กบง. ปรับสูตรดีเซล หลังราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ปรับตัวสูงขึ้นมากจนกระทบต้นทุนไบโอดีเซล โดยกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาและน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 เพื่อช่วยเหลือประชาชน ป้องกันราคาพุ่ง เริ่ม 21 พฤศจิกายน นี้

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อพิจารณาแนวทางการกำหนดสัดส่วนของน้ำมันไบโอดีเซล B100 ในช่วงที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) พุ่งสูงขึ้นมาก โดยภายหลังจากการประชุม นายพีระพันธุ์ฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคา CPO ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาไบโอดีเซลอยู่ที่ประมาณ 48 บาทต่อลิตร หรือ 2 เท่าของราคาเนื้อน้ำมัน ทำให้ต้นทุนน้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลที่ขายให้ประชาชนมีราคาสูงขึ้น ดังนั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและเพื่อให้การจัดการราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ประชุม กบง. จึงมีมติเห็นชอบการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลดังนี้ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 และไม่สูงกว่าร้อยละ 7 โดยปริมาตร และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19 และไม่สูงกว่าร้อยละ 20 โดยปริมาตร ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์แต่อย่างใด

ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป จนกว่า กบง. จะมีมติเปลี่ยนแปลง โดยมอบหมายให้ กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ออกประกาศ ธพ. เรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. 2567 ให้สอดคล้องกับการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล และ มอบหมายให้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) นำเสนอการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล ต่อคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เพื่อทราบต่อไป

Source : Energy News Center

Toyota และ Suzuki ร่วมพัฒนาและผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) รุ่นแรกในอินเดีย ถือเป็นสัญญาณที่ชัดเจนถึงความมุ่งมั่นของ Toyota ในการเร่งขยายตลาด EV ทั่วโลก แม้ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าของ Toyota ในปัจจุบันยังอยู่ในระดับต่ำ แต่นี่เป็นกลยุทธ์ที่น่าสนใจ

Toyota ร่วมมือกับ Suzuki ซึ่งเป็นผู้เล่นหลักในตลาดรถยนต์อินเดีย ช่วยให้โตโยต้าเข้าถึงฐานลูกค้าและเครือข่ายการผลิตในตลาดที่มีศักยภาพสูง นอกจากนี้ การผนึกกำลังกับ Daihatsu ในการพัฒนาแพลตฟอร์มร่วมกัน ยังสามารถช่วยลดต้นทุนการผลิตและเพิ่มประสิทธิภาพในการพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าได้ดีขึ้น

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

การเลือกประเทศอินเดียเป็นฐานการผลิตรถ EV รุ่นแรกของ Suzuki เน้นย้ำถึงความสำคัญของตลาดอินเดียที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว Toyota มองเห็นโอกาสในการใช้ประโยชน์จากฐานการผลิตที่มีต้นทุนต่ำในอินเดีย เพื่อส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าไปยังตลาดอื่นๆ ในอนาคต

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

การเข้าสู่ตลาด EV ของ Toyota จะยิ่งเพิ่มความเข้มข้นในการแข่งขัน โดยเฉพาะในอินเดีย ผู้ผลิตรายอื่นๆ เช่น Tata Motors และ Hyundai ต่างก็มีแผนที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆเช่นกัน Toyota จำเป็นต้องนำเสนอรถยนต์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพสูง, ราคาที่แข่งขันได้และเทคโนโลยีที่ล้ำสมัย เพื่อช่วงชิงส่วนแบ่งตลาด

ซึ่งอย่างไรก็ตาม ตลาด EV ในอินเดียยังคงเผชิญกับความท้าทาย เช่น โครงสร้างพื้นฐานการชาร์จไฟฟ้าที่ยังไม่ครอบคลุม และราคาจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังสูง Toyota จำเป็นต้องร่วมมือกับภาครัฐและภาคเอกชนในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน และสร้างความมั่นใจให้กับผู้บริโภคในเรื่องประสิทธิภาพและความคุ้มค่าของรถยนต์ไฟฟ้า

CREDIT : CarTrade
CREDIT : CarTrade

Toyota ตั้งเป้าหมายที่จะเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้า 10 รุ่นภายในปี 2026 การร่วมมือกับ Suzuki เป็นเพียงจุดเริ่มต้น Toyota จะเดินหน้าพัฒนาและเปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ๆ ครอบคลุมหลากหลายเซ็กเมนต์ เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย

ปัจจุบันโตโยต้ามียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าที่ใช้แบตเตอรี่ทั่วโลกมากกว่า 108,000 คันในช่วง 9 เดือนแรกของปี คิดเป็น 1.5% ของยอดขายทั่วโลก ซึ่งรวมถึงยอดขายของแบรนด์ Lexus ด้วย

Toyota ให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่ เพื่อเพิ่มระยะทางวิ่ง ลดเวลาในการชาร์จ และยืดอายุการใช้งาน การวิจัยและพัฒนาแบตเตอรี่แบบโซลิดสเตต เป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ Toyota ในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

การร่วมมือระหว่าง Toyota และ Suzuki ในการผลิตรถยนต์ไฟฟ้าในอินเดีย เป็นก้าวสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ของ Toyota ในการเป็นผู้นำด้าน EV การผนึกกำลังกับพันธมิตร การลงทุนในเทคโนโลยี และการโฟกัสตลาดที่มีศักยภาพ จะเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ Toyota บรรลุเป้าหมายในการเป็นผู้นำตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต

ที่มา : REUTERS
Source : Spring News

จุฬาฯ จับมือกรม Climate Change และเครือข่ายพันธมิตรภาคเอกชน เปิดตัวหลักสูตร “TOP Green” หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงด้าน Sustainability

ปัจจุบันโลกของเราอยู่ในสภาวะ “โลกเดือด” หรือ Global Boiling การที่ประเทศไทยจะเติบโตอย่างยั่งยืนภายใต้ Green Transition เพื่อให้ไปถึงเป้าหมายการเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065  ประเทศไทยยังต้องการผู้นำที่มีความเข้าใจในด้านความยั่งยืนและสามารถสร้างความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนเพื่อแก้ปัญหาอย่างตอบโจทย์ทุกภาคส่วน การมีหลักสูตรสำหรับผู้บริหารระดับสูงเพื่อสร้างเครือข่ายผู้นำด้านความยั่งยืนให้กับประเทศจึงเป็นโจทย์ที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทย และสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ UN Global Compact Network Thailand จัดงานแถลงข่าวเปิดตัวหลักสูตร “TOP Green Executive Program” 

โดยมี ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร อธิการบดีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ,นารีรัตน์ พันธ์มณี ผู้แทนอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ,อมรเทพ ทวีพานิชย์ ผู้แทนประธานหอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย ,อดุล ขาวละออ รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ ดร.ธนัยพร กฤชิติธำรง Executive Director, UN Global Compact Network Thailand เข้าร่วมแถลงข่าว

Sustainable Growth เป็นโจทย์ใหญ่ของประเทศ

จุฬาฯ โดยสถาบันวิจัยสิ่งแวดล้อมเพื่อความยั่งยืน คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี CU Envi Enterprise และ Degree Plus ร่วมกับกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม หอการค้าไทยและสภาหอการค้าไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ UN Global Compact Network Thailand พัฒนาหลักสูตรอบรม “TOP Green” หลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มองไกลกว่าความยั่งยืน

“ศ.ดร.วิเลิศ ภูริวัชร” อธิการบดีจุฬาฯ กล่าวว่า สำหรับจุฬาฯ เรื่อง Sustainability ไม่ใช่เรื่องใหม่ หลายเรื่องเริ่มจากในมหาวิทยาลัย เช่น ปัจจุบันการสร้างหรือปรับปรุงอาคาร จุฬาฯ ให้ความสำคัญกับ Green Building Design Standards หรือโครงการ Chula Zero Waste สามารถลดการใช้ถุงพลาสติกในจุฬาฯ ลงได้ถึงกว่าร้อยละ 90 เมื่อมองในภาพใหญ่ของประเทศ

จุฬาฯ ตระหนักดีว่ามีความท้าทายอีกมากในการสร้าง Sustainable Growth มีโจทย์ใหญ่ทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม จุฬาฯ มีความยินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับเกียรติจากทั้ง 5 องค์กรพันธมิตรชั้นนำที่มาเป็นเจ้าภาพร่วมในหลักสูตร TOP Green เพื่อสร้างเครือข่ายผู้นำอย่างยั่งยืนให้กับประเทศต่อไป

จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร \'TOP Green\' ปั้นผู้บริหารระดับสูงด้าน Sustainability

