‘เซ็นทรัล ทำ’ เดินหน้าลดความเหลื่อมล้ำ พัฒนาเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ ผ่าน 6 แนวทาง มุ่งดูแลสิ่งแวดล้อม สู่การท่องเที่ยวยั่งยืน กระจายประโยชน์ทั้ง ระดับปัจเจก ระดับชุมชน และ ระดับประเทศ

การพัฒนาเพื่อความยั่งยืน ภายใต้ ‘เซ็นทรัล ทำ’ โดย กลุ่มเซ็นทรัล ถือเป็นการเดินหน้าเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ผ่านการให้โอกาสทุกคนในสังคมเข้าถึงการศึกษา เกิดศูนย์การเรียนรู้ ส่งเสริมอาชีพคนพิการ ควบคู่ไปกับการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้มั่นคง แบ่งปันความรู้ทักษะต่างๆ สนับสนุนช่องทางสื่อสารทางการตลาด พร้อมรักษาและดูแลสิ่งแวดล้อม มุ่งสู่โลกสีเขียว ขับเคลื่อนทุกภาคส่วนสู่การท่องเที่ยวยั่งยืน 

จากความโดดเด่นในหลายโครงการที่ผ่านมา นับเป็นการขับเคลื่อนด้วยโจทย์ใหญ่ของสังคม คือ ‘การลดความเหลื่อมล้ำ’ ผ่าน 6 แนวทางเพื่อความยั่งยืน ได้แก่

1) ส่งเสริมเศรษฐกิจชุมชน สร้างอาชีพ และบรรเทาสาธารณภัย

2) ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงโอกาส อย่างเท่าเทียม

3) พัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์

4) ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียนและการบริหารจัดการขยะมูลฝอย

5) ลดการสูญเสียอาหารในกระบวนการผลิตและลดปริมาณขยะอาหาร

และ 6) ฟื้นฟูสภาพอากาศ ลดมลภาวะ และผลักดันการใช้พลังงานหมุนเวียน

ดร.ประสาร ไตรรัตน์ววรกุล ประธานกรรมการ บมจ.เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น กล่าวว่า การลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมและเศรษฐกิจเป็นโจทย์ใหญ่ สิ่งที่สามารถทำได้ คือ การกระจายประโยชน์ทั้ง “ระดับปัจเจก” อาทิ พัฒนาทักษะแรงงาน “ระดับชุมชน” เช่น การสร้างเศรษฐกิจฐานราก หรือ “ระดับประเทศ” เช่น ระบบรัฐสวัสดิการ ระบบสาธารณสุขถ้วนหน้า เบี้ยคนชรา ทั้งนี้ บทบาทธุรกิจกลุ่มเซ็นทรัล คือ ระดับปัจเจกและชุมชน โดยคำนึงถึง 3 องค์ประกอบ คือ การพึ่งพาตนเอง การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน และการเรียนรู้และพัฒนาด้านต่างๆ

‘เซ็นทรัล ทำ’ ดำเนินการภายใต้การร่วมมือจากทุกภาคส่วน ด้วยความเชื่อใน ‘พลังของการร่วมลงมือทำ’ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากการตั้งใจทำ และมุ่งมั่นที่จะทำในระยะยาว จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น สามารถสร้างสังคมที่ดีกว่าเดิม ซึ่งเป็นแนวทางในการขับเคลื่อนองค์กรให้ยั่งยืน โดย 7 โครงการที่เป็นไฮไลท์ ได้แก่

จริงใจ มาร์เก็ต จังหวัดเชียงใหม่

ตลาดเกษตรอินทรีย์แห่งแรกของกลุ่มเซ็นทรัล ที่รวบรวมทั้ง อาหาร (Food) ศิลปะและงานออกแบบ (Art & Design) และงานฝีมือ (Craft) มีผู้ประกอบการท้องถิ่นและเกษตรกรนำผักผลไม้ มาจำหน่ายกว่า 15 ชุมชน 70 ครัวเรือน และมีผู้ประกอบการกว่า 250 ราย ที่มาจำหน่ายสินค้าทำมืออัตลักษณ์ไทยและอาหารปลอดภัยพร้อมทาน สร้างเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวให้กับเศรษฐกิจไทยได้กว่า 40 ล้านบาทต่อปี

