OR  ร่วม “โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” ตอบโจทย์นโยบายรัฐบาล ช่วยลดค่าครองชีพประชาชน

นายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR เข้าร่วมพิธีเปิด “โครงการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างภาครัฐ โดยกระทรวงพาณิชย์ และภาคเอกชนกว่า 130 ราย โดยมี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เป็นประธานในพิธี โดย OR ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจพลังงานและค้าปลีกชั้นนำของประเทศ ได้เข้าร่วมสนับสนุนโครงการด้วยการจัดพื้นที่จำหน่ายสินค้าบริเวณสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่เข้าร่วมโครงการ 1,000 สาขาทั่วประเทศ รวมถึงได้ลดค่าเช่าพื้นที่ห้องว่างในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ที่ OR เป็นเจ้าของ เพื่อสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการรายย่อยได้มีช่องทางจำหน่ายสินค้าเพิ่มเติม พร้อมทั้งจัดโปรโมชั่นพิเศษสำหรับสินค้าอุปโภคบริโภคในร้านค้าปลีกภายในสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น ไม่ว่าจะเป็นผลิตภัณฑ์จากโครงการไทยเด็ด ผลิตภัณฑ์หล่อลื่น และสินค้าในร้านคาเฟ่ อเมซอน เพื่อช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน โดยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 1365 Contact Center 

ทั้งนี้ OR มีความมุ่งมั่นที่จะใช้เครือข่ายสถานีบริการ พีทีที สเตชั่น และร้านค้าปลีกทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาลในการฟื้นฟูเศรษฐกิจและช่วยเหลือประชาชน โดยเชื่อมั่นว่าความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนครั้งนี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

Source : Energy News Center

การก้าวกระโดดของปัญญาประดิษฐ์ (AI) สร้างความตื่นตะลึงทั่วโลก แต่มาพร้อมกับความท้าทายด้านพลังงานที่น่ากังวล การใช้งาน AI อย่างแชตบอต ChatGPT เพียงครั้งเดียวสิ้นเปลืองพลังงานมหาศาลมากกว่า Google ถึง 10 เท่า! ยิ่งไปกว่านั้น แผนการสร้างดาต้าเซนเตอร์ขนาดใหญ่ของ OpenAI ซึ่งแต่ละแห่งกินพลังงานเทียบเท่าทั้งเมือง ยิ่งตอกย้ำความต้องการพลังงานมหาศาลของอุตสาหกรรมนี้ 

ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว โอกาสทางธุรกิจใหม่ได้ผุดขึ้นมา นั่นคือ “ระบบจัดเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่” (Battery Energy Storage SystemBESS) ซึ่งมีศักยภาพในการเติบโตและสร้างมูลค่าสูงถึงล้านล้านดอลลาร์ในอนาคต

อย่างที่ทราบกันว่า โลกกำลังเผชิญวิกฤติโลกร้อนขั้นรุนแรง ดังจะเห็นได้จากข่าวดอกไม้บานในแอนตาร์กติกาหรือแม้แต่มีต้นไม้สีเขียวขึ้นที่ทะเลทรายซาฮารา การหันมาใช้พลังงานสะอาด อาจเป็นทางรอดไม่ให้อุณหภูมิโลกสูงเกิน 2 องศาเซลเซียสในการเลี่ยงหายนะทางมนุษยชาติ

แต่ปัญหาคือ พลังงานสะอาดอย่างโซลาร์เซลล์และกังหันลมนั้นให้พลังงานไม่สม่ำเสมอ บางวันแดดน้อย บางครั้งก็ไม่มีลม ด้วยเหตุนี้ การมีระบบจัดเก็บพลังงานไฟฟ้าเหล่านี้ด้วยแบตเตอรี่ไว้ จึงเป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งคล้ายกับ “พาวเวอร์แบงก์ขนาดยักษ์” เก็บไฟฟ้าส่วนเกินในวันปกติ และจ่ายไฟออกมาในวันที่ไม่มีแดด ไม่มีลม เพื่อให้พลังงานไฟฟ้าที่ได้มีความต่อเนื่องและเพียงพอ

