ศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ และ บริษัท คูลคูล จำกัด ร่วมกับกรุงเทพมหานคร นำร่องจัดทำ “Sabuy Square” ป้ายรถเมล์ติดแอร์ พลังงานแสงอาทิตย์ แห่งแรกในประเทศไทย พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เพื่อเป็นต้นแบบในการอนุรักษ์พลังงานและช่วยรักษาสิ่งแวดล้อม ตอบโจทย์ให้กับประชาชนในยุคปัจจุบันและเป็นประโยชน์แก่สาธารณะ ตั้งอยู่บริเวณ Seacon Bus Station ด้านหน้าศูนย์การค้าซีคอน ศรีนครินทร์

นอกจากนี้ “Sabuy Square” ยังออกแบบมาเพื่ออำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ที่เดินทางด้วยรถโดยสารสาธารณะ ช่วยป้องกันความร้อนจากแสงแดดและสภาวะมลพิษฝุ่นควัน PM2.5 ภายในที่พักคอยรถโดยสารสาธารณะ

ป้ายรถเมล์ติเแอร์ดังกล่าว มีขนาดพื้นที่ 40 ตารางเมตร(ตร.ม.) สามารถรองรับจำนวนผู้ใช้บริการกว่า 40 คน สิ่งอำนวยความสะดวก ประกอบด้วย ระบบปรับอากาศพลังงานแสงอาทิตย์, บริการ Free Wi-Fi, ที่เสียบ USB สำหรับชาร์จแบตโทรศัพท์มือถือ, ตู้กดน้ำดื่มสาธารณะ, กล้อง CCTV เชื่อมต่อระบบไปยังศูนย์บริหารจัดการ, ระบบสัญญาณเตือนฉุกเฉิน (Panic Button), พร้อมจอแสดงสายรถเมล์ที่กำลังจะมาถึง

ทั้งนี้ ผู้บริหารศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ มีแนวคิดในการจัดสร้าง “Sabuy Square” ป้ายรถเมล์ติดแอร์ขึ้น เพื่อเป็นการตอบแทนลูกค้าให้ได้รับความสะดวกสบายในสภาวะวิกฤตสภาพภูมิอากาศที่เป็นปัญหาใหญ่ในปัจจุบันและเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีที่จะตอบแทนคืนสู่สังคม

 ในส่วนของการจัดสร้างป้ายรถเมล์ Sabuy Square บริษัท ซีคอน ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) และพันธมิตรคูลคูล ใช้งบลงทุนราว 3 ล้านบาท และยังได้รับความร่วมมือกับบริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ ให้บริการ Free Wi-Fi และการประปานครหลวง ที่สนับสนุนน้ำดื่มแก่ประชาชน

อย่างไรก็ตาม ป้ายรถเมล์ Sabuy Square ถือเป็นหนึ่งในแนวทางของซีคอนสแควร์ที่มุ่งมั่นนโยบายพลังงานสะอาด ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ก่อนหน้านี้บริษัทมีโครงการผลิตพลังงานสะอาดด้วยการติดตั้งแผงพลังงาานแสงอาทิตย์หรือ โซล่าร์รูฟท๊อป ภายในศูนย์สรรพสินค้าทั้ง 2 แห่ง บนศูนย์สรรพสินค้าซีคอนสแควร์ และซีคอน บางแค มีพื้นที่รวมทั้งสองโครงการกว่า 51,000 ตร.ม. กำลังการผลิตไฟฟ้ารวม 8.5 เมกะวัตต์

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ยุน ซ็อก ยอล ประธานาธิบดีเกาหลีใต้ ประกาศว่า รัฐบาลมีแผนจะทำให้เกาหลีใต้เป็นประเทศแรกในโลกที่จำหน่ายแบตเตอรี่โซลิดสเตท ด้วยเม็ดเงินลงทุนสำหรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการผลิตแบตเตอรี่โซลิดสเตท จำนวน 20 ล้านล้านวอน หรือ 5.12 แสนล้านบาท ซึ่งจะเป็นการลงทุนร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชน โดยเม็ดเงินนี้จะใช้ในแผนการลงทุนระยะยาวไปจนถึงปี 2030

