อากาศร้อนสุดขีดต่อเนื่องช่วงวันหยุดนักขัตฤกษ์ 6 เม.ย. 2566 ดันยอดใช้ไฟฟ้าไทยพุ่งทำลายสถิติสูงสุดของปี 2566 เป็นรอบที่ 3 เกิดพีคไฟฟ้าแตะระดับ 32,963  เมกะวัตต์  ในช่วงค่ำ เวลา 20.52 น. ท่ามกลางอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ย 38-41 องศาเซลเซียส ด้านสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) คาดพีคไฟฟ้าจะพุ่งทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้เกิน 34,000 เมกะวัตต์  หากอากาศยังคงร้อนสะสมต่อเนื่อง  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2566 ซึ่งเป็นวันหยุดนักขัตฤกษ์ แต่ยอดการใช้ไฟฟ้าของไทยกลับพุ่งสูงสุดทำสถิติใหม่ของปี 2566 อีกครั้ง โดยเกิดยอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุด หรือ พีคไฟฟ้า นับเป็นรอบที่ 3 ของปี 2566 แล้ว ท่ามกลางสภาพอากาศที่ร้อนสะสมต่อเนื่อง โดยอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยทั้งประเทศ 38-41 องศาเซลเซียส

ทั้งนี้จากสถิติการใช้ไฟฟ้าของไทย ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ได้รวบรวมยอดการใช้ไฟฟ้าในระบบของ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.) ในแต่ละวัน พบว่าล่าสุดได้เกิดพีคไฟฟ้าของปี 2566 เป็นรอบที่ 3 ซึ่งเกิดขึ้นในช่วงค่ำเวลา 20.52 น. ของวันที่ 6 เม.ย. 2566 มียอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ 32,963  เมกะวัตต์  

ทั้งนี้พีคไฟฟ้าของปี 2566 ดังกล่าว ยังต่ำกว่าสถิติพีคไฟฟ้าสูงสุดที่เคยบันทึกไว้เป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 33,177.3 เมกะวัตต์ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 28 เม.ย. 2565 เวลา 14.30 น. ทางด้านสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) คาดการณ์ไว้ว่าปี 2566 นี้ พีคไฟฟ้านอกจากจะทำสถิติสูงสุดของปี 2566 แล้ว อาจจะเกิดการทำลายสถิติพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ระดับ 34,000 เมกะวัตต์ได้อีกด้วย เนื่องจากสภาพอากาศร้อนและการฟื้นตัวของภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 มาแล้ว ทำให้ยอดการใช้ไฟฟ้าพุ่งขึ้นสูงสุดตามไปด้วย

สำหรับวันที่ 7 เม.ย. 2566 ยอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดของวันอยู่แค่ 29,546.2 เมกะวัตต์ เมื่อเวลา 10.22 น. เนื่องจากสภาพอากาศเย็นลงจากการเกิดพายุฤดูร้อนในบางพื้นที่ของไทย ซึ่งช่วยลดการใช้ไฟฟ้าของประเทศลงได้ชั่วคราว

อย่างไรก็ตามหากย้อนดูการเกิดพีคไฟฟ้าของปี 2566 จะพบว่า ครั้งแรกเกิดเมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2566 เวลา 15.43 น. มียอดพีคไฟฟ้าอยู่ที่ 31,054.6 เมกะวัตต์ และครั้งที่ 2 วันที่ 4 เม.ย. 2566 เวลา 15.28 น. มียอดพีคไฟฟ้าที่ 31,495.5 เมกะวัตต์ และครั้งที่ 3 นี้ เกิดขึ้นช่วงค่ำ เวลา 20.52 น. วันที่ 6 เม.ย. 2566 โดยเกิดพีคไฟฟ้าที่ 32,963  เมกะวัตต์   

