ในขณะที่การแก้ปัญหาสิ่งแววดล้อมกำลังได้รับความสนใจ แต่ปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลซึ่งก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกกลับยังคงเพิ่มสูงขึ้นในหลายประเทศทั่วโลกอย่างน่าแปลกใจ ล่าสุดในการประชุม COP29 จึงมีการเปิดรายชื่อเมืองที่มีมลพิษมากที่สุด หวังทุกฝ่ายเร่งแก้ไข

รายงานจากการประชุมว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ COP29 ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2565 ถึง 2566 จีน อินเดีย อิหร่าน อินโดนีเซีย และรัสเซีย คือประเทศที่พบการปล่อยมลพิษเพิ่มขึ้นสูงที่สุด ขณะที่เวเนซุเอลา ญี่ปุ่น เยอรมนี สหราชอาณาจักร และสหรัฐอเมริกา มีระดับมลพิษลดลงมากที่สุด

เมืองที่มีการปล่อยมลพิษมากที่สุดตามข้อมูลการสังเกตและประเมินโดยปัญญาประดิษฐ์ คือนครเซี่ยงไฮ้ของจีน ส่วนอีกหลายเมืองในเอเชียและสหรัฐอเมริกาก็ถูกระบุว่ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในระดับที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเช่นกัน

โดยเซี่ยงไฮ้มีก๊าซเรือนกระจก 256 ล้านตัน ซึ่งสูงที่สุดในบรรดาเมืองทั้งหมด และสูงกว่าตัวเลขของโคลอมเบียหรือนอร์เวย์ทั้งประเทศรวมกัน ส่วนกรุงโตเกียวของญี่ปุ่นมีก๊าซเรือนกระจก 250 ล้านตัน นิวยอร์กซิตี้มีก๊าซเรือนกระจก 160 ล้านตัน และกรุงโซลของเกาหลีใต้ มีก๊าซเรือนกระจก 142 ล้านตัน

ประเด็นดังกล่าวสร้างความไม่พอใจให้กับบรรดานักเคลื่อนไหวด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งมองว่านานาชาติยังไร้ความสามารถที่จะปราบปรามการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลที่ทำให้โลกร้อน รวมถึงการควบคุมบริษัทหรืออุตสาหกรรมต่างๆ ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วย

COP29 เปิดรายชื่อ \'เมืองที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก\'

นอกจากนี้ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า จีนได้กลายเป็นจุดร้อนของก๊าซเรือนกระจกของโลก เมื่อตรวจสอบรายชื่อเมืองที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่า 1 พันล้านตัน พบว่ามีมากถึง 7 เมืองที่อยู่ในประเทศจีน 

ชุดข้อมูลนี้ได้รับการดูแลโดยนักวิทยาศาสตร์และนักวิเคราะห์จากทั่วโลก ซึ่งประเมินด้วยการพิจารณาถึงมลพิษแบบดั้งเดิม เช่น คาร์บอนมอนอกไซด์ สารอินทรีย์ระเหยง่าย แอมโมเนีย ซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และสารเคมีอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับอากาศที่สกปรก โดยระบุว่า ‘การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล’ จะก่อให้เกิดมลพิษทั้งสองประเภท ซึ่งถือเป็น “ภัยคุกคามต่อสุขภาพที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่มนุษยชาติต้องเผชิญ”

Source : Spring News

การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเชื้อเพลิงฟอสซิลทั่วโลกในปี 2024 มีแนวโน้มจะแตะระดับ 37,400 ล้านตัน ซึ่งจะสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เพิ่มขึ้น 0.8% จากระดับในปี 2023 ตามข้อมูลใหม่จากโครงการคาร์บอนโลก ซึ่งจะทำให้ประเทศต่าง ๆ ห่างไกลจากเป้าหมายในการหยุดยั้งภาวะโลกร้อนไปเรื่อยๆ

แม้การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสหรัฐ และยุโรป และการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในจีนจะลดลง แต่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอินเดีย และส่วนอื่นๆ ของโลก ยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ผลการวิจัยดังกล่าวเผยแพร่ต่อสาธารณะ ในวันที่ 13 พ.ย.2024 ที่การประชุม COP29 ณ กรุงบากู ประเทศอาเซอร์ไบจาน ซึ่งผู้นำทั่วโลกได้รวมตัวกันเพื่อหารือถึงวิธีการระดมเงินหลายล้านล้านดอลลาร์ เพื่อรับมือกับอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้น 

ผู้เชี่ยวชาญบางคนเคยระบุว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั่วโลกอาจถึงจุดสูงสุดในช่วงทศวรรษนี้ เพราะหลังจากนี้ระบบไฟฟ้า และพลังงานทดแทน เช่น แผงโซลาร์เซลล์ กังหันลม และยานยนต์ไฟฟ้า จะได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว แต่จนถึงขณะนี้ เทคโนโลยีเหล่านี้ยังตอบสนองความต้องการพลังงานได้เพียงบางส่วนเท่านั้น นั่นหมายความว่าประเทศต่างๆ ยังคงต้องพึ่งพาพลังงานเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก

“พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลมกำลังเข้ามาแทนที่เชื้อเพลิงฟอสซิลในบางประเทศ แต่ในขณะเดียวกันก็มีประเทศอื่นๆ ที่เศรษฐกิจเติบโตอย่างแข็งแกร่งเกินกว่าที่พลังงานหมุนเวียนจะตามทันได้ เมื่อรวมผลรวมทั้งหมดทั่วโลกเข้าด้วยกัน เชื้อเพลิงฟอสซิลก็ยังคงได้รับความนิยม ซึ่งเราจะไปสู่จุดสูงสุดของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเร็ววันนี้” เกล็น ปีเตอร์  นักวิจัยอาวุโสจากศูนย์วิจัยสภาพอากาศระหว่างประเทศ CICERO ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้เขียนรายงานกล่าว

หากโลกยังคงใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในระดับปัจจุบัน ก็มีเวลาอีก 6 ปีก่อนที่อุณหภูมิจะสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม 1.5 องศาเซลเซียส ซึ่งเป็นระดับที่ตกลงกันไว้ในความตกลงปารีส เมื่อปี 2015

ในการประชุม COP28 เมื่อปี 2023 ที่เมืองดูไบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ผู้แทนจากเกือบทุกประเทศได้ให้ความเห็นชอบข้อตกลงที่เรียกร้องให้เปลี่ยนผ่านจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ไปสู่พลังงานสะอาด และเร่งดำเนินการให้ทันภายในทศวรรษนี้ แต่ข้อตกลงดังกล่าวยังไม่ชัดเจนว่า แต่ละประเทศจะต้องดำเนินการอย่างไร แม้ทุกคนจะรู้ว่าการหยุดภาวะโลกร้อนที่ดีที่สุดคือ ทุกประเทศต้องหยุดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศโดยสิ้นเชิง

สำหรับประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุดในโลก คือ จีนที่ปล่อยสูงถึง 32% ของการปล่อยก๊าซทั้งหมดในโลก ตามมาด้วยสหรัฐในอันดับ 2 ที่ 13% ส่วนอันดับ 3 คือ อินเดีย ด้วยระดับ 8% ขณะที่อันดับ 4 เป็นของสหภาพยุโรป ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 6%

รายงานคาดว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกในยุโรปในปี 2024 จะลดลงประมาณ 3.8% เป็นผลมาจากประเทศต่างๆ หันมาใช้พลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ แทนการใช้ถ่านหินในการผลิตไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว แต่ขณะเดียวกันอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานมาก เช่น เหล็กและปุ๋ย ลดการผลิตลงหลังจากที่รัสเซียบุกยูเครน ส่งผลให้ราคาแก๊สธรรมชาติพุ่งสูงขึ้น

สำหรับสหรัฐเอง ก็คาดว่าจะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จะลดลงเล็กน้อยประมาณ 0.6% ในปี 2024 โดยเป็นผลมาจากการยกเลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินของบริษัทสาธารณูปโภคต่างๆ ทำให้ระดับการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากถ่านหินของสหรัฐอยู่ในระดับต่ำสุดในรอบกว่า 120 ปี 

แต่ขณะเดียวกันความต้องการไฟฟ้าของสหรัฐกลับพุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ เนื่องมาจากคลื่นความร้อนในช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา รวมถึงการสร้างดาต้าเซนเตอร์ที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความต้องการก๊าซธรรมชาติเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่จีน ประเทศที่ปล่อยมลพิษมากที่สุดในโลก มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นเล็กน้อยในปี 2024 ที่ประมาณ 0.2% ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อเทียบกับช่วงไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา หลังจากที่จีนเร่งสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินหลายร้อยแห่ง เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตอย่างรวดเร็ว และทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วทุกปี แต่ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะบอกว่าการปล่อยมลพิษของจีนอาจใกล้ถึงจุดสูงสุดหรือยัง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จีนได้สร้างแผงโซลาร์เซลล์ ฟาร์มกังหันลม และรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่าประเทศอื่นๆ ขณะเดียวกัน อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนกลับชะลอตัวลงในหลายอุตสาหกรรม เช่น การก่อสร้าง และอุตสาหกรรมหนักเริ่มชะลอตัวลง หลังจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วมาหลายทศวรรษ

