลังงาน เผยปี 2566 ใช้งบแก้วิกฤติราคาพลังงานประมาณ 1 แสนล้านบาท

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดแถลงผลงานกระทรวงพลังงานปี 2566 และแผนการดำเนินงานที่สำคัญในปี 2567 ในหัวข้อ “ปีแห่งการขับเคลื่อนพลังงานไทย สู่อนาคตที่ดีกว่า” ว่า ในปี 2567 กระทรวงพลังงานจะเร่งปรับโครงสร้างน้ำมัน เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมามีการใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเข้ามาดูแลราคาน้ำมันในประเทศเป็นเวลานาน แต่กลับไม่สามารถแก้ปัญหาที่ยั่งยืนได้ ดังนั้นการปรับโครงสร้างน้ำมันจะทำให้กระทรวงพลังงานได้เห็นข้อมูลต้นทุนราคาที่แท้จริง เพื่อนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นและเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เบื้องต้นจะมีการปรับโครงสร้างหลายด้าน เช่น กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ที่ปัจจุบันมีสถานะเงินติดลบกว่า 8 หมื่นล้านบาทจากการเข้าไปชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและก๊าซหุงต้ม (LPG), การร่างกฎหมายน้ำมันเพื่อเกษตรกร ซึ่งปัจจุบันได้จัดทำร่างกฎหมายแล้วและภาครัฐกำลังเตรียมพิจารณาด้านความเป็นไปได้ เบื้องต้นราคาน้ำมันเพื่อเกษตรกรจะต้องเป็นราคาเดียวกับน้ำมันเพื่อชาวประมง หรือ น้ำมันเขียว, และราคาน้ำมันกับค่าการตลาด ที่ต้องทำให้เกิดความเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย เป็นต้น

สำหรับในส่วนของมาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ที่จะสิ้นสุด วันที่ 31 ม.ค. 2567 นี้ ยังอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เบื้องต้นหากราคาน้ำมันโลกกลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ปรับสูงขึ้น ก็อาจจะต้องพิจารณาขอต่ออายุมาตรการลดภาษีดังกล่าวออกไป แต่ปัจจุบันพบว่าราคาน้ำมันโลกไม่ได้สูงมาก โดยราคากลุ่มเบนซิน-แก๊สโซฮอล์ อยู่ที่ประมาณ 34 บาทต่อลิตร ซึ่งต่ำกว่าในช่วงเดือน พ.ย. 2566 ที่เริ่มต้นมาตรการ ซึ่งราคาอยู่ที่ประมาณ 38 บาทต่อลิตร สำหรับแก๊สโซฮอล์ 95และ 91 ดังนั้นต้องขอหารือกันก่อนว่าจะช่วยเหลือด้านราคากลุ่มนี้ต่อหรือไม่ โดยต้องพิจารณาจากฐานการเงินกองทุนฯ และฐานะการคลังของประเทศร่วมด้วย

นอกจากนี้กระทรวงพลังงานยังอยู่ระหว่างการพิจารณา “มาตรการยกเลิกการชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพ” ที่จะสิ้นสุดในเดือน ก.ย. 2567 นี้ ว่าจะขยายเวลาต่ออีกหรือไม่ เนื่องจากการยกเลิกชดเชยราคาเชื้อเพลิงชีวภาพจะกระทบต่อผู้ผลิตน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ หรือ B100 ได้ ดังนั้นจะต้องพิจารณาร่วมกับแนวทางการส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงอากาศยานแบบยั่งยืน หรือ Sustainable Aviation Fuel (SAF) หรือการปรับเปลี่ยนน้ำมันอากาศยานเป็นน้ำมันชีวภาพ เพื่อเป็นทางออกให้ผู้ประกอบการด้วย โดยขณะนี้อยู่ระหว่างหารือกันในรายละเอียด  

นายพีระพันธุ์ กล่าวว่า สำหรับผลงานในปี 2566 ที่เป็นช่วงคาบเกี่ยวของ 2 รัฐบาล แต่ทั้ง 2 รัฐบาลก็ได้มีการช่วยเหลือประชาชนโดยการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่าก๊าซหุงต้ม รวมทั้งการกำกับดูแลการบริหารจัดการแหล่งก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย ให้สามารถดำเนินการได้ตามแผนการผลิต