ศูนย์การเรียนรู้ผ้าทอนาหมื่นศรี จังหวัดตรัง 

เริ่มต้นในปี 2557 ซึ่งกลุ่มเซ็นทรัล จัดตั้งเป็นวิสาหกิจชุมชนผ้าทอนาหมื่นศรี พัฒนาเส้นทางท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรม สนับสนุนก่อสร้าง ‘พิพิธภัณฑ์ผ้าทอนาหมื่นศรี’ เพื่อรวบรวมผ้าทอมือโบราณที่มีประวัติยาวนานกว่า 200 ปี พร้อมอบรมมัคคุเทศก์ให้แก่เยาวชน จัดทำเส้นทางจักรยานท่องเที่ยวชุมชน สู่ต้นแบบของศูนย์การเรียนรู้การอนุรักษ์เชิงวัฒนธรรม โดยในปี 2565 ที่ผ่านมา สามารถสร้างรายได้ให้กับชุมชนกว่า 7.3 ล้านบาท และมีจำนวนสมาชิกชุมชนที่เข้าร่วม 155 คน

ศูนย์การเรียนรู้พุทธนิเวศเกษตรอินทรีย์ ไร่เชิญตะวัน จังหวัดเชียงราย

การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวิถีเกษตรอินทรีย์ โดยร่วมมือกับพระเมธีวชิโรดม (ท่าน ว.วชิรเมธี) ต่อยอด โครงการพุทธนิเวศเกษตรอินทรีย์ ไร่เชิญตะวัน สู่ ‘ต้นแบบศูนย์การเรียนรู้ด้านนวัตกรรมการทำเกษตรอินทรีย์’ พัฒนาวิสาหกิจชุมชน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม บนพื้นที่ 2 ไร่ และในปี 2566 เซ็นทรัล ทำ ตั้งเป้าพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติม 13 ไร่ แบ่งเป็น ปลูกไม้ผล พืชเศรษฐกิจ 3 ไร่ และปลูกผักสวนครัว สมุนไพรพื้นบ้าน 10 ไร่

ชุมชนเกษตรอินทรีย์วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา อ.แม่ออน จังหวัดเชียงใหม่

การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวิถีเกษตรอินทรีย์ โดยจับมือกับ มูลนิธิสายใยแผ่นดิน และหน่วยงานต่างๆ ดำเนินโครงการพื้นที่วิถีชีวิตยั่งยืนแม่ทา แลกเปลี่ยนความรู้กับชุมชน สู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ สร้างรายได้ และจัดตั้ง ‘วิสาหกิจชุมชนแม่ทา ออร์แกนิค’ จากการรวมกลุ่มของเกษตรรุ่นใหม่ 20 ราย พัฒนาการท่องเที่ยววิถีชุมชน การจัดทำที่พักโฮมสเตย์ ขยายสู่สหกรณ์การเกษตรยั่งยืนแม่ทา จำกัด ที่มีสมาชิกประมาณ 80 ราย และมีการสร้างเครือข่ายสมาชิกเพิ่มเติม 10% ต่อปี สร้างรายได้ให้ชุมชนในปี 2565 มากกว่า 5 ล้านบาท

กาแฟอินทรีย์ รักษาป่าภูชี้เดือน จังหวัดเชียงราย

การท่องเที่ยวชุมชนเชิงนิเวศ ชูจุดเด่นกาแฟอาราบิก้าออร์แกนิคบริสุทธิ์จากธรรมชาติ พลิกฟื้นเขาหัวโล้นจากการปลูกพืชเชิงเดี่ยวและสารเคมี สู่การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนกลุ่มกาแฟอินทรีย์รักษาป่าภูชี้เดือน ปลูกกาแฟสายพันธุ์อาราบิก้าแท้ ทริปปิก้า มัลเดอริ่ง จากต่างประเทศ บนพื้นที่กว่า 1,500 ไร่ และ ในปี 2565 ที่ผ่านมา สามารถสร้างรายได้ให้ชุมชนมากกว่า 6 ล้านบาท มีสมาชิกเข้าร่วมกว่า 84 ราย

ชุมชนผ้าย้อมครามบ้านกุดจิก จ.สกลนคร

การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรม โดยร่วมมือกับ กรมพัฒนาชุมชน พัฒนาและต่อยอดทักษะความรู้ชุมชนและสมาชิก ‘กลุ่มทอผ้าบ้านกุดจิก’ ชูความโดดเด่น ที่เป็นภูมิปัญญาอันเป็นเอกลักษณ์การทอผ้า การปลูกฝ้าย ย้อมคราม ที่สืบทอดกันมารุ่นสู่รุ่น พัฒนาผลิตภัณฑ์ ส่งเสริมการตลาดและช่องทางการจำหน่าย พัฒนาเป็นสินค้าภายใต้แบรนด์ good goods โดยในปี 2565 สร้างรายได้ให้กับชุมชน 1 ล้านบาท มีคนในชุมชนเข้าร่วมกว่า 30 คน

ศูนย์การเรียนรู้พัฒนาผลผลิตการเกษตรและผลิตภัณฑ์ชุมชน บ้านเทพพนา อ.เทพสถิต จังหวัดชัยภูมิ

การท่องเที่ยวชุมชนเชิงวิถีเกษตรอินทรีย์ เป็น 1 ใน 7 ของผู้ปลูกอะโวคาโด พันธุ์แฮสส์ในประเทศไทย ปรับเปลี่ยนการปลูกพืชเชิงเดี่ยวด้วยระบบเกษตรอัจฉริยะครบวงจรการ ขยายผลเครือข่ายผู้ปลูกอะโวคาโดกว่า 1,000 ราย เพิ่มพื้นที่สีเขียวทดแทนป่าเสื่อมโทรม 2,000ไร่ ในปี 2565 ที่ผ่านมา ชุมชนมีสมาชิกกว่า 400 ราย มีรายได้กว่า 3 ล้านบาท ตั้งเป้าเพิ่มสมาชิกปีละ 100 ราย

การทำธุรกิจเพื่อสังคมต้องคำนึงถึงการสร้างค่านิยมร่วมหรือคุณค่าร่วม CSV (Creating Shared Value) เพราะการสร้างคุณค่าร่วมเป็นสิ่งที่คำนึงถึงทุกภาคส่วน พร้อมนำสิ่งที่ธุรกิจมีและเชี่ยวชาญ สนับสนุนให้สังคมเติบโต ภายใต้สิ่งแวดล้อมสีเขียว ดังที่ ดร.ประสาร ได้กล่าวทิ้งท้ายไว้อย่างน่าสนใจ คือ การสร้างคุณค่าร่วมกันที่สำคัญต้องไม่พูดว่า ธุรกิจเพื่อสังคม คือ กิจกรรมพิเศษที่แตกต่างจากการทำธุรกิจปกติเพราะมันคือเรื่องเดียวกัน

Source: กรุงเทพธุรกิจ

บี.กริม เปิดตัวสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกที่ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก ชูจุดเด่นเรื่องการบริการแบบครบวงจร (Total Solutions) และรูปแบบการลงทุนที่หลากหลาย เพื่อให้ผู้ประกอบการอาคารหรือโครงการต่าง ๆ สามารถลงทุนติดตั้งสถานีชาร์จในเชิงพาณิชย์ได้มีทางเลือกมากขึ้น ตั้งเป้าติดตั้ง 100 หัวชาร์จในสถานที่ต่างๆภายในปี 2566

โดย ความต้องการในการติดตั้งสถานีชาร์จจะมีมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์ความต้องการใช้รถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก เห็นได้จากยอดจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้า 100% (BEV) ในประเทศไทยช่วงไตรมาสแรกของปี 2566 ที่สูงขึ้นถึง 1081% คิดเป็นจำนวน 14,777 คัน ในขณะที่ไตรมาสแรกของปี 2565 มียอดจดทะเบียนเพียง 1,251 คัน

ทั้งนี้​ บี.กริม ได้ร่วมกับพันธมิตรในการพัฒนาโซลูชันสถานีชาร์จแบบครบวงจร ตั้งแต่การออกแบบ จัดหา ติดตั้ง ไปจนถึงการบำรุงรักษา เพื่อให้บริการแบบไร้รอยต่อที่เดียวครบจบทุกขั้นตอน พร้อมทางเลือกในการใช้พลังงานสะอาดด้วยระบบพลังงานแสงอาทิตย์ และมีทางเลือกในการลงทุนเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นให้แก่ผู้ประกอบการ

นายกิตติ พัฒนลีนะกุล ประธานกลุ่มธุรกิจ บี.กริม อุตสาหกรรม เปิดเผยว่า บี.กริม เริ่มต้นเข้าสู่ธุรกิจสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแห่งแรกที่ ริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก จำนวน 3 หัวชาร์จ และมีแผนจะขยายธุรกิจไปถึง 100 หัวชาร์จภายในปี 2566 นี้

“โซลูชันการชาร์จของ บี.กริม ประกอบด้วยเครื่องชาร์จ แอปพลิเคชัน ระบบคำนวณค่าใช้จ่าย และระบบจัดการเครื่องชาร์จและข้อมูลผู้ใช้งาน ซึ่งมีความแตกต่างจากผู้เล่นรายอื่นในตลาดในหลายด้าน เช่น ระบบตรวจสอบการใช้งานที่สามารถประมวลผลข้อมูล เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผู้ประกอบการให้ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปัจจุบันนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์มีแนวโน้มในการสร้างอาคารเขียวเพิ่มมากขึ้น เพื่อลดการใช้พลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ระบบของเราสามารถแสดงรายงานการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในแต่ละช่วงเวลาได้ พร้อมรองรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต และ บี.กริม ก็มีบริการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์เชื่อมเข้าสู่ระบบของอาคารและสถานีชาร์จเพื่อรองรับพลังงานสะอาดอย่างแท้จริง ทำให้ผู้ประกอบการได้รับคะแนนอาคารเขียวเพิ่มเติมอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นโซลูชันที่เริ่มตั้งแต่การผลิตพลังงานสะอาดไปจนถึงการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอย่างครบวงจร” นายกิตติกล่าว

สำหรับริเวอร์ ซิตี้ แบงค็อก เป็นศูนย์รวมศิลปะและแอนทีคที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศไทย โดยได้มีการเปิดใช้งานสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าแล้วตั้งแต่วันศุกร์ที่ 7 เมษายน 2566 ที่ผ่านมา

Source : Energy News Center

อนุฯ ​กกพ.สรุปผลประชุมวันนี้​ ลดค่าไฟฟ้าเดือน ​พ.ค.-ส.ค.66​ ลง​ 7 ​ส.ต.ต่อหน่วย​ จาก​ 4.77​ บาทต่อหน่วย​ เหลือ​ 4.70 บาทต่อหน่วย​ หลัง กฟผ.​ยอมให้ขยายระยะเวลาคืนหนี้

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าว​พลังงาน​( Energy​ ​News​ Center-ENC​ )​ รายงานว่า​ คณะอนุกรรมการกำกับดูแลการปรับอัตราค่าบริการไฟฟ้า​ ภายใต้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน​ ซึ่งประชุมวันนี้​ ( 21​ เม.ย.​ 2566​)​ มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราค่าไฟฟ้าผันแปร​ หรือ​ ค่าเอฟที​ งวด​เดือน​ พ.ค.-ส.ค.2566​ ลง​ อีก​ 7​.08 สตางค์ต่อหน่วย จาก 98.27 สตางค์ต่อหน่วย​ เหลือ​ 91.19 สตางค์ต่อหน่วย​ ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าโดยเฉลี่ยปรับลดลง​จากเดิมที่อนุมัติ​ไว้​ 4.77​ บา​ทต่อหน่วย เหลือ​ 4.70​ บาทต่อหน่วย​ 

โดยที่ผ่านมาคณะกรรมการ​ กกพ.​มีมติ​เห็นชอบ​ ให้ค่าเอฟทีงวดเดือน​ พ.ค.-ส.ค.​2566​ เป็นการคำนวณโดยประมาณการต้นทุนเดือน พ.ค.- ส.ค. 2566​ ล่วงหน้าว่า​จะอยู่ที่ 63.37 สตางค์ต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับเงินที่ทยอยเรียกเก็บเพื่อชดเชยต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงคาดว่าจะคงเหลือจากเดือน ม.ค. – เม.ย. 2566 จำนวน 136,686 ล้านบาท บางส่วน โดยแบ่งเป็น 6 งวดๆ ละ 22,781 ล้านบาทหรืองวดละ 34.90 สตางค์ต่อหน่วยเพื่อให้ กฟผ. ได้รับเงินคืนครบภายใน 2 ปี (เม.ย. 2568) โดย กฟผ. จะต้องบริหารภาระต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงแทนประชาชนจำนวน 113,905 ล้านบาท ทำให้ค่าไฟฟ้า (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ปรับเพิ่มขึ้นเป็น 4.77 บาทต่อหน่วย​ แต่เมื่อ​ ล่าสุด ​กฟผ.มีหนังสือถึง กกพ.​ ให้ขยายระยะเวลาคืนหนี้ให้​ กฟผ.​ออกไป​ยาวนานขึ้น​ ทำให้สามารถลดค่าไฟฟ้าลงได้อีก​​ 7​.08 สตางค์​ต่อหน่วย​

อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอในส่วนของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย​ หรือ​ ส.อ.ท.​ ที่เรียกร้องให้ปรับลดค่าไฟฟ้าเดือน​ พ.ค.-ส.ค.2566​ ลงให้ต่ำกว่า​ 4.40 บาทต่อหน่วย​ โดยที่ให้ตัดส่วนที่จะต้องชำระคืนหนี้ให้ กฟผ.​ ออกไปก่อนนั้น​ ​ยังไม่มีการทำหนังสืออย่างเป็นทางการมาถึงคณะอนุฯ ที่ประชุม​คณะอนุฯ​ จึงยังไม่ได้พิจารณา

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า​ นายสุพัฒนพงษ์​ พันธ์​มีเชาว์​ รักษาการรองนายก​รั​ฐมนตรี​ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน​ ซึ่งเป็นผู้สมัคร สส.ปาร์ตี้ลิสต์​ ลำดับที่​ 2​ พรรครวมไทยสร้างชาติ​ จะมีการแถลงข่าวเรื่องการปรับลดค่าไฟฟ้า​ ดังกล่าวในวันจันทร์​ ที่​ 24​ เม.ย.2566​ นี้ที่ทำเนียบรัฐบาล

Source : Energy News Center

แบตเตอรี่กินได้! มีอยู่จริงบนโลก ล่าสุด นักวิจัยจากอิตาลี ได้คิดค้น แบตเตอรี่กินได้ที่ทำจากอัลมอนด์และวัสดุอื่น ๆ ที่สามารถย่อยสลายได้ในร่างกาย สำหรับใช้ทางการแพทย์

บนโลกนี้ ใครจะไปกินแบตเตอรี่ล่ะจริงไหม? แต่มันจำเป็นสำหรับทางการแพทย์ หลายเคสหลายกรณีทางการแพทย์ ผู้คนหลายแสนคนจำเป็นที่จะต้องฝังอุปกรณ์ไฟฟ้าบางอย่างลงในร่างกาย เพื่อให้ร่างกายสามารถดำเนินต่อไปได้ เช่น เครื่องกระตุ้นไฟฟ้าหัวใจ เป็นต้น

แต่เรายังอยู่ในศตวรรษที่อุปกรณ์เหล่านี้ยังคงใช้วัสดุแข็งเพียว ๆ ซึ่งไม่สามารถย่อยสลายได้ในร่างกายมนุษย์ ดังนั้น เมื่อเกิดข้อผิดพลาดของอุปกรณ์มีเพียงวิธีเดียวเท่านั้นที่จะซ่อมแซมได้ คือการผ่าตัดและนำเครื่องออกมาซ่อม ซึ่งมันทำให้เสียเวลา เสียเงิน และสร้างความเจ็บปวดเพิ่มให้ทั้งกับคนไข้และแพทย์ผู้ให้การรักษา

สิ่งประดิษฐ์สะเทือนวงการการแพทย์ “แบตเตอรี่กินได้”

ด้วยปัญหานี้ จึงทำให้ Mario Caironi นักวิจัยอาวุโสจาก Istituto Italiano di Tecnologia (IIT-Italian Institute of Technology) และทีมงานของเขาจากมิลาน ในอิตาลี ได้ลองคิดค้นแบตเตอรี่ที่สามารถจ่ายพลังงานและสามารถย่อยสลายได้ โดยจะไม่รบกวนการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายมนุษย์ ซึ่งจะทำให้การติดตั้งอุปกรณ์ปลอดภัยมากขึ้น

ผลการศึกษานี้ได้ถูกตีพิมพ์อย่างเป็นทางการลงในวาร Advanced Materials เมื่อเร็ว ๆ นี้ในหัวข้อ แบตเตอรี่กินได้

แบตเตอรี่ทำจากอะไร?

โดยทั่วไปมีอุปกรณ์หลายอย่างที่คนไข้ต้องกลืนลงไป เช่น ไบโอเซนเซอร์ กล้อง และระบบนำส่งยา แต่อุปกรณ์เหล่านี้ไม่สามารถย่อยสลายได้ ผลที่ตามมาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนระหว่างกระบวนการย่อยอาหารได้ และต้องผ่าตัดเท่านั้น เพื่อนำอุปกรณ์ออก

แต่แบตเตอรี่ที่ถูกผลิตขึ้นใหม่เหล่านี้สามารถผลิตขึ้นได้จากอาหารทั่วไป โดยมีองค์ประกอบหลักคือ “อัลมอนด์”ตามมาด้วย เคเปอร์ ถ่านกัมมันต์ สาหร่าย ทองคำเปลว และขี้ผึ้ง ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถย่อยสลายได้โดยไม่มีความเสี่ยงต่อสุขภาพ

ทำจากของที่กินได้และย่อยสลายได้ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย Cr.Newatlasทำจากของที่กินได้และย่อยสลายได้ไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย Cr.Newatlas

การทำงานของแบตเตอรี่

การทำงานของแบตเตอรี่อัลมอนด์ แบตเตอรี่ตัวต้นแบบสามารถให้ไฟฟ้าได้ที่ 0.65 โวลต์ ซึ่งให้ไฟฟ้าที่ต่ำเกินไปที่จะทำให้เกิดปัญหาภายในร่างกายมนุษย์ และสามารถให้กระแสไฟฟ้า 48 ไมโครแอมป์นานสูงสุด 12 นาที อาจดูเหมือนให้พลังงานไม่มาก แต่จากการทดลองมันสามารถจ่ายไฟให้กับไฟ LED ขนาดเล็กหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ขนาดเล็กอื่น ๆ ได้ด้วย ซึ่งก็เพียงพอในการจ่ายไฟฟ้าให้กับอุปกรณ์ในร่างกายได้

ขั้วบวกของแบตเตอรี่ประกอบด้วย ไรโบฟลาวิน (หรือเรียกอีกอย่างว่า วิตามินบี 2) ในขณะที่แคโทดทำจากเควอซิทิน สารทั้งสองสารนี้สามารถพบได้ทั่วไปตามธรรมชาติในพืชและอาหารอื่น ๆ ส่วนถ่านกัมมันต์จะช่วยในการเพิ่มการนำไฟฟ้า

อิเล็กโทรไลต์ใช้น้ำเปล่า และตัวคั่น (ที่แทรกซึมผ่านขั้วบวกและขั้วลบ ป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร) ทำจากสาหร่ายโนริ ที่ใช้ในเมนูซูชิทั่วไปนี่แหละ ส่วนหน้าสัมผัสก็ใช้แผ่นเปลวทองคำพร้อมเคลือบขี้ผึ้งไว้บนขั้วบวกและขั้วลบ

Cr. EURONEWSCr. EURONEWS

ตอนนี้ทางทีมกำลังหาทางทำให้อุปกรณ์เหล่านี้มีขนาดเล็กลงเพื่อสะดวกในการรับประทานและในอนาคตพวกเขาคาดหวังว่าจะสามารถพัฒนาอุปกรณ์อื่น ๆ ที่สามารถกินได้รวมถึงเซ็นเซอร์ในการตรวจสอบสภาวะสุขภาพ เป็นต้น

พวกเขายังทิ้งท้ายอีกว่า แบตเตอรี่นี้ยังสามารถใช้ได้กับของเล่นเด็กที่ใช้ไฟฟ้าไม่มาก ป้องกันความเสี่ยงที่เด็กอาจหยิบจับของและกลืนเข้าไป เพื่อให้มันใช้งานได้สะดวกขึ้นจึงขอพัฒนาอุปกรณ์ต่อไปเรื่อย ๆ

ที่มาข้อมูล

EURONEWS / NEW ATLAS / IIT-Italian Institute of Technology / Advanced Materials

Source : Spring News

ผลพวงจากโรงไฟฟ้าเชอร์โนบิลระเบิด เกิดข้อถกเถียงมานานหลายปี ในที่สุด ตอนนี้เยอรมนีได้สั่งปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ทุกแห่งแล้วทั่วประเทศ เพื่อไม่ให้เกิดโศกนาฏกรรมซ้ำซ้อน

เกิดข้อถกเถียงกันมานานแล้วสำหรับเยอรมนี เรื่องพลังงานนิวเคลียร์ ที่ในอดีตเป็นพลังงานหลักและความรุ่งเรืองของเยอรมนี แต่ในปัจจุบัน เมื่อพรรคการเมืองแบ่งฝ่าย รวมถึงปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมเกี่ยวกับการปล่อยมลพิษสู่ชั้นบรรยากาศทำให้ข้อถกเถียงนี้กลับมารุนแรงขึ้น

โดยเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2023 ที่ผ่านมา รัฐบาลได้ประกาศการยุติโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งสุดท้ายอย่างเป็นทางการแล้ว และข้อตกลงเป็นอันเสร็จสิ้นเรียบร้อยแล้ว จึงทำให้ตอนนี้เยอรมนีปราศจากพลังงานนิวเคลียร์อีกต่อไป และนี่ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งประวัติศาสตร์ของเยอรมนี

โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะไม่มีอีกต่อไปในเยอรมนี Cr. Pixarbayโรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะไม่มีอีกต่อไปในเยอรมนี Cr. Pixarbay

เดิมทีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มีแผนจะปิดตัวลงเมื่อสิ้นปี 2022 แต่ด้วยการเดินหน้าท่ามกลางวิกฤตพลังงานจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน จึงเกรงว่าประชาชนจะได้รับความลำบากเรื่องราคาและการขาดแคลนพลังงานไว้ใช้ในฤดูหนาว

รัฐบาลจึงตัดสินใจเปิดโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ให้เดินเครื่องต่ออีก 3 แห่งได้แก่ Isar 2 ในบาวาเรีย, Neckarwestheim ทางเหนือของ Stuttgart และ Emsland ใน Lower Saxony เพื่อให้ประชาชนมีพลังงานเพียงพอสำหรับฤดูหนาวในปีที่ผ่านมา

ข้อพิพาทการปิดโรงงาน

ฝ่านค้าน

ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยให้ความเห็นว่า การปิดโรงงานทั้ง 3 แห่งท่ามกลางราคาพลังงานที่สูง อาจทำให้เกิดการขาดแคลนพลังงาน รัฐไม่คำนึงถึงบทบาทของพลังงานนิวเคลียร์ เนื่องจากเยอรมนีลดปริมาณการผลิตไฟฟ้าลง ทำให้สัดส่วนไฟฟ้าจากพลังงานถ่านหินเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย

นอกจากนี้ฝ่านค้านยังให้เรียกว่าที่ปิดโรงงานนิวเคลียร์ด้วยว่า “วันสีดำสำหรับการปกป้องสภาพอากาศ” เนื่องจากการปิดโรงงานนิวเคลียร์ทำให้การใช้พลังงานถ่านหินสูงขึ้น พวกเขายังมั่นใจว่าโรงงานนิวเคลียร์ทั้ง 3 แห่งนั้น เป็นโรงงานที่ทันสมัยและปลอดภัยที่สุดในโลกแล้ว แต่การปิดนี้จะส่งผลกระทบครั้งใหญ่ด้านเศรษฐกิจและระบบนิเวศ

