สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก กำลังส่งแรงกระเพื่อมอย่างหนักต่อภาคการประมงและกิจกรรมทางทะเลของไทย ทั้งการจับปลา การท่องเที่ยวดำน้ำ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ซึ่งล้วนพึ่งพาเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลัก

“ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล และรองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกำลังสร้างความกังวลต่อชาวประมงและผู้ประกอบอาชีพที่พึ่งพาทะเลเป็นหลัก เนื่องจากการทำประมงมีความแตกต่างจากการขนส่งบนบกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก

“ในทะเล เราไม่มีตัวเลือกมากนัก แม้จะมีงานวิจัยเกี่ยวกับเรือไฟฟ้า แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถใช้งานได้จริงในวงกว้าง เนื่องจากแบตเตอรี่มีน้ำหนักมากและไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นและน้ำเค็มสูง ปัจจุบันชีวิตของชาวประมงยังคงผูกพันกับน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าและอยู่นอกเหนือการควบคุมของประเทศไทย”

ต้นทุนเพิ่มทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะประมง

“ผศ.ดร.ธรณ์” อธิบายว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภาคประมง แต่กระจายไปสู่ภาคท่องเที่ยว เกษตรกรรม และภาคการผลิตอื่น ๆ ทำให้การขอความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มทำได้ยาก เพราะทุกภาคส่วนล้วนได้รับผลกระทบพร้อมกัน

“เราคงช่วยประมงอย่างเดียวไม่ได้ ภาคท่องเที่ยวก็ต้องการน้ำมันราคาถูก ขณะที่ภาคเกษตรก็เผชิญต้นทุนปุ๋ยและพลังงานที่สูงขึ้น ความหวังที่จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษจึงเป็นเรื่องท้าทาย เพราะทุกคนได้รับผลกระทบทั้งหมด”

แม้มาตรการระยะสั้น เช่น การตรึงราคาเชื้อเพลิง หรือการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม จะช่วยบรรเทาภาระได้บางส่วน แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องมองไกลไปกว่านั้น และใช้วิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างภาคประมงให้ยั่งยืนมากขึ้น

3 จุดเปลี่ยนสำคัญ สู่ความมั่นคงประมงไทย

1) ลดการพึ่งพาน้ำมัน ด้วยการพัฒนาเพาะเลี้ยงชายฝั่ง

หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เพื่อลดความจำเป็นในการออกเรือไกลเพื่อจับปลา โดยเสนอให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น กระชังขนาดใหญ่ รวมถึงการทบทวนกฎระเบียบด้านพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเล และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs

แม้การเพาะเลี้ยงจะมีต้นทุนด้านอาหารสัตว์ พลังงาน และการจัดการ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนน้ำมันที่ต้องใช้ในการออกเรือระยะไกล แนวทางดังกล่าวอาจช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนได้ในระยะยาว

2) ใช้น้ำมันให้น้อยลง ผ่านการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ

อีกแนวทางคือการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์เรือที่สามารถใช้เชื้อเพลิงชีวภาพได้มากขึ้น เช่น ไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก

การผลักดันการใช้ไบโอดีเซลในระดับตั้งแต่ B20 ไปจนถึง B100 อาจเป็นทางเลือกสำคัญในอนาคต หากมีการลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังอาจมีการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพรูปแบบอื่นที่เหมาะกับเรือขนาดเล็กของชาวประมงพื้นบ้าน

3) ฟื้นฟูความสมบูรณ์ทะเล ลดระยะทางการจับปลา

การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลถือเป็นอีกคำตอบสำคัญ หากระบบนิเวศมีความสมบูรณ์ สัตว์น้ำจะเพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้ชาวประมงสามารถจับปลาได้ในระยะทางที่ใกล้ขึ้น ช่วยลดการใช้น้ำมัน

หนึ่งในแนวทางที่ถูกนำมาใช้คือการสร้างแหล่งอาศัยสัตว์น้ำโดยมนุษย์ เช่น ปะการังเทียม หรือโครงสร้างใต้น้ำที่ช่วยดึงดูดสัตว์ทะเล และสร้างจุดหมายที่ชัดเจนในการทำประมงหรือท่องเที่ยวดำน้ำ

ตัวอย่างความร่วมมือที่ผ่านมา คือโครงการสร้างแหล่งดำน้ำใหม่ระหว่างคณะประมงและ ปตท.สผ. ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมากกว่า 15 ปี โดยมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใต้น้ำรูปแบบใหม่ เพื่อช่วยกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวและลดการใช้พลังงานในการเดินทางไกล

ความเสี่ยงระดับโลก กำลังกระทบประมงไทยโดยตรง

“ผศ.ดร.ธรณ์” ระบุว่า วิกฤติครั้งนี้สะท้อนความเสี่ยงระดับโลกที่กำลังส่งผลต่อภาคประมงไทยอย่างชัดเจน 2 ประการ ได้แก่

1. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์: ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกสามารถทำให้ราคาพลังงานผันผวนอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคประมงและการท่องเที่ยวทางทะเล

2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ระบบนิเวศเสื่อมโทรม เกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม และการเปลี่ยนแปลงสมดุลน้ำจืด-น้ำเค็ม ส่งผลให้สัตว์น้ำบางชนิดลดจำนวนลง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่ง

เสียงเรียกร้องสู่การปรับนโยบายระยะ 3–10 ปี

“ผศ.ดร.ธรณ์” เน้นว่า การแก้ปัญหาแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดทิศทางใหม่ในระยะ 3–5–10 ปี ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย งานวิจัย นวัตกรรม กฎหมาย และกลไกตลาด

ควรเกิดความร่วมมือข้ามสาขา เช่น วิศวกรรม พลังงาน และเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันพัฒนาโซลูชันใหม่สำหรับภาคประมง เนื่องจากหน่วยงานด้านประมงเพียงลำพังอาจไม่สามารถรับมือกับความท้าทายระดับโลกได้

“เรากำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของประมงไทย มาตรการระยะสั้นยังจำเป็น แต่เราต้องไม่ลืมว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ หากยังยึดติดกับแนวทางเดิม ในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว เราอาจเผชิญความยากลำบากมากขึ้นในอนาคต”

“ผศ.ดร.ธรณ์” ทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวได้ทัน อาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ผู้บริโภคต้องพึ่งพาการนำเข้าสัตว์น้ำมากขึ้น เช่น ปลาแซลมอน แทนการบริโภคอาหารทะเลที่ผลิตในประเทศ

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กฟผ. ขานรับนโยบาย เดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะเต็มกำลัง บริหารจัดการต้นทุนพลังงานไม่ให้กระทบประชาชน

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. เดินหน้าตามนโยบายกระทรวงพลังงานบริหารจัดการต้นทุนพลังงานไม่ให้กระทบประชาชนและความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ โดยเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะซึ่งมีต้นทุนผลิตไฟฟ้าต่ำและมีเสถียรภาพด้านราคาอย่างเต็มกำลังที่ 1,200 เมกะวัตต์ เพื่อลดการพึ่งพาก๊าซธรรมชาติ (LNG) นำเข้า ซึ่งปัจจุบันมีราคาปรับตัวสูงขึ้นจากสาเหตุความไม่สงบในตะวันออกกลาง

สำหรับเหตุดินสไลด์ในพื้นที่เหมืองแม่เมาะ จังหวัดลำปาง เมื่อต้นเดือนพฤศจิกายน 2568 กฟผ. ได้เร่งดำเนินการซ่อมบำรุงอย่างเร่งด่วนคาดว่าจะสามารถกลับมาใช้งานได้บางส่วนในเดือนกรกฎาคม 2569 และกลับสู่ภาวะปกติในเดือนพฤศจิกายน 2569 โดยระหว่างนี้ กฟผ. ได้ใช้ถ่านหินจากแหล่งสำรอง (Stock) ร่วมกับการขนส่งด้วยรถบรรทุก จึงขอให้มั่นใจว่าสามารถบริหารจัดการเชื้อเพลิงเพื่อเดินเครื่องโรงไฟฟ้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

Source : Energy News Center

นอร์เวย์ปิดฉากรถน้ำมัน! ยอดขาย EV พุ่ง 98% ส่วนเบนซินเหลือแค่ 12 คันต่อเดือน เผยแผนใช้วิธีขึ้นภาษีจนคนเลิกง้อน้ำมันได้สำเร็จตามเป้าหมายปี 2025

ในวันที่คนไทยตื่นเช้ามาพร้อมกับความลุ้นระทึกว่า “วันนี้ราคาน้ำมันจะขึ้นอีกกี่สตางค์?” วิกฤตค่า น้ำมัน ในปี 2026 กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่กระทบตั้งแต่ปากท้องไปจนถึงต้นทุนธุรกิจ แต่ในขณะที่เรากำลังหาทางรับมือกับราคาน้ำมันที่ผันผวน ประเทศนอร์เวย์กลับกำลังโชว์ให้โลกเห็นว่า ‘โลกที่แทบไม่ต้องง้อน้ำมัน’ นั้นหน้าตาเป็นอย่างไร

สถิติช็อกโลก ทั้งประเทศขายรถน้ำมันได้แค่ 12 คันต่อเดือน!

ย้อนกลับไปในปี 2017 นอร์เวย์เคยประกาศเป้าหมายที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้ คือการทำให้รถยนต์ใหม่ที่จดทะเบียนทุกคันต้องเป็นรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 100% ภายในปี 2025 แต่เมื่อเข็มนาฬิกาเดินมาถึงต้นปี 2026 ตัวเลขที่ปรากฏออกมานั้นน่าเหลือเชื่อยิ่งกว่าที่คาดการณ์ไว้

ข้อมูลล่าสุดระบุว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ 2026 ยอดขายรถใหม่ในนอร์เวย์เป็นรถยนต์ไฟฟ้าสูงถึง 98% โดยรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาป (น้ำมันเบนซินและดีเซล) กลายเป็นเพียงเศษเสี้ยวทางสถิติ ที่คนแทบไม่ให้ความสนใจ โดยเฉพาะรถยนต์เบนซินที่ทั้งประเทศขายได้เพียง 12 คันเท่านั้นในรอบหนึ่งเดือน

นอร์เวย์ทำได้อย่างไร?

ความสำเร็จของนอร์เวย์ไม่ได้เกิดจากการขอความร่วมมือให้คนช่วยลดมลพิษเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากการใช้ ‘กลไกราคา’ บีบให้ผู้บริโภคเปลี่ยนพฤติกรรมโดยอัตโนมัติ รัฐบาลนอร์เวย์ใช้เวลามากกว่าทศวรรษในการรื้อโครงสร้างภาษีใหม่ทั้งหมด

  • บีบด้วยภาษี:  รถยนต์เบนซินและดีเซลถูกเก็บภาษีนำเข้า ภาษีมลพิษ และภาษีคาร์บอนซ้อนกันหลายชั้น จนราคาพุ่งสูงกว่าราคาจริงมหาศาล
  • เสนอสิทธิ์ที่น่าสนใจ: รัฐบาลมอบสิทธิประโยชน์ให้แบบจัดเต็ม ทั้งการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) สำหรับรถรุ่นประหยัด, ค่าทางด่วนที่ถูกกว่ารถน้ำมันหลายเท่า, สิทธิ์จอดรถฟรีในพื้นที่สาธารณะ และสิทธิ์วิ่งในเลนรถเมล์ในช่วงเวลาเร่งด่วน

ผลลัพธ์คือ รัฐบาลนอร์เวย์ทำให้คนรู้สึกว่า “การขับรถน้ำมันคือความลำบากและราคาแพง ส่วนการขับ EV คือความคุ้มค่าและสะดวกสบาย” จนสุดท้ายตลาดก็เปลี่ยนทิศทางไปเองโดยธรรมชาติ

บทเรียนใหม่ปี 2026: เมื่อถึงเส้นชัยแล้ว รัฐบาลจะถอยอย่างไร?

เมื่อเป้าหมายการเปลี่ยนผ่านสำเร็จเกือบ 100% รัฐบาลนอร์เวย์เริ่มขยับสู่เฟสถัดไปคือการ ‘ยกเลิกการอุ้ม’ เพราะการงดเว้นภาษีมหาศาลปีละกว่า 6 หมื่นล้านบาท เริ่มกลายเป็นภาระงบประมาณ

ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2026 นอร์เวย์เริ่มเก็บภาษี VAT ในรถ EV รุ่นที่มีราคาสูงขึ้น และเตรียมจะตัดสิทธิประโยชน์ออกทั้งหมดภายในปี 2028 เพื่อให้ตลาดกลับเข้าสู่สภาวะสมดุลโจทย์ที่คนทั้งโลกกำลังจับตาดูคือ ถ้าไม่มีเงินอุดหนุนแล้ว คนจะยังซื้อ EV ต่อไหม? หรือจะเกิดอาการ ‘ถอยหลังเข้าคลอง’ กลับไปหารถน้ำมันมือสองที่ราคาถูกกว่า นี่คือบททดสอบความยั่งยืนที่นอร์เวย์กำลังโชว์ให้เราดูเป็นตัวอย่าง

ย้อนมองประเทศไทย: เราจะ ‘หยุดง้อน้ำมัน’ ได้เหมือนเขาไหม?

หากตัดภาพมาที่ประเทศไทยในปี 2026 สถานการณ์ราคาน้ำมันแพงคือแรงผลักดันชั้นดีที่ทำให้คนไทยเปิดใจให้ EV เร็วกว่าที่คาด ปัจจุบันเราเริ่มเห็นโครงการอย่าง EV 3.5 ที่รัฐบาลช่วยอุดหนุนราคาให้ถูกลง รวมถึงค่ายรถยนต์จากทั่วโลกที่แห่มาตั้งฐานผลิตในไทย แต่ความท้าทายของเราต่างจากนอร์เวย์อย่างสิ้นเชิง

  • ไฟฟ้ายังไม่สะอาด 100% นอร์เวย์ผลิตไฟจากน้ำตก (พลังงานน้ำ) แต่ไทยยังพึ่งพาก๊าซและถ่านหิน ถ้าเราใช้ EV เยอะขึ้น แต่ต้นทางยังเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เราก็แค่ย้ายที่ปล่อยมลพิษเท่านั้น
  • วิกฤตค่าน้ำมันคือตัวเร่ง ในขณะที่นอร์เวย์ใช้ภาษีบีบ แต่ไทยเรากำลังถูกราคาตลาดโลกบีบโดยตรง 
  • โครงสร้างพื้นฐาน นอร์เวย์มีที่ชาร์จทุกหัวมุมถนน แต่ไทยเรายังต้องเร่งกระจายสถานีชาร์จให้ถึงระดับชุมชนและหมู่บ้าน เพื่อลดความกังวลในการเดินทางไกล
  • การปรับตัวของอุตสาหกรรม ไทยคือครัวของโลกในด้านการผลิตชิ้นส่วนรถน้ำมัน การเปลี่ยนผ่านจึงต้องทำอย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบแรงงานจำนวนมากเหมือนที่นอร์เวย์ซึ่งเน้นการนำเข้าเป็นหลักทำได้ง่ายกว่า

บทสรุป ไทยจะทำได้ไหม?

นอร์เวย์พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่องเปลี่ยนประเทศได้จริง สำหรับประเทศไทยในวันที่น้ำมันแพงหูฉี่แบบนี้ การขยับไปสู่ EV อาจไม่ใช่แค่เรื่องตามเทรนด์ แต่คือทางรอดของคนทำงานที่ต้องแบกรับค่าเดินทาง

หากรัฐบาลไทยสามารถรักษาความต่อเนื่องของนโยบาย และเร่งกระจายสถานีชาร์จให้ถึงระดับหมู่บ้านเหมือนที่นอร์เวย์ทำสำเร็จ เราอาจจะไม่ต้องรอให้ถึงปี 2035 เพื่อจะเห็นถนนที่ไร้ควันดำ แต่อาจจะทำได้เร็วกว่านั้น ถ้าเราเริ่มปรับให้ความคุ้มค่าตกไปอยู่ที่มือประชาชนจริงๆ เหมือนนอร์เวย์

ที่มา: futura และ thedriven
Source : Spring News

นายนรินทร์ เผ่าวณิช ผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ.เตรียมจัดหาแหล่งเชื้อเพลิง LNG จากแหล่งอื่นเพื่อรองรับสถานการณ์ดังกล่าว พร้อมเตรียมเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จ.ลำปาง อย่างเต็มประสิทธิภาพ 

ทั้งนี้ กฟผ.ตั้งศูนย์เฉพาะกิจ (War Room) ติดตามสถานการณ์สงครามอิหร่านใกล้ชิด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากกาตาร์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า

กฟผ.ลุยถ่านหิน เดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ สู้วิกฤติสงครามอิหร่าน

รายงานข่าวจาก กฟผ.ระบุว่า โรงไฟฟ้าแม่เมาะ ในปี 2569 เหลือโรงไฟฟ้าเพียง 3 เครื่อง รวมกำลังการผลิตติดตั้งตามสัญญา 1,140 เมกะวัตต์ คือ 

  • โรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 8 กำลังการผลิต 270 เมกะวัตต์
  • โรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 11 กำลังการผลิต 270 เมกะวัตต์
  • โรงไฟฟ้าแม่เมาะเครื่องที่ 14 กำลังการผลิต 600 เมกะวัตต์
กฟผ.ลุยถ่านหิน เดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ สู้วิกฤติสงครามอิหร่าน

สำหรับการบริหารจัดการการเดินเครื่องโรงไฟฟ้าแม่เมาะ จะดำเนินการให้สอดคล้องกับปริมาณถ่านหินที่ส่งมาจากเหมืองแม่เมาะ โดยโรงไฟฟ้าแม่เมาะ เป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่ใช้ทรัพยากรในประเทศ และเป็นแหล่งผลิตพลังงานไฟฟ้าขนาดใหญ่ของภาคเหนือ ที่สร้างความมั่นคงให้ระบบไฟฟ้าในแนวทางกระจายสัดส่วนเชื้อเพลิง เพื่อสร้างสมดุลพลังงาน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงนำเข้า

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ดร. เสกสรร พาป้อง ทีมวิจัยการประเมินความยั่งยืนและเศรษฐกิจและสังคม (SSET) สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวในงาน NAC2026 ชูแนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ว่า SAF (Sustainable Aviation Fuel) หรือน้ำมันอากาศยานยั่งยืน คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การบินเข้าสู่ยุคคาร์บอนต่ำได้จริง ความพิเศษของ SAF คือเป็นเชื้อเพลิงแบบ “Drop-in” ซึ่งผลิตจากวัสดุหมุนเวียนทางการเกษตรที่ปลูกใหม่ได้ และสามารถเติมลงในเครื่องบินเพื่อใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ โดยปัจจุบันสำนักงานการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) รับรองให้ผสมใช้ได้สูงสุดถึง 50 % ของปริมาณน้ำมันที่ใช้

แรงกดดันสำคัญมาจากมาตรการ CORSIA ของ ICAO ที่กำหนดให้สายการบินระหว่างประเทศต้องรายงานและวัดค่าการปล่อยคาร์บอน หากปล่อยเกินเกณฑ์จะต้องชดเชยด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตหรือเลือกใช้ SAF ซึ่งมาตรการนี้จะเข้าสู่ “ภาคบังคับ” ในปี 2027 สำหรับประเทศไทย ในปีนี้มีการเริ่มใช้แบบสมัครใจที่ 1% และจะขยับเป็น 2% ในปีหน้าสำหรับการบินระหว่างประเทศ ซึ่งหากไทยไม่เริ่มขยับตัวตั้งแต่วันนี้ อาจสูญเสียโอกาสในการเป็นศูนย์กลางการผลิต SAF ของอาเซียน

พลิกโฉมการบิน 'สวทช.' ดันมาตรฐานเชื้อเพลิงจากพืชเกษตร รับเกณฑ์ ICAO

มาตรฐานความยั่งยืนที่เข้มงวด

มากกว่าแค่ลดคาร์บอน การผลิต SAF ไม่ได้ดูเพียงแค่การลดคาร์บอนเท่านั้น แต่ต้องผ่านเกณฑ์ความยั่งยืนระดับสากลที่ครอบคลุมทุกมิติ และต้องมีระบบ Traceability (การตรวจสอบย้อนกลับ)ที่เข้มแข็งเพื่อพิสูจน์ว่า

  1. ไม่มีการบุกรุกพื้นที่ป่า: โดยต้องตรวจสอบย้อนกลับไปถึงพื้นที่เกษตร (อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน) ว่าไม่มีการรุกล้ำพื้นที่ป่าโดยยึดปีฐานคือ พ.ศ. 2551 
  2. ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security): การนำพืชมาทำเชื้อเพลิงต้องไม่ส่งผลกระทบต่อราคาหรือปริมาณอาหารในตลาด,
  3. ธรรมาภิบาลและสิ่งแวดล้อม: ครอบคลุมไปถึงการใช้แรงงาน การใช้น้ำ และสิทธิในการถือครองที่ดินที่ถูกต้อง

ผนึกกำลัง Sandbox ตลอดซัพพลายเชน 

สวทช. ได้ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) สมอ. และกระทรวงพลังงาน เพื่อกำหนดมาตรฐานและนโยบายส่งเสริมตลอดวงจรชีวิตของ SAFตั้งแต่ต้นน้ำคือเกษตรกรผู้ปลูกพืช ไปจนถึงโรงงานเอทานอล โรงน้ำตาล และโรงกลั่นน้ำมัน โดยมีการเปิดตัว “โครงการ Sandbox” เพื่อทดลองระบบการตรวจสอบย้อนกลับในกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มและอ้อย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้และตลาดโลก

MOF วัสดุนาโนอัจฉริยะ เปลี่ยน “ขยะ” เป็น “ตัวกักเก็บคาร์บอน” 

นอกเหนือจากเชื้อเพลิง SAF แล้ว ในงานแถลงข่าว NAC 2026 ยังมีการนำเสนอนวัตกรรม MOF (Metal Organic Frameworks) จาก NANOTEC ซึ่งเป็นวัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ที่มีรูพรุนระดับนาโนจำนวนมหาศาล ทำให้มีพื้นที่ผิวสูงมากในการดักจับแก๊สและสารเคมี

ทีมวิจัยได้พลิกความท้าทายในกระบวนการผลิตแบบเดิมที่ใช้พลังงานสูงและต้นทุนแพง ด้วยการนำแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ โดยนำของเสียจากอุตสาหกรรมมาเป็นวัตถุดิบ เช่น

  • เปลี่ยน ขวดน้ำพลาสติก ให้เป็นวัสดุกักเก็บแก๊สมีเทน
  • เปลี่ยน ของเสียจากอุตสาหกรรมเหล็ก ให้เป็นวัสดุดูดซับสารพิษและกำจัด NOx ซึ่งเป็นต้นเหตุของฝุ่น PM 2.5
  • เปลี่ยน น้ำยากัดแผงวงจรพิมพ์ ให้เป็นวัสดุที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ
  • ออกแบบวัสดุเพื่อ ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดปัญหาโลกร้อน

เพื่อผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นจริง สวทช. ได้ร่วมกับพันธมิตรพัฒนา เพื่อทดสอบระบบการตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมปาล์มและอ้อย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าตลอดกระบวนการผลิตมีความยั่งยืนตามมาตรฐานสากลและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

พลิกโฉมการบิน 'สวทช.' ดันมาตรฐานเชื้อเพลิงจากพืชเกษตร รับเกณฑ์ ICAO

Source: กรุงเทพธุรกิจ