นอกจากนั้น ก็ยังได้มีการบริหารให้โรงแยกก๊าซธรรมชาติใช้ก๊าซในราคา Pool Gas (ราคาเฉลี่ยจากทุกแหล่งที่มา) ซึ่งได้ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสามารถลดลงได้ ทั้งนี้ ในปี 2567 ได้เตรียมนโยบายสำคัญๆ โดยเฉพาะการ “รื้อ ลด ปลด สร้าง” ซึ่งจะมุ่งการแก้ไขระเบียบหรือกฎหมายที่ใช้มานาน ให้มีความเหมาะสม ทันสถานการณ์ โดยคำนึงถึงประชาชนเป็นที่ตั้ง จะมีการปรับโครงสร้างราคาพลังงานครั้งใหญ่ ให้ประชาชนใช้พลังงานในราคาที่เหมาะสม เป็นธรรม และที่สำคัญ การดำเนินการจะวางรากฐานไว้ให้เกิดความยั่งยืน ไม่ฉาบฉวย รวมทั้งประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานได้อย่างเท่าเทียม

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ในปี 2566 ที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องเผชิญภาวะความผันผวนด้านพลังงานทั้งปัจจัยจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สถานการณ์สู้รบระหว่างรัสเซีย – ยูเครน และ อิสราเอล – กลุ่มฮามาสที่มีความยืดเยื้อ รวมทั้งการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจจากสถานการณ์ โควิด-19 ล้วนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และค่าครองชีพของประชาชน กระทรวงพลังงานได้ดำเนินมาตรการสำคัญๆ หลายด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้แก่ประชาชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากความไม่แน่นอนด้านราคาพลังงานที่เกิดจากปัจจัยดังกล่าว ซึ่งในส่วนของการช่วยเหลือจากภาครัฐในช่วงวิกฤตราคาพลังงาน ปี 2566 ได้ใช้งบประมาณ 100,000 ล้านบาท เพื่อช่วยเหลือประชาชนให้ครอบคลุมทุกภาคส่วน ทั้งตรึงราคาค่าไฟฟ้า การตรึงราคาน้ำมันดีเซล และการลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน การตรึงราคาก๊าซหุงต้ม และ NGV นอกจากนั้น กระทรวงพลังงานก็ยังได้เป็นส่วนหนึ่งในการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยในปี 2566 มีการใช้เม็ดเงินลงทุนในภาคพลังงานไปแล้วกว่า 178,000 ล้านบาท เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้ให้กับประชาชนครอบคลุมทุกภาคส่วน

นายวรากร พรหโมบล อธิบดีกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ กล่าวว่า ในส่วนของผลการดำเนินงานที่สำคัญของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติในปี 2566 ที่ช่วยสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย การเร่งจัดหาก๊าซธรรมชาติทั้งจากแหล่งในประเทศและประเทศเพื่อนบ้านเพิ่มเติมเข้าสู่ระบบ การให้สิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย ครั้งที่ 24 จำนวน 3 แปลง และการดำเนินงานในช่วงเปลี่ยนผ่านของแปลงสำรวจในทะเลอ่าวไทย หมายเลข G2/61 อย่างราบรื่น

สำหรับในปี 2567 กรมฯ ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างความมั่นคงด้านพลังงานด้วยการเร่งรัดการลงทุนให้มีการผลิตก๊าซธรรมชาติอย่างต่อเนื่องจากแหล่งในประทศ รวมทั้งส่งเสริมและประสานความร่วมมือในการจัดหาก๊าซธรรมชาติจากประเทศเพื่อนบ้าน และเพื่อให้ประเทศสามารถพึ่งพาตนเองด้านพลังงานได้อย่างยั่งยืน กรมฯ ยังได้เตรียมการเปิดให้ยื่นขอสิทธิสำรวจและผลิตปิโตรเลียม สำหรับแปลงสำรวจบนบก (ครั้งที่ 25) ด้วย นอกจากนี้ กรมฯ ยังมีแผนการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาเทคโนโลยี การดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (CCS/CCUS) ทั้งด้านเทคนิค กฎหมาย มาตรการเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุน รวมทั้งความร่วมมือทั้งภายในประเทศและต่างประเทศ เพื่อให้การดำเนินงานเกิดประสิทธิภาพสูงสุด