ปิดแล้วคนจะเอาพลังงานที่ไหนใช้ Cr. Pixarbayปิดแล้วคนจะเอาพลังงานที่ไหนใช้ Cr. Pixarbay

ฝ่ายสนับสนุน

ฝ่ายสนับสนุนมองว่า ข้อพิพาทนี้มันเริ่มรุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อเกิดเหตุการณ์โรงไฟฟ้านิวเคลียร์เชอร์โนบิลระเบิด นั่นจึงเป็นเหตุที่เราควรปิดมันได้แล้ว และด้วยเหตุผลนี้ก็เลยทำให้เยอรมนีสร้างโรงงานนิวเคลียร์ใหม่ไม่แล้วเสร็จสักทีตั้งปต่ปี 1989

และในความเป็นจริง ตั้งแต่ปี 1998 รัฐบาลที่นำโดยพรรคโซเชียลเดโมแครตและพรรคกรีนส์ตกลงกันแล้วว่าจะเลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์เป็นระยะเวลา 20 ปี ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวกลายมาเป็นข้อกฎหมายในปี 2002 โดยห้ามก่อสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์แห่งใหม่เพิ่มอีกและจำกัดอายุการใช้งานของโรงงานไฟฟ้าที่มีอยู่

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศและพลังงานก็ออกมาแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมว่า หลังเกิดเหตุการณ์ที่เชอร์โนบิล เราไม่อาจรู้ได้เลยว่าหายนะจะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ ภัยธรรมชาติกำลังเลวร้ายขึ้นไม่ว่าจะพายุ แผ่นดินไหว คลื่นความร้อน เราไม่รู้ว่าภัยเหล่านี้จะกระตุ้นให้โรงงานไฟฟ้านิเวคลียร์เกิดอุบิตเหตุอะไรขึ้นอีกได้บ้าง

ความคิดเห็นจากประชาชน

ข้อถกเถียงนำไปสู่สิทธิพื้นฐานของประชาชนนั่นคือการฟังเสียงของสาธารณชนชาวเยอรมัน โดยสถานีโทรทัศน์ RTL และ NTV ได้ทำแบบสำรวจและพบว่า 2 ใน 3 ของประชากรคัดค้านการเลิกใช้พลังงานนิวเคลียร์ โดยให้เหตุผลว่า โรงงานที่เหลือควรเดินเครื่องต่อไปในช่วงนี้ เพราะกลัวเกิดวิกฤตพลังงาน

ซึ่งขัดกับแบบสอบถามที่จัดทำขึ้นเมื่อปี 2019 ที่พบว่าชาวเยอรมันร้อยละ 60 ออกมาสนับสนุนการยกเลิกพลังงานนิวเคลียร์

แค่อยากหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้นเอง Cr. Pixarbayแค่อยากหันไปใช้พลังงานหมุนเวียนให้มากขึ้นเอง Cr. Pixarbay

ผลที่คาดหวังจากการยกเลิกพลังงานนิวเคลียร์

ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานกล่าวว่า พลังงานนิวเคลียร์ในปัจจุบันหากมีการย้ายจะมีค่าใช้จ่ายสูงมาก และในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พลังงานนิวเคลียร์เป็นเพียงเศษเสี้ยวเล็ก ๆ ของโครงข่ายไฟฟ้าของเยอรมนี หากอยากเปิดก็ต้องวางแผนใหม่หมด ทั้งความปลอดภัย การอัปเกรด การลงทุน ซึ่งมันไม่คุ้มเอาเสียเลย

ยิ่งไปกว่า เหตุผลที่ยกเลิกพลังงานนิวเคลียร์ ก็เพื่อเราจะได้หาทางในการลงทุนกับโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนให้มากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อการบรรลุเป้าหมายสภาพอากาศโลกด้วย นั่นหมายความว่า เราเปลี่ยนการลงทุนจากนิวเคลียร์ไปสู่พลังงานสะอาด จำพวกพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมแทนจะคุ้มกว่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และในขณะเดียวกันเราก็ยกเลิกพลังงานถ่านหินและพลังงานนิวเคลียร์ที่เป็นพิษต่อโลกลงไปได้

ที่มาข้อมูล

Foreignpolicy (EP)

Source : Spring News