ปตท. เปิดเวทีระดับโลก “Sustainability Spark by PTT Group 2026” รวมผู้นำนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญ และภาคธุรกิจจากทั่วโลก ผนึกทุกภาคส่วนขับเคลื่อนประเทศไทยและโลกสู่ความยั่งยืนเพื่อการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

จุดพลังผนึกทุกภาคส่วน ปั้นเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

กลุ่ม ปตท. จัดงาน “Sustainability Spark by PTT Group 2026: Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต” วันที่ 16-17 ม.ค. 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 และ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน เวทีผนึกความร่วมมือด้านความยั่งยืนระดับประเทศที่รวบรวมผู้นำนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ และภาคธุรกิจจากทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Thailand’s New Horizon: ประเทศไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางโลกผันผวนและความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ” ว่าการจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการรวมพลังเพื่อสร้างอนาคตการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยและโลกที่ดีขึ้น ซึ่งต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

ปัจจุบันรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจน และผลักดันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 รัฐบาลมีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการวางกรอบกฎหมายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล กลไกสำคัญคือราคาคาร์บอนภาคบังคับที่จะสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และต้องสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต

นอกจากนี้ เทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) เป็นเรื่องสำคัญมาก และเห็นถึงความมุ่งมั่นของ กลุ่ม ปตท. ในการผลักดันเทคโนโลยีนี้ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องมีแรงจูงใจจากภาครัฐ และการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชน

ขณะเดียวกัน ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความยั่งยืนและได้ประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นการรวมพลังทุกภาคส่วนทั้ง Public Private People และ Partnership for Planet (5P) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในประเทศไทย

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การสร้างองค์ความรู้และการเรียนรู้ เพื่อให้เรื่องความยั่งยืนกลายเป็นรูปธรรมและนำไปปฏิบัติได้จริง (Practical) โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม และการสร้างความมีส่วนร่วม จากทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคการศึกษา และประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืน

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

กลุ่ม ปตท. มีพันธกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและสังคม พร้อมขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการดำเนินงาน ภายใต้หลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ที่คำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

ปตท. เดินหน้ากลยุทธ์ C3 ได้แก่

  1. Climate-Resilience Business เติบโตด้วยธุรกิจคาร์บอนต่ำ จากการลงทุนในธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
  2. Carbon-Conscious Asset ลดคาร์บอนต่อหน่วยโดยไม่ลดทอนคุณภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตและการดำเนินงาน
  3. Coalition, Co-Creation and Collective Efforts for All ร่วมขยับเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของความยั่งยืน ประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจก
'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

การจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของ กลุ่ม ปตท. ในการเป็นแรงขับเคลื่อนที่ผนึกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน การศึกษา และภาคประชาชน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เสริมศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน แบ่งเป็นดังนี้

1. เวทีสัมมนา ตลอด 2 วัน ที่ผนึกพลังจากผู้นำและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขากว่า 40 คน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต อาทิ การยกกรณีศึกษาจากประเทศสหราชอาณาจักรที่ใช้กลไกเชิงนโยบายขับเคลื่อนให้การเดินหน้าสู่ Net Zero กลายเป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ การวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในภาคพลังงาน อุตสาหกรรม คมนาคม และเกษตรกรรม

ภายหลังการบรรลุข้อตกลงต่างๆ จากการประชุม COP30 โดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก S&P Global, Bloomberg และ McKinsey & Company รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้ขับเคลื่อนนโยบาย ผู้นำธุรกิจ และภาคส่วนต่างๆ เพื่อหาแนวทางร่วมในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ตลอดจนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคส่วนต่างๆ ให้สามารถเกิดขึ้นได้จริงและขยายผลสู่วงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม

2. บูธนิทรรศการ ถ่ายทอดการดำเนินงานจริงของกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุล ผ่านการลงทุนในพลังงานและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ การขับเคลื่อนโครงการและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ภาคส่วนต่างๆ ของประเทศไทย 