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน กล่าวว่า กรมธุรกิจพลังงานได้ดำเนินการปรับปรุงมาตรฐานคุณภาพของน้ำมันเชื้อเพลิง เป็นมาตรฐานยูโร 5 (กำมะถัน ไม่เกิน 10 ppm) เริ่มบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2567 เป็นต้นไป มีการส่งเสริมการติดตั้ง EV Charging Station ภายในสถานีบริการน้ำมัน โดยปี 2567 มีแผนจัดทำมาตรฐานติดตั้งทางไฟฟ้าและกำหนดกรอบการให้บริการติดตั้ง EV Charging Station รวมถึงการลงนาม MOU ระหว่าง 5 หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเตรียมแผนลดชนิดหัวจ่ายน้ำมันกลุ่มดีเซล ให้เหลือน้ำมันดีเซลหมุนเร็วเกรดพื้นฐานชนิดเดียว (B 7) เนื่องจากเป็นน้ำมันที่สามารถใช้กับรถยนต์มาตรฐานยูโร 5 ได้ทุกรุ่นทุกยี่ห้อ และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว B20 (น้ำมันทางเลือก) เริ่ม 1 พ.ค. 2567 เป็นต้นไป

นอกจากนี้ ยังได้มีการพัฒนาระบบ e-Service เพื่อยกระดับการให้บริการประชาชน มีการพัฒนาระบบ Stockpile และ e-Fuelcard และปัจจุบันอยู่ระหว่างการพัฒนาระบบ e-Safety e-Trade และ e-License และระบบสำรองข้อมูลเพื่อรองรับการดำเนินงานในรูปแบบ e-Service รวมทั้ง มีแผนส่งเสริมการลงทุนในธุรกิจใหม่ (New Business) ของผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่มุ่งไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของประเทศ

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน กล่าวว่า การดำเนินงานของ พพ. ในปี 2566 ได้สร้างความยั่งยืนด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม อาทิ สนับสนุนการอนุรักษ์พลังงานและพลังงานทดแทนในโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ช่วยประชาชนกว่า 10,000 ครัวเรือน การติดตั้งและซ่อมแซมโซลาร์เซลล์สำหรับพื้นที่ห่างไกลที่ไม่มีไฟฟ้าใช้ช่วยเหลือชุมชนกว่า 7,200 ครัวเรือน  การเดินหน้าใช้กฎหมาย BEC เต็มตัว และที่สำคัญ พพ.ได้เปิดอาคารใหม่ Net zero energy building อาคารสำนักงานราชการใหญ่ที่สุดในไทย และในปี 2567 นั้น พพ. ยังคงเดินหน้าส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชน ผู้ประกอบการ ได้เข้าถึงพลังงานสะอาดและใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพแบบครบวงจรมากขึ้น อาทิ มาตรการทางภาษีเพื่อส่งเสริมการผลิตการใช้พลังงานทดแทนและอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง  มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน (ESCO)สำหรับหน่วยงานภาครัฐ และส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาสำหรับหน่วยงานรัฐ เป็นต้น

นายวีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กล่าวว่า ปี 2566 ที่ผ่านมา สนพ. ได้เร่งจัดทำร่างแผนปฏิบัติการด้านพลังงาน พ.ศ. 2566–2580 (ร่างแผนพลังงานชาติ ) ซึ่งมีเป้าหมายสำคัญคือ การลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Co2) ในภาคพลังงาน ภายในปี 2050 โดยร่างแผน NEP ประกอบด้วยแผนย่อย 5 แผนคือ แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (PDP) แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) แผนอนุรักษ์พลังงาน (EEP) แผนบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ (Gas Plan) และแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง (Oil Plan)

ทั้งนี้ ในปี2567 จะมีการทบทวนและปรับปรุง ร่างแผนพลังงานชาติเพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปในปัจจุบัน และเสนอร่างแผนฯ ต่อ กพช. และ ครม. เพื่อพิจารณาและประกาศใช้ต่อไป นอกจากนี้แผนงานในปี 2567 ของ สนพ. ยังมีเรื่อง การนำเสนอแนวทางการเปิดเสรีในกิจการไฟฟ้า ซึ่งจะมีโครงสร้างกิจการไฟฟ้าเพื่อส่งเสริมการแข่งขันในระยะทดลอง-นำร่อง พ.ศ. 2567 – 2568 เพื่อกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนมากขึ้น ส่งเสริมให้เกิดกลไกการแข่งขันที่สะท้อนต้นทุนทางด้านราคาแทนการอุดหนุนทางด้านราคา และเปิดโอกาสให้มีธุรกิจใหม่ทางด้านพลังงานเกิดขึ้น และภาครัฐสามารถใช้เป็นกลไกให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero Carbon Emission ได้อย่างมีประสิทธิภาพได้อีกด้วย

Source : Energy News Center

กสิกรไทยเดินหน้าแผน Net Zero ขอบเขตที่ 1-2 ภายในปี 2573 ลุยอัดฉีดปล่อยสินเชื่อและการลงทุนยั่งยืนราว 1.75 แสนล้านบาท ใน 7 ปี ล่าสุดสนับสนุน GC 10,000 ล้าน และอินโดรามา เวนเจอร์สอีก 3,000 ล้าน ลุยต่อขอบเขตที่ 3 จัดทำแผนกลยุทธ์ให้ความรู้ลด CO2 ใน 5 กลุ่มธุรกิจ

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธนาคารกสิกรไทย ได้ประกาศปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Commitment) ด้วยเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานของธนาคาร Scope 1 และ 2 ภายในปี 2573 (ค.ศ.2030) พร้อมกำหนดเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคาร สอดคล้องกับเป้าหมายประเทศในปี 2608 และยังจัดสรรเงิน 1-2 แสนล้านบาท ปล่อยสินเชื่อและการลงทุนเพื่อความยั่งยืน สนับสนุนลูกค้าเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์

ทั้งนี้ในการขับเคลื่อนดังกล่าว ด้วยการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ปรับเปลี่ยนวัสดุอุปกรณ์ ปรับกระบวนการทำงาน และส่งเสริมพฤติกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แก่ลูกค้าและพนักงาน เช่น ปี 2566 เปลี่ยนรถยนต์ที่ใช้ภายใน กิจการธนาคารเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 175 คัน ทั้งรถยนต์ที่ใช้ในสาขาและรถยนต์ของผู้บริหารธนาคาร และเปลี่ยนนํ้ามันเชื้อเพลิงสำหรับเครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินไปเป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ

นอกจากนี้ จะทยอยติดตั้ง Solar Cell ในอาคารสำนักงานหลักทั้ง 7 แห่ง และพื้นที่สาขา 7 สาขา โดยตั้งเป้าไว้จะทยอยติดตั้งโซลาร์เซลล์ได้ครบทุกสาขาที่เป็นพื้นที่ของธนาคารรวม 278 แห่ง ภายใน 2 ปีนี้ และซื้อใบรับรองการผลิตพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate: REC) การซื้อคาร์บอนเครดิต

“กสิกรไทย” อัดสินเชื่อสีเขียว 1.75 แสนล้าน หนุนธุรกิจลด CO2

รวมถึงการวางแผนปรับเปลี่ยนวัสดุในการทำงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การปรับกระบวนการทำงานและการให้บริการของธนาคารไปสู่ดิจิทัลเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้การปล่อยคาร์บอนลดลงให้ได้มากที่สุด ควบคู่กับการส่งเสริมบุคลากรและทุกภาคส่วนให้มีความรู้ ความเข้าใจ เกิดพฤติกรรมที่ใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมบนหลักปฏิบัติที่ถูกต้องและยั่งยืน

อีกทั้ง ได้ดำเนินการบริหารจัดการขยะใน 4 อาคารหลัก ได้แก่ สำนักงานใหญ่พหลโยธิน อาคารราษฎร์บูรณะ อาคารแจ้งวัฒนะ และอาคาร KBTG เพื่อให้มีของเสียไปสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ (Zero Waste to Landfill) ภายในปี พ.ศ.2566 โดยติดตั้งถังขยะ 6 ประเภท ได้แก่ เศษอาหาร วัสดุรีไซเคิล ขยะเผาเป็นพลังงาน ขยะปนเปื้อน ขยะอันตราย และขยะอิเล็กทรอนิกส์ พร้อมกำหนดระบบการจัดการขยะของแต่ละถังอย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสมตามหลัก Zero Waste และยังสนับสนุนให้เกิดการแยกขยะอย่างเป็นระบบ ด้วยการสื่อสารผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในวงกว้าง

นางสาวขัตติยา กล่าวอีกว่า ธนาคารยังมีการสนับสนุนลูกค้าให้เดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่การลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใน พ.ศ. 2593 (ค.ศ.2050) ด้วยการตั้งเป้าหมายสนับสนุนด้านการเงินและการลงทุนเพื่อความยั่งยืนในช่วงปี 2567-2573 ราว 1.75 แสนล้านบาท หรือประมาณปีละ 2.5 หมื่นล้านบาท (ปี 2566-2573) ในการเสนอผลิตภัณฑ์และบริการทางการเงินที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ในพอร์ตโฟลิโอของธนาคาร (ขอบเขตที่ 3) ให้สอดคล้องกับเป้าหมายของประเทศไทย

การดำเนินงานที่ผ่านมาได้สนับสนุนวงเงินสินเชื่อที่เชื่อมโยงกับการดำเนินงานด้านความยั่งยืน (Sustainability-Linked Loan : SLL) จำนวน 10,000 ล้านบาท ให้แก่ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ GC เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามเป้าหมายด้านความยั่งยืนของบริษัท ที่จะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี ค.ศ. 2050 นอกจากนี้ ยังสนับสนุนอีก 3,000 ล้านบาทให้กับ บริษัท อินโดรามา เวนเจอร์ส เพื่อสร้างการเติบโตที่สมดุลย์และเดินหน้าสู่ ESG อย่างยั่งยืน

ล่าสุดกสิกรไทย ยังจับมือกับดีเอชแอล เอ๊กซ์เพรส ลงนามร่วมโครงการ  GoGreen Plus เพื่อสนับสนุนการขนส่งเอกสารทางการค้าข้ามประทศด้วยเชื้อเพลิงการบินที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel : SAF) ซึ่งคาดว่าจะสามารถลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดตลอดวัฏจักรชีวิตผลิตภัณฑ์ (Life-cycle Carbon Footprint) ได้ราว 70-80% เทียบกับการใช้นํ้ามันเครื่องบินทั่วไป

นายพิพิธ เอนกนิธิ กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย ยังได้เข้าร่วมการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติครั้งที่ 28 หรือ COP28 และเป็นวิทยากรร่วมเสวนาในกิจกรรมคู่ขนาน (Side Event) การประชุมรัฐภาคีฯ ในหัวข้อ “Driving Higher Education for Global Action” นำเสนอในเรื่อง “Explore opportunities for collaboration between banks and educational institution in driving climate action” พร้อมทั้ง จัดนิทรรศการเสนอการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม ที่ธนาคารปรับการทำงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Scope 1 และ 2) และการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในพอร์ตโฟลิโอ (Scope 3) ด้วยการจัดทำแผนกลยุทธ์การลดก๊าซเรือนกระจกรายอุตสาหกรรม (Sector Decarbonization Strategy) การพัฒนาบริการ Beyond Banking Carbon Credit Solutions เพื่อสนับสนุนให้เกิด Ecosystem และส่งเสริมตลาดการซื้อขาย Carbon Credit ของประเทศไทย

ที่ผ่านมาได้จัดงาน Decar bonize Now สัมมนาเชิงลึกให้กับลูกค้าธุรกิจ 4 กลุ่มอุตสาหกรรมตลอดเดือนพฤศจิกายน 2566 ได้แก่ ธุรกิจผลิตไฟฟ้า ธุรกิจขนส่ง ธุรกิจก่อสร้างและอสังหาริมทรัพย์ และกลุ่มธุรกิจส่งออก เพื่อช่วยธุรกิจวางแผนงาน เพิ่มโอกาสแก่ธุรกิจด้วยเครื่องมือและโซลูชันหลากหลายตอบโจทย์แบบเจาะลึกรายธุรกิจ และกระตุ้นภาคธุรกิจให้ปรับตัวสอดรับกับมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน (ESG) รวมทั้งคว้าโอกาสที่เกิดขึ้นในการเปลี่ยนผ่าน

Source : ฐานเศรษฐกิจ

NamX รถยนต์ไฮโดรเจนที่มาในรูปทรง SUV มาพร้อมจุดเด่นที่สามารถเปลี่ยนหลอดไฮโดรเจนได้ภายในเวลาไม่กี่วินาที และยังสามารถเติมเชื้อเพลิงได้เต็มภายในเวลา 4 นาทีเท่านั้น ซึ่งราคาเริ่มต้นอยู่ราวๆ 2.34 ล้านบาท

NamX รถไฮโดรเจนอีกหนึ่งคันที่มีความน่าสนใจมาก เนื่องจากบริษัทนัมเอ็กซ์ สตาร์ทอัปรถยนต์สัญชาติฝรั่งเศส-โมร็อกโก ได้เปิดแนวคิดรูปแบบใหม่เกี่ยวกับรถไฮโดรเจน ซึ่งได้ใช้หลอดเชื้อเพลิงไฮโดรเจนแบบรีฟิล สามารถถอดและเปลี่ยนได้สะดวกและง่าย แถมยังสามารถเติมไฮโดรเจนในหลอดรีฟิลในเวลาเพียงไม่กี่นาที

แนวคิดของ NamX นั้นน่าสนใจเป็นพิเศษ เนื่องจากบริษัทสตาร์ทอัปได้พูดถึงขั้นตอนการผลิตแร่ลิเธียมที่ต้องใช้ทำแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าเริ่มชะลอตัวลง ซึ่งพลังงานใหม่สำหรับรถในอนาคตที่น่าสนใจก็คือไฮโดรเจนนั่นเอง เรามาดูกันว่ารถไฮโดรเจนของนัมเอ็กซ์น่าสนใจอย่างไรบ้าง

รถไฮโดรเจน NamX ถูกพัฒนาและออกแบบโดยบริษัท Pininfarina จากประเทศอิตาลี ซึ่งขึ้นชื่อเรื่องดีไซน์การออกแบบที่สวยงามโดดเด่นและยังตอบโจทย์กับเทคโนโลยีใหม่ๆของตัวรถอีกด้วย 

NamX รถไฮโดรเจนแห่งอนาคต ถอดเปลี่ยนง่ายภายในไม่กี่วิ เติมเต็มเร็วใน 4 นาที

NamX ประกอบด้วยหลอดเซลล์เชื้อเพลิงแบบรีฟิล 6 หลอด ถูกติดตั้งเอาไว้ด้านท้ายของรถ โดยบริษัทเคลมว่าสามารถเติมเชื้อเพลิงไฮโดรเจนเต็มได้ภายในเวลาไม่เกิน 4 นาที และถอดสับเปลี่ยนได้ทันที

รถยนต์พลังงานไฮโดรเจนคันนี้เมื่อเติมไฮโดรเจนจนเต็มทั้ง 6 หลอดจะสามารถวิ่งได้ไกล 800 กิโลเมตร และหากเชื้อเพลิงหมดระหว่างทาง บริษัทยังมีบริการจัดส่งหลอดรีฟิลไฮโดรเจนให้กับผู้ใช้ได้อีกด้วย ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายสำหรับผู้ใช้รถไฮโดรเจนได้มาก

หลอดรีฟิลไฮโดรเจนของ NamX
หลอดรีฟิลไฮโดรเจนของ NamX

NamX จะผลิตรถไฮโดรเจนมาทั้งหมด 2 รุ่นด้วยกัน รถยนต์รุ่นมาตรฐาน ราคาเริ่มต้นราวๆ 2,344,000 บาท ขับเคลื่อนล้อหลัง พละกำลัง 300 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 200 กม./ชม. และทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลา 6.5 วินาที

NamX รุ่น GTH ราคาเริ่มต้น 3,423,000 บาท พละกำลังสูงถึง 500 แรงม้า ความเร็วสูงสุด 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และทำความเร็ว 0-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ในเวลา 4.5 วินาที

NamX รถไฮโดรเจนแห่งอนาคต ถอดเปลี่ยนง่ายภายในไม่กี่วิ เติมเต็มเร็วใน 4 นาที

ซึ่งนี่คืออีกหนึ่งตัวอย่างของรถไฮโดรเจนที่มีเทคโนโลยีโดดเด่น สามารถถอดเปลี่ยนและเติมรีฟิลก๊าซไฮโดรเจนได้ และยังเติมได้เต็มเร็วสะดวกต่อการใช้งานอีกด้วย

ที่มา : NamX

Source : Spring News

ในวันที่ทั่วโลกหันมามองเรื่องของ Sustainability ทำให้เรื่องของความยั่งยืนไม่ใช่แค่การทำเพื่อประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์องค์กรอีกต่อไป แต่ถูกฝังอยู่ในตัวองค์กร ในผลิตภัณฑ์ และบริการ ซึ่งนั่นทำให้เทรนด์งานใหม่แห่งอนาคตอย่าง Green Job

ถูกพูดถึงกันมากขึ้น และ “ผู้เชี่ยวชาญด้านความยั่งยืน” เป็น 1 ใน 10 อันดับ งานเติบโตเร็ว ปี 2566–2570

การสำรวจทิศทางอาชีพในอนาคต (Future of Jobs Survey) ของโลก โดย คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CBS) ร่วมกับ World Economic Forum (WEF) รวบรวมมุมมองจาก 803 บริษัท ซึ่งจ้างงานมากกว่า 11.3 ล้านคน ใน 27 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 45 ประเทศ พบว่า ตัวขับเคลื่อนหลักของการเติบโตของงานภายใน 5 ปีนี้ (2566-2570) คือ การเปลี่ยนแปลงด้านความยั่งยืน (Green transition) มาตรฐาน ESG ห่วงโซ่อุปทานท้องถิ่น (Localization of supply chains)

“green job” งานแห่งอนาคต  1 ใน 10 อันดับ โตเร็ว 5 ปีข้างหน้า

อีกทั้ง สิ่งที่น่าสนใจ คือ การเพิ่มขึ้นของงานที่เกี่ยวกับความยั่งยืน การศึกษา และการเกษตร ในช่วงปี 2566–2570 อาชีพที่เกี่ยวกับความยั่งยืน ในเชิงธุรกิจ คือ ทำแบรนด์ให้ยั่งยืน ไม่ใช่แค่การรักษ์โลก แต่ทำให้องค์กรเติบโต ไม่ใช่กำไรระยะสั้น ผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้ ต้องมองว่าทำอย่างไรให้มองถึงผลกระทบสังคม ประเทศชาติ ความยั่งยืนคือระยะยาว 

สอดคล้องกับข้อมูลภาพรวมของ MEGA TREND ภายในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2023 ซึ่งมองว่า เรื่องของ Green Focused จะมีความสำคัญมากยิ่งขึ้น ความต้องการของคนที่มีความรู้เรื่องสิ่งแวดล้อมมีอัตราเพิ่มขึ้น 38.5% แต่กลับกันในช่วง 2015 – 2021 มีเพียง 13% เท่านั้น ดังนั้น ทักษะที่เกี่ยวกับ Green talent จะมีความจำเป็นมากขึ้น

“Green” ที่มากกว่าสิ่งแวดล้อม

“ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร” คณบดีคณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CBS) ให้สัมภาษณ์กับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่าแต่เดิมเราเข้าใจว่าฝ่ายที่ดูแลเรื่องของความยั่งยืน รักษ์โลก รักสิ่งแวดล้อม เป็นหน้าที่ของฝ่ายประชาสัมพันธ์ เพราะวัตถุประสงค์ คือการทำเพื่อสร้างภาพลักษณ์ให้กับองค์กรเพียงอย่างเดียว แต่ทุกวันนี้เรื่อง Green ไม่ใช่การสร้างภาพลักษณ์อีกต่อไป และที่สำคัญต้องอยู่ในตัวสินค้า ฝังในธุรกิจ รูปแบบการทำงาน และโครงสร้างการทำงานใหญ่ขึ้น เป็นแผนก ESG ขึ้นมา เป็นแผนกที่ดูแลเรื่องของ Governance โดยเฉพาะ หรือที่เราเรียกว่า Green Job

อย่างไรก็ตาม แม้จะเรียกว่า Green Job แต่ขอบเขตมากกว่าเรื่องของรักษ์โลก รักสิ่งแวดล้อม แต่ความจริงเป็นเรื่องของสังคม ทำอย่างไรให้สังคมอยู่ด้วยกันอย่างมีคุณธรรม จริยธรรม และมีหลักธรรมาภิบาล เป็นที่มาของงานรูปแบบใหม่ ที่กำลังจะเกิดขึ้นและโตขึ้น เพราะฉะนั้น ในบริษัทใหญ่ๆ จึงเริ่มให้ความสำคัญในการมีแผนกที่เกี่ยวข้องกับความยั่งยืน

“การสำรวจตำแหน่งงานที่น่าสนใจในอนาคต จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าเป็นงานที่เกี่ยวข้องกับ กิจการเพื่อสังคม (Social Enterprise) , ESG Expert เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้โดยเฉพาะ ขณะเดียวกัน ปัจจุบันเราให้ความสำคัญในเรื่องของการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ซึ่งมี 17 เป้าหมาย ดังนั้น จำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญ เพื่อสร้างผลกระทบต่อสังคมอย่างจริงจัง ภาพลักษณ์องค์กรเด่นชัดมากขึ้น ทำอย่างไรให้คนในองค์กรเห็นความสำคัญและมีส่วนร่วม ดังนั้น จะเห็นว่าขอบข่ายการทำงานจะใหญ่ขึ้นเพิ่มกำลังคน ผู้เชี่ยวชาญ

ทั้งนี้ แม้ความยั่งยืนจะถูกพูดถึงเป็นวงกว้าง ศ.ดร.วิเลิศ มองว่า เรายังต้องเพิ่มกำลังคน ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญ เช่น จะผลิตสินค้า Green ต้องคำนึงตั้งแต่ฝ่ายผลิต ฝ่ายสื่อสาร และการตลาดที่ต้องเข้าใจความต้องการของลูกค้า ทำอย่างไรให้มีมูลค่าและน่าสนใจ เพราะฉะนั้น ความสำคัญมีมากขึ้น เป็นการบูรณาการข้ามศาสตร์ คนที่ทำงานปัจจุบัน ต้องมีความรู้ความสามารถมากกว่าการประชาสัมพันธ์ภาพลักษณ์

“ขณะเดียวกัน ธุรกิจที่เกี่ยวกับความยั่งยืน แปลว่าเราสามารถอยู่บนโลกใบนี้โดยมีกำไร และไม่ใช่ผลตอบแทนทางด้านสิ่งแวดล้อมแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีผลตอบแทนด้านสังคม และเป็นองค์กรที่เป็นที่ยอมรับด้วย สังเกตว่าบริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ต้องมีโครงการที่นำเสนอเรื่องของ ESG อย่างต่อเนื่อง เพราะแสดงว่ากำลังสร้างธุรกิจที่มีความ Sustainability ความยั่งยืนที่ไม่ได้แปลว่าองค์กรอยู่รอดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องทำให้โลก ประเทศชาติ อยู่รอดไปด้วย”

ท้ายนี้ ศ.ดร.วิเลิศ กล่าวว่า สำหรับ CBS ในฐานะสถาบันการศึกษา มุ่งสร้างผู้นำแห่งอนาคต และให้ความสำคัญกับประเด็นดังกล่าว ล่าสุด มีการแต่งตั้งรองคณบดีฝ่ายนวัตกรรมและความยั่งยืนขึ้นมา เพื่อให้มีคนทำงานในด้านนี้อย่างจริงจัง อีกทั้ง ยังมีโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นวิสาหกิจชุมชน ที่ให้นิสิต ทำบัญชีให้กับระบบชุมชน และมีโครงการสร้างธุรกิจร่วมกับชุมชน ให้ผู้ประกอบการสามารถมีกำไร ขณะเดียวกัน ก็ช่วยสังคมได้เช่นกัน และนี่คือ Chula business model ที่เราให้ความสำคัญและเป็นจุดเริ่ม ที่จะทำให้องค์กรต่างๆ เห็นความสำคัญของการสร้างความยั่งยืนได้อย่างชัดเจน

Source : กรุงเทพธุรกิจ