ส่วนการเก็บสถิติยอดการใช้ไฟฟ้ารายเดือน นับตั้งแต่เดือน ม.ค. 2566 ที่ผ่านมา พบว่ามียอดการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทุกเดือน โดยเดือน ม.ค. มียอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดอยู่ที่ 26,517.4 เมกะวัตต์ , เดือน ก.พ. อยู่ที่ 28,345.3 เมกะวัตต์ ,เดือน มี.ค. อยู่ที่ 31,054.6 เมกะวัตต์ และเดือน เม.ย. 2566 นี้ เพียงแค่ช่วงต้นเดือน (6 เม.ย. 2566) ก็ทำสถิติสูงสุดของปี 2566 ไปแล้ว ที่ระดับ 32,963 เมกะวัตต์  ซึ่งกระทรวงพลังงานยังคงเฝ้าติดตามสถานการณ์การใช้ไฟฟ้าของประเทศอย่างใกล้ชิดในช่วงฤดูร้อนนี้ และยืนยันว่าสำรองไฟฟ้าที่สูงเกิน 30% ของยอดการใช้ไฟฟ้าทั้งหมด ยังคงเพียงพอรองรับพีคไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นในปีนี้ได้อย่างแน่นอน

Source : Energy Thai Center

‘กรมทะเลชายฝั่ง’ ประชุมเร่งรัดขับเคลื่อนโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต และงานด้านป่าชายเลนทุกมิติให้แก่หน่วยงานในสังกัด

เมื่อวันที่ 2 เมษายน นายอภิชัย เอกวนากุล รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (รรท.อทช.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นรัฐภาคีภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) และพิธีสารโตเกียว (Kyoto Protocol : KP) เมื่อปี พ.ศ.2537 และ พ.ศ.2545 ตามลำดับ ซึ่งการเข้าเป็นภาคีความตกลงปารีสเป็นก้าวที่สำคัญยิ่งก้าวหนึ่งของไทย เนื่องจากได้ตระหนักในความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนที่จะรักษาโลกนี้ไว้ให้กับลูกหลาน เจตนารมณ์อันแน่วแน่ของประเทศไทยในการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และมีความต้านทานต่อสภาพภูมิอากาศ

นายอภิชัยกล่าวว่า ที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP 26) เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ (World Leaders Summit) ได้กล่าวถ้อยแถลงยืนยันว่าประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพร้อมที่จะยกระดับการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ.2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ในปี ค.ศ.2065 รวมถึงการยกระดับ Nationally Determined Contributions : NDCs หรือการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกและการดําเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ประเทศกำหนด จากร้อยละ 20-25 ให้ถึงร้อยละ 40

ด้าน นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการรับมือและแก้ไขการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย พร้อมทั้งตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคท้องถิ่น ชุมชน ในการยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ตามเจตนารมณ์ของประชาคมโลกที่ปรากฏในเป้าหมายของความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เร่งขับเคลื่อนการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกสุทธิภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน จำนวนทั้งสิ้น 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี ค.ศ.2580 โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่ การปลูกและฟื้นฟูป่าธรรมชาติ การปลูกป่าเศรษฐกิจ การเพิ่มๆพื้นที่สีเขียว และการป้องกันการบุกรุกป่าและเผาป่า

ปลัด ทส.กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจกตามภารกิจหน้าที่ของหน่วยงาน เห็นได้จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ที่ได้ดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) ตั้งแต่ปี 2557 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งเพิ่มพื้นที่ป่าไม้เพื่อเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศ ซึ่งเป็นกลไกในการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตและใช้พลังงานหมุนเวียน ภาคอุตสาหกรรมที่มีกิจกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การจัดการของเสีย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก การจัดการในภาคขนส่ง รวมถึงการปลูกต้นไม้และการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นอกจากจะช่วยกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้แล้วยังสามารถรักษาและสร้างสมดุลของความหลายหลายทางชีวภาพได้อีกด้วย