หลักสูตร TOP Green สร้างเครือข่ายผู้นำอย่างยั่งยืน

“ศ.ดร.วิเลิศ” กล่าวเสริมว่า ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นเรื่องของทุกองค์กร ผู้นำแต่ละองค์กรต้องร่วมกันสร้างพลังและเรียนรู้ไปด้วยกัน หลักสูตรนี้จึงเป็นศูนย์รวมของผู้บริหารระดับสูงที่มาเรียนรู้จากวิทยากรชั้นนำ โดยไม่ได้มุ่งที่ความยั่งยืนในระยะสั้น แต่เป็นการวางแผนกลยุทธ์ในระยะยาว สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจุฬาฯ ในการพัฒนาสังคมระยะยาวอย่างยั่งยืน

เมื่อมีปัญหาทางด้านสภาพแวดล้อม จุฬาฯ มีบทบาทในการให้คำตอบ จึงขอเชิญชวนผู้นำองค์กรเข้าร่วมโครงการอบรมหลักสูตรนี้ซึ่งมีความพิเศษคือเป็นหลักสูตรแรกและหลักสูตรเดียวที่รวมพลังผู้นำที่สร้างผลกระทบทางด้านความยั่งยืนให้ประเทศไทยในวงกว้าง โดยได้รับความร่วมมือจาก 5 พันธมิตรที่ร่วมกันสร้างหลักสูตรนี้ขึ้นเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในองค์กรและสังคมสู่ความยั่งยืน

จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร \'TOP Green\' ปั้นผู้บริหารระดับสูงด้าน Sustainability

“ศ.ดร.พิสุทธิ์ เพียรมนกุล” ประธานอำนวยการหลักสูตร กล่าวว่า การออกแบบหลักสูตรร่วมกับพันธมิตรจากทั้งภาครัฐและภาคเอกชนทำให้สามารถออกแบบหลักสูตรได้ตอบโจทย์ทุกภาคส่วน ทำให้หลักสูตร TOP Green เป็นหลักสูตรผู้บริหารระดับสูงสำหรับผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มองไกลกว่าความยั่งยืนอย่างแท้จริง เหมาะสำหรับเจ้าของกิจการ กรรมการและผู้บริหารระดับ C-Level ของธุรกิจ และผู้บริหารระดับสูงของภาครัฐที่ขับเคลื่อนนโยบายของประเทศหรือกำกับดูแลด้านที่เกี่ยวข้อง

จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร \'TOP Green\' ปั้นผู้บริหารระดับสูงด้าน Sustainability

“นารีรัตน์ พันธุ์มณี” ผู้แทนจากกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นหนึ่งในผู้นำสำคัญด้านการเปลี่ยนแปลงเพื่อความยั่งยืน ทางกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมให้ความสำคัญกับการวางแผนควบคุมและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อวางแนวทางการจัดการปัญหาอย่างเป็นระบบ และเผยแพร่ความรู้สู่สาธารณชนให้เข้าใจถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่กำลังเผชิญอยู่ หลักสูตรนี้จะช่วยถ่ายทอดความรู้สู่มิติต่างๆ ของสังคมให้มีความเข้าใจและมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร \'TOP Green\' ปั้นผู้บริหารระดับสูงด้าน Sustainability

“อมรเทพ ทวีพาณิชย์” ผู้แทนจากหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ให้ความเห็นว่า ในภาคการค้า การบริการ และการท่องเที่ยว พร้อมที่จะปรับตัว โดยมีคีย์เวิร์ด 3 คำที่ให้ความสำคัญ คือ การเชื่อมโยง (Connect) ความสามารถในการแข่งขัน (Competitive) และความยั่งยืน (Sustainable) หากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน และสถาบันการศึกษาร่วมมือกันเป็น Ecosystem ที่แข็งแกร่ง จะสามารถทำให้ประสบความสำเร็จในระยะยาว

จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร \'TOP Green\' ปั้นผู้บริหารระดับสูงด้าน Sustainability

“อดุล ขาวละออ” รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยยังเผชิญกับความท้าทายในการปรับตัว ดังนั้นสภาอุตสาหกรรมจึงได้จัดตั้งสถาบันการเปลี่ยนแปลงทางภูมิอากาศขึ้นเพื่อสนับสนุนการพัฒนาประเทศ โดยการขับเคลื่อนด้วยแนวคิด 4 Go ซึ่งประกอบไปด้วย การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (Go Digital) นวัตกรรม (Go Innovation) ความเป็นสากล (Go Global) และการพัฒนาที่ยั่งยืน (Go Green) เพื่อให้เราก้าวไปในทิศทางที่มั่นคงและมีความก้าวหน้า

จุฬาฯ เปิดตัวหลักสูตร \'TOP Green\' ปั้นผู้บริหารระดับสูงด้าน Sustainability

“ดร.ธันยพร กริชติทายาวุธ” Executive Director ของ UN Global Compact Network Thailand กล่าวว่า เราคาดหวังให้วงการวิชาการและภาคธุรกิจทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ผสมผสานแนวคิดจากหลากหลายศาสตร์มาร่วมเป็นหลักสูตรเดียวที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกล เพื่อให้สามารถมองภาพรวมในระยะยาวได้ ธุรกิจแบบใดที่จะสามารถตอบโจทย์และอยู่รอดได้ในอนาคตนั้นเป็นคำถามสำคัญที่จะได้รับคำตอบจากหลักสูตรนี้

Source : กรุงเทพธุรกิจ

โครงการส่งเสริมการผลิตก๊าซชีวภาพ(Biogas) ในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ที่ช่วยให้คนในชุมชนได้ใช้ก๊าซชีวภาพทดแทนก๊าซหุงต้ม (LPG)

อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาระบบ Biogas Network มีปัญหาเรื่องประสิทธิภาพการกรองก๊าซชีวภาพ โดยเฉพาะก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ซึ่งส่งผลให้ภาชนะหุงต้มผุพัง รวมถึงอุปกรณ์ภายในบ้านที่เป็นโลหะต่าง ๆ เสียหาย

อีกทั้งยังมีปัญหาแรงดันก๊าซเบา เนื่องจากไม่มีสถานีเพิ่มแรงดันทำให้ก๊าซไปไม่ถึงปลายท่อ จึงได้ร่วมมือกับบริษัท ซีเนอร์จี้ โซลูชั่นส์ จากสหรัฐ ได้มอบเทคโนโลยีพร้อมอุปกรณ์ในการบรรจุแก๊สลงถังโดยใช้เทคโนโลยีการดูดซับก๊าซ หรือ ANG ในการอัดเก็บก๊าซชีวภาพที่ได้มาจากฟาร์มสุกรของหมู่บ้าน และมีระบบการกรองและกำจัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ หรือก๊าซไข่เน่า (H2S) และความชื้นที่มากับก๊าซชีวภาพ ทำให้ก๊าซชีวภาพที่ได้สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในครัวเรือนได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

ปัจจุบันมีการอัดใส่ถังก๊าซความจุ 47.5 ลิตร โดยถังที่อัดด้วยความดัน 20 บาร์ สามารถใช้ทำอาหารได้ประมาณ 5-7 วัน ในราคาถังละ 70 บาท และถังก๊าซที่อัดด้วยความดัน 40 บาร์ สามารถใช้ทำอาหารได้ประมาณ 10-15 วัน ในราคาถังละ 130 บาท ปัจจุบันสถานีอัดก๊าซ มีจำนวน 1 สถานีที่บ้านทุ่งยาว ครอบคลุมการใช้งานประมาณ 70 ครัวเรือน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ผู้บริหารกลุ่ม ปตท. นำโดย ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (กลาง) ลงนามความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม กลุ่ม ปตท. อาทิ การดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) ผลักดันโมเดลการพัฒนา Eastern Thailand CCS Hub ยกระดับความร่วมมือการพัฒนาพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ การทำธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ร่วมกันในกลุ่ม ปตท. และศึกษาการเพิ่มมูลค่าวัสดุคาร์บอน

นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. จะแบ่งปันประสบการณ์ด้านการลงทุนและแสวงหาความร่วมมือเพื่อต่อยอดธุรกิจนวัตกรรมใหม่ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและพัฒนา อาทิ ทรัพย์สินทางปัญญา และผลิตภัณฑ์ภายใต้บัญชีนวัตกรรม มุ่งวางรากฐานและขับเคลื่อนนวัตกรรมกลุ่ม ปตท. และประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมี ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) นายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) นางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และนายสวรา แขวงโสภา กรรมการ บริษัท เอ็กซ์เพรสโซ เอ็นบี จำกัด ร่วมในพิธีลงนาม

Source : Energy News Center