พร้อมด้วยกิจกรรมร่วมสนุกของกลุ่ม ปตท. อาทิ Harumiki Immersive Zone บอกเล่าเรื่องราวการเติบโตของสตรอว์เบอร์รี Harumiki และไม้เมืองหนาวจากพลังความเย็นจาก LNG รวมไปถึง Plastic Funtastic by GC เปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วให้กลับมามีคุณค่าอย่างสร้างสรรค์

3. Spark Lab เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความยั่งยืนระหว่างองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน และเรียนรู้ธรรมชาติผ่านเวิร์กช็อปจัดสวนขวดแก้ว

4. Spark Hack เวทีเฟ้นหาไอเดียของคนรุ่นใหม่ ในการออกแบบนวัตกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

5. Spark Market ชิม ชม ช้อป อาหารและสินค้าโดนใจสายรักษ์โลกจากกลุ่ม ปตท. และเครือข่ายพันธมิตร อาทิ ผลิตภัณฑ์ Upcycling เพื่อสิ่งแวดล้อม สินค้าจากวิสาหกิจชุมชน โครงการชุมชนยิ้มได้ และไทยเด็ด

6. Business Matching โอกาสครั้งสำคัญในการผนึกพลังสร้างการเติบโตทางธุรกิจเพื่อร่วมขับเคลื่อน Thailand’s Sustainability Ecosystem พบกับผู้ประกอบการกลุ่ม ปตท. และเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจด้านความยั่งยืน 4 กลุ่มศักยภาพ แบ่งเป็น Low Carbon Solutions, Circular & Clean Tech, Social Innovation และ Green Investment & ESG Funding

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

Source : กรุงเทพธุรกิจ

การขนส่งสินค้าเป็นหนึ่งในแหล่งใช้พลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดใหญ่ของภาคธุรกิจ ท่ามกลางแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายลดคาร์บอนระดับโลก ภาคเอกชนไม่อาจเดินหน้าธุรกิจด้วยระบบโลจิสติกส์แบบเดิมได้อีกต่อไป

กลุ่มเซ็นทรัล พร้อมบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL / เซ็นทารา จึงประกาศยกระดับการขนส่งและโลจิสติกส์เป็น “วาระองค์กร” เดินหน้าขับเคลื่อน Green Transportation ในฐานะกลยุทธ์หลัก ผ่านการเร่งใช้นวัตกรรม พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

ควบคู่การนำข้อมูล (Data) และระบบอัจฉริยะมาคุมทั้งซัพพลายเชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และกดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

Green Transportation ควบคู่ ESG

“พิชัย จิราธิวัฒน์” กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ระบุว่า องค์กรขนาดใหญ่ไม่อาจอ้างการเติบโตโดยไม่รับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม บทบาทสำคัญคือการใช้ศักยภาพของขนาดธุรกิจและเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้เกิดผลจริง สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในกรอบ ESG พร้อมยกระดับผลลัพธ์เชิงบวกต่อชุมชน เมือง และคุณภาพชีวิตของผู้คน ควบคู่การผลักดันมาตรฐานใหม่ให้ภาคธุรกิจไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

“ความยั่งยืนไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นกรอบการตัดสินใจทางธุรกิจในระยะยาว โดยการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่สามารถแยกออกจากความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ การขับเคลื่อน Green Transportation จึงไม่ใช่เพียงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลไกที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกในวงกว้าง ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน พร้อมยืนยันการเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรเติบโตไปพร้อมกับสังคมและโลกอย่างยั่งยืน”

ขณะเดียวกัน กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือได้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวร่วมกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ที่มีเป้าหมายความยั่งยืนสอดคล้องกัน เดินหน้าส่งเสริมมาตรฐานการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ การบำรุงรักษายานพาหนะอย่างเป็นระบบ และการพัฒนาทักษะพนักงานขับรถให้ขับขี่อย่างปลอดภัย ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน

เปิดกลยุทธ์ธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล

เซ็นทรัล รีเทล โลจิสติกส์ (CRL) ปรับเปลี่ยนระบบขนส่งและโลจิสติกส์สู่การใช้รถพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยได้เริ่มนำรถ EV มาใช้ในการขนส่งสินค้าไปยังสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลตั้งแต่ปี 2565 และมีแผนขยายการใช้งานครอบคลุมรถจักรยานยนต์ และรถบรรทุกขนาด 4 ล้อ 6 ล้อ และ 14 ล้อ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการขนส่งในระยะยาว

Tops ธุรกิจกลุ่ม Food ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับ FLS Group ผู้ให้บริการด้านโซลูชันซัพพลายเชนระดับโลก เปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) ขนาด 10 ล้อควบคุมอุณหภูมิ และ 18 ล้ออุณหภูมิปกติ เพื่อใช้กระจายสินค้าสู่ร้าน Tops ในพื้นที่ต่างจังหวัด ภายใต้ภารกิจ “12 Missions to Sustainable Retail” และแนวคิด “Small Acts Together” โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 13,335 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายใน 5 ปี

ส่องเบื้องหลังธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล เดินเกมขนส่งสีเขียว ลดปล่อยคาร์บอน

ไทวัสดุ ริเริ่มนำรถบรรทุกพลังงานสะอาด (EV Truck) มาใช้ในการขนส่งสินค้าจากคลังไปยังสาขาทั่วประเทศ ในปี 2568 ไทวัสดุได้เพิ่มรถบรรทุกพลังงานสะอาดอีก 10 คัน ส่งผลให้ปัจจุบันมีรถ EV Truck ประเภทรถพ่วงแม่ลูก รวมทั้งสิ้น 22 คัน พร้อมขยายเส้นทางการขนส่งจาก 21 สาขา เป็น 60 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่าง โดยสามารถลดการใช้น้ำมันได้ 588,157 ลิตร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1,611,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปีเดียวนอกจากนี้ ไทวัสดุมีแผนขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าไปยังพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคใต้ภายในปี 2569 เพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดครอบคลุมทุกภูมิภาค และสนับสนุนการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ส่องเบื้องหลังธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล เดินเกมขนส่งสีเขียว ลดปล่อยคาร์บอน

GO Wholesale นำยานพาหนะไฟฟ้า (EV) ทั้งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถสามล้อไฟฟ้า มาใช้ในการขนส่งสินค้าแบบ Last Mile Delivery เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้พลังงานฟอสซิล และลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ปัจจุบัน GO Wholesale ใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในการขนส่งครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ โดยมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 86 คัน และรถสามล้อไฟฟ้า 1 คัน พร้อมมีแผนขยายการใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศึกษาการนำยานพาหนะไฟฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและยกระดับการให้บริการในอนาคต

ส่องเบื้องหลังธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล เดินเกมขนส่งสีเขียว ลดปล่อยคาร์บอน

โรบินสันไลฟ์สไตล์ ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อเป็นทางเลือกการเดินทางอย่างยั่งยืน มุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในการตรวจการณ์ความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร พร้อมกำหนดเป็นมาตรฐานการจัดซื้อทดแทนในทุกสาขา

ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (รถกอล์ฟ EV) เพื่อให้บริการลูกค้าในลานจอดรถ โดยปัจจุบันมีการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 5 คัน ใน 5 สาขา ได้แก่ ภูเก็ต (ฉลอง) ฉะเชิงเทรา สระบุรี ราชบุรี และท็อปส์พลาซ่าพะเยา และรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า 2 คัน ใน 2 สาขา ได้แก่ ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี

ส่องเบื้องหลังธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล เดินเกมขนส่งสีเขียว ลดปล่อยคาร์บอน

เซ็นทรัลพัฒนา จัดงานกรีนเอ็กซ์โปแห่งปี “The Better Futures Project 2025 RE-lifestyle Roadshow” ผนึกกำลัง RIDDARA เปิดตัวรถกระบะไฟฟ้าพุ่มพวงในรูปแบบ “อีเวนต์เคลื่อนที่ รักโลก รักชุมชน” เดินทางจากเหนือจรดใต้ เพื่อส่งต่อความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนสู่ชุมชนทั่วประเทศ