แบตเตอรี่โซลิดสเตต มีคุณสมบัติคือแบตเตอรี่ที่มีทั้งอิเล็กโทรด และอิเล็กโทรไลต์ หรือสารนำไฟฟ้าที่เป็นของแข็ง ทั้งนี้ แบตเตอรี่ประเภทนี้ได้รับการพัฒนาควบคู่กับยานยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา โดยคุณสมบัติเบื้องต้นของแบตเตอรี่โซลิดสเตทคือ มีความปลอดภัยในการใช้งานอย่างมาก ทั้งยังมีต้นทุนการผลิตที่ค่อนข้างต่ำ เนื่องจากแกนกลางไม่ได้เป็นของเหลวแต่เป็นของแข็ง ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดเด่นของแบตเตอรี่โซลิดสเตตที่อาจผลิตขึ้นได้ ที่จะมีขนาดเล็กลงและติดไฟได้ยากกว่าแบตเตอรี่ลิเทียมไอออนแบบที่นิยมใช้ในรถยนต์ไฟฟ้ายุคปัจจุบันมาก

เกาหลีใต้ทุ่มงบ 5 แสนล้าน หวังผลิตแบตเตอรี่โซลิดสเตทใช้ในรถ EV เป็นประเทศแรกของโลก

ที่มาของรูปภาพ Flash Battery

อย่างไรก็ตาม บริษัท ซี.เอ.ที. (Contemporary Amperex Technology Co.) ผู้ผลิตแบตเตอรี่รายใหญ่ที่สุดในโลกจากประเทศจีน ยังไม่เริ่มการผลิตหรือสนใจจะใช้งานเทคโนโลยีแบตเตอรี่โซลิดสเตท เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีแบตเตอรี่ที่ยังใหม่อยู่ และหนึ่งในปัญหาหลักเกี่ยวกับแบตเตอรี่ชนิดนี้คือ หลังจากการชาร์จและคายประจุไปแล้วหลายรอบ ก็จะมีปัญหาแบตเตอรี่เสื่อม ไม่เก็บกักพลังงานไฟฟ้า เทคโนโลยีนี้จึงต้องการการพัฒนาไปอีกสักพัก

รายงานเพิ่มเติมจากสำนักข่าวบลูมเบิร์ก (Bloomberg) ภายในปี 2028 ประเทศเกาหลีใต้เตรียมเพิ่มกำลังการผลิตวัสดุแคโทดถึง 4 เท่า และเริ่มผลิตแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออนฟอสเฟต ซึ่งทั้ง 2 อย่างเป็นวัสดุสำคัญสำหรับการสร้างแบตเตอรี่โซลิดสเตท และเกาหลีใต้ตั้งเป้าวางจำหน่ายแบตเตอรี่ลิเทียม-ไอออนฟอสเฟตตั้งแต่ปี 2025 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา นักวิจัยจากสมาคมมักซ์ พลังค์ (Max Planck Institute)สมาคมอิสระไม่แสวงหาผลกำไรจากเยอรมนี ประกาศว่า พวกเขาอาจพบวิธีทำให้แบตเตอรี่โซลิดสเตตมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น ทั้งในปี 2019 ยังมีการศึกษาของสถาบัน อ้างว่า แบตเตอรี่โซลิดสเตทที่กำลังพัฒนาขึ้นใหม่สามารถแทนที่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่เป็นที่นิยม จึงอาจเป็นไปได้ว่า แบตเตอรี่โซลิดสเตทที่กำลังพัฒนาขึ้นใหม่สามารถแทนที่แบตเตอรี่ลิเทียมไอออนที่ได้รับความนิยมอยู่ในปัจจุบันและอาจนำไปสู่มาตรฐานใหม่สำหรับใช้งานแบตเตอรี่กับรถยนต์ไฟฟ้าในที่สุด