ยอน อิวาร์ คอร์สบัคเกน นักวิจัยอาวุโสของ CICERO ผู้ศึกษาการปล่อยมลพิษของจีน กล่าวว่า หากแนวโน้มเหล่านี้ยังคงดำเนินต่อไป และพลังงานหมุนเวียนยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ก็เป็นไปได้ที่การปล่อยมลพิษจะลดลงหรืออย่างน้อยก็คงที่หลังจากปี 2024 แต่เขายังได้เตือนด้วยว่านักพยากรณ์บางคนคาดว่าการปล่อยมลพิษของจีนจะลดลงในปีนี้ แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้น

ด้านอินเดีย คาดว่าจะปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากเชื้อเพลิงฟอสซิลจะเพิ่มขึ้น 4.6% ซึ่งทำให้ปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกเพิ่มขึ้น ส่งผลให้อินเดียแซงหน้าสหภาพยุโรป และกลายเป็นประเทศผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกรายใหญ่เป็นอันดับ 3 ของโลกเมื่อไม่นานนี้ แม้ว่าเมื่อเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหัวแล้ว จะพบว่าอินเดียปล่อยก๊าซเพียง 1 ใน 3 ของยุโรป

ในส่วนอื่นๆ  ของโลก การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพิ่มขึ้นประมาณ 1.1% เป็นผลจาก การเดินทางทางอากาศ และการขนส่งระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แม้ว่าทั้งจะยังคงต่ำกว่าระดับในปี 2562 ก่อนการระบาดของโควิด-19 ก็ตาม


ที่มา: IndependentThe ConversationThe New York Times
Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมาธิการด้านสภาพอากาศของสหภาพยุโรป ยังคงยืนกรานจะออกกฎห้ามขายรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอน แม้ผู้ผลิตรถยนต์จะโต้แย้งก็ตาม

คณะกรรมาธิการด้านสภาพอากาศยืนยันแผนของสหภาพยุโรป ที่จะ ‘ยุติการขายรถยนต์ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์’ ภายในปี 2035 ซึ่งจะมีผลทำให้เครื่องยนต์ดีเซลและเบนซินรุ่นใหม่ๆ ผิดกฎหมาย นอกจากนี้จะมีการบังคับใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดด้านขีดจำกัดการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์ภายในปีหน้า ท่ามกลางกระแสกดดันจากรัฐบาลและผู้ผลิตรถยนต์บางรายให้พิจารณานโยบายดังกล่าวอีกครั้ง

โดยอิตาลีและสาธารณรัฐเช็ก โต้แย้งว่า ปัจจุบันยอดขายรถยนต์ไฟฟ้ายังคงตกต่ำ ซึ่งหมายความว่าบริษัทผู้ผลิตรถยนต์คงไม่สามารถบรรลุเป้าหมายตามนโยบายดังกล่าวได้ และขอให้สหภาพยุโรปทบทวนเรื่องนี้อีกครั้ง

สหภาพยุโรปยืนยันกฎใหม่ ห้ามขายรถยนต์ที่ปล่อยคาร์บอน เริ่มปี 2035

ขณะที่คณะกรรมาธิการด้านสภาพอากาศยืนยันว่า มีการพูดคุยกับภาคอุตสาหกรรมรถยนต์บางส่วนแล้ว ว่าพวกเขาจะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ และมองว่าภาคอุตสาหกรรมต้องการการลงทุนสาธารณะที่มากขึ้นในโครงสร้างพื้นฐานการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า ส่วนการจะผลักดันให้เชื้อเพลิงชีวภาพเข้ามามีบทบาทมากขึ้นด้วยหรือไม่ ยังต้องระพิจารณากันภายหลัง

อย่างไรก็ตาม บรรดาผู้ผลิตรถยนต์ในยุโรปต่างออกมายอมรับว่า พวกเขาไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดการปล่อยคาร์บอนของรถยนต์ที่กำหนดโดยสหภาพยุโรปภายในปีหน้าได้ และเตรียมรับมือกับค่าปรับที่อาจสูงถึงหลายพันล้านยูโร

Source : Spring News

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) พร้อมด้วยนายทิเดช เอี่ยมสาย รองผู้ว่าการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน และนายธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ นำคณะสื่อมวลชนเยี่ยมชมแหล่งผลิตไฟฟ้าพลังงานสะอาดและเชื้อเพลิงไฮโดรเจน ระหว่างวันที่ 3 – 8 พฤศจิกายน 2567 ณ มณฑลไห่หนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน

นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า มณฑลไห่หนานหรือเกาะไหหลำเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษของจีนที่รัฐบาลกลางจีนตั้งเป้าหมายภายในปี 2568 พลังงานที่ใช้ในมณฑลไห่หนาน 50% ต้องมาจากพลังงานสะอาด สู่การเป็นเกาะพลังงานสะอาด (Clean Energy Island: CEI) ภายในปี 2573 โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานนิวเคลียร์เป็น 54% พลังงานแสงอาทิตย์ 20% และพลังงานลม 15%

โรงไฟฟ้า Hainan Changjiang NPP เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดอย่างก้าวกระโดดของมณฑลไห่หนาน เนื่องจากเป็นพื้นที่ตั้งของโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ที่มีทั้งขนาดใหญ่ที่เดินเครื่องแล้วและขนาดเล็ก (SMR : Small Modular Reactor) ซึ่งอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง โดยโรงไฟฟ้า SMR ที่เข้าชมในครั้งนี้มีชื่อว่า ACP100 หรือ Linglong One มีกำลังผลิต 125 เมกะวัตต์ (MWe) เป็นเทคโนโลยีที่ทันสมัย ออกแบบพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จากขนาดใหญ่ให้มีขนาดเล็กลง มีความปลอดภัยสูงขึ้น โดยลดความซับซ้อนของอุปกรณ์ ออกแบบให้ระบบเชื้อเพลิงและระบบผลิตไอน้ำอยู่ภายในโมดูลปฏิกรณ์แบบสำเร็จรูปจากโรงงาน

ซึ่งมีขนาดเล็กสูง 10.8 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เมตร หรือเทียบเท่ารถบัส 1 คัน หนักประมาณ 300 ตัน โดยใช้เทคโนโลยีน้ำอัดแรงดัน หรือ PWR (Pressurized Water Reactor) ซึ่งใช้น้ำเป็นตัวกลางระบายความร้อน สามารถหยุดการทำงานได้เองเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน ระบบระบายความร้อนไม่ต้องพึ่งพาไฟฟ้า

ส่วนเชื้อเพลิงที่ใช้คือ ยูเรเนียมออกไซด์ (ความเข้มข้นของ U-235 น้อยกว่า 5%) ปล่อยพลังงานความร้อนจากปฏิกิริยานิวเคลียร์ฟิชชัน สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่ต้องเปลี่ยนเชื้อเพลิงนานถึง 24 เดือน โดยคาดว่าจะเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ภายในปี 2569 จะมีอายุการใช้งานถึง 60 ปี โดยใช้ขนาดพื้นที่ของโรงไฟฟ้าเพียง 125 ไร่เท่านั้น 

โรงไฟฟ้า SMR เป็นโรงไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงของระบบไฟฟ้า สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และมีต้นทุนค่าไฟฟ้าที่แข่งขันได้เพราะแร่ยูเรเนียมเป็นเชื้อเพลิงซึ่งมีจำนวนมาก ราคาต่ำ ใช้ในปริมาณน้อย และไม่มีการผูกขาดเหมือนน้ำมันและก๊าซธรรมชาติจึงไม่มีความผันผวนของราคาเชื้อเพลิง

สำหรับประเทศไทยอยู่ในสถานะรอความชัดเจน จากแผน PDP2024 ทั้งนี้ กฟผ. ได้ศึกษาความเป็นไปได้ของเทคโนโลยีนิวเคลียร์และพัฒนาบุคลากรเพื่อรองรับการพัฒนาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มานานกว่า 17 ปี และติดตามเทคโนโลยี SMR จากหลายประเทศทั่วโลก อาทิ อเมริกา รัสเซีย เกาหลีใต้ และจีน เพื่อศึกษาเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับประเทศไทย 

นอกจากนี้ มณฑลไห่หนานยังมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ Yinggehai กำลังผลิตสูงถึง 400 เมกะวัตต์ พร้อมติดตั้งระบบกักเก็บพลังงานรวม 200 เมกะวัตต์–ชั่วโมง ซึ่งพัฒนาบนพื้นที่นาเกลือที่เลิกใช้ประโยชน์แล้ว และพื้นที่ชายฝั่งให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่นเดียวกับการพัฒนาโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ที่ติดตั้งบนพื้นที่ผิวน้ำในเขื่อน

จึงไม่กระทบต่อพื้นที่ทางการเกษตรและไม่มีต้นทุนค่าที่่ดิน สามารถใช้อุปกรณ์และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมอย่างเต็มประสิทธิภาพ ทำให้มีต้นทุนการผลิตไฟฟ้าที่สามารถแข่งขันได้ ปัจจุบัน กฟผ. มีแผนจะเร่งดำเนินการโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อน กฟผ. จำนวน 2,656 เมกะวัตต์ ให้เสร็จสิ้นภายในปี 2573 โดยโครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำเขื่อนศรีนครินทร์ ชุดที่ 1 กำลังผลิต 140 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นโครงการฯ ที่ 3 ของ กฟผ. และอยู่ระหว่างขออนุมัติโครงการต่อคณะรัฐมนตรี 

ด้านการพัฒนาเชื้อเพลิงไฮโดรเจน มณฑลไห่หนานได้พัฒนาสถานีไฮโดรเจนไห่โข่ว สำหรับผลิตไฮโดรเจนสีเขียวจากไฟฟ้าที่ได้จากโซลาร์เซลล์ กำลังผลิต 5 เมกะวัตต์ ด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส (Electrolysis) แยกน้ำเป็นไฮโดรเจนด้วยไฟฟ้า ซึ่งสามารถผลิตไฮโดรเจนสีเขียวได้ 100 กิโลกรัมต่อวัน จากนั้นนำไปกักเก็บไว้ในถังเก็บไฮโดรเจนสามารถเติมให้รถที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนได้ สำหรับประเทศไทย กฟผ. มีโครงการ Wind Hydrogen Hybrid ที่โรงไฟฟ้าลำตะคอง จ.นครราชสีมา

สามารถผลิตไฮโดรเจนสีเขียวจากไฟฟ้าที่ได้จากกังหันลมด้วยกระบวนการอิเล็กโทรลิซิส ทำงานร่วมกับเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) กำลังผลิต 300 กิโลวัตต์ เปลี่ยนไฮโดรเจนให้เป็นพลังงานไฟฟ้าจ่ายให้ศูนย์การเรียนรู้ กฟผ. ลำตะคอง โดยเริ่มใช้งานตั้งแต่ปี 2559

ปัจจุบัน กฟผ. มีโครงการที่ยังอยู่ในระหว่างการพัฒนา คือ โครงการผลิตไฮโดรเจนและแอมโมเนียสะอาดจากพลังงานหมุนเวียนบนพื้นที่ศักยภาพของ กฟผ. ซึ่งมีเป้าหมายเริ่มดำเนินโครงการต้นแบบในปี 2573 นอกจากนี้ กฟผ. อยู่ระหว่างศึกษาศักยภาพและพัฒนาการนำไฮโดรเจนมาใช้เป็นเชื้อเพลิงร่วมกับก๊าซธรรมชาติสัดส่วน 5% ในโรงไฟฟ้าของ กฟผ. ที่มีอยู่เดิม โดยมีเป้าหมายทดสอบภายในปี 2573 

นอกจากนี้มณฑลไห่หนานยังได้จัดตั้ง Hainan Energy Data Center เพื่อเป็นศูนย์กลางรวบรวมข้อมูลและให้บริการด้านพลังงานของมณฑลไห่หนาน สำหรับกำหนดนโยบายและวางแผนการพัฒนาพลังงานรองรับและสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด อาทิ ข้อมูลการใช้พลังงานของประชากรและบริษัทอุตสาหกรรมทั้งในปัจจุบันและอดีต ข้อมูลสมดุลการผลิตและใช้พลังงานของมณฑลไห่หนาน การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากพลังงานที่ใช้ในพื้นที่ต่างๆ ได้

ในขณะที่ประเทศไทยได้นำเทคโนโลยีมาบริหารจัดการโครงข่ายไฟฟ้าให้มีความทันสมัย ยืดหยุ่น (Grid Modernization) เพื่อรองรับการเพิ่มขึ้นของพลังงานหมุนเวียน อาทิ จัดตั้งศูนย์พยากรณ์การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Forecast Center) โดยนำข้อมูลการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ของโรงไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) จำนวน 29 แห่ง ที่เชื่อมต่อกับระบบของ กฟผ. มาวิเคราะห์และประมวลผลพยากรณ์กำลังการผลิตไฟฟ้า

เพื่อนำไปใช้วางแผนการผลิตไฟฟ้าร่วมกับโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงประเภทอื่น ๆ ให้สอดคล้องกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศ ซึ่งมีทั้งรูปแบบการพยากรณ์การผลิตไฟฟ้าระยะสั้น (Day-ahead Forecast) แบบล่วงหน้า 10 วัน เพื่อใช้สำหรับวางแผนการผลิตไฟฟ้าระยะสั้น-กลาง และการพยากรณ์ภายในวัน (Intraday Forecast) ทุก 1 ชั่วโมง และ 6 ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันเพื่อใช้สำหรับการวางแผนควบคุมระบบไฟฟ้าแบบเรียลไทม์

รวมถึงจัดตั้งศูนย์ควบคุมการตอบสนองด้านโหลด (Demand Response Control Center) เพื่อลดปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากผู้ใช้ไฟฟ้าที่สมัครใจในช่วงความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงเพื่อสร้างความสมดุลให้ระบบไฟฟ้า และลดต้นทุนค่าไฟฟ้าในภาพรวมของประเทศ เตรียมพร้อมต่อยอดสู่โรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant) ในการบริหารจัดการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนได้อย่างต่อเนื่อง

 “กฟผ. มุ่งมั่นเดินหน้าศึกษาพลังงานสะอาดทุกรูปแบบ แสวงหาเทคโนโลยีผลิตไฟฟ้าที่ทันสมัย พร้อมออกแบบระบบไฟฟ้าของประเทศเพื่อรองรับการเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด หวังยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานของประเทศ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ”

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ประเทศไทยเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลกที่เข้าร่วมแก้ไขปัญหาโลกเดือด เพื่อจำกัดอุณหภูมิโลกไม่ให้เพิ่มขึ้นเกิน 1.5 องศาเซลเซียส ด้วยการกำหนดเป้าหมายเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) สู่สังคมคาร์บอนต่ำในระดับประเทศ โดยให้คำมั่นในการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติ (COP) กำหนดการบรรลุถึงความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) และเข้าสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ในปี ค.ศ. 2065 (พ.ศ. 2608)

ดร.จิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group

ดร.จิราพร ศิริคำ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ EGCO Group กล่าวว่า EGCO Group ซึ่งเป็นผู้ดำเนินธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่องชั้นนำมากว่า 32 ปี ได้ขานรับและร่วมขับเคลื่อนนโยบายการแก้ไขปัญหาโลกเดือดของประเทศไทย โดยการกำหนดเป้าหมายมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำขององค์กร 3 ระยะ ได้แก่ เป้าหมายระยะสั้น คือ การเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ภายในปี ค.ศ. 2030 (พ.ศ. 2573) ผ่านการลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งจะเป็นบันไดก้าวสู่เป้าหมายระยะกลางคือ การบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ. 2040 (พ.ศ.2583) และเป้าหมายระยะยาว คือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) ตามลำดับ

EGCO Group มีกำลังผลิตตามสัดส่วนการถือหุ้นในปัจจุบัน รวมทั้งสิ้น 6,993 เมกะวัตต์ (รวมโรงไฟฟ้าที่เดินเครื่องเชิงพาณิชย์แล้วและโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้าง) ตั้งอยู่ใน 8 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา ซึ่งกำลังผลิตดังกล่าวมาจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,437 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็น 21% ของกำลังผลิตทั้งหมด ทั้งประเภทพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังน้ำ ชีวมวล เซลล์เชื้อเพลิง และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ แบ่งเป็นโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทย กำลังผลิตรวม 213 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าและโครงการในต่างประเทศ (สปป.ลาว ออสเตรเลีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา) กำลังผลิตรวม 1,224 เมกะวัตต์

สำหรับการขยายการลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนในประเทศไทยนั้น EGCO Group พร้อมเข้าร่วมโครงการพลังงานหมุนเวียนในประเทศที่ภาครัฐกำหนด โดยเฉพาะ “โครงการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FIT) ปี 2565-2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 (เพิ่มเติม) พ.ศ. 2567” หรือ Re Big Lot ในรอบที่ 2 และรอบที่ 3 กำลังผลิตรวมประมาณ 3,600 เมกะวัตต์ (เพิ่มเติมจากโครงการก่อนหน้า หรือ RE Big Lot รอบที่ 1 กำลังผลิตรวม 5,200 เมกะวัตต์)

สำหรับ RE Big Lot รอบที่ 2 ได้ประกาศรับซื้อในกำลังผลิตรวม 2,180 เมกะวัตต์ก่อน (แบ่งเป็นโครงการพลังงานลม ไม่เกิน 600 เมกะวัตต์ และพลังงานแสงอาทิตย์ ไม่เกิน 1,580 เมกะวัตต์) ส่วนที่เหลืออีกประมาณ 1,488 เมกะวัตต์ จะเปิดรับซื้อเป็นการทั่วไปในรอบที่ 3 ในอนาคต โดย EGCO Group ได้ยื่นความประสงค์นำโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดินมากกว่า 10 โครงการ ที่ผ่านเกณฑ์คะแนนความพร้อมด้านเทคนิคขั้นต่ำ (Pass/Fail Basis) แล้วในรอบที่ 1 เข้าร่วมโครงการ RE Big Lot ในรอบที่ 2 เรียบร้อยแล้ว

ดร. จิราพร กล่าวว่า “EGCO Group เชื่อมั่นในศักยภาพของโครงการพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนพื้นดิน ที่จะนำเข้าร่วมประมูล RE Big Lot รอบที่ 2 เนื่องจากเรามีความเชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมไฟฟ้าและการบริหารโครงการมาอย่างยาวนาน มีพันธมิตรที่แข็งแรงและมีประสบการณ์ รวมทั้งมีความคุ้นเคยกับพื้นที่ในการพัฒนาโครงการ ที่จะช่วยส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันระดับสูงได้”

“หาก EGCO Group ประสบความสำเร็จและได้รับคัดเลือกใน RE Big Lot รอบที่ 2 จะช่วยให้ EGCO Group มีกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนใน Portfolio เพิ่มขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเป็น 30% ภายในปี 2573”

การเข้าร่วมโครงการ RE Big Lot รอบที่ 2 และรอบที่ 3 ตลอดจนการเตรียมความพร้อมเพื่อร่วมประมูลไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนครั้งใหม่ในอนาคตของ EGCO Group สอดคล้องกับแผนพัฒนาการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด ตามเป้าหมายของแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2024 ที่มุ่งผลักดันประเทศไทยให้เปลี่ยนผ่านไปสู่พลังงานสะอาดและสังคมคาร์บอนต่ำ

นอกจากนั้น EGCO Group ยังพร้อมพัฒนาโรงไฟฟ้าและเทคโนโลยีเชื้อเพลิงสะอาดอื่น ๆ ที่สอดคล้องกับแผน PDP 2024 ได้แก่ โครงการพัฒนาโรงไฟฟ้าพลังน้ำจากประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อขายไฟฟ้ากลับมายังไทย ผ่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และมีแผนจะเข้าร่วมประมูลโรงไฟฟ้า IPP ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิง เนื่องจากก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลักที่มีความสำคัญในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงานและสามารถช่วยสร้างความมั่นคงทางพลังงานไปพร้อม ๆ กัน โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่ง EGCO Group มีโรงไฟฟ้าขนอม อ.ขนอม จ.นครศรีธรรมราช ที่ตั้งอยู่ในทำเลยุทธศาสตร์และมีความพร้อมทั้งในด้านระบบสายส่งไฟฟ้าและแหล่งเชื้อเพลิงอยู่แล้ว รวมถึงมีความสัมพันธ์อันดีกับชุมชนรอบโรงไฟฟ้า

ในขณะเดียวกัน EGCO Group ยังได้ศึกษาเพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการขายไฟฟ้าตรง (Direct Power Purchase Agreement: Direct PPA) ผ่านการขอใช้บริการระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้แก่บุคคลที่สาม (Third Party Access: TPA) ในอนาคตด้วย รวมถึงการศึกษาโอกาสในการต่ออายุโรงไฟฟ้าเดิมออกไปอีกด้วย

นอกเหนือจากการขยายการลงทุนในโรงไฟฟ้าใหม่ ๆ EGCO Group ยังมีแผนจะปรับปรุงโรงไฟฟ้าเชื้อเพลิงหลักที่ดำเนินการอยู่แล้ว ให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เช่น การศึกษาความเป็นไปได้เชิงเทคนิคในการนำแอมโมเนียมาเป็นเชื้อเพลิงผสม (Ammonia co-firing) ในโรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จ.ระยอง ตลอดจนการศึกษาความเป็นไปได้ในการใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage – CCUS) ที่โรงไฟฟ้าบีแอลซีพี จ.ระยอง และโรงไฟฟ้าขนอม จ.นครศรีรรมราช รวมถึงการร่วมมือกับพันธมิตรที่มีศักยภาพ เพื่อศึกษาและแสวงหาโอกาสการลงทุนในเทคโนโลยีไฮโดรเจนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับการลงทุนในต่างประเทศ EGCO Group มีการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนที่สำคัญและอยู่ระหว่างการก่อสร้างในต่างประเทศ 2 แห่ง ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานลมนอกชายฝั่ง Yunlin ในไต้หวัน ที่ EGCO Group ถือหุ้น 26.56% และการลงทุนใน APEX หรือ บริษัท เอเพ็กซ์ คลีน เอ็นเนอร์ยี โฮลดิ้ง แอลแอลซี ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ในรัฐเวอร์จิเนีย สหรัฐอเมริกา โดย EGCO Group ถือหุ้น 17.46%

สำหรับโครงการ Yunlin กำลังผลิตรวม 640 เมกะวัตต์ ล่าสุดได้ติดตั้งเสากังหันลม (Monopiles) และกังหันลมผลิตไฟฟ้า (Wind Turbine Generators – WTGs) เสร็จครบ 80 ต้นแล้ว  รวมทั้งได้วางสายเคเบิลเพื่อจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 78 เส้น จาก 81 เส้น ความก้าวหน้าดังกล่าวตอกย้ำความมั่นใจว่า โครงการฯ จะสามารถก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์และจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบครบทั้ง 640 เมกะวัตต์ ภายในสิ้นปีนี้ เมื่อโครงการก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์คาดว่าจะสร้างกระแสเงินสดให้ EGCO Group เฉลี่ย 2,000 ล้านบาทต่อปี ในช่วง 5 ปีแรกของการดำเนินโครงการ

สำหรับการลงทุนใน APEX ซึ่งเป็นผู้พัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนขนาดใหญ่ ที่มีทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม ไฮโดรเจน และระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่แบบตั้งเดี่ยว ใน Pipeline รวมกว่า 200 โครงการ กำลังผลิตรวมกว่า 56,000 เมกะวัตต์นั้น จะช่วยผลักดันให้ EGCO Group สามารถเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้ถึง 30% ในปี 2030 ตามเป้าหมายของบริษัท โดย APEX มีโมเดลธุรกิจแบบไฮบริด คือ พัฒนาโครงการเพื่อเดินเครื่องเชิงพาณิชย์เองบางส่วน และจำหน่ายโครงการออกไปบางส่วนเพื่อพัฒนาโครงการอื่นต่อไป ทำให้แนวทางการดำเนินธุรกิจของ EGCO Group เปลี่ยนจาก “ผลิตไฟฟ้า และขายไฟฟ้า” เพียงอย่างเดียว เป็น “พัฒนาโรงไฟฟ้า ขายไฟฟ้า และขายโรงไฟฟ้า” ด้วย

ดร.จิราพรกล่าวว่า “การลงทุนใน APEX จะช่วยเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้กับ EGCO Group ในระยะยาว เนื่องจากการพัฒนาโครงการของ APEX สามารถทดแทนโรงไฟฟ้าที่กำลังจะทยอยหมดอายุสัญญา จึงสร้างการเติบโตในรูปแบบใหม่ให้ EGCO Group ไปพร้อมกัน และยังสนับสนุนการเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนให้ EGCO Group อย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก APEX เป็นทั้งผู้พัฒนาโครงการ (Developer) ผู้บริหารโครงการ และเจ้าของโครงการ”

นอกจากนี้ EGCO Group ยังได้ลงทุนใน บริษัท พีที จันทรา ดายา อินเวสตาสิ (PT Chandra Daya Investasi – CDI) บริษัทผู้ลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภค ซึ่งเป็นบริษัทในเครือบริษัท พีที จันทรา อศรี แปซิฟิก ทีบีเค (PT Chandra Asri Pacific Tbk – CAP) ซึ่งดำเนินธุรกิจด้านเคมีและสาธารณูปโภคครบวงจรรายใหญ่ที่สุดในอินโดนีเซีย ด้วยสัดส่วนการถือหุ้น 30% EGCO Group ทำงานร่วมกับ CAP ซึ่งถือหุ้น 70% ใน CDI อย่างใกล้ชิด เพื่อร่วมกันพัฒนา CDI ให้เป็นแพลตฟอร์มการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคชั้นนำในภูมิภาคอาเซียน โดยมุ่งเน้นการขยายและการพัฒนาโครงการที่มีอยู่ในปัจจุบันของ CDI ควบคู่กับการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ทั้งในรูปแบบการร่วมทุนกับพันธมิตร การควบรวมกิจการ และความร่วมมือทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ตลอดจนการขยายฐานลูกค้าและรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้นในอนาคต

“แผนการดำเนินงานทั้งหมดของ EGCO Group ตอกย้ำความมุ่งมั่นในการสร้างการเติบโตทางธุรกิจที่สอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ซึ่งไม่เพียงเป็นโอกาสทางธุรกิจของภาคเอกชนเท่านั้น แต่ยังช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ที่เป็นฐานการลงทุนของ EGCO Group ให้ค่อย ๆ เปลี่ยนผ่านจากการผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงหลัก ไปสู่พลังงานสะอาดได้อย่างมั่นคง เพื่อบรรลุเป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำ ทั้งมีส่วนช่วยลดวิกฤติโลกเดือด พร้อมกับการดูแลความมั่นคงทางพลังงานได้อย่างยั่งยืน” ดร. จิราพร กล่าวสรุป

Source : Energy News Center