แนวคิดการจัดอีเวนต์เคลื่อนที่ด้วยรถกระบะไฟฟ้าถือเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดงานที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 355 กิโลกรัม เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 16 ต้น เมื่อเทียบกับการใช้รถบรรทุก 6 ล้อ โดยรถ 1 คัน เดินทางรวมระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร พร้อมแวะชาร์จไฟฟ้าที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลกว่า 40 สาขา และจุดชาร์จมากกว่า 600 จุดทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมด้านความยั่งยืนที่สนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงผู้คนในหลากหลายพื้นที่

ส่องเบื้องหลังธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล เดินเกมขนส่งสีเขียว ลดปล่อยคาร์บอน

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ให้บริการรถรับส่งภายในพื้นที่ด้วยรถบั๊กกี้พลังงานไฟฟ้า (Buggy) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และไม่ก่อมลพิษในบริเวณที่พักลูกค้า ปัจจุบันมีการใช้งานรถบั๊กกี้ไฟฟ้ามากกว่า 60 คัน ครอบคลุมหลายแห่ง อาทิ เซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ท ภูเก็ต, เซ็นทารา ซันไรซ่า เรสซิเดนซ์และสวีท ศรีราชา, เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลลา ตราด, เซ็นทาราพัทยา รวมถึงรีสอร์ทในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม และมัลดีฟส์

นอกจากนี้ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร ยังให้บริการรถตุ๊กตุ๊กพลังงานไฟฟ้า สำหรับการเดินทางในเส้นทางถนนข้าวสารและรอบเขตพระนคร พร้อมทั้งมีบริการจักรยานสำหรับลูกค้าในหลายสาขาและจัดสรรพื้นที่สำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกับพันธมิตร เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับลูกค้าและสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กบน. ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลต่อเนื่อง แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพของประชาชน โดยปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง 0.80 บาทต่อลิตร จากเดิมที่เรียกเก็บในอัตรา 1.50 บาทต่อลิตร เป็นเรียกเก็บในอัตรา 0.70 บาทต่อลิตร

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 0.80 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและเบนซินไว้คงเดิม ณ หน้าสถานีบริการน้ำมัน

ทั้งนี้จากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกเนื่องจากความไม่สงบในประเทศอิหร่าน ตลอดจนความล่าช้าของแผนการฟื้นฟูกำลังการผลิตในเวเนซุเอลา อาจกระทบต่ออุปทานน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา กบน. จึงมีมติให้ปรับลดอัตราเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง 0.80 บาทต่อลิตร จากเดิมที่เรียกเก็บในอัตรา 1.50 บาทต่อลิตร เป็นเรียกเก็บในอัตรา 0.70 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่ให้เพิ่มขึ้น และขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนมากจนเกินไป นอกจากนี้ กบน. ได้สั่งการให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก เพื่อประเมินสถานการณ์ที่อาจส่งผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศต่อไป

สำหรับ ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 18 มกราคม 2569 กองทุนน้ำมันฯ ยังติดลบอยู่ที่ 1,662 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 37,308 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 38,970 ล้านบาท ส่วนการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมันดีเซลครั้งนี้ จะทำให้รายรับลดลงเหลือประมาณวันละ 50.06 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายรับประมาณวันละ 94.86 ล้านบาท

Source : Energy News Center

สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน และหน่วยงานภาครัฐอีก 5 แห่ง ออกมาตรการชั่วคราวว่าด้วยแผนยกระดับการรีไซเคิล และการใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่พลังงานที่ใช้งานแล้ว ของยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2026

แบตเตอรี่พลังงานทุกก้อนของยานยนต์ดังกล่าว จะมีข้อมูลประวัติดิจิทัล ซึ่งการดำเนินการนี้มีขึ้นในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของจีน ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2025 ยอดการผลิตและยอดจำหน่ายยานยนต์พลังงานใหม่ต่างสูงกว่า 16 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ทั้งหมดภายในประเทศ

กระทรวงฯ ระบุว่าแบตเตอรี่ของยานยนต์พลังงานใหม่รุ่นก่อนหน้านี้เริ่มทยอยหมดอายุการใช้งาน เนื่องจากประสิทธิภาพความจุลดลง ส่งผลให้ปริมาณแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จีน คุมเข้มรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า-หวั่นไทย ต้องกำจัดซาก 7.8 ล้านตัน

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชี้ว่า การประกาศใช้กฎระเบียบดังกล่าวถือเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากจีนกำลังเข้าสู่ช่วงที่มีแบตเตอรี่เลิกใช้งานแล้วจำนวนมหาศาล และคาดว่าจะมีแบตเตอรี่ใช้แล้วกว่า 1 ล้านตันภายในปี 2030

มาตรการชั่วคราวดังกล่าวให้ความสำคัญกับกรอบการบริหารจัดการแบบครบทุกช่องทาง ครบทั้งห่วงโซ่ และครบวงจรการใช้งาน โดยครอบคลุมถึงการจัดตั้งแพลตฟอร์มข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับแบตเตอรี่พลังงานของยานยนต์พลังงานใหม่ระดับชาติ และระบบการจัดการข้อมูลประวัติดิจิทัล

ด้านประเทศไทยที่มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมหาศาล และ EV ในปีที่ผ่านมาขายไปกว่า 1 แสนคัน โดยอดีตผู้บริหารซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย “วัลลภ ตรีฤกษ์งาม” ชี้ว่าประเทศอาจมีภาระในการกำจัดซากแบตเตอรี่สะสมสูงถึง 7.8 ล้านตัน

นายวัลลภ เปิดเผยว่า การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า EV อาจจะทำให้ไม่ถึง 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับซากแบตเตอรี่สะสมสูงถึง 7.8 ล้านตัน(รวมซากแบตเตอรี่สินค้าและอุปกรณ์อื่นๆ) ซึ่งมีขนาดเทียบเท่าขนาดของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ากว่า 19.5 ล้านคัน

ดังนั้น หากไม่มีการจัดการที่ถูกต้อง ภูเขาขยะก้อนนี้จะกลายเป็นระเบิดเวลาทางสิ่งแวดล้อม ทั้งสารพิษรั่วไหล สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ในเชิงเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยทางออกคือยุทธศาสตร์แบตเตอรี่ครบวงจร ไม่ใช่แค่การรีไซเคิล แต่คือการเปลี่ยนขยะให้เป็นเหมืองแร่ในเมือง และนำแบตเตอรี่เก่ามาทำเป็นถังเก็บไฟ (ESS) คู่กับโซลาร์เซลล์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ในยุคที่ทั่วโลกกำลังตื่นตัวกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ “ไฮโดรเจน” ได้กลายเป็นพระเอกขี่ม้าขาวที่ถูกจับตามองในฐานะเชื้อเพลิงแห่งอนาคต ไม่ว่าจะเป็นการใช้ในภาคขนส่ง ภาคอุตสาหกรรม หรือแม้แต่การผลิตไฟฟ้า แต่คำถามสำคัญที่หลายคนอาจยังไม่ทราบคือ ไฮโดรเจนที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบันกว่า 95% ทั่วโลกนั้นมาจากไหน คำตอบคือมันมาจากกระบวนการทางเคมีที่เรียกว่า “Steam Methane Reforming” หรือ SMR

บทความนี้จะพาผู้อ่านไปดำดิ่งสู่โลกของ Hydrogen SMR ตั้งแต่กระบวนการผลิตเชิงลึก ปฏิกิริยาเคมี ต้นทุนทางเศรษฐศาสตร์ ไปจนถึงอนาคตของเทคโนโลยีนี้ว่าจะเป็นอย่างไรเมื่อโลกต้องการพลังงานที่สะอาดขึ้น นี่คือคู่มือฉบับสมบูรณ์ที่จะทำให้คุณเข้าใจเบื้องหลังของพลังงานไฮโดรเจนอย่างถ่องแท้

Steam Methane Reforming (SMR) คืออะไร

Steam Methane Reforming หรือเรียกสั้นๆ ว่า SMR คือกระบวนการผลิตก๊าซไฮโดรเจนจากก๊าซธรรมชาติ (Natural Gas) หรือมีเทน (Methane) โดยการทำปฏิกิริยากับไอน้ำภายใต้ความร้อนและความดันสูง ปัจจุบัน SMR ถือเป็นเทคโนโลยีมาตรฐานที่มีความเสถียรที่สุดและมีต้นทุนต่ำที่สุดในการผลิตไฮโดรเจนเชิงพาณิชย์

หลักการทำงานพื้นฐานของ SMR คือการนำสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (ส่วนใหญ่คือมีเทน CH₄) มาแยกพันธะเคมีออกโดยใช้ไอน้ำ (H₂O) เป็นตัวเร่งปฏิกิริยา ซึ่งจะได้ผลลัพธ์เป็นก๊าซไฮโดรเจน (H₂) และก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดขึ้นง่ายๆ แต่ต้องอาศัยสภาวะแวดล้อมที่ควบคุมอย่างเคร่งครัด ทั้งอุณหภูมิที่สูงเกือบ 1,000 องศาเซลเซียส และตัวเร่งปฏิกิริยาโลหะจำพวกนิกเกิล

แม้ว่าโลกกำลังพยายามผลักดัน “Green Hydrogen” ที่ผลิตจากน้ำและไฟฟ้าหมุนเวียน แต่ความเป็นจริงในปี 2024 และ 2025 คือโครงสร้างพื้นฐานและต้นทุนของ SMR ยังคงมีความได้เปรียบอย่างมหาศาล ทำให้ SMR ยังคงครองตำแหน่ง “ราชา” แห่งการผลิตไฮโดรเจนอยู่

เจาะลึกกระบวนการผลิต 4 ขั้นตอนสำคัญของ SMR

เพื่อให้ได้ไฮโดรเจนที่มีความบริสุทธิ์สูงถึง 99.999% สำหรับใช้ในเซลล์เชื้อเพลิงหรืออุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ กระบวนการ SMR จะต้องผ่านขั้นตอนที่ซับซ้อนและต่อเนื่องกัน 4 ขั้นตอนหลัก ดังนี้

1. การเตรียมสารป้อนและกำจัดกำมะถัน (Feedstock Desulfurization)

ขั้นตอนแรกสุดคือการเตรียมก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติที่ขุดขึ้นมามักจะมีสารปนเปื้อน โดยเฉพาะสารประกอบกำมะถัน (Sulfur) ซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของกระบวนการนี้ หากมีกำมะถันหลุดรอดเข้าไป มันจะไปทำลายประสิทธิภาพของตัวเร่งปฏิกิริยา (Catalyst Poisoning) ในขั้นตอนถัดไปจนเสียหายถาวร

ดังนั้น ก๊าซธรรมชาติจะต้องผ่านหน่วย Desulfurization โดยการอัดก๊าซไฮโดรเจนเข้าไปเล็กน้อยเพื่อเปลี่ยนกำมะถันให้อยู่ในรูปของไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H₂S) แล้วจึงจับมันออกด้วยสารดูดซับสังกะสีออกไซด์ (Zinc Oxide) ที่อุณหภูมิประมาณ 300 ถึง 400 องศาเซลเซียส

2. กระบวนการรีฟอร์มมิ่งด้วยไอน้ำ (Steam Reforming)

นี่คือหัวใจสำคัญของกระบวนการทั้งหมด ก๊าซมีเทนที่สะอาดแล้วจะถูกผสมกับไอน้ำและส่งเข้าสู่ “Reformer Furnace” ซึ่งเป็นเตาเผาขนาดใหญ่ ภายในเตานี้จะมีท่อจำนวนมากที่บรรจุตัวเร่งปฏิกิริยานิกเกิล (Nickel Catalyst)

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นในขั้นตอนนี้เป็นแบบดูดความร้อน (Endothermic) อย่างรุนแรง ซึ่งหมายความว่าต้องมีการให้ความร้อนจากภายนอกตลอดเวลา อุณหภูมิภายในท่อจะสูงถึง 700 ถึง 1,000 องศาเซลเซียส และมีความดันประมาณ 3 ถึง 25 บาร์ สมการเคมีหลักที่เกิดขึ้นคือ

CH₄ + H₂O ⇌ CO + 3H₂

ผลลัพธ์ที่ได้จากขั้นตอนนี้คือก๊าซผสมที่เรียกว่า “Syngas” หรือก๊าซสังเคราะห์ ซึ่งประกอบด้วยไฮโดรเจนและคาร์บอนมอนอกไซด์

3. ปฏิกิริยาวอเตอร์แก๊สชิฟต์ (Water-Gas Shift Reaction – WGS)

แม้จะได้ไฮโดรเจนออกมาแล้วในขั้นตอนที่ 2 แต่เรายังสามารถรีดเค้นไฮโดรเจนออกมาได้อีกจากผลพลอยได้ที่เป็นก๊าซคาร์บอนมอนอกไซด์ (CO) ก๊าซ Syngas จะถูกส่งไปยังหน่วย Reactor ถัดไปเพื่อทำปฏิกิริยากับไอน้ำอีกครั้ง

ปฏิกิริยานี้เรียกว่า Water-Gas Shift ซึ่งเป็นปฏิกิริยาคายความร้อน (Exothermic) สมการคือ

CO + H₂O ⇌ CO₂ + H₂

ขั้นตอนนี้มีความสำคัญมากเพราะมันเปลี่ยนก๊าซพิษอย่างคาร์บอนมอนอกไซด์ให้กลายเป็นคาร์บอนไดออกไซด์ (ซึ่งจัดการได้ง่ายกว่าในภายหลัง) และที่สำคัญที่สุดคือได้ “ก๊าซไฮโดรเจนเพิ่มขึ้น” ฟรีๆ อีกหนึ่งส่วน

4. การทำให้บริสุทธิ์ (Purification – PSA)

ก๊าซที่ออกจากกระบวนการ WGS จะยังมีสิ่งเจือปนคือ คาร์บอนไดออกไซด์ มีเทนที่ยังไม่ทำปฏิกิริยา และน้ำ เพื่อให้ได้ไฮโดรเจนที่บริสุทธิ์ที่สุด เทคโนโลยีที่นิยมใช้คือ Pressure Swing Adsorption (PSA)

PSA ทำงานโดยการใช้ตัวดูดซับของแข็งเพื่อจับก๊าซที่ไม่ต้องการไว้ภายใต้ความดันสูง และปล่อยก๊าซไฮโดรเจนบริสุทธิ์ผ่านไป จากนั้นจะลดความดันลงเพื่อคายก๊าซเสียเหล่านั้นทิ้งไป ไฮโดรเจนที่ผ่านกระบวนการนี้จะมีความบริสุทธิ์สูงมาก เหมาะสำหรับการใช้งานในทุกอุตสาหกรรม

ไฮโดรเจนหลากสี ความแตกต่างระหว่าง Grey และ Blue Hydrogen

เมื่อพูดถึง SMR ประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ในวงการพลังงานมีการแบ่งประเภทไฮโดรเจนตามวิธีการผลิตและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมโดยใช้ “สี” เป็นตัวกำหนด

Grey Hydrogen (ไฮโดรเจนสีเทา) นี่คือผลผลิตดั้งเดิมของ SMR หากเราทำตามขั้นตอนที่ 1 ถึง 4 ด้านบน แล้วปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) ที่เกิดขึ้นทิ้งสู่บรรยากาศ ไฮโดรเจนที่ได้จะเรียกว่า Grey Hydrogen ข้อเสียร้ายแรงคือ ในการผลิตไฮโดรเจน 1 กิโลกรัม จะมีการปล่อย CO₂ ออกมาประมาณ 9 ถึง 10 กิโลกรัม ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน

Blue Hydrogen (ไฮโดรเจนสีฟ้า) เพื่อแก้ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของ SMR เทคโนโลยี Carbon Capture and Storage (CCS) จึงถูกนำมาