กรุงเทพมหานครเป็นแหล่งกำเนิดขยะมากที่สุดในประเทศไทย โดยมีปริมาณขยะเฉลี่ยประมาณ 10,000 ตันต่อวัน หรือประมาณ 3.5 ล้านตันต่อปี ในการจัดการขยะนี้ ต้องใช้งบประมาณเกินกว่า 7,000 ล้านบาทต่อ ซึ่งคิดเป็น 15-16% ของงบประมาณทั้งหมด

ทั้งนี้ ประเทศไทยได้มีการกำหนด ‘ยุทธศาสตร์การกำจัดขยะ’ ฉบับที่ 2 (พ.ศ. 2565–2570) ซึ่งมีเป้าหมายหลักในการลดปริมาณขยะและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการขยะ แต่การคัดแยกขยะเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของไทย ถึงแม้ว่าปัจจุบันประชาชนบางครัวเรือนเริ่มมีการคัดแยกขยะแล้ว แต่ประเทศไทยยังขาดโครงสร้างพื้นฐานเมืองที่รองรับการทิ้งขยะคัดแยกจากครัวเรือน

NIA เล็งเห็นโอกาสในการพัฒนากลุ่มคลัสเตอร์ธุรกิจจัดการขยะตั้งแต่ต้นทาง-ปลายทาง จึงร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กลุ่มบริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และศูนย์การทดลองเมืองกรุงเทพฯ (Bangkok City Lab) นำร่องติดตั้งสถานีจัดการขยะอัจฉริยะ “ฉลาดทิ้ง” (Waste Wise Station) ย่านนวัตกรรมปุณณวิถี ในพื้นที่ทรู ดิจิทัล พาร์ค

ซึ่งรวม 5 นวัตกรรมตู้รับขยะอัจฉริยะ สำหรับรับขยะ 5 ประเภท ได้แก่

  • ตู้ True รับขยะอิเล็กทรอนิกส์ E-Waste
  • ตู้ Oklin รับขยะประเภทเศษอาหาร
  • ตู้ Circular รับขยะประเภทเสื้อผ้า
  • ตู้ Refun รับขยะประเภทขวดพลาสติก
  • ตู้ Recycoex รับและขยะประเภทน้ำมันเก่า
ผุดตู้อัจฉริยะรับขยะ 5 ประเภท เสื้อผ้า-น้ำมันพืช ได้แต้มจูงใจ ลดขยะกรุงเทพฯ

ย่านนวัตกรรมปุณณวิถี

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ปัจจุบัน ประเทศไทยยังขาดโครงสร้างพื้นฐานเมืองที่เอื้อต่อการจัดการขยะจากต้นทาง โดยเฉพาะการคัดแยกขยะจากครัวเรือนอย่างเป็นระบบ ด้วยเหตุนี้ NIA จึงจับมือกับเครือข่ายพันธมิตร ร่วมกันออกแบบและพัฒนาโครงการ “ฉลาดทิ้ง : สถานีจัดการขยะอัจฉริยะ” หรือ Waste Wise Station บนพื้นที่ของทรู ดิจิทัล พาร์ค ซึ่งเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งย่านปุณณวิถี เป็นพื้นที่นำร่อง

พื้นที่นี้ที่เรียกว่า ‘ย่านนวัตกรรมปุณณวิถี’ เป็นพื้นที่ที่ NIA ได้ร่วมกันพัฒนาและทำงานมาเป็นเวลาประมาณ 7–8 ปีแล้ว เดิมทีเริ่มต้นด้วยการมุ่งเน้นเรื่อง Cyber Technology และการพัฒนา Startup ให้พื้นที่แห่งนี้จะเป็นศูนย์กลางสำหรับเทคโนโลยีและ Startup รวมถึงเป็นพื้นที่แสดงนวัตกรรมใหม่

ผุดตู้อัจฉริยะรับขยะ 5 ประเภท เสื้อผ้า-น้ำมันพืช ได้แต้มจูงใจ ลดขยะกรุงเทพฯ

จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว เราได้เห็น Startup และเทคโนโลยีมากมายมารวมตัวกันภายในอาคาร True Digital Park ซึ่งได้สร้างกิจกรรมหลากหลาย แต่สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นต่อไปคือการขยายผลออกไปไกลกว่าแค่พื้นที่ปุณณวิถี โดยจะครอบคลุมถึงย่านสุขุมวิทตอนใต้ ซึ่งจะกลายเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับ Creative Industry และ Service Industry รองรับ Soft Power ทั้ง 14 อุตสาหกรรม เช่น Gaming และแฟชั่น นอกจากนี้ยังมีบทบาทเป็นฉากถ่ายภาพยนตร์ในหลายเรื่องอีกด้วย

ขาดโครงสร้างพื้นฐานจัดการขยะต้นทาง

ดร.กริชผกา กล่าวด้วยว่า NIA วางตัวเองในฐานะผู้กำหนดทิศทางนวัตกรรม (Focal Conductor) ที่มุ่งสร้างความก้าวหน้าด้านนวัตกรรมให้กับประเทศไทย และเชื่อมโยงเครือข่ายพันธมิตรจากทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการศึกษา เพื่อส่งเสริมความร่วมมือที่เข้มแข็งและยั่งยืน ผ่านการใช้ระบบนวัตกรรมในเชิงพื้นที่ จึงเชิญชวนและประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน

ธุรกิจ Startup หลายรายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการขยะ เช่น การเปลี่ยนเศษอาหารให้กลายเป็นปุ๋ย หรือการนำเสื้อผ้าเก่ามาแปรรูปเป็นเส้นใยใหม่สำหรับผลิตเสื้อผ้าหรือชุดยูนิฟอร์ม เป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นว่าขยะสามารถสร้างมูลค่าและตอบโจทย์เป้าหมายด้าน SDG, ESG และ Circular Economy ได้อย่างชัดเจน

อย่างไรก็ตาม การบริหารจัดการขยะในอนาคตจะมีคุณค่า หากเรามีระบบที่เหมาะสม เช่น การคัดแยกขยะ ซึ่งเป็นแนวทางสำคัญที่ต่างประเทศให้ความสำคัญมาก แต่ในประเทศไทยยังต้องการการผลักดันในสองรูปแบบ คือ การบังคับใช้ (Enforcement) และการสร้างความตระหนักรู้ในใจของประชาชน เชื่อว่าเยาวชนและคนรุ่นใหม่จะมีบทบาทสำคัญในการนำพาประเทศไปสู่ระบบการจัดการขยะที่มีประสิทธิภาพ

NIA ยังคงสนับสนุน Startup และความร่วมมือกับพันธมิตรจากมหาวิทยาลัย หน่วยงานท้องถิ่น และภาคเอกชน เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่ต่าง ๆ และกระตุ้นให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เมื่อสิ่งนี้เกิดขึ้น ขยะจะกลายเป็นทรัพยากรที่มีมูลค่า ประเทศไทยจะเข้าสู่ยุค Green Transformation และการเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง

ผุดตู้อัจฉริยะรับขยะ 5 ประเภท เสื้อผ้า-น้ำมันพืช ได้แต้มจูงใจ ลดขยะกรุงเทพฯ

เศรษฐกิจหมุนเวียน

จักรกฤษณ์ อุไรรัตน์ หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกิจการองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ทรู คอร์ปอเรชั่น พร้อมขับเคลื่อนองค์กรสู่เป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการลดขยะอิเล็กทรอนิกส์ (e-Waste) ให้เหลือศูนย์ในหลุมฝังกลบ (Zero e-Waste to landfill) ตามแนวทางของเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ย่านนวัตกรรมปุณณวิถีมีเป้าหมายเพื่อสร้างสถานีจัดการขยะอัจฉริยะ รวมถึงกำจัดขยะอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นโครงการที่มีประโยชน์ต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยพื้นที่นี้ไม่เพียงแต่เป็นหนึ่งใน Startup Hub ที่ใหญ่และดีที่สุดในประเทศไทยและกรุงเทพฯ แต่ยังเป็นจุดรวมของคนรุ่นใหม่และบริษัท Startup ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการอยู่ร่วมกับโลกอย่างมีคุณภาพและคุณค่า

“True Corporation ในฐานะ Tech Company ของไทย เราให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเฉพาะในด้าน ESG โดยวันนี้เราได้เน้นมิติของสิ่งแวดล้อม ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ให้อยู่ในระดับศูนย์ เราได้ดำเนินการในด้านนี้มานานกว่า 10 ปี ผ่านโครงการที่สนับสนุนการเก็บขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยการจัดกล่องรับคืนขยะตาม True Shop รวมถึงสถานศึกษากว่า 197 แห่ง และตั้งเป้าหมายที่จะขยายให้ครบ 400 แห่งภายในปีนี้

นอกจากนี้ เราได้พัฒนาตู้รับขยะอัจฉริยะภายใต้ชื่อ ‘True E-Waste Vending Machine’ เพื่ออำนวยความสะดวกในกระบวนการรับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์โดยอัตโนมัติ ซึ่งได้เริ่มทดลองติดตั้งที่ True Digital Park เราเชื่อว่าที่นี่จะเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมปุณณวิถี และเป็นโมเดลต้นแบบเพื่อสนับสนุนการแยกขยะอย่างถูกต้องสำหรับประชาชนในทุกพื้นที่และทุกประเภท”

สอดรับกับเป้า SDGs

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง กล่าวว่า ขยะเป็นมลภาวะที่มีบทบาทสำคัญต่อการเพิ่มขึ้นของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะโลกร้อน ดังนั้น เป้าหมายของ สจล. คือการนำขยะกลับมาใช้ใหม่ให้เกิดมูลค่า ลดการปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ

“เรานำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาใช้แก้ไขปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งหนึ่งในความท้าทายสำคัญของยุคนี้คือ การจัดการขยะ ที่ต้องอาศัยความร่วมมืออย่างรอบด้านและแนวคิดใหม่ที่ยั่งยืน

ในครั้งนี้ เราได้ทำการวิจัยเพื่อจัดการขยะหลัก 5 ประเภท โดยมีเป้าหมายเพื่อรีไซเคิลขยะและเพิ่มมูลค่าให้ได้มากที่สุด โครงการนี้ยังเกี่ยวข้องกับการผลักดันแนวทาง Zero Waste ในสถาบันการศึกษา เพื่อหลีกเลี่ยงการเผาหรือทำลายขยะที่ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เรามุ่งหวังให้ขยะพลาสติกถูกนำกลับมาใช้ใหม่เพื่อลดมลภาวะ

ผุดตู้อัจฉริยะรับขยะ 5 ประเภท เสื้อผ้า-น้ำมันพืช ได้แต้มจูงใจ ลดขยะกรุงเทพฯ

อีกด้านหนึ่ง เราได้ร่วมมือกับชุมชนในเขตลาดกระบัง เพื่อจัดการอบรมและส่งเสริมการใช้ขยะพลาสติกให้เกิดประโยชน์ เช่น การประดิษฐ์เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ และพัฒนาตลาดเพื่อสนับสนุนชุมชน การช่วยสร้างตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการรีไซเคิลเป็นสิ่งสำคัญ เพราะการวิจัยหลายครั้งที่ประสบความสำเร็จในกระบวนการวิจัยนั้นกลับขาดโอกาสในการนำไปต่อยอดในตลาด”

โครงการนี้ไม่เพียงมุ่งลดปริมาณขยะในเขตเมือง แต่ยังมีเป้าหมายเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในระดับพฤติกรรม ส่งเสริมจิตสำนึกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของวิกฤตโลกร้อน ทั้งยังสอดรับกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs) โดยเฉพาะเป้าหมายที่ 13 ว่าด้วยการดำเนินการเร่งด่วนเพื่อต่อสู้กับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ส่อง 5 ธุรกิจนวัตกรรม

1. TRUE: E-Waste เครื่องรับคืนขยะอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะจากกลุ่มทรู มาพร้อมนวัตกรรมที่สามารถเก็บข้อมูลแบบ real-time ได้แก่ ชนิด/หมวดหมู่ของ e-Waste แจ้งน้ำหนัก พร้อมคำนวณค่า Carbon Reduction ระบบ Notification และ ระบบสะสมแต้มให้กับสมาชิก ทิ้งถูกที่ ดีต่อใจ มั่นใจได้ 100% E-Waste จะเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกวิธี

2. OKLIN : Food Waste เครื่องกำจัดขยะเศษอาหารที่ใช้เทคโนโลยีชีวภาพในการย่อยสลายขยะเศษอาหารเป็นปุ๋ย ช่วยลดปริมาณขยะเศษอาหารได้ถึง 90% ในเวลาเพียง 24 ชั่วโมง ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่ได้สามารถนำไปใช้เป็นสารบำรุงดิน เร่งใบ เร่งผล ในการทำพืชสวนทางการเกษตรหรือใช้บำรุงต้นไม้

3. CIRCULAR : Used Clothes นำของเสียจากอุตสหากรรมสิ่งทอมาใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิต เช่น ของเสียจากภาคการผลิตอุตสาหกรรมแฟชั่น หรือ เศษผ้าจากการตัดเย็บ และ ขยะสิ่งทอแฟชั่น เสื้อผ้าใช้แล้วต่างๆ มาคัดแยกสิ่งทอ/เสื้อผ้า ตามเฉดสี และ นำมาแปรสภาพเป็นผ้าหลากสี หรือ เสื้อผ้าใหม่ โดยไม่ผ่านกระบวนการฟอกย้อม เพื่อนำกลับมาใช้เป็นสินค้าที่ยั่งยืน

4. REFUN : Plastic Waste หรือ ‘ตู้รีฟัน’ คือตู้รับคืนขยะรีไซเคิลอัตโนมัติ เปลี่ยนขยะรีไซเคิลเป็นคะแนนสะสมในรูปแบบต่างๆ โดยผู้ใช้สามารถนำขวด PET พลาสติกใส มาหยอดที่ตู้ เพื่อให้เครื่องตรวจสอบคิดเป็นสะสมเป็นแต้ม เพื่อนำไปแลกเป็นของรางวัลต่างๆตามที่แคมเปญจัดขึ้น

5. RECYCOEX : Waste Cooking Oil ตู้รับน้ำมันพืชที่ใช้เเล้ว เพื่อผลิตเป็นน้ำมันเครื่องบิน Sustainable Aviation Fuel (SAF) นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการช่วยลดโลกร้อน ที่จะช่วยลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในอุตสาหกรรมการบินลงได้ โดยเฉพาะเมื่ออุตสาหกรรมการบินวางเเผนจะก้าวเข้าสู่เป้าหมาย Net Zero ในอนาคต

ผุดตู้อัจฉริยะรับขยะ 5 ประเภท เสื้อผ้า-น้ำมันพืช ได้แต้มจูงใจ ลดขยะกรุงเทพฯ

Source : กรุงเทพธุรกิจ

รายงานฉบับใหม่จากกลุ่มสถาบันวิจัยด้านพลังงาน Ember ระบุว่าในปี 2024 การผลิตไฟฟ้าของโลกมากกว่า 40% มาจาก “พลังงานหมุนเวียน” แต่การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตัวการที่ทำให้ “โลกร้อน” กลับเพิ่มสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากปีที่ผ่านมาอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ยิ่งทำให้ความต้องการพลังงานโดยรวมมากขึ้น ส่งผลให้ต้องใช้ “เชื้อเพลิงฟอสซิล” เพิ่มมากขึ้น

พลังงานแสงอาทิตย์” เป็นแหล่งพลังงานที่เติบโตเร็วที่สุด โดยปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้จากโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในช่วงสามปีที่ผ่านมา ฟิล แมคโดนัลด์ กรรมการผู้จัดการของ Ember กล่าวว่า

“พลังงานแสงอาทิตย์กลายเป็นตัวขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก เมื่อจับคู่กับระบบกักเก็บแบตเตอรี่แล้ว พลังงานแสงอาทิตย์จะกลายเป็นพลังที่ไม่อาจหยุดยั้งได้” 

ก่อนหน้านี้ Ember คาดการณ์ว่าปี 2023 จะเป็นปีที่การปล่อยมลพิษจากไฟฟ้าถึงจุดสูงสุด หลังจากที่คงที่ในช่วงครึ่งแรกของปี และหลังจากนั้นการปล่อยมลพิษจะเริ่มลดลง แต่กลับผิดคาด เนื่องจากคลื่นความร้อนที่เกิดขึ้นทั่วโลก ทำให้ความต้องการไฟฟ้าเพิ่มขึ้น ส่งผลให้พลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงเพิ่มขึ้น 1.4% ในปีนั้น 

ความต้องการไฟฟ้ายังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยมาก ข้อมูลจาก สถาบันการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโคเปอร์นิคัสของสหภาพยุโรป หรือ C3S ระบุว่าเดือนมีนาคม 2025 เป็นช่วงที่ร้อนที่สุดเป็นอันดับสองในประวัติศาสตร์

พลังงานหมุนเวียนเติบโตขึ้น

โซลาร์เซลล์” เป็นแหล่งพลังงานที่ราคาถูกและติดตั้งง่าย ทำให้พลังงานแสงอาทิตย์เป็นแหล่งพลังงานไฟฟ้าที่เติบโตเร็วที่สุดติดต่อกันเป็นปีที่ 20 ตามข้อมูลของ Ember พบว่า ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าในทุก ๆ 3 ปี นับตั้งแต่ปี 2012

จีนยังคงครองส่วนแบ่งการเติบโตของพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุด ด้วยสัดส่วนถึง 53% ของทั้งโลก โดยตลอดปี 2024 จีนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ถึง 834 TWh

ส่วนกำลังการผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ของอินเดียเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าระหว่างปี 2023-2024

ขณะที่ ประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป 7 ประเทศติดอันดับ 15 ประเทศที่ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากสุดในโลก โดยในปี 2024 เยอรมนีผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้ 71 TWh ซึ่งอยู่อันดับที่ 6 ของโลก ส่วนฮังการีขึ้นแท่นเป็นประเทศที่ใช้พลังงานแสงอาทิตย์สูงสุดในโลกที่ 25%

แม้ว่าจะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อดูในภาพรวมแล้ว พลังงานแสงอาทิตย์ยังคงเป็นส่วนเล็ก ๆ ของการผลิตพลังงานทั่วโลก เพราะคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 7% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าทั่วโลก ซึ่งเท่ากับการจ่ายไฟให้กับประเทศอินเดียทั้งประเทศ

ขณะที่ พลังงานลมคิดเป็น 8% ของการผลิตพลังงานไฟฟ้าทั่วโลก ส่วนพลังงานนิวเคลียร์คิดเป็น 9% ด้านพลังงานน้ำมีส่วนสนับสนุน 14% ถือเป็นแหล่งพลังงานสะอาดที่ใหญ่ที่สุด แต่ทั้งพลังงานน้ำและพลังงานนิวเคลียร์เติบโตช้ากว่าพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์มาก

เมื่อรวมกันแล้ว แหล่งพลังงานสะอาดทุกประเภทสามารถผลิตพลังงานไฟฟ้าให้แก่โลกได้มากกว่า 40.9% ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ยุค 1940 ซึ่งเป็นช่วงที่ความต้องการไฟฟ้าน้อยกว่าปัจจุบันประมาณ 50 เท่า โดยพลังงานน้ำเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนที่เก่าแก่ที่สุดในโลก และคิดเป็นสัดส่วนขนาดใหญ่ของไฟฟ้าทั่วโลกในช่วงดังกล่าว

ในปี 2024 การผลิตพลังงานไฟฟ้าในสหภาพยุโรป 71% มาจากแหล่งพลังงานสะอาดทุกประเภท ซึ่งถือว่าสูงกว่าค่าเฉลี่ยทั่วโลกอย่างมาก และเป็นปีแรกที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์แซงหน้าถ่านหิน ด้วยสัดส่วน 11% ซึ่งเป็นผลมาจากส่งเสริมให้ติดแผงโซลาร์เซลล์ตามบ้าน จนสามารถผลิตพลังงานแสงอาทิตย์ได้มากขึ้น 

หลายประเทศในยุโรปทยอยปิดโรงไฟฟ้าถ่านหิน ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลให้น้อยที่สุด ขณะที่สหราชอาณาจักรเลิกใช้ถ่านหินอย่างถาวร ซึ่งการหันมาใช้พลังงานหมุนเวียนนี้จะช่วยให้ยุโรปมีความมั่นคงทางพลังงานมากยิ่งขึ้น และไม่จำเป็นต้องพึ่งพาถ่านหินจากรัสเซีย

แม้ว่า พลังงานสะอาดจะเพิ่มขึ้นเป็น แต่ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยออกมายังไม่เริ่มลดลง เพราะความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกที่เพิ่มขึ้นยังคงแซงหน้าการเติบโตของพลังงานหมุนเวียน 

ตามรายงานพบว่าในปี 2024 ความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น 4% สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการใช้เครื่องปรับอากาศเพิ่มขึ้นในปีที่อากาศร้อนเป็นพิเศษ อีกทั้งในช่วงห้าปีที่ผ่านมา เศรษฐกิจเอเชียที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอินเดียและจีน ทำให้ต้องเร่งผลิตพลังงานไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลต่อไป เพื่อตอบสนองความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

ในปี 2024 การผลิตเชื้อเพลิงฟอสซิลเพิ่มขึ้น 1.4% โดยคิดเป็นถ่านหิน 34% และก๊าซอีก 22% ทำให้การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อนทั่วโลกเพิ่มขึ้นแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 14,600 ล้านตัน เพิ่มจากปีก่อน 1.6%

อย่างไรก็ตาม แมคโดนัลด์กล่าวว่า สำหรับปี 2025 คลื่นความร้อนไม่น่าจะเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น แต่ปัญญาประดิษฐ์ ศูนย์ข้อมูล ยานยนต์ไฟฟ้า และปั๊มความร้อน จะเข้ามามีบทบาทสำคัญที่ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มสูงขึ้น

รายงานระบุว่า เทคโนโลยีเหล่านี้รวมกันทำให้ความต้องการไฟฟ้าทั่วโลกเพิ่มขึ้น 0.7% ในปี 2024 ซึ่งเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าจากเมื่อ 5 ปีก่อน


ที่มา: BBCEuro NewsThe Guardian
Source : กรุงเทพธุรกิจ

สวัสดีครับ ความเสี่ยงและการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศเป็นเรื่องที่ไม่สามารถแยกจากกันได้ครับ ทั้งความเสี่ยงด้านกายภาพ (Physical Risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) ในแง่การทำธุรกิจโดยเฉพาะด้านภาคการผลิตและการส่งออก

เรากำลังจะมีอีกหนึ่งมาตรการที่ทุกภาคส่วนต้องทำความเข้าใจนั่นคือ มาตรการเก็บภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ที่จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือเชิงนโยบายในการผลักดันประเทศไทยสู่หนทาง Net Zero ตามที่ได้วาดหวังไว้

ที่ผ่านมาเราได้เห็นพัฒนาการสำคัญเกี่ยวกับแนวทางการลดคาร์บอนหลายด้าน ทั้งแนวคิดเรื่อง Emission Trading System (ETS) หรือระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่กำลังจะเป็นรูปเป็นร่าง และโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ (T-VER) ขณะที่มาตรการด้านภาษีคาร์บอนจะเข้ามาเป็นอีกกลไกที่สนับสนุนประเทศไทยให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยแนวคิดที่ทำให้ธุรกิจหรือผู้ที่ปล่อยคาร์บอนตระหนักว่าทุกการกระทำล้วนมี “ราคาที่ต้องจ่าย” โดยทั้งหมดที่กล่าวมาจะถูกบรรจุอยู่ใน ร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. … (พ.ร.บ.โลกร้อน) ที่กำลังอยู่ในกระบวนการออกเป็นกฎหมายเพื่อบังคับใช้ต่อไป

เมื่อพูดถึงภาษี สิ่งที่จะตามมาคือเรื่องของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ที่สำคัญใน พ.ศ. 2569 สหภาพยุโรปเตรียมบังคับใช้มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งจะเก็บส่วนต่างราคาคาร์บอนจากสินค้าที่นำเข้า 6 ประเภท ได้แก่ เหล็ก อะลูมิเนียม ปูนซีเมนต์ ปุ๋ย ไฮโดรเจน ไฟฟ้า หากบ้านเราเริ่ม “ขยับตัว” ให้ทันกับแนวทางดังกล่าว เช่น เริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอนตั้งแต่ต้นทาง อาจช่วยให้เราสามารถเจรจาเพื่อหักลบภาษีกับสหภาพยุโรปได้อย่างมีหลักการสนับสนุนที่หนักแน่น

สำหรับประเทศไทย ในเบื้องต้นเราจะผนวกการจัดเก็บภาษีคาร์บอนจากผลิตภัณฑ์น้ำมันเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาษีสรรพสามิตเดิม ในปี พ.ศ. 2568 นี้ โดยจะแยกชั้นภาษีให้เห็นชัดเจน แต่ไม่ต้องกังวลไปครับ เพราะภาษีดังกล่าวมุ่งเน้นสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องต้นทุนของคาร์บอน โดยไม่ได้ทำให้ภาษีสรรพสามิตเพิ่มขึ้นและไม่ได้มีผลกับราคาน้ำมันแต่ประการใด เมื่อ พ.ร.บ. โลกร้อนมีผลบังคับใช้แล้ว จะมีการจัดเก็บภาษีที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง

ในต่างประเทศ สวีเดนที่ถือเป็น “ผู้บุกเบิก” ระบบภาษีคาร์บอนตั้งแต่ปี พ.ศ. 2534 ได้เก็บภาษีคาร์บอนอยู่ที่ 134 ยูโรต่อ 1 ตัน (ประมาณ 4,900 บาท) ขณะที่เพื่อนบ้านเราอย่างสิงคโปร์ได้มีการบังคับใช้ “Singapore Carbon Pricing Act “ หรือกฎหมายด้านการจัดเก็บภาษีคาร์บอนเมื่อปี พ.ศ. 2562  โดยจะเก็บภาษีกับโรงงานที่ปล่อยคาร์บอนซึ่งเทียบเท่าหรือมากกว่า 25,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตัน (ประมาณ 125 บาท) และอาจเพิ่มสูงสุดได้ถึง 80 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตัน (ประมาณ 2,000 บาท) จากข้อมูลล่าสุดประเทศไทยได้กำหนดอัตราภาษีคาร์บอนที่ 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งราคานี้เองจะถูกนำมาคำนวณค่าภาษีคาร์บอนต่อไป

ในมุมการทำธุรกิจ แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องเพิ่มเข้าไปด้วยในแง่บัญชีคือต้นทุนด้านคาร์บอนที่ต้องคำนวณเพิ่ม โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเข้มข้น (Carbon Intensive Industry) ธุรกิจต่างๆ จึงควรหันมาใช้ประโยชน์จากภูมิทัศน์ด้านการเงินและสิ่งแวดล้อมที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ผ่านการลงทุนปรับเปลี่ยนแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานที่อาจสามารถลดภาระด้านภาษีและต้นทุน รวมถึงหาแนวทางการจัดการการปล่อยคาร์บอนเชิงรุกให้สอดคล้องกับความคาดหวังด้าน ESG ของนักลงทุนครับ

ในแง่ของสถาบันการเงินและนักลงทุน การคำนึงถึงมิติด้านภาษีคาร์บอนเข้ากับกลยุทธ์ดำเนินงานและการลงทุนควรเข้ามาเป็นหนึ่งใน “สมการ” ด้านการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย โดยในช่วงแรก ภาษีคาร์บอนอาจดูเหมือนความท้าทาย แต่หากมองให้ดีเปรียบเสมือน “โอกาส” ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมสีเขียว รวมถึงกลับไปพิจารณา (Revisit) เป้าหมายด้านความยั่งยืนของธุรกิจ คำถามที่น่าสนใจอาจจะไม่ใช่ว่าภาษีคาร์บอนจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจหรือไม่ แต่อาจเป็นคำถามว่าเราจะปรับตัวอย่างไรในระบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ เตรียมพร้อมวันนี้ เพื่อความได้เปรียบในวันหน้านั่นเองครับ

\'พลิกเกมธุรกิจ\' ขานรับภาษีคาร์บอน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

1 เมษายน 2024 บริษัทสาธารณูปโภคด้านพลังงาน Helen ได้ยุติการใช้โรงไฟฟ้าถ่านหินซัลมิซารี (Salmisaari) ในเฮลซิงกิอย่างเป็นทางการ ทำให้ในปัจจุบัน “ถ่านหิน” เป็นแหล่งพลังงานในการผลิตไฟฟ้าสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของฟินแลนด์ ซึ่งนอกจากจะช่วยลดการปล่อยมลพิษและเพิ่มความเป็นอิสระด้านพลังงานแล้ว บริษัทยังระบุว่าการปิดโรงไฟฟ้าถ่านหินยังช่วยลดค่าไฟฟ้าของผู้บริโภคได้อีกด้วย

โอลลี่ เซิร์กก้า ซีอีโอของ Helen กล่าวว่า “เราสามารถดำเนินการได้อย่างมีกำไรมากขึ้นด้วยราคาที่ถูกกว่าสำหรับลูกค้า ความสำเร็จของเราเป็นเครื่องบ่งชี้ที่ยอดเยี่ยมว่าในกรณีที่ดีที่สุด การเปลี่ยนผ่านที่สะอาด ประสิทธิภาพด้านต้นทุน และความมั่นคงด้านอุปทานของฟินแลนด์สามารถดำเนินไปควบคู่กันได้”

นับจากนี้ Helen จะผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลม พลังงานนิวเคลียร์ พลังงานน้ำ และพลังงานแสงอาทิตย์เป็นหลัก ซึ่งทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าลดลง โดยตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2024 Helen ประกาศลดราคาพลังงานให้แก่ลูกค้าไปแล้วสองครั้ง คาดการณ์ว่าราคาเฉลี่ยรวมของระบบทำความร้อนในเขตพื้นที่สำหรับปี 2025 จะลดลงโดยเฉลี่ย 5.8% เมื่อเทียบกับปี 2024

ตั้งแต่ปี 2020 “พลังงานลม” เข้ามามีบทบาทสำคัญในภาคพลังงานของฟินแลนด์ กำลังการผลิตพลังงานลมเพิ่มขึ้นมากกว่าสองเท่า จนกลายเป็น 25% ของการผลิตพลังงานไฟฟ้าภายในประเทศ  ขณะเดียวกันการผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินลดลง 73% จาก 2.44 เทระวัตต์ชั่วโมงเหลือ 0.67 เทระวัตต์ชั่วโมง ซึ่งปัจจุบันคิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 1% ของพลังงานทั้งหมด

โรงไฟฟ้าถ่านหิน Salmisaari

Salmisaariโรงไฟฟ้าถ่านหิน แห่งสุดท้ายในฟินแลนด์
เครดิตภาพ: REUTERS

ในปี 2024 ฟินแลนด์มีโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานถ่านหินเปิดใช้งานอยู่ 3 แห่ง โรงหนึ่งคือโรงไฟฟ้าถ่านหินซัลมิซารี ส่วนอีก 2 โรงเป็นโรงไฟฟ้าแบบผสมผสาน คือ วาสกีลูโอโต 2 ( Vaskiluoto 2) ใช้ถ่านหินเป็นเชื้อเพลิงเพียงประมาณ 30% 

ขณะที่มาร์ตินลาคโซ 2 (Martinlaakso 2) ใช้ถ่านหินและชีวมวลร่วมกัน และมีแผนจะยกเลิกใช้ถ่านหินในปี 2026 ซึ่งทั้งโรงไฟฟ้าทั้ง 3 แห่งผลิตพลังงานรวมกันได้เพียง 0.8% ของประเทศ นอกจากนี้ ยังมีโรงไฟฟ้าเมริ-โปริ (Meri-Pori) ถูกใช้เป็นโรงไฟฟ้าสำรอง เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินร้ายแรงจนถึงสิ้นปี 2026

ฟินแลนด์ร่วมใจงดใช้ถ่านหิน

รัฐมนตรีกระทรวงสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมของฟินแลนด์ ซารี มุลตาลา แสดงความยินดีกับ Helen และบริษัทพลังงานทั้งหมดในประเทศสำหรับความมุ่งมั่นในการยกเลิกใช้ถ่านหิน

“ในปี 2019 รัฐสภามีมติเห็นชอบกฎหมายห้ามใช้ถ่านหินเพื่อผลิตพลังงานภายใน 10 ปีอย่างเป็นเอกฉันท์ ในเวลานั้น เป้าหมายดูเหมือนจะท้าทาย แต่ตอนนี้ที่ทำได้เร็วกว่ากำหนด การผ่านกฎหมายนี้จึงดูเป็นการมองการณ์ไกลมาก” มุลตาลา กล่าว

เพื่อให้เป็นไปตามเป้า ฟินแลนด์ได้ออกนโยบายและแผนงานสนับสนุน รวมถึงการระดมทุนมูลค่า 22.8 ล้านยูโรในปี 2021 ที่มุ่งเป้าไปที่เทคโนโลยีและการลงทุนด้านพลังงานที่สร้างสรรค์ 

มุลตาลาระบุว่า พลังงานลมเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการเติบโตทางเศรษฐกิจของฟินแลนด์ ตามรายงานล่าสุดของสมาพันธ์อุตสาหกรรมฟินแลนด์ โดยคิดเป็นมูลค่า 26,000 ล้านยูโร หรือคิดเป็น 44% ของอุตสาหกรรมสีเขียวทั้งหมดที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในประเทศในอนาคตอันใกล้นี้

ก่อนหน้านี้ ฟินแลนด์ต้องพึ่งพาถ่านหินที่นำเข้าจากรัสเซียเป็นหลัก ดังนั้นการเลิกใช้ถ่านหินจึงทำให้ฟินแลนด์เป็นอิสระด้านพลังงานมากขึ้น และช่วยเพิ่มความมั่นคงของชาติด้วย ขณะเดียวกันก็ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของฟินแลนด์ได้ 5% 

ซิริลล์ คอร์เมียร์ รองผู้อำนวยการฝ่ายรณรงค์ของ Beyond Fossil Fuels ภาคการผลิตไฟฟ้าของยุโรปที่ใช้พลังงานหมุนเวียนกล่าวว่า ฟินแลนด์ได้แสดงให้ว่าการใช้พลังงานหมุนเวียนสามารถเกิดขึ้นได้จริง หากภาคการเมืองมีความชัดเจน และมีการลงทุนอย่างรวดเร็ว

“พลังงานลมเพียงอย่างเดียวก็ช่วยเติมเต็มช่องว่างที่ถ่านหินและพลังงานฟอสซิลได้มากเพียงพอแล้ว ซึ่งพิสูจน์ให้เห็นว่าพลังงานหมุนเวียนสามารถขยายขนาดได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนโยบายของรัฐบาลสร้างเงื่อนไขที่เหมาะสม” คอร์เมียร์กล่าว

นอกจากนี้ การรณรงค์ของกลุ่มภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญในการทำให้โรงไฟฟ้าถ่านหินซัลมิซารีปิดตัวลง หนึ่งในนั้นคือ Coal-Free Finland กลุ่มรณรงค์เรียกร้องให้ยุติการใช้พลังงานถ่านหินและเลิกใช้พลังงานถ่านหินมาโดยตลอด แต่กลุ่มผู้รณรงค์กล่าวว่าฟินแลนด์ยังสามารถทำได้มากกว่านี้ โดยชี้ให้เห็นถึงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์โอลคิลูโต 3 (Olkiluoto 3) ที่คืบหน้าล่าช้าไปมาก และต้องใช้เชื้อเพลิงชีวมวลอย่างต่อเนื่อง

“ปัจจุบันฟินแลนด์กำลังก้าวไปสู่ระบบพลังงานที่ปราศจากเชื้อเพลิงฟอสซิล ซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มศักยภาพและปริมาณการใช้พลังงานหมุนเวียนให้ได้สูงสุดและรวดเร็ว” คอร์เมียร์กล่าว 

ในปี 2017 สหราชอาณาจักรและแคนาดาได้จัดตั้งกลุ่มพันธมิตรขับเคลื่อนการยุติใช้พลังงานถ่านหิน หรือ PPCA ซึ่งฟินแลนด์เป็นสมาชิกของ PPCA มาตั้งแต่ก่อตั้ง และปัจจุบันมีสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 180 ประเทศทั่วโลก

“กรณีของฟินแลนด์ยืนยันว่าการเร่งเปลี่ยนจากถ่านหินไปเป็นพลังงานสะอาด จะยิ่งสร้างประโยชน์ให้แก่ประเทศ ช่วยเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจ นอกจากนี้ ยังพิสูจน์ด้วยว่าการเปลี่ยนผ่านจากถ่านหินเป็นพลังงานสะอาดสามารถเกิดขึ้นได้เร็วกว่าที่คิดได้มาก ด้วยความมุ่งมั่นที่กล้าหาญและการวางแผนเชิงรุกของรัฐบาล” จูเลีย สโครปสกา หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ PPCA กล่าว


ที่มา: Euro NewsReutersYLE
Source : กรุงเทพธุรกิจ

วิสาหกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise : SE) และ ‘ศิลปะ’ เป็น 2 องค์ประกอบสำคัญที่ทรงพลังในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกให้แก่สังคม ศิลปะไม่เพียงสะท้อนวัฒนธรรม อารมณ์ และความคิดสร้างสรรค์ของมนุษย์ หากแต่ยังเป็นภาษาสากลที่สามารถสื่อสารแนวคิด ความรู้สึก และจุดประกายแรงบันดาลใจได้อย่างไม่มีข้อจำกัด

นอกจากนี้ ศิลปะยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เยียวยาจิตใจ และปลุกกระแสการเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นการใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสะท้อนปัญหาสังคม ส่งเสริมความเท่าเทียม หรือจุดประกายความคิดสร้างสรรค์เพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ

ด้วยเหตุนี้ การสนับสนุนพื้นที่สร้างสรรค์และการพัฒนาศิลปินให้สามารถสร้างผลงานที่มีเอกลักษณ์และศักยภาพสู่ระดับโลกจึงเป็นสิ่งที่ควรได้รับการผลักดันจากหลายภาคส่วน ด้วยแนวคิดดังกล่าว กลุ่มเซ็นทรัล โดย ‘ปัญญ์ จิรกิติ’ ทายาทรุ่นที่ 4 แห่งตระกูลจิราธิวัฒน์ จึงได้ร่วมก่อตั้ง ‘deCentral’ (ดีเซ็นทรัล) — โปรเจกต์วิสาหกิจเพื่อสังคมที่มุ่งมั่นพัฒนาศิลปะร่วมสมัยในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมสร้างระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้ศิลปินไทยได้เติบโตและก้าวสู่เวทีระดับสากล ที่มีกำหนดเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลายปี 2569

ระบบนิเวศเติบโตอย่างยั่งยืน

ปัญญ์ จิรกิติ ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหารร่วม (ฝ่ายกลยุทธ์) ดีเซ็นทรัล กล่าวกับ ‘กรุงเทพธุรกิจ’ ว่า ‘deCentral’ ถือกำเนิดขึ้นจากความเชื่อมั่นในพลังของศิลปะร่วมสมัย ไม่ใช่เพียงในฐานะเครื่องมือแสดงออกทางวัฒนธรรม แต่ยังเป็นพื้นที่สำหรับการวิพากษ์ ค้นหา และตั้งคำถามต่อประเด็นทางสังคมในปัจจุบัน

“กลุ่มเซ็นทรัลได้เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการสร้างสรรค์ระบบนิเวศที่เปิดโอกาสให้ศิลปินไทยสามารถพัฒนาและทดลองแนวทางใหม่ๆ deCentral จึงเป็นมากกว่าพื้นที่แสดงงาน แต่เป็นพื้นที่ใหม่ทางศิลปะที่จะเปิดโอกาสและเชื่อมโยงกลุ่มคนสร้างสรรค์ที่หลากหลาย เพื่อสนับสนุนให้ระบบนิเวศทางศิลปะของประเทศไทยเติบโตอย่างยั่งยืน”

‘deCentral’ ต้องการท้าทายสมมติฐาน อะไรคือความหมายของการเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่ง? การมาจากที่ใดที่หนึ่งหมายความว่าอย่างไร? เราจะเข้าใจได้อย่างไรว่า ‘ศูนย์กลาง’ ของใครบางคนอาจเป็น ‘ชายขอบ’ ของอีกคนหนึ่ง?

แนวโน้มวงการศิลปะไทย

ปัญญ์ บอกว่า ศิลปะร่วมสมัยของไทยในปัจจุบันกำลังก้าวข้ามพรมแดนมากกว่าที่เคย ทั้งในเชิงรูปแบบ การเล่าเรื่อง และการเชื่อมโยงกับเครือข่ายศิลปะระดับนานาชาติ เราเห็นศิลปินไทยจำนวนมากกำลังใช้ศิลปะเป็นเครื่องมือสำรวจอัตลักษณ์ วิพากษ์สังคม และตั้งคำถาม การเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจคือ บทบาทของศิลปินในฐานะนักคิดและผู้เคลื่อนไหว

“เราไม่เพียงเห็นงานศิลปะที่งดงามในเชิงเทคนิค แต่ยังเต็มไปด้วยความหมายที่ลุ่มลึก ท้าทาย และเชื่อมโยงกับประเด็นระดับโลก ตั้งแต่ความเหลื่อมล้ำทางสังคม ปัญหาสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงผลกระทบของโลกดิจิทัล”

อย่างไรก็ตาม ความท้าทายที่ยังคงอยู่คือ การได้รับสนับสนุนจากหน่วยงานต่างๆ การสนับสนุนด้านทุน การพัฒนาศักยภาพของศิลปินและบุคลากรทางศิลปะรุ่นใหม่ การขยายพื้นที่จัดแสดงผลงานศิลปะ ตลอดจนการเผยแพร่สู่สาธารณชนในวงกว้าง ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ

มอบทุนละ 1.5 แสนบาท วิพากษ์ประเด็นสังคม

เพื่อเสริมสร้างแรงขับเคลื่อนและเตรียมความพร้อมให้กับวงการศิลปะไทย ‘deCentral’ จึงได้นำร่องเปิดตัวโครงการ “ทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะ” (Production Grant) ก่อนฮับเปิดตัวอย่างเป็นทางการในปลายปี 2569

เพื่อสนับสนุนศิลปินไทยรุ่นใหม่และศิลปินที่มีประสบการณ์ แต่มีข้อจำกัดด้านทุนทรัพย์ ให้สามารถสร้างสรรค์ผลงานที่สะท้อนแนวคิดร่วมสมัยและวิพากษ์ประเด็นสังคม รวมถึงปัญหาที่โลกกำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบัน พร้อมทั้งพัฒนาผลงานศิลป์ที่มีคุณค่าทางศิลปะและสังคมอย่างเต็มที่

โดยจะมอบทุนจำนวน 9 ทุน มูลค่าทุนละ 150,000 บาท (ตามเงื่อนไขที่กำหนด) ผลงานที่ได้รับทุนจะได้รับโอกาสนำเสนอในงานแสดงของ ‘deCentral’ เพื่อให้ผู้คนในแวดวงศิลปะ นักสะสม ภัณฑารักษ์ และผู้ชมจากทั่วโลกได้สัมผัสและชื่นชมผลงานอย่างใกล้ชิด

โครงการ ‘ทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะ’ เปิดรับสมัครศิลปินที่สนใจจากทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2568 และประกาศรายชื่อผู้ที่ผ่านการคัดเลือกในวันที่ 15 กันยายน 2568 ผู้สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมและวิธีการสมัครได้ทาง deCentralth.com หรือ กรอกใบสมัครผ่านทาง https://forms.gle/GHECnSRhTW18iB5YA

“เรามองหาศิลปินที่ไม่ได้เพียงสร้างงานศิลปะ แต่ต้องสร้างเรื่องราวที่สะท้อนผู้คน สังคมในเชิงสร้างสรรค์ ไม่ยึดติดในกรอบเดิม เปิดรับความรู้ใหม่ พร้อมสร้างสรรค์งานด้วยวิธีการนำเสนอที่เป็นเอกลักษณ์ ตลอดจนการมีส่วนร่วมข้ามอุตสาหกรรม เพื่อสนับสนุนให้ศิลปะสามารถสร้างแรงขับเคลื่อนให้กับสังคมได้อย่างแท้จริง”

ทายาทรุ่น 4 จิราธิวัฒน์ เตรียมเปิด deCentral ฮับศิลปะเพื่อสังคม นำร่องให้ทุน

วิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคม

deCentral ที่กำลังจะเปิดในปี 2569 ตั้งอยู่ที่ซอยพานิชอนันต์ กรุงเทพมหานคร เป็นโครงการศิลปะที่ริเริ่มโดยกลุ่มเซ็นทรัลและจดทะเบียนเป็นวิสาหกิจชุมชนเพื่อสังคม รายได้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นจะถูกนำไปสนับสนุนโปรแกรมของ deCentral อย่างต่อเนื่อง

“เรามุ่งหมายในการคัดสรรนิทรรศการ มอบทุนสนับสนุนการผลิตผลงานศิลปะ เสนอโปรแกรมการเรียนรู้ และพัฒนาความร่วมมือร่วมกับอุตสาหกรรมอื่นๆ เราต้องการมอบโอกาสให้เหล่าผู้สร้างสรรค์ได้พัฒนาแแนวคิดที่นอกกรอบ โดยเปิดรับความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยถูกพิจารณามาก่อน นอกจากนั้น ยังมุ่งมั่นสร้างโปรแกรมศิลปะที่มีความเชื่อมโยงกัน นำเสนอศักยภาพของชุมชนศิลปะไทยที่มีความหลากหลาย และส่งเสริมการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมในระดับประเทศและระดับนานาชาติ”

นอกเหนือจากโครงการ deCentral แล้ว กลุ่มเซ็นทรัลและธุรกิจในเครือยังคงมุ่งมั่นสนับสนุนศิลปะผ่านโครงการต่างๆ อาทิ การร่วมสนับสนุนการจัดนิทรรศการ The Spirits of Maritime Crossing : วิญญาณข้ามมหาสมุทร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหกรรมศิลปะนานาชาติ เวนิส เบียนนาเล่ ครั้งที่ 60 ในปี 2024 (Venice Biennale 2024 เทศกาลศิลปะร่วมสมัยนานาชาติที่มีชื่อเสียงและเก่าแก่ที่สุดในโลกโดยนำผลงานของศิลปินไทยไปร่วมจัดแสดง รวมถึงโครงการอื่นๆ อีกมากมาย

งานศิลปะไม่ใช่เพียงวัตถุจัดแสดง

ปัญญ์ กล่าวด้วยว่า ศิลปะมีศักยภาพในการเปลี่ยนแปลงมากกว่าที่หลายคนคิด มันเป็นกระจกสะท้อนความจริง เป็นเสียงของผู้ที่ไม่มีเวที และเป็นเครื่องมือในการตั้งคำถามต่อโครงสร้างอำนาจทางสังคม

‘deCentral’ สนับสนุนศิลปินที่ใช้ศิลปะเป็นกลไกในการวิพากษ์และสร้างบทสนทนาใหม่ๆ ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับโลก ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องอัตลักษณ์ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม หรือสภาพภูมิอากาศ งานศิลปะที่ได้รับการสนับสนุนจะไม่ใช่เพียงวัตถุจัดแสดง แต่เป็นจุดเริ่มต้นของบทสนทนาและการเคลื่อนไหวทางสังคม 

Source : กรุงเทพธุรกิจ