คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน ( กกพ.) จับมือ 3 การไฟฟ้า เปิดขายไฟฟ้าสีเขียว เป็นครั้งแรกของไทย พร้อมกำหนดราคาค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวแบบผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เจาะจงแหล่งที่มา (UGT1) จำนวน 2,000 ล้านหน่วยต่อปี ในอัตราค่าบริการที่เพิ่มจากค่าไฟฟ้าปกติ 6 สตางค์ต่อหน่วย  เริ่ม 2 ม.ค.- 28 ก.พ. 2568 ปัจจุบันมีผู้สมัครแล้ว 600 ล้านหน่วย

ดร.พูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ในฐานะโฆษก กกพ. เปิดเผยว่า 3 การไฟฟ้า ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ( กฟผ.) , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) และการไฟฟ้านครหลวง ( กฟน.) พร้อมเปิดให้บริการราคาค่าบริการไฟฟ้าสีเขียวแบบผู้ใช้ไฟฟ้าไม่เจาะจงแหล่งที่มา (UGT1) ซึ่งเป็นราคาส่วนเพิ่มจากค่าไฟฟ้าตามปกติประมาณ 6 สตางค์ต่อหน่วย

โดย 3 การไฟฟ้าได้จัดเตรียม UGT 1 ไว้รองรับความต้องการในปริมาณรวมประมาณ 2,000  ล้านหน่วยต่อปี พร้อมทั้งเตรียมออกเอกสารรับรองไฟฟ้าสะอาดและแหล่งที่มาภายใต้มาตรฐาน I-REC ซึ่งเป็นใบรับรองที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางที่สุดมาตรฐานหนึ่งในระดับสากล โดยการไฟฟ้าได้เริ่มเปิดให้ลงทะเบียนแล้วตั้งแต่ 2 ม.ค. 2568 ที่ผ่านมา และมีผู้สมัครใช้บริการแล้ว 600 ล้านหน่วย

ทั้งนี้ผู้ประกอบการธุรกิจเอกชนที่สนใจสามารถติดต่อขอรับบริการได้ โดยผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ PEA ผ่านแพลตฟอร์ม  ugt.pea.co.th ส่วนผู้ใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ กฟน. ผ่านเว็บไซต์ mea.or.th และลูกค้าตรง กฟผ. ผ่านเว็บไซต์ egat.co.th  ถึงวันที่ 28 ก.พ. 2568

อย่างไรก็ตามราคาค่าส่วนเพิ่มดังกล่าวจะเรียกเก็บเฉพาะผู้ที่ใช้ไฟฟ้า UGT1  เท่านั้น จึงไม่ส่งผลกระทบต่อผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไป

Source : Energy News Center

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ยืนยัน จะส่งหนังสือถึงรัฐมนตรีพลังงานและ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในเดือน ม.ค. 2568 นี้ เสนอให้ทบทวนเงื่อนไขสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้า SPP และ VSPP ที่ได้รับเงินส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) และ เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (FiT) เหตุกลุ่มนี้คุ้มทุนและได้ค่าตอบแทนนานพอสมควรแล้ว ปัจจุบันต้นทุนค่าไฟฟ้าถูกลง แต่รัฐยังสนับสนุนในอัตราสูง ส่งผลกระทบค่าไฟฟ้าโดยรวม ชี้หากปรับเงื่อนไขได้ จะช่วยลดค่าไฟฟ้าประชาชนลงได้ 17 สตางค์ต่อหน่วย หรือประหยัดได้ 33,150 ล้านบาท

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.)  ในฐานะโฆษกคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน เปิดเผยว่า คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะทำหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และเลขาธิการคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ภายในเดือน ม.ค. 2568 นี้ เพื่อเสนอทางเลือกให้ภาครัฐทบทวนและปรับปรุงเงื่อนไข การสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าทั้งในรูปแบบ “การให้ส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder)” และ “การสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (FiT)” ของกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) และกลุ่มผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) เพื่อให้การอุดหนุนสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และทำให้ค่าไฟฟ้าสามารถปรับลดลงได้ทันทีประมาณ 17 สตางค์ต่อหน่วย จากค่าไฟฟ้าในปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 4.15 บาทต่อหน่วย

“นโยบายเกี่ยวกับการลดค่าไฟฟ้านั้น ทาง กกพ. เห็นว่าควรหารือกับทุกฝ่าย ซึ่งไม่ใช่เรื่องที่ใครเสียเปรียบใคร แต่เวลานี้ต้องหยิบเรื่องทั้งหมดขึ้นมามอง กกพ. เป็นเพียงหน่วยงานหนึ่งที่พยายามนำเสนอมุมมองเพื่อให้ภาครัฐได้คิดทบทวนในเรื่องนี้ แต่เรื่องการตัดสินใจและนำไปสู่การปฏิบัติ เป็นเรื่องของฝ่ายนโยบายที่ต้องหารือให้เป็นธรรมกับทุกฝ่าย”

อย่างไรก็ตามหากมีการเจรจากับผู้ผลิตไฟฟ้าเกิดขึ้น มองว่าควรเจรจากันบนความเข้าใจที่ตรงกันและเห็นถึงผลประโยชน์ของประเทศเป็นที่ตั้ง ไม่ได้เห็นถึงผลประโยชน์ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และหากการเจรจาสามารถตกลงกันได้ถือเป็นเรื่องที่ดีกับประเทศ ไม่ได้เป็นการไปทำลายบรรยากาศความเชื่อมั่นด้านการลงทุนที่ทำกับภาครัฐแต่อย่างใด

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า นับตั้งแต่นายกรัฐมนตรีประกาศนโยบายจะลดค่าไฟฟ้าของประเทศลงให้เหลือ 3.70 บาทต่อหน่วย เมื่อ 7 ม.ค. 2568 ส่งผลให้ กกพ. ในฐานะผู้กำกับดูแลราคาพลังงาน ได้ตรวจสอบต้นทุนค่าไฟฟ้าที่จะสามารถลดลงได้ และพบว่า มาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าแบบให้ Adder และ FiT ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน กลายเป็นภาระค่าไฟฟ้าประชาชนอยู่ 17 สตางค์ต่อหน่วย

โดย เมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2568 กกพ.ได้ออกมาแถลงรายละเอียดว่า หากมีการปรับปรุงราคารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ FiT ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง เช่น ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ รับซื้อในอัตราค่าไฟฟ้าขายส่งหน่วยละ 3.1617 บาท บวกกับค่าส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) หน่วยละ 8 บาท (10 ปี) รวมแล้วเป็นค่าไฟฟ้าหน่วยละ 11.1617 บาท ซึ่งแพงกว่าอัตรารับซื้อที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) คำนวณไว้ในโครงการการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) ปี 2565 – 2573 สำหรับกลุ่มไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิง พ.ศ. 2565 และในส่วนเพิ่มเติม พ.ศ. 2567 หน่วยละ 2.1679 บาท หลายเท่าตัวหรือมีส่วนต่างหน่วยละ 8.9938 บาท หากนำส่วนต่างนี้ออกไปจากสูตรคำนวณค่าไฟฟ้า ก็จะทำให้ค่าไฟฟ้าลดลงทันที และไม่กระทบต่อผู้ประกอบการด้วย 2 เหตุผลคือ

1. ผู้ประกอบกิจการผลิตไฟฟ้าผ่านจุดคุ้มทุนแบบ Adder และได้รับค่าตอบแทนจากโครงการพอสมควร จึงควรปรับค่าไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้

 2. การรับซื้อไฟฟ้าในอดีตหน่วยละ 11.1617 บาท เนื่องจากอุปกรณ์การผลิตไฟฟ้าจากแผงพลังงานแสงอาทิตย์ยังมีต้นทุนสูง แต่ในปัจจุบันราคาอุปกรณ์ดังกล่าวลดลงมาก ราคาไฟฟ้าที่รัฐรับซื้อควรลดลงตามมาด้วยเช่นกัน หรือแม้โครงการผ่าน 10 ปีและเงินอุดหนุน 8 บาทหมดไปแล้ว แต่ราคารับซื้อก็ยังอยู่ที่ 3.1617 บาท ซึ่งแพงกว่าราคาที่ สนพ. คำนวณในปี 2565 ไว้ที่หน่วยละ 2.1679 บาท ซึ่งมีส่วนต่างเป็นเงินหน่วยละ 0.9938 บาท ถือเป็นกำไรที่ผู้ประกอบการไม่ควรได้รับ ประการสำคัญสัญญารับซื้อไฟฟ้าในกลุ่มนี้ระบุว่าให้ต่อสัญญาโดยอัตโนมัติ หมายความว่า ไม่มีวันสิ้นสุดสัญญา หากไม่มีการปรับปรุงอัตราการรับซื้อไฟฟ้าให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง ผู้ประกอบกิจการก็จะได้กำไรเกินควร อันเป็นการสร้างภาระให้กับประชาชนโดยไม่มีวันสิ้นสุด

จากการเปิดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนกรณีค่าไฟฟ้าผันแปร (Ft) งวดเดือน ม.ค. – เม.ย. 2568 ได้ระบุถึงค่าใช้จ่ายภาครัฐ (Policy Expense) จากการรับซื้อไฟฟ้าในกลุ่ม Adder และ FiT รวมอยู่ในค่าไฟฟ้าหน่วยละ 17 สตางค์ หากคณะรัฐมนตรี หรือ กพช. กำหนดนโยบายปรับค่าไฟฟ้ารับซื้อในส่วนนี้ให้สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงได้ ก็จะลดค่าไฟฟ้าลงได้ทันที่ 17 สตางค์ หากค่าไฟฟ้าหน่วยละ 4.15 บาท ก็จะลดลงเหลือหน่วยละ 3.89 บาท

จากประมาณการตลอดทั้งปี 2568 คาดว่าจะมีการใช้ไฟฟ้า 195,000 ล้านหน่วย หากลดได้หน่วยละ 17 สตางค์ ก็จะสามารถประหยัดค่าไฟฟ้าให้กับประชาชนได้ถึง 33,150 ล้านบาท

Source : Energy News Center

NIO ได้ยื่นเอกสารขออนุมัติรถยนต์รุ่นแรกของแบรนด์ย่อย Firefly ซึ่งคาดว่าจะวางจำหน่ายในเดือนเมษายนนี้ MIIT ได้เผยแพร่รายชื่อรถยนต์รุ่นล่าสุดที่จะได้รับอนุญาตให้จำหน่ายในประเทศ โดยมีรถยนต์รุ่นแรกของ Firefly รวมอยู่ด้วย

NIO เปิดตัวรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นใหม่ ภายใต้แบรนด์ Firefly โดยมีราคาเริ่มต้น 148,800 หยวน (ประมาณ 7 แสนบาท) โดยคาดว่าจะพร้อมวางจำหน่ายในเดือนเมษายนนี้ โดยตั้งเป้าเป็นคู่แข่งกับ BMW, MINI และ Smart ของ Mercedes-Benz

CREDIT : NIO
CREDIT : NIO

โดยรถรุ่นนี้มีชื่อรหัสว่า NAL7000BSEVY1 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่รองรับการสลับแบตเตอรี่ ผลิตที่โรงงาน F2 ของ Nio ในเมืองเหอเฟย์ มณฑลอานฮุย

CREDIT : NIO
CREDIT : NIO

สเปค NIO Firefly

ขนาดตัวรถ : ยาว 4,003 x กว้าง 1,781 x สูง 1,557 x ระยะฐานล้อ 2,615 (มม.) น้ำหนัก : 1,492 กิโลกรัม

CREDIT : NIO
CREDIT : NIO

มอเตอร์ไฟฟ้าเดี่ยวจาก XPT กำลังสูงสุด 105 kW, ความเร็วสูงสุด : 150 กม./ชม., แบตเตอรี่ลิเธียมไอรอนฟอสเฟต (LFP) จาก Sunwoda ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ NIO ใช้แบตเตอรี่จากผู้ผลิตรายนี้

Sunwoda เริ่มต้นจากการเป็นผู้ผลิตแบตเตอรี่โทรศัพท์มือถือ และเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ A-share ในปี 2011 ในฐานะซัพพลายเออร์ของ Apple ในปี 2008 Sunwoda เริ่มผลิตชุดแบตเตอรี่และระบบจัดการแบตเตอรี่สำหรับรถยนต์ และในปี 2018 ก็เริ่มการผลิตเซลล์แบตเตอรี่จำนวนมากอย่างเป็นทางการ

CREDIT : CNEVPOST
CREDIT : CNEVPOST

ก่อนหน้านี้ ซัพพลายเออร์แบตเตอรี่ของ NIO ได้แก่ CATL, BYD และ CALB

NIO เปิดตัวแบรนด์ Firefly อย่างเป็นทางการในงาน Nio Day 2024 เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม โดยมุ่งเป้าไปที่ตลาดโลก วางตำแหน่งเป็น ‘รถยนต์เล็กระดับพรีเมียม’ 

รถรุ่นนี้เริ่มเปิดให้จองล่วงหน้าในประเทศจีนเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม ในราคา 148,800 หยวน (20,300 ดอลลาร์) และมีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในเดือนเมษายน

NIO ไม่ได้จำกัด Firefly ไว้แค่ในประเทศจีน ดังนั้น การขยายตลาดมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงเป็นไปได้สูง

แน่นอนว่า การที่ William Li ใช้คำว่า “สาม” ในภาษาไทย อาจเป็นแค่การสร้างสีสันให้กับงานเปิดตัว NIO Firefly แต่เมื่อพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ แล้ว ก็มีความเป็นไปได้สูงที่ NIO จะนำ Firefly มาทำตลาดในประเทศไทยในอนาคต

ที่มา : ArenaEV , CNEVPOST
Source : Spring News

Toyota Urban Cruiser รถยนต์ SUV ไฟฟ้าล้วนรุ่นใหม่ล่าสุด ได้ปรากฏตัวต่อสาธารณชนเป็นครั้งแรกในยุโรปที่งาน Brussels Motor Show, AutoSalon/Salon de l’Auto 2025 ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 ถึง 19 มกราคม ที่ Brussels Expo

Toyota Urban Cruiser รถ SUV ไซส์กะทัดรัด พร้อมลุยตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในยุโรป ซึ่งเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูงและเติบโตเร็วที่สุด การสั่งจองล่วงหน้าสำหรับรถรุ่นใหม่นี้ได้เปิดให้บริการในบางประเทศแล้ว 

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

มิติตัวรถ Toyota Urban Cruiser  ยาว 4,285 x กว้าง 1,800 x สูง 1,635 x ระยะฐานล้อ: 2,700 (มม.)

ในแง่ของขนาด Urban Cruiser มีขนาดภายนอกที่ใหญ่กว่า Yaris Cross เล็กน้อย และมีรัศมีวงเลี้ยวแคบเพียง 5.2 เมตร ทำให้คล่องตัวในการขับขี่ในเมือง

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

Urban Cruiser ภายในห้องโดยสาร มาพร้อมฐานล้อที่ยาวถึง 2,700 มม. (ยาวกว่า Yaris Cross 140 มม.) ประกอบกับจัดวางเบาะหลังแบบเลื่อนได้อย่างยืดหยุ่น เบาะนั่งพับแยกส่วนได้แบบ 40:20:40 และสามารถปรับเอนได้ ช่วยเพิ่มพื้นที่ภายในให้กว้างขวาง พื้นที่วางขาของเบาะหลังสามารถขยายได้เทียบเท่ากับรถยนต์ในระดับ D-segment

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

การออกแบบห้องโดยสารของ Urban Cruiser ยังคงเอกลักษณ์ของ SUV ไว้ด้วยแผงหน้าปัดแนวนอนที่ต่ำและตำแหน่งที่นั่งยกสูง ซึ่งช่วยให้ผู้ขับขี่มีทัศนวิสัยที่ดีรอบด้าน บรรยากาศภายในห้องโดยสารสามารถปรับแต่งได้ด้วยระบบไฟส่องสว่างที่มีให้เลือกถึง 12 สี

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

Urban Cruiser สร้างขึ้นบนแพลตฟอร์มใหม่ที่แข็งแกร่งแต่มีน้ำหนักเบา ซึ่งออกแบบมาสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าแบตเตอรี่โดยเฉพาะ การออกแบบนี้ช่วยลดความจำเป็นในการใช้คานขวางใต้ท้องรถ จึงมีพื้นที่มากขึ้นสำหรับแบตเตอรี่โดยไม่กระทบต่อพื้นที่ห้องโดยสาร

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

สเปค Toyota Urban Cruiser 

Toyota Urban Cruiser มีแบตเตอรี่ให้เลือก 2 ขนาด คือ 49 kWh (144 แรงม้า, ขับเคลื่อนล้อหน้า) และ 61 kWh (174 – 184 แรงม้า, ขับเคลื่อนล้อหน้า/สี่ล้อ) ทั้งสองแบบใช้เทคโนโลยีลิเธียมไอรอนฟอสเฟต รุ่นขับเคลื่อนสี่ล้อมาพร้อมมอเตอร์เสริม ระบบ Downhill Assist Control และโหมด Trail/Snow เพื่อการขับขี่ที่มั่นใจในทุกสภาพถนน

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

Toyota Urban Cruiser จะมาพร้อมกับระบบความปลอดภัยเชิงรุกขั้นสูงและระบบช่วยเหลือผู้ขับขี่ที่ครบครัน เช่น ระบบ pre-collision, ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน และระบบเตือน/ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในเลน

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

Urban Cruiser ยังมาพร้อมจอแสดงผลสำหรับผู้ขับขี่ขนาด 10.25 นิ้ว และจอแสดงผลมัลติมีเดียขนาด 10.1 นิ้ว รวมเข้าด้วยกันอย่างลงตัวในชุดเดียว รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟนได้ง่ายทั้งระบบ Apple CarPlay และ Android Auto อุปกรณ์ระดับพรีเมียม เช่น กล้อง 360 องศา, ระบบเสียง JBL, เบาะนั่งคนขับปรับไฟฟ้า, หลังคาซันรูฟ

CREDIT : Toyota
CREDIT : Toyota

ที่มา : Toyota
Source : Spring News

นอร์เวย์” กลายเป็นผู้นำด้านการใช้ “รถยนต์ไฟฟ้า” โดยรถยนต์ใหม่ที่ขายได้ในปี 2024 มีถึงเกือบ 90% ที่เป็นรถอีวี อะไรคือเบื้องหลังความสำเร็จของประเทศนี้ แล้วประเทศอื่น ๆ สามารถเรียนรู้จากสิ่งนี้ได้หรือไม่

รถยนต์เกือบทุกคันสัญจรที่บนท้องถนนในกรุงออสโล เมืองหลวงของนอร์เวย์ ต่างมีตัวอักษร “E” ซึ่งย่อมาจาก electric ที่แปลว่าไฟฟ้า แสดงให้เห็นว่าคนส่วนใหญ่เลือกใช้รถ EV กันหมด และกลายเป็นบรรทัดฐานของประเทศ และกำลังจะเป็นประเทศแรกที่ยกเลิกการขายรถยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิล

ตามข้อมูลจากสหพันธ์ท้องถนนแห่งนอร์เวย์ หรือ OFV แสดงให้เห็น 88.9% ของรถยนต์ใหม่ที่ขายในประเทศในปี 2024 เป็นรถยนต์ไฟฟ้าซึ่งเพิ่มขึ้นจาก 82.4% ในปี 2023 ทำให้ในปีที่ผ่านมานอร์เวย์มีจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนน แซงหน้ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเป็นครั้งแรก และเมื่อรวมรถยนต์ดีเซลเข้าไปด้วย จะมีรถยนต์ไฟฟ้าคิดเป็นเกือบหนึ่งในสามของรถยนต์ทั้งหมดในนอร์เวย์

ในบางเดือน ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า สูงถึง 98% แทบจะมีคนซื้อรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซลใหม่แล้ว ต่างจากประเทศอื่น ๆ เช่น ในสหราชอาณาจักรมีรถยนต์ไฟฟ้าเพียง 20% เท่านั้นที่จดทะเบียนรถยนต์ใหม่ในปี 2024 แม้ว่านี่จะเป็นสถิติสูงสุดและเพิ่มขึ้นจาก 16.5% ในปี 2023 ก็ตาม ส่วนในสหรัฐตัวเลขอยู่ที่เพียง 8% เมื่อปีที่แล้ว เพิ่มขึ้นขึ้นเล็กน้อยจากปี 2023 ที่ 7.6%

นอร์เวย์จึงกลายเป็นผู้นำในการใช้ รถ EV อย่างไม่ต้องสงสัย แต่กว่าจะประสบความสำเร็จได้ ต้องใช้เวลากว่าสามทศวรรษ 

ทุกอย่างเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นทศวรรษ 1990 ที่นอร์เวย์เริ่มมีผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นแรก ๆ เช่น Buddy (เดิมชื่อ Kewet) และ TH!NK City แม้ว่าในปัจจุบันทั้งสองบริษัทจะเลิกกิจการไปแล้ว แต่ยังคงส่งต่อแรงจูงใจในการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมยังคงอยู่

แม้ว่านอร์เวย์จะเป็นผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซรายใหญ่ แต่นอร์เวย์ก็ตั้งเป้าที่จะจำหน่ายรถใหม่ทั้งหมดเป็นรถไฟฟ้าที่ปล่อยมลพิษเป็นศูนย์ไว้ตั้งแต่ปี 2017 ซึ่ง จากยอดขายในปัจจุบันก็แสดงให้เห็นว่านอร์เวย์ใกล้บรรลุเป้าหมายดังกล่าวแล้ว และคาดว่าในปี 2025 น่าจะถึงเป้าหมายได้ไม่ยาก

เซซิลี คนีบ์ คร็อกลันด์ รองรัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของนอร์เวย์กล่าวว่า “เป้าหมายของเรา คือ แสดงให้เห็นว่าการปล่อยมลพิษเป็นศูนย์นั้น เป็นทางเลือกที่เป็นไปได้และเป็นทางออกที่ดีเสมอ และตอนนี้เรากำลังเข้าใกล้เป้าหมายนั้น ซึ่งฉันคิดว่าเราจะบรรลุเป้าหมายนั้นได้ ฉันคิดว่าเราได้เปลี่ยนผ่านรูปแบบการใช้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลแล้ว”

กุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จของนอร์เวย์ คือ การออกนโยบายสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้าในระยะยาว 

แทนที่จะห้ามใช้รถยนต์เครื่องยนต์สันดาป รัฐบาลกลับชี้นำให้รถอีวีให้เป็นทางเลือกของผู้บริโภค นอกจากจะเพิ่มภาษีและค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนรถยนต์ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในอัตราที่สูงขึ้นแล้ว ยังลดภาษีมูลค่าเพิ่มและอากรนำเข้าสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า อีกทั้งยังมอบสิทธิพิเศษต่าง ๆ ตามมา เช่น ที่จอดรถฟรี ส่วนลดค่าผ่านทาง และการเข้าวิ่งในเลนของรถประจำทาง

ทั้งนี้ นอร์เวย์ยังคงอนุญาตให้ขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลได้ แต่มีเพียงไม่กี่คนที่เลือกซื้อรถยนต์เหล่านี้

“จากนั้นรัฐค่อย ๆ ขึ้นภาษีรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซล จนรถเหล่านี้มีราคาแพงมาก ในขณะที่รถยนต์ไฟฟ้าได้รับการยกเว้นภาษี” คริสตินา บู เลขาธิการสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าของนอร์เวย์กล่าวกับ BBC

เมื่อเทียบกันแล้ว สหภาพยุโรปมีแผนที่จะห้ามการขายรถยนต์เชื้อเพลิงฟอสซิลใหม่ภายในปี 2035 ขณะรัฐบาลปัจจุบันของสหราชอาณาจักรมีแผนห้ามขายรถยนต์ใช้น้ำมันในปี 2030

ปั๊มน้ำมันในนอร์เวย์หลายแห่งถูกเปลี่ยนเป็นสถานีชาร์จรถไฟฟ้า และปัจจุบันมีสถานีชาร์จสาธารณะมากกว่า 27,000 แห่งทั่วนอร์เวย์ นั่นหมายความว่านอร์เวย์มีสถานีชาร์จ 447 แห่งต่อประชากร 100,000 คน เมื่อเทียบกับ 73,699 แห่งในสหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นประเทศที่มีจำนวนประชากรมากกว่า 12 เท่า แสดงให้เห็นว่าสหราชอาณาจักรมีเพียง 89 แห่งต่อประชากร 100,000 คน

สำหรับแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าที่ขายดีที่สุดของนอร์เวย์เมื่อปี 2023 ได้แก่ Tesla, VW และ Toyota ส่วนแบรนด์รถยนต์ของจีน เช่น MG, BYD, Polestar และ XPeng ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกัน 10% ตามข้อมูลของ OFV ทั้งนี้นอร์เวย์ไม่ได้เก็บภาษีนำเข้ารถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ซึ่งต่างจากสหรัฐและสหภาพยุโรปที่ตั้งกำแพงภาษี

นางบูกล่าวว่า ไม่มีเหตุผลใดเลยที่ประเทศอื่นจะเลียนแบบนอร์เวย์ไม่ได้ เพราะความจริงแล้วคนนอร์เวย์ไม่ได้ใส่ใจสิ่งแวดล้อมมากกว่าคนในที่อื่น ๆ แต่เป็นเพราะนโยบายที่เข้มแข็ง และผู้คนค่อย ๆ เข้าใจว่าการขับรถยนต์ไฟฟ้าเป็นไปได้ในชีวิตจริง

อย่างไรก็ตาม นอร์เวย์ก็เป็นประเทศที่ร่ำรวยมากเช่นกัน โดยกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติที่มีมูลค่ามากกว่า 1.7 ล้านล้านดอลลาร์จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซจำนวนมหาศาล ซึ่งหมายความว่านอร์เวย์มีเงินเพียงพอสำหรับสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ได้ง่ายขึ้น และแบกรับภาระการสูญเสียรายได้จากการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันทั้งเบนซินและดีเซล นอกจากนี้ นอร์เวย์ยังมีพลังงานไฟฟ้าจากน้ำหมุนเวียน ซึ่งคิดเป็น 88% ของกำลังการผลิตทั้งหมด

เคล แวร์เนอร์ โยฮันเซน จากศูนย์วิจัยการขนส่งแห่งนอร์เวย์กล่าวว่า “ปัจจุบันรถยนต์ 1 ใน 3 เป็นรถยนต์ไฟฟ้า และจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า ฉันคิดว่ารัฐบาลจะยังคงให้รถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินหรือไฮบริดรุ่นใหม่ ๆ วางขายอยู่บ้าง แต่ฉันไม่รู้จักใครเลยที่อยากซื้อรถยนต์ที่ใช้น้ำมันดีเซลในทุกวันนี้”

แม้ว่ารถยนต์ไฟฟ้าจะได้รับความนิยม แต่บริษัทให้เช่ารถยนต์บางแห่งก็ยังคงซื้อรถที่ใช้พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล สำหรับนักท่องเที่ยวที่ไม่คุ้นเคยกับรถยนต์ไฟฟ้า

เมื่อพิจารณาโดยรวมแล้ว นอร์เวย์ภูมิใจที่จะเป็นประเทศแรกของโลกที่เลิกใช้รถยนต์พลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ก็ยังมีพื้นที่สำหรับความทรงจำในอดีตและความสนุกสนานในบางครั้ง ซึ่งช่วยให้การเปลี่ยนแปลงนี้ง่ายขึ้นและควบคุมการต่อต้านได้

ที่มา: BBCBloombergESG
Source : กรุงเทพธุรกิจ