ที่มาของข้อมูล Interestingengineering
ที่มาของรูปภาพ Solid Power
Source : TNN ONline

โฆษกรัฐบาล เผย นายกฯ ยกระดับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและรักษาสิ่งแวดล้อม เน้นรีไซเคิล ลดการนำเข้าพลาสติก สอดคล้องโมเดลเศรษฐกิจ BCG เดินหน้าแผนปฏิบัติการด้านการจัดการขยะพลาสติกในระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) ชูจังหวัดสะอาด ชุมชนปลอดขยะ

นายอนุชา บูรพชัยศรี รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายการเมือง ปฏิบัติหน้าที่โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ติดตามการดำเนินการจัดการขยะพลาสติก ซึ่งเป็นหนึ่งใน 12 เรื่องสำคัญภายใต้นโยบายหลักของรัฐบาล บริหารจัดการ “ขยะพลาสติก” ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ทั้งนี้ความคืบหน้าการดำเนินงานของ Roadmap การจัดการขยะพลาสติก (พ.ศ. 2561-2573) ซึ่งได้ร่วมมือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อใช้เป็นแผนขับเคลื่อนการดำเนินงานในการป้องกันและแก้ไขปัญหาขยะพลาสติกที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การลดและเลิกใช้พลาสติกเป้าหมายด้วยการใช้วัสดุทดแทนที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตัวอย่างการดำเนินงาน เช่น การงดให้ถุงพลาสติกหูหิ้ว “Everyday Say No To Plastic Bags” มาตรการลดหย่อนภาษีจากการซื้อผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ

นายกรัฐมนตรีเร่งยกระดับฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เน้นรีไซเคิล ลดการนำเข้าพลาสติก

โดยการกำหนดมาตรการกำกับการนำเข้าเศษพลาสติก การจัดทำฐานข้อมูลพลาสติก โครงการชุมชนปลอดขยะ (Zero Waste) โครงการจังหวัดสะอาด และการสื่อสารความรู้ด้านการออกแบบที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมให้กับกลุ่มผู้ประกอบการ และนักออกแบบ เป็นต้น นอกจากนี้คณะอนุกรรมการบริหารจัดการขยะพลาสติกและขยะอิเล็กทรอนิกส์ยังได้ทบทวนและปรับมาตรการการนำเข้าพลาสติกให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อส่งเสริมการใช้เศษพลาสติกภายในประเทศ และสอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยระบบโมเดลเศรษฐกิจ BCG ซึ่งจะมีการเสนอคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติพิจารณา และเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป

“รัฐบาลเล็งเห็นถึงความสำคัญในด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านการดำเนินนโยบายบริหารจัดการขยะพลาสติก เพื่อความสมดุลในการพัฒนาอย่างยั่งยืน และคุณภาพชีวิตที่ดีของประชาชน พร้อมทั้งขอบคุณความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชน สำหรับความร่วมมือที่ผ่านมา ทั้งนี้ การดำเนินของรัฐบาลเพื่อยกระดับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการรักษาสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับนโยบายการขับเคลื่อนประเทศไทยด้วยระบบโมเดลเศรษฐกิจ BCG นำเศษพลาสติกภายในประเทศกลับมาใช้ประโยชน์มากที่สุด ยกระดับคุณภาพเศษพลาสติกในประเทศ และเพียงพอต่อการเป็นวัตถุดิบในภาคธุรกิจรีไซเคิล” นายอนุชาฯ กล่าว

Source : Spring News

ไชน่า เอ็นเนอร์จี อินเวสต์เมนต์ คอร์เปอเรชัน (China Energy) ยักษ์ใหญ่ด้านพลังงานชั้นนำของจีน เผยว่า โครงการพลังงานหมุนเวียนในทะเลทรายเถิงเก๋อหลี่ เมืองจงเว่ย เขตปกครองตนเองหนิงเซี่ยหุยทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน ระยะแรกเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าและเริ่มผลิตไฟฟ้าเมื่อวันพุธ (26 เม.ย.)

ไชน่า เอ็นเนอร์จี ซึ่งเป็นผู้ดำเนินโครงการดังกล่าว ระบุว่า โครงการระยะแรกใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์เพียงอย่างเดียว โดยมีกำลังการผลิตติดตั้ง 1 ล้านกิโลวัตต์

มีการคาดการณ์ว่าฐานการผลิตไฟฟ้ากลางทะเลทรายแห่งนี้จะผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ 1.8 พันล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี ซึ่งตอบสนองความต้องการของครอบครัว 1.5 ล้านครัวเรือน

ไชน่า เอ็นเนอร์จี เผยว่า ฐานผลิตไฟฟ้าข้างต้นเป็นโครงการแรกในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมอีกหลายแห่งที่จีนวางแผนก่อสร้างขึ้นในทะเลทรายโกบี รวมถึงทะเลทรายหรือพื้นที่แห้งแล้งอื่นๆ ในประเทศ โดยโครงการนี้ถูกออกแบบให้ใช้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ มีกำลังการผลิตติดตั้ง 13 ล้านกิโลวัตต์ และใช้เงินลงทุนกว่า 8.5 หมื่นล้านหยวน (ราว 4.19 แสนล้านบาท)

ทั้งนี้ จีนวางแผนเพิ่มกำลังการผลิตพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์รวมเป็น 1.2 พันล้านกิโลวัตต์ภายในปี 2030 โดยผลิตไฟฟ้าจากฐานพลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ขนาดใหญ่ในทะเลทรายโกบี รวมถึงทะเลทรายหรือพื้นที่แห้งแล้งอื่นๆ ทั่วประเทศ สูงถึง 455 ล้านกิโลวัตต์

Source : MGROnline

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) หรือ GISTDA เผยแพร่การประชุม “หารือร่วมรัฐเอกชนในจัดทำระบบฐานข้อมูล PM 2.5”  ผ่านเฟสบุ๊คองค์กรฯ ว่าที่ประชุมมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและระดมสมองร่วมกันของตัวแทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภาครัฐ ภาคเอกชน ประกอบดัวย อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม

GISTDA ยกระบบการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด ซีพี.แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5
GISTDA ยกระบบการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด ซีพี.แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5
GISTDA ยกระบบการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพด ซีพี.แก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5

สำนักงานสถิติแห่งชาติ นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ประธานอนุกรรมการพัฒนาระบบราชการเกี่ยวกับการส่งเสริมการบริหารภาครัฐระบบเปิดและการมีส่วนร่วม นายวีรศักดิ์ โควสุรัตน์ สมาชิกวุฒิสภา และผู้แทนเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เพื่อหาแนวทางในการบูรณาการฐานข้อมูลร่วมกัน ในการกำหนดแผนการบรรเทาและการแก้ไขปัญหา PM 2.5 ให้มีประสิทธิภาพและเห็นผลในการปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม  

โดยที่ประชุมมีข้อสรุปใน 5 หัวข้อหลัก เพื่อนำไปเป็นฐานข้อมูลในการวางแนวทางการแก้ไขอย่างเป็นระบบ คือ

1. ระบบการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (Corn Traceability) ที่เครือซีพี พัฒนาขึ้น มาใช้เพื่อตรวจสอบย้อนกลับจนถึงแหล่งเพาะปลูก ป้องกันการบุกรุกพื้นที่ป่า ซึ่งเครือฯ นำมาใช้ในการจัดหาข้าวโพดตั้งแต่ปี 2559 เป็นต้นมา จนถึงปัจจุบัน สำหรับกิจการในประเทศไทย เครือซีพีสามารถจัดหาข้าวโพด 100% โดยระบุได้ว่าเป็นข้าวโพดที่มาจากพื้นที่ที่ถูกต้องตามกฎหมาย มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง ปราศจากการบุกรุกป่า โดยเกษตรกรต้องลงทะเบียนการเพาะปลูกก่อนฤดูการปลูกกับบริษัทฯ จึงจะสามารถนำผลผลิตไปขายให้กับซีพีได้ ซึ่งเกษตรกรไทยสามารถลงทะเบียนผ่านระบบออนไลน์ได้ และระบบการตรวจสอบย้อนกลับดังกล่าวยังถูกนำไปใช้กับกิจการในประเทศเมียนมาอีกด้วย  

     นอกจากนี้ เครือซีพี ยังได้พัฒนาแอปพลิเคชั่น “For Farm” ขึ้นให้ข้อมูลแก่เกษตรกร ตั้งแต่คำแนะนำและติดตามการเพาะปลูก แจ้งเตือนสภาพอากาศ รวมถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง พร้อมมีระบบรองรับการลงทะเบียนซื้อขายข้าวโพดจากเกษตรกรโดยตรง 

2. GISTDA มีข้อมูลจากดาวเทียมที่สามารถวิเคราะห์จำแนกพืชแต่ละชนิด แยกตามอายุการเติมโตและสามารถระบุวันเก็บเกี่ยวได้ ช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการเผาได้   ขณะที่ ซีพี นำเทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเทียมในการติดตามแปลงเพาะปลูกของเกษตรกร หากพบว่ามีเกษตรกรเผาหลังเก็บเกี่ยว ซีพีจะให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ให้คำแนะนำและส่งเสริมวิธีการไถกลบแทนการเผา  

3. ระบบฐานข้อมูลจุดความร้อน GISTDA พบจุดความร้อน หรือ Hotspot  ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 จนถึงปัจจุบันมากขึ้นจากปีที่ผ่านมาในช่วงเวลาเดียวกันมากกว่าถึง 3 เท่า และส่วนใหญ่พบในบริเวณป่าอนุรักษ์และป่าสงวนแห่งชาติ ในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน น่าน ตาก เป็นต้น ส่วนในประเทศเพื่อนบ้านพบมากที่สุดที่ประเทศเมียนมา ลาว กัมพูชา ตามลำดับ ปัญหาการเผาหลังเก็บเกี่ยว ส่วนใหญ่จะเกิดในพื้นที่เกษตรในพื้นที่สูง ส่วนพื้นที่เกษตรในพื้นที่ราบสามารถใช้เครื่องจักร และอุปกรณ์เก็บเกี่ยวได้ 

4. แนวทางการส่งเสริมศักยภาพเกษตรกร กรมวิชาการเกษตรมีการรับรองการผลิตทางการเกษตรที่ดี หรือ Good Agriculture Practices (GAP) ซึ่งสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนกลับได้ว่ามาจากแปลงไม่เผา โดยต้องสร้างแรงจูงใจในการรับรอง GAP แก่ภาคการเกษตร ไม่ซื้อผลผลิตที่มาจากการเผา ส่วนแรงจูงใจเรื่องอื่น ๆ เพื่อให้เกษตรกรไม่เผา เช่น เรื่องตลาดคาร์บอนเครดิต การลดภาษี การประกันราคา การทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มจากการขายเศษวัสดุ ส่งเสริมการหาตลาดให้แก่เกษตรกร แปลงเศษวัสดุเป็นพลังงาน ฯลฯ 

5. การจัดโซนนิ่ง (Zoning) เป็นอีกหนึ่งแนวทางที่จะนำมาแก้ไขปัญหาการเผาในที่สูง เช่น ปรับเปลี่ยนการปลูกกาแฟในพื้นที่สูงทดแทนการปลูกข้าวโพด เป็นต้น

Source : กรุงเทพธุรกิจ