ขณะที่นายอภิชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์โลกร้อน รวมถึงการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการเติบโตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ผลักดันให้ทุกภาคส่วนร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งเร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยได้ดำเนินโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต กำหนดเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน 300,000 ไร่ ภายใน 10 ปี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 เป็นต้นไป และได้ออกระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ว่าด้วยการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการปลูกและบำรุงป่าชายเลน สำหรับบุคคลภายนอก และสำหรับชุมชน

นายอภิชัยระบุว่า ในการนี้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้มอบหมายให้กองอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต สำหรับบุคคลภายนอกและสำหรับชุมชน” ขึ้น ระหว่างวันที่ 1-2 เมษายน 2566 โดยมีเจ้าหน้าที่กองอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน พร้อมด้วย ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน ผู้อำนวยการศูนย์บริหาร ผู้อำนวยการศูนย์จัดการทรัพยากรป่าชายเลน ในสังกัดสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1-10 ผู้อำนวยการส่วนฯ ข้าราชการในสังกัดกองอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน และเจ้าหน้าที่จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เข้าร่วมประชุมจำนวน 100 คน ณ ห้องประชุมโรงแรมเบสท์เวสเทิร์น นาดาดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ตนได้มอบนโยบายการดำเนินงานและติดตามการดำเนินงานด้านป่าชายเลนของหน่วยงานในสังกัดกองอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนและสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1-10

“การประชุมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1-10 ในการจัดทำโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตสำหรับชุมชน และโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต สำหรับบุคคลภายนอก อีกทั้งซักซ้อมกรอบแนวทางการจัดทำโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต ทั้ง 2 ลักษณะ รวมถึงติดตามภารกิจงานด้านป่าชายเลน สรุปปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานและเสนอแนวทางแก้ไข ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการบรรยายให้ความรู้จากวิทยากร ในหัวข้อแนวทางการจัดทำโครงการป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตโครงการการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย พร้อมทั้งแบ่งกลุ่มทำกิจกรรมระดมสมองแนวทางการขับเคลื่อนดำเนินโครงการฯ ตลอดจนติดตามผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณ พ.ศ.2566 รวมถึงการรายงานผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือนด้านป่าชายเลนทุกมิติ เพื่อร่วมกำหนดการขับเคลื่อนแผนงานให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด ต่อไป” นายอภิชัยกล่าว

Source : มติชนออนไลน์

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยถึงการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จากการใช้พลังงาน ปี 2565 พบว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้พลังงานของประเทศไทยอยู่ที่ระดับ 247.7 ล้านตันคาร์บอน ปรับตัวเพิ่มขึ้นเล็กน้อย 1.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยในภาคขนส่งและภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับปีก่อน ในขณะที่ภาคการผลิตไฟฟ้าและภาคอุตสาหกรรมมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนลดลง 

ทั้งนี้ สอดคล้องกับการใช้พลังงานของประเทศไทยที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย ภายหลังจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) คลี่คลายลง ทำให้เกิดความต้องการสินค้าและการเดินทางที่มากขึ้น อีกทั้งจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยวและบริการหลังการผ่อนคลายมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดฯ ในช่วงต้นปี 2565 และการประกาศยกเลิกมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดฯ ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2565 ที่ผ่านมา ก็เป็นปัจจัยที่สนับสนุนให้เกิดการพลังงานเพิ่มขึ้น

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ได้รายงานอัตราการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 4 ของปี 2565 พบว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ของไทยในไตรมาสที่ 4 ขยายตัว 1.4% ซึ่งชะลอตัวลงจากการขยายตัว 4.6% ในไตรมาสก่อน เมื่อรวมทั้งปี 2565 เศรษฐกิจไทยขยายตัว 2.6% โดยปรับตัวเพิ่มขึ้นจาก 1.5% ในปี 2564 

ทั้งนี้ ด้านการผลิตในสาขาเกษตรกรรมและสาขาก่อสร้างกลับมาขยายตัว ส่วนในสาขาที่พักแรมและบริการด้านอาหาร สาขาการขายส่ง ขายปลีก และการซ่อมแซมยานยนต์และจักรยานยนต์ รวมถึงสาขาขนส่งและสถานที่เก็บสินค้าขยายตัวในเกณฑ์ดี ในขณะที่สาขาการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมปรับตัวลดลง โดยปัจจัยดังกล่าวได้ส่งผลต่อการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้พลังงาน ดังนี้  

  • ภาคการขนส่ง มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนอยู่ที่ 79.6 ล้านตัน เพิ่มขึ้นมากที่สุดอยู่ที่ 14.9% เมื่อเทียบกับปีก่อน 
  • ภาคอุตสาหกรรม มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนอยู่ที่ 66.5 ล้านตัน ลดลงจากปีก่อน 6.7% 
  • ภาคการผลิตไฟฟ้า มีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนอยู่ที่ 87.9 ล้านตัน ลดลง 3.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน 
  • ภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ ได้แก่ ภาคธุรกิจและครัวเรือน จะมาจากการใช้น้ำมันสำเร็จรูปเพียงอย่างเดียว มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้น้ำมันสำเร็จรูปในภาคเศรษฐกิจอื่น ๆ รวม 13.7 ล้านตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 8.4%

นายวัฒนพงษ์ กล่าวว่า สำหรับการปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้พลังงานแยกรายชนิดเชื้อเพลิงในปี 2565 พบว่า การปล่อยก๊าซคาร์บอนจากน้ำมันสำเร็จรูปมีสัดส่วนการปล่อยสูงที่สุดอยู่ที่ 42% รองลงมาคือ ก๊าซธรรมชาติ และถ่านหิน/ลิกไนต์ มีสัดส่วน 30% และ 28% ตามลำดับ 

ทั้งนี้ การปล่อยก๊าซคาร์บอนจากการใช้น้ำมันสำเร็จรูปในปี 2565 เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.2% ในขณะที่การปล่อยก๊าซคาร์บอน จากการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ และก๊าซธรรมชาติ ลดลง 9.0% และ 3.1% ตามลำดับ ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณการใช้ถ่านหิน/ลิกไนต์ และก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยในปี 2565 ที่ลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน 

อย่างไรก็ตาม หากเปรียบเทียบการปล่อยก๊าซคาร์บอน ต่อการใช้พลังงานของประเทศไทยเทียบกับต่างประเทศ จากข้อมูลของ International Energy Agency (IEA) ประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่า ในปี 2563 ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซ คารบอนต่อการใช้พลังงานเฉลี่ยอยู่ที่ 2.03 พันตัน ต่อการใช้พลังงาน 1 KTOE ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ภูมิภาคเอเชีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศจีน ซึ่งอยู่ที่ 2.29  2.28  2.11 และ 2.90 พันตัน ต่อการใช้พลังงาน 1 KTOE ตามลำดับ 

“ประเทศไทยมีนโยบายด้านพลังงานที่คำนิงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม รวมทั้งการสนับสนุนการใช้พลังงานหมุนเวียนในรูปแบบต่าง ๆ ที่เป็นพลังงานสะอาดเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จึงทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของโลก ซึ่งจะช่วยทำให้ประเทศไทยสามารถบรรลุเป้าหมายการลดปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนตามเป้าหมายของการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศได้”

Source : กรุงเทพธุรกิจ

สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) ชี้ไทยผ่านจุดค่าไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปแล้ว เมื่อช่วง ม.ค.-เม.ย.2566 มั่นใจหลังจากนี้ค่าไฟฟ้าจะทยอยปรับลดลง ตามทิศทาง LNG โลกที่ปรับราคาลง และปริมาณก๊าซธรรมชาติในแห่งเอราวัณมีแนวโน้มเพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเรื่อยๆ พร้อมคาดการณ์ร้อนนี้ยอดใช้ไฟฟ้าจะพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึง 3.4 หมื่นเมกะวัตต์ ยืนยันสำรองไฟฟ้ามีเพียงพอแน่นอน