ศักยภาพโตถึงล้านล้านดอลล์! ‘แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน’ ธุรกิจดาวรุ่งต่อจาก AI– แบตเตอรี่กักเก็บพลังงาน (เครดิต: Shutterstock) –

องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่า กำลังการผลิตแบตเตอรี่เก็บพลังงานทั่วโลกจะต้องเพิ่มขึ้นจากน้อยกว่า 200 กิกะวัตต์ในปีที่ผ่านมา เป็นมากกว่า 1 เทระวัตต์ภายในสิ้นทศวรรษนี้ และต้องแตะเกือบ 5 เทระวัตต์ภายในปี 2050 หากโลกต้องการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ หรือพูดให้ง่ายคือ หากไม่ต้องการให้มนุษย์เสี่ยงสูญพันธุ์

นั่นหมายความว่า นี่จะเป็นแรงผลักดันความต้องการแบตเตอรี่เก็บพลังงานให้พุ่งทะยานได้ จนเป็นธุรกิจที่น่าจับตาอย่างยิ่ง นอกเหนือจากโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

Bain ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาธุรกิจชั้นนำของโลกได้คาดการณ์ว่า มูลค่าตลาดสำหรับระบบเก็บพลังงานระดับใหญ่ด้วยแบตเตอรี่ มีแนวโน้มขยายตัวจากประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2023 เป็นระหว่าง 200,000-700,000 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030 และแตะ 1-3 ล้านล้านดอลลาร์ภายในปี 2040

จีน ฮับแห่งแบตเตอรี่

ตามข้อมูลของ BloombergNEF ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ราคาแบตเตอรี่ลิเทียมได้ลดลงกว่า 40% ถือเป็นตัวเร่งให้ภาคอุตสาหกรรมหันมาใช้แบตเตอรี่ลิเทียมในระบบไฟฟ้ามากขึ้น

ไม่เพียงเท่านั้น การที่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าเริ่มชะลอตัวลง ผู้ผลิตแบตเตอรี่จึงหันมาให้ความสำคัญกับระบบเก็บไฟฟ้าด้วยแบตเตอรี่ ซึ่งมีเทคโนโลยีคล้ายกับแบตเตอรี่ในอีวี

สำหรับศูนย์กลางการผลิตแบตเตอรี่ของโลก คือ “จีน” เพราะเป็นที่ตั้งของ 4 ใน 5 ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดของโลกอย่าง CATL และ BYD

ภายในระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี สัดส่วนการผลิตแบตเตอรี่ของจีนที่นำไปใช้เก็บพลังงาน ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากเกือบศูนย์ในปี 2563 มาสู่ระดับประมาณ 1 ใน 5 ของการผลิตทั้งหมด แซงหน้าอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างเห็นได้ชัด การเติบโตที่รวดเร็วนี้ได้รับแรงขับเคลื่อนจากนโยบายส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดของรัฐบาลจีน ซึ่งกำหนดให้โครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมขนาดใหญ่ ต้องติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานควบคู่กันไป

บริษัทแบตเตอรี่ของจีนมีความก้าวหน้าทางนวัตกรรมอย่างมาก ตัวอย่างเช่น CATL เพิ่มการลงทุนในงานวิจัยและพัฒนาขึ้น 8 เท่าตั้งแต่ปี 2018 เป็น 2,500 ล้านดอลลาร์ในปีที่ผ่านมา

BYD ซึ่งลงทุนอย่างมากในหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ได้สร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่ในเมืองเหอเฝย์ของจีน ซึ่งเกือบจะเป็นระบบอัตโนมัติทั้งหมด แต่ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมนี้ก็กำลังเผชิญกับปัญหาการผลิตล้นเกิน

ตามข้อมูลของ BloombergNEF ปัจจุบันจีนผลิตแบตเตอรี่ลิเทียมได้เพียงพอที่จะตอบสนองความต้องการทั่วโลกทุกประเภท อุตสาหกรรมของจีนได้ประกาศแผนการเพิ่มกำลังการผลิตอีก 5.8 เทระวัตต์ต่อชั่วโมงภายในปี 2025 ซึ่งมากกว่าสองเท่าของกำลังการผลิตทั่วโลกปัจจุบันที่ 2.6 เทระวัตต์ต่อชั่วโมง

ในขณะเดียวกัน การผลิตล้นเกินนี้ก็ได้ทำให้ราคาแบตเตอรี่ลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบต่อบริษัทสตาร์ทอัพด้านแบตเตอรี่ในยุโรปหลายแห่ง โดยเฉพาะ Northvolt ของสวีเดน ซึ่งถูกมองว่าเป็นตัวแทนสำคัญในการแข่งขันกับบริษัทจีน

ปีที่แล้ว Northvolt ขาดทุนเพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 285 ล้านดอลลาร์เป็น 1,200 ล้านดอลลาร์ จนคาดว่าจะทำให้เกิดการควบรวมกิจการในอุตสาหกรรมมากขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับที่โรบิน เจิง (Robin Zeng) ซีอีโอของ CATL เคยคาดการณ์ไว้

แม้จะมีการแข่งขันที่รุนแรงในหมู่ผู้ผลิตแบตเตอรี่และอาจทำให้ผู้เล่นที่อ่อนแอกว่าออกจากอุตสาหกรรม อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้อาจเป็นประโยชน์ต่อตลาดโดยรวมในการผลักดันนวัตกรรม ทำให้มีราคาถูกลง และผู้คนเข้าถึงเทคโนโลยีการเก็บพลังงานได้ง่ายขึ้น

แบตเตอรี่โซเดียม-ไอออน เทคโนโลยีใหม่ที่น่าจับตา

ท่ามกลางการแข่งขันที่ดุเดือด ได้ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ อย่าง “แบตเตอรี่โซเดียม-ไอออน” เป็นหนึ่งในเทคโนโลยีที่น่าจับตามอง เพราะไม่ต้องพึ่งพาลิเทียมที่มีราคาแพง แม้จะมีพลังงานน้อยกว่าแบตเตอรี่ชนิดอื่น แต่ก็เหมาะกับอุปกรณ์ที่ต้องการพลังงานคงที่อย่างระบบเก็บพลังงาน

ศูนย์ข้อมูลเพื่อธุรกิจไทยในจีน ณ นครหนานหนิงรายงานว่า เมื่อเดือนพฤษภาคม 2567 นครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ได้เปิดใช้งาน “โรงกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่โซเดียมไอออนฝูหลิน” ซึ่งเป็นโรงกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่โซเดียมไอออนขนาดใหญ่แห่งแรกในประเทศจีน โดยสามารถกักเก็บพลังงานสะอาดเพื่อใช้ภาคครัวเรือน ตอนนี้เริ่มเปิดใช้งานเฟสแรกก่อน

เมื่อโครงการที่นครหนานหนิงนี้สร้างเสร็จสมบูรณ์ จะสามารถจ่ายกระแสไฟฟ้าได้ปีละ 73 ล้านกิโลวัตต์ต่อชั่วโมง ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้า 35,000 คน และช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 50,000 ตัน

ในฝั่งสหรัฐ Natron บริษัทสัญชาติอเมริกันที่ได้รับการสนับสนุนจากบริษัทน้ำมัน Chevron ได้ประกาศลงทุนมหาศาลกว่า 1,400 ล้านดอลลาร์เพื่อสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่โซเดียม-ไอออนแห่งใหม่ในรัฐนอร์ทแคโรไลนา สหรัฐ ซึ่งคาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2027

ขณะเดียวกัน แลนดอน มอสเบิร์ก (Landon Mossburg) ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Peak Energy สตาร์ทอัพด้านโซเดียม-ไอออน ก็ประกาศวิสัยทัศน์ที่จะทำให้บริษัทของเขาเป็น “CATL ของอเมริกา”

ทอม เจนเซน (Tom Jensen) ผู้บริหารสูงสุดของ Freyr Battery บริษัทพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่มองว่า กุญแจสำคัญในการแข่งขันของบริษัทแบตเตอรี่ในตะวันตกคือ การพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่ล้ำสมัย 

ปัจจุบันมีบริษัทสตาร์ทอัพหลายแห่งกำลังทดลองและพัฒนานวัตกรรมด้านแบตเตอรี่อย่างต่อเนื่อง หนึ่งในนั้นคือ EnerVenue ซึ่งกำลังเดินหน้าผลิต “แบตเตอรี่นิเกิล-ไฮโดรเจน” เพื่อจำหน่ายเชิงพาณิชย์ โดยได้รับการสนับสนุนจากการระดมทุนกว่า 400 ล้านดอลลาร์ บริษัทมีแผนจะสร้างโรงงานผลิตในรัฐเคนทักกี สหรัฐ เพื่อผลิตแบตเตอรี่ที่มีต้นทุนต่ำและสามารถกักเก็บพลังงานได้ยาวนาน

อ้างอิง: กรุงเทพธุรกิจกรุงเทพธุรกิจ(2)economistthaibiz
Source : กรุงเทพธุรกิจ

บริษัทผู้ผลิตรถไฟชั้นนำของจีน รายงานการเปิดตัวกังหันลมนอกชายฝั่งแบบลอยน้ำขนาดใหญ่ ที่ทรงพลังที่สุดในโลก เชื่อมั่นเป็นตัวกำหนดอนาคตด้านพลังงานลมของประเทศ

ซีอาร์อาร์ซี คอร์เปอเรชัน ลิมิเต็ด (CRRC) ผู้ผลิตรถไฟชั้นนำของจีน รายงานการเปิดตัวกังหันลมนอกชายฝั่งแบบลอยน้ำที่ทรงพลังมากที่สุดของโลก ซึ่งมีกำลังการผลิต 20 เมกะวัตต์ ออกจากสายการผลิตในอำเภอเซ่อหยาง เมืองเหยียนเฉิง มณฑลเจียงซูทางตะวันออกของจีน เมื่อวันพฤหัสบดี (10 ต.ค.) ที่ผ่านมา

กังหันลมนี้พัฒนาขึ้นเองโดยจีน มีจุดเด่นอยู่ที่กังหันลมขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 260 เมตร และพื้นที่กวาดใบพัด 53,100 ตารางเมตร ซึ่งคิดเป็นขนาดเท่าสนามฟุตบอลมาตรฐานราว 7 สนาม โดยกังหันลมนี้ผลิตไฟฟ้าได้ 62 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี เพียงพอต่อการใช้งานของ 37,000 ครัวเรือน ประหยัดถ่านหิน 25,000 ตัน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 62,000 ตัน

จีนเปิดตัว \'กังหันลมลอยน้ำ\' ที่ทรงพลังที่สุดในโลก

รายงานระบุว่ากังหันลมนี้ใช้แท่นลอยน้ำและระบบทุ่นจอดแบบกึ่งจม พร้อมเทคโนโลยีควบคุมและตรวจจับอัจฉริยะ ช่วยให้เกิดการผลิตพลังงานลมในน่านน้ำลึกได้อย่างต่อเนื่อง ขณะเดียวกันสามารถปรับแต่งกังหันลมนี้เพื่อการใช้งานในน่านน้ำลึกระดับต่างๆ จึงถือเป็นตัวเลือกที่มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นในการผลิตพลังงานลมในทะเลลึก

หวังเตี้ยน รองผู้จัดการทั่วไปของบริษัท ซีอาร์อาร์ซี ฉีหาง นิวเอ็นเนอร์จี เทคโนโลยี จำกัด เสริมว่ากังหันลมนอกชายฝั่งแบบลอยน้ำนี้เป็นเทคโนโลยีสำคัญที่จะกำหนดอนาคตของการพัฒนาพลังงานลม

ทั้งนี้ รัฐบาลจีนพยายามเพิ่มสัดส่วนของไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงที่ไม่ใช่ฟอสซิลในโครงสร้างพลังงานของประเทศ โดยกำลังการผลิตพลังงานหมุนเวียนของจีนสูงเกินกำลังการผลิตพลังงานความร้อนเป็นครั้งแรกในปี 2023 คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของกำลังการผลิตติดตั้งพลังงานของประเทศ

Source : Spring News

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้” กำลังเผชิญกับความท้าทายด้าน “ความมั่นคงทางพลังงาน” มากขึ้น เนื่องจากในภูมิภาคเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติได้น้อยลง และจำเป็นต้องพึ่งการนำเข้ามากขึ้นเรื่อย ๆ เพื่อรับมือกับปัญหานี้ จำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านสู่ “พลังงานสะอาด” และจำเป็นต้องลงทุนในการกักเก็บพลังงานด้วย “แบตเตอรี่” 

การสร้างความมั่นคงทางพลังงานกำลังกลายเป็นประเด็นสำคัญในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่าย แม้ว่าภูมิภาคนี้กำลังเดินหน้าสู่อนาคตของพลังงานสะอาด แต่ขณะเดียวกันเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความต้องการพลังงานที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจต้องทำให้พึ่งพาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

ก๊าซธรรมชาติ” เป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตไฟฟ้าของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในปี 2023 ก๊าซธรรมชาติคิดเป็นประมาณ 30% ของไฟฟ้าที่ผลิตได้ทั้งหมด ซึ่งคิดเป็นอันดับสองของแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่ใหญ่เป็นอันดับสองในภูมิภาค รองจากถ่านหิน แต่การผลิตก๊าซในท้องถิ่นลดลงต่อเนื่องตั้งแต่กลางยุค 2010 ทำให้หลายประเทศในภูมิภาคนำเข้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น

หากแนวโน้มปัจจุบันยังคงดำเนินต่อไป เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นผู้นำเข้าก๊าซธรรมชาติสุทธิโดยเร็วที่สุดในปี 2025 และภายในปี 2045 การนำเข้าอาจเพิ่มขึ้นถึง 93% ซึ่งถือเป็นความเสี่ยงสำคัญต่อความมั่นคงด้านพลังงาน

การกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่สามารถเป็นแนวทางป้องกันความเสี่ยงด้านก๊าซในอนาคตของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ เนื่องจากสามารถใช้สนับสนุนและตอบสนอง เพื่อสร้างสมดุลให้กับเครือข่ายที่เชื่อมต่อกันสำหรับการจ่ายไฟฟ้า

“อาเซียน” ตั้งเป้าเป็นศูนย์กลางการผลิต “แบตเตอรี่”

เมื่อการผลิตพลังงานหมุนเวียนผันผวน ไม่ว่าจะเกินหรือต่ำกว่าความต้องการไฟฟ้า การกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ก็จะสามารถลดการพึ่งพาก๊าซนำเข้าของภูมิภาคนี้ ทั้งสำหรับพลังงานพื้นฐานและความยืดหยุ่นได้ อีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อความผันผวนของตลาดพลังงานโลกได้ ทำให้ความเป็นอิสระและความมั่นคงด้านพลังงานดีขึ้น

คำประกาศของผู้นำอาเซียนในเดือนพฤษภาคม 2023 แสดงให้เห็นถึงความพยายามร่วมกันในการส่งเสริมให้ภูมิภาคนี้เป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก โดยภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีแร่ธาตุที่สำคัญของแบตเตอรี่ เช่น นิกเกิล โคบอลต์ และแมงกานีสที่มีอยู่มากมาย สามารถดึงดูดอุตสาหกรรมมาลงทุนในภูมิภาคได้ ในขณะเดียวกันเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ได้กลายเป็น “เขตกันชน” ของยักษ์ใหญ่ในวงการรถไฟฟ้า

บริษัทใหญ่จากเกาหลี ญี่ปุ่น และสหรัฐกำลังย้ายห่วงโซ่อุปทานของตนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อลดการพึ่งพาจีน ในขณะเดียวกันก็แสวงหากำไรจากต้นทุนแรงงานและการผลิตที่มีการแข่งขันกันในภูมิภาค ขณะที่บริษัทจีนกำลังย้ายซัพพลายเชนของตนไปยังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เช่นกัน  ซึ่งช่วยให้จีนสามารถลดความเสี่ยงภาษีการค้าสหรัฐได้ 

ปัจจุบันจีนได้เข้ามาลงทุนด้านพลังงานแสงอาทิตย์ในไทย กัมพูชา มาเลเซีย และเวียดนาม เป็นจำนวนมากในปี 2023 ขณะเดียวกันก็นำเข้าแผงโซลาเซลล์จากสหรัฐมากกว่า 75% นอกจากนี้ ทั้งสหรัฐและจีนยังลงทุนในประเทศผู้ผลิตแร่ธาตุที่สำคัญ ทั้งในอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ซึ่งเป็นผู้ผลิตนิกเกิลรายใหญ่ที่สุดของโลก

สหรัฐกำลังพยายามแย่งชิงอำนาจของจีนในตลาดการแปรรูปนิกเกิลที่อินโดนีเซีย โดยเสนอทางเลือกการลงทุนต่าง ๆ ตั้งแต่ข้อตกลงการค้าเสรีแร่ธาตุที่สำคัญในวงจำกัด  ไปจนถึงการเข้าร่วมกลุ่มหุ้นส่วนความมั่นคงทางแร่ (MSP) ซึ่งเป็นกรอบการทำงานที่มุ่งพัฒนาซัพพลายเชนแร่ธาตุที่สำคัญระหว่างสหรัฐและพันธมิตร

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้อาจกลายเป็นตลาดที่น่าดึงดูดสำหรับผลิตภัณฑ์พลังงานสะอาดได้ หากจีนไม่สามารถบุกตลาดสหรัฐและจีนได้ เนื่องจากกำแพงภาษีศุลกากร อีกทั้งภาครัฐในภูมิภาคนี้ยังสร้างแรงจูงใจต่าง ๆ เพื่อช่วยเสริมศักยภาพของตลาดในภูมิภาค เช่น อินโดนีเซียและไทยได้นำการยกเว้นภาษีอากรและนิติบุคคลนำเข้ามาใช้กับรถ EV ทำให้บริษัทรถไฟฟ้าสามารถเข้ามาทำส่วนแบ่งการตลาดในภูมิภาคได้

นโยบายแบตเตอรี่แต่ละประเทศ

จากการประชุมเทคโนโลยีแบตเตอรี่อาเซียน ครั้งที่ 2 (ABTC) ซึ่งเป็นความร่วมมือของกลุ่มประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้และวิสัยทัศน์ในการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ ทำให้เห็นถึงความท้าทายและนโยบายของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเกี่ยวกับการลงทุนด้านแบตเตอรี่

เพื่อเพิ่มโอกาสการลงทุน และเปลี่ยนผ่านเข้าสู่พลังงานสีเขียวได้เร็วขึ้น ประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องแสดงให้ว่า สามารถเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่เป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์โดยปราศจากการครอบงำของมหาอำนาจ และมองหากการลงทุนจากนานาประเทศเพื่อหลีกเลี่ยงการพึ่งพานักลงทุนรายใดรายหนึ่งมากเกินไป อย่างเช่น อินโดนีเซียที่กำลังพยายามลดอำนาจของจีนในภาคการขุดและแปรรูปแร่ธาตุหายาก โดยร่วมมือกับประเทศอื่น เช่น เกาหลี

ความท้าทายอีกอย่างคือ เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องสร้างประโยชน์จากกระแสการลงทุนจากต่างประเทศ ให้มีมูลค่าในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านศักยภาพทางเทคโนโลยีในประเทศ ดังนั้นการสนับสนุนให้บริษัทต่าง ๆ ย้ายฐานการผลิตในภูมิภาคในระยะยาว จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของกลยุทธ์ภูมิรัฐศาสตร์ของประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

บริษัทผลิตยานยนต์ Proton ของมาเลเซียร่วมมือกับ Geely Auto ของจีน ทำให้ Geely Auto เข้าถึงตลาดในภูมิภาคได้ และให้บริษัทของจีนปรับปรุงผลิตภัณฑ์ด้วยเทคโนโลยีใหม่

ส่วนอินโดนีเซียได้ย้ำถึงความมุ่งมั่นต่อการห้ามส่งออกนิกเกิลเพื่อกระตุ้นการลงทุนขั้นปลาย เช่น ในสินค้าตัวกลางนิกเกิลและการผลิตแบตเตอรี่ โดยมีมุมมองที่จะเป็นเจ้าของซัพพลายเชนการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าแบบองค์รวม

ขณะที่ฟิลิปปินส์กำลังมุ่งไปที่การสนับสนุนซัพพลายเชนทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การผลิตเซลล์แบตเตอรี่และส่วนประกอบต่าง ๆ ไปจนถึงการประกอบและรีไซเคิลแบตเตอรี่ ดังนั้นประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จำเป็นต้องใช้ประโยชน์จากความได้เปรียบของภูมิภาคและขยายไปยังอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องอื่น ๆ แต่ก็ต้องระวังการลงทุนที่ไม่เป็นธรรมที่อาจเกิดขึ้นได้


ที่มา: East Asia ForumIISS
Source : กรุงเทพธุรกิจ

กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เตรียมกันเงิน 140 ล้านบาท เริ่มทยอยจ่ายหนี้เงินต้นก้อนแรกให้แบงค์ ตั้งแต่ พ.ย. 2567 ชี้หนี้เงินต้นจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนยอดจ่ายสูงสุดไปอยู่ในเดือน ต.ค. 2568 จำนวน 3,000 ล้านบาท ก่อนจะค่อยๆ ลดลง เหตุกองทุนฯ ทยอยกู้ยืมเงินพยุงราคาดีเซลตั้งแต่ปี 2565 รวมยอดกู้ยืมทั้งสิ้น 105,333 ล้านบาท คาดใช้หนี้หมดในปี 2571 ส่งผลกระทบให้ผู้ใช้ดีเซลต้องเร่งจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ และหากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงอาจจำเป็นต้องขยับราคาดีเซลขึ้นบ้าง   

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2567 ที่จะถึงนี้ จะครบกำหนดที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องเริ่มทยอยชำระหนี้เงินต้นที่กู้ยืมมาจากสถาบันการเงิน รวมทั้งสิ้น 105,333 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2565-2566 ส่วนดอกเบี้ยก็ได้เริ่มจ่ายมาตั้งแต่กู้ยืมเงินครั้งแรกและจ่ายเป็นประจำ จำนวน 250 ล้านบาททุกเดือน

สำหรับยอดหนี้เงินต้นจะทยอยสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามวงเงินที่ทยอยกู้ยืมในแต่ละครั้ง โดยในเดือน พ.ย. 2567 ต้องเริ่มจ่ายหนี้เงินต้น 140 ล้านบาท และ เดือน ธ.ค. อยู่ที่ 278 ล้านบาท ส่วนปี 2568 ก็จะยังคงจ่ายสูงขึ้นอีก โดยเริ่มต้นเดือน ม.ค. จำนวน 800 ล้านบาท และทยอยสูงขึ้นไปถึงเดือน พ.ค. ที่ 1,400 ล้านบาท โดยยอดจะพุ่งสูงสุดในเดือน ต.ค. 2568 ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท และจากนั้นจะทยอยลดลงเรื่อยๆ  ซึ่งคาดว่าการชำระหนี้เงินต้นจะไปสิ้นสุดในปี 2571

ดังนั้นภารกิจสำคัญที่กองทุนฯ จะต้องเตรียมไว้สำหรับการชำระหนี้เงินต้นดังกล่าว ก็คือ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) จะต้องเร่งเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันดีเซลส่งเข้ากองทุนฯ เพื่อให้กองทุนฯ มีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง เพียงพอที่จะใช้ดูแลราคาน้ำมันและ LPG ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน และมีเงินเพียงพอจ่ายหนี้เงินต้นก้อนนี้ด้วย

ทั้งนี้จะส่งผลให้กองทุนฯ ไม่สามารถกลับไปชดเชยราคาดีเซลได้อีก ยกเว้นกรณีเกิดวิกฤติราคาพลังงานที่รุนแรง ซึ่งหากราคาน้ำมันโลกขยับสูงขึ้นในช่วงนี้ กองทุนฯ จะลดการเก็บเงินผู้ใช้ดีเซลเพื่อส่งเข้ากองทุนฯ ลง จนอาจเก็บเข้าต่ำสุดเหลือเพียง 50 สตางค์ต่อลิตร (ปัจจุบันเก็บอยู่ 1.66 บาทต่อลิตร) แต่หากราคายังขยับสูงขึ้นไปอีก กบน. อาจจำเป็นต้องขยับขึ้นราคาดีเซล แทนการนำเงินกองทุนฯ ไปชดเชยราคาดีเซล

อย่างไรก็ตามวันที่ 31 ต.ค. 2567 นี้ จะสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร โดยปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร ดังนั้น กบน. เตรียมจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาทบทวนราคาดีเซลอีกครั้งก่อนสิ้นสุดมาตรการดังกล่าวต่อไป

ทั้งนี้ กบน. ยังเฝ้าติดตามสถานการณ์การสู้รบในต่างประเทศที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก ซึ่ง กบน. เชื่อว่ายังดูแลราคาดีเซลในประเทศไทยได้ แต่เป็นห่วงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) โลก เนื่องจากในช่วงปลายปีจะเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้หลายประเทศมีความต้องการ LPG จำนวนมากและราคาจะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งหากกองทุนฯ ต้องชดเชยราคา LPG สูง จะส่งผลกระทบต่อฐานะกองทุนฯ ได้  

โดยปัจจุบันกองทุนฯ ยังมีเงินไหลเข้าจากผู้ผลิต LPG  5.94 ล้านบาทต่อวัน และเงินไหลเข้าจากผู้ใช้น้ำมัน 331 ล้านบาทต่อวัน รวมมีเงินไหลเข้ากองทุนฯ ประมาณ 337 ล้านบาทต่อวัน หรือ 10,110 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเพียงพอดูแลเสถียรภาพราคาดีเซลและ LPG  รวมทั้งสามารถเก็บไว้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยให้สถาบันการเงินได้ แต่หากราคา LPG โลกขยับขึ้นแรงในช่วงปลายปี 2567 นี้ กบน. ก็จะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมกับกองทุนฯ ต่อไป แต่ยืนยันว่าราคา LPG จะยังคงจำหน่ายที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ไปจนถึง 31 ธ.ค. 2567 นี้ ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)

สำหรับสถานะเงินกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุด ณ วันที่ 8 ต.ค. 2567 เงินกองทุนฯ ติดลบรวม -96,818 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีน้ำมันติดลบรวม -49,378 ล้านบาท และมาจากบัญชี LPG ติดลบรวม -47,440 ล้านบาท

Source : Energy News Center