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) เปิดเผยว่า อัตราค่าไฟฟ้าของประเทศไทย ได้ผ่านพ้นจุดสูงสุดไปแล้วในงวดเดือน ม.ค.-เม.ย.2566 ที่แบ่งเป็น 2 อัตรา คือ กลุ่มบ้านอยู่อาศัย เฉลี่ยอยู่ที่อัตรา 4.72 บาทต่อหน่วย และกลุ่มผู้ใช้ไฟฟ้าประเภทอื่น (ธุรกิอุตสาหกรรม บริการ อื่นๆ) เฉลี่ยอยู่ที่ 5.33 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะเห็นว่าอัตราค่าไฟฟ้า ของประเทศได้ทยอยปรับลดลงแล้วตั้งแต่งวดเดือน พ.ค. – ส.ค. 2566 ที่กลับมาเป็นอัตราเดียว เฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.77 บาทต่อหน่วย

ส่วนในงวดถัดไป หรือ งวดที่เหลือของปี 2566 นี้ คาดว่าค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ(Ft) ก็จะปรับลดลง ซึ่งปัจจุบันก็ลดลงมากขึ้นแล้ว และมีแนวโน้มจะลดลงอีก เนื่องจากว่ากำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติในอ่าวไทย โดยเฉพาะแหล่งเอราวัณ(G1) ซึ่งตามข้อมูลของกรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ ระบุว่า กำลังการผลิตก๊าซฯในเดือน ก.ค.2566 นี้ จะเพิ่มขึ้นจาก 200 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน เป็น 400 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน และเดือน ธ.ค. 2566 จะเพิ่มเป็น 600 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน จากนั้นในเดือน เม.ย. 2567 จะเพิ่มเป็น 800 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวัน ตามเงื่อนไขสัญญาแบ่งปันผลผลิต(PSC)

ส่วนแนวโน้มการใช้พลังงานภาพรวมของประเทศในปี 2566 จะเติบโตขึ้นจากปี 2565 ตามทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจไทย หลังผ่านพ้นการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจกลับมา และการใช้พลังงานก็เพิ่มขึ้นตามทิศทางการขยายตัวของประเทศ ซึ่งเริ่มเห็นได้จากปี 2565 ที่ความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด(พีค) อยู่ที่ระดับประมาณ 33,000 เมกะวัตต์ สูงกว่าช่วงยังไม่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่พีคไฟฟ้าอยู่ที่ในระดับ 32,000 เมกะวัตต์ และปี 2566 นี้ ก็เกิดพีคเมื่อวันที่ 27 มี.ค.2566 เวลา 15.43 น. ที่ระดับ 31,054.6 เมกะวัตต์ ซึ่งเป็นผลมาจากอุณหภูมิที่ร้อนขึ้น ประกอบกับเศรษฐกิจในประเทศที่ขยายตัวดีขึ้น ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวเริ่มมากขึ้น การฟื้นตัวของภาคบริการ ทำให้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น

“ปีก่อนพีคในระบบ 3 การไฟฟ้า อยู่ที่ประมาณ 33,000 เมกะวัตต์ ปีนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ 34,000 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นประมาณ 1,000 เมกะวัตต์ ซึ่งไม่น่าจะมีประเด็นน่ากังวล เพราะสำรองไฟฟ้าเพียงพอที่จะรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศได้ และในเดือน ก.ค. นี้ กำลังการผลิตก๊าซฯจากอ่าวไทยก็จะเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน คลังรับ-จ่าย LNG (เทอร์มินอล) แห่งที่ 2 (หนองแฟบ) ของปตท.ก็สร้างเสร็จแล้ว พร้อมรองรับ LNG เพิ่มขึ้นอีก 7.5 ล้านตันต่อปี ประกอบกับราคา LNG ช่วงนี้อ่อนตัว เหลืออยู่ที่ประมาณ 12-13 ดอลลาร์ต่อล้านบีทียู”

ส่วนแนวทางช่วยเหลือค่าไฟฟ้าให้กับ กลุ่มเปราะบาง ประเภทบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟฟ้าไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน รอบที่ 2 นั้น เบื้องต้น อยู่ระหว่างการหารือกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) และช่วงนี้ก็เป็นรัฐบาลรักษาการ อาจจะมีเรื่องของงบประมาณกลางต่างๆ ก็น่าจะนำมาช่วยเหลือได้ แต่คงต้องพิจารณาวิธีการที่เหมาะสม คาดว่า ถ้าจะต้องอุดหนุนในรอบบิล พ.ค.-ส.ค.2566 น่าจะต้องใช้งบประมาณใกล้เคียงกับรอบก่อน เต็มที่ประมาณ 8,000 ล้านบาท ซึ่งก็มีทั้งการใช้งบประมาณกลางและเงินช่วยเหลือผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่น่าจะนำเข้ามาใช้ในการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง หรือ ผู้มีรายได้น้อยได้ โดยในส่วนของบัตรสวัสดิการฯ ก็มีการช่วยเหลือค่าไฟฟ้าอยู่ที่ 350 บาทต่อเดือน

ทั้งนี้ สนพ. ได้คาดการณ์ “แนวโน้มการใช้พลังงานปี 2566” โดยอ้างอิงสมมุติฐานจากสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) คาดว่า ภาพรวมการใช้พลังงานในปี 2566 จะเพิ่มขึ้น 2.8%  อยู่ที่ระดับ 2,047 พันบาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน การใช้ก๊าซธรรมชาติและถ่านหิน/ลิกไนต์ จะเพิ่มขึ้น 0.7% จากการใช้ถ่านหินนำเข้าที่เพิ่มขึ้น การใช้น้ำมัน จะเพิ่มขึ้น 4.6% โดยเฉพาะกลุ่มน้ำมันเบนซินและแก๊สโซฮอล และน้ำมันเครื่องบิน จากการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวภายในประเทศ และแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของเที่ยวบินจากต่างประเทศ  การใช้ก๊าซธรรมชาติ จะเพิ่มขึ้น 1.8% การใช้ไฟฟ้าพลังน้ำและไฟฟ้านำเข้า จะเพิ่มขึ้น 4.4% สอดคล้องกับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมทั้งความต้องการการเดินทางภายในประเทศและการเดินทางระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

สำหรับสถานการณ์ราคาพลังงานนั้น สศช. คาดว่า ราคาน้ำมันดิบดูไบในปี 2566 จะอยู่ที่ 80– 90 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล และอัตราแลกเปลี่ยนในปี 2566 จะอยู่ที่ 32.2 – 33.2 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และคาดการณ์แนวโน้มการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกปี 2566 จะขยายตัว 2.6% และเศรษฐกิจภายในประเทศ (GDP) ปี 2566 จะขยายตัวในช่วง 2.7 – 3.7% ซึ่งมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญจากฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว การขยายตัวอย่างต่อเนื่องของการลงทุนทั้งภาคเอกชนและภาครัฐ การอุปโภคบริโภคภายในประเทศ และภาคการเกษตร

Source : Energy News Center

KBank – EGAT – KBTG พัฒนาแอปพลิเคชัน “ปันไฟ”(Punfai) สำหรับแลกเปลี่ยนไฟฟ้าทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจคาดเริ่มทดลองใช้เฉพาะกลุ่ม​ใน ERC Sandbox กับ โครงการ SolarPlus และ โครงการของ กฟผ.ไตรมาส 3 ปีนี้

นายณัฐวุฒิ แจ่มแจ้ง รองผู้ว่าการอาวุโส การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวว่า ความร่วมมือในครั้งนี้เป็นการพัฒนาต่อยอดจากแอปพลิเคชัน EGAT Peer to Peer Energy Trading (EGAT P2P) ที่ กฟผ. พัฒนาขึ้นและเข้าร่วมในโครงการ Solar Plus ของธนาคารกสิกรไทย สู่แอปพลิเคชันใหม่ชื่อ “ปันไฟ” เพื่อให้เป็นแอปพลิเคชันแลกเปลี่ยนไฟฟ้าที่ใช้งานง่าย ตอบโจทย์ความต้องการด้านพลังงานไฟฟ้า ทั้งภาคประชาชนและภาคธุรกิจ นอกจากภารกิจผลิตและส่งไฟฟ้า กฟผ. ยังมี Solutions ใหม่ด้านนวัตกรรมพลังงานที่ตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าในยุคดิจิทัลควบคู่ด้วย ทั้งในส่วนของการพัฒนานวัตกรรมการบริหารจัดการพลังงาน รวมถึงการสนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาดของผู้ใช้ไฟฟ้าในประเทศ

นายกฤษณ์ จิตต์แจ้ง กรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่าแอปพลิเคชัน “ปันไฟ” จะเป็นอีกจิ๊กซอว์สำคัญที่ช่วยสนับสนุน Green Ecosystem ของไทย โดยธนาคารฯพร้อมนำความรู้ ทรัพยากร ทั้งด้านบุคลากรและประสบการณ์ด้านเทคโนโลยี ร่วมพัฒนาแอปพลิเคชัน รวมถึงการเชื่อมต่อนวัตกรรมทางการเงิน เพื่อให้แอปพลิเคชันปันไฟกลายเป็นแอปพลิเคชันแลกเปลี่ยนไฟฟ้าที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานในทุกมิติ

นาย​ เชษฐพันธุ์ ศิริดานุภัทร Managing Director บริษัท กสิกร แล็บส์ จำกัด เปิดเผยว่า ทางบริษัทพร้อมที่จะใช้ความเชี่ยวชาญในเรื่องเทคโนโลยีและการออกแบบมาพัฒนา User experience และ UX/UI ให้กับแอปพลิเคชันปันไฟ KBTG มีประสบการณ์ในการออกแบบ User Experience ให้กับหลายแอปพลิเคชัน ซึ่ง User Experience มีส่วนสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ใช้งานสามารถใช้งานได้ง่ายขึ้น

สำหรับแอปพลิเคชัน “ปันไฟ” เป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ ที่จะทำให้ผู้ใช้งานสามารถแบ่งปันไฟฟ้าที่เหลือใช้และได้ผลตอบแทนที่ดีกลับมา เพื่อลดภาระค่าไฟฟ้า ช่วยให้การลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์บนหลังคา (Solar Rooftop) คืนทุนได้เร็วขึ้น และเป็นการนำไฟฟ้าทุกหน่วยไปใช้ได้อย่างคุ้มค่า ไม่เหลือทิ้ง นอกจากนี้ยังช่วยส่งเสริมนโยบายของประเทศในการลด Carbon Footprint โดยมีคุณลักษณะที่โดดเด่น ดังนี้

-ผู้ช่วยจัดสรรไฟฟ้าอัจฉริยะ : มีระบบช่วยประเมินพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้า และจัดสรรไฟฟ้าที่ผลิตและเหลือจากการใช้งานในบ้านไปใช้อย่างอัตโนมัติ เพื่อให้ทุกหน่วยไฟฟ้าได้รับการนำไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ

-ส่งไฟให้กัน : เลือกส่งไฟฟ้าให้ใครก็ได้

-สรุปภาพรวมความคุ้มค่า : รู้ได้ทันทีว่าประหยัดไปได้เท่าไหร่ ปันไฟช่วยคำนวณผลตอบแทน และค่าไฟฟ้าที่ประหยัดไปได้ โดยผู้ใช้งานไม่ต้องคิดเอง

ปัจจุบันแอปพลิเคชันปันไฟ อยู่ระหว่างการพัฒนา คาดว่าจะสามารถทดลองใช้ใน ERC Sandbox กับ โครงการ SolarPlus และ โครงการของ กฟผ. ในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ โดยความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นการสนับสนุนให้เกิด Green Ecosystem ที่ครบวงจร และจะขยายสู่คนไทยทุกคนในอนาคตต่อไป

Source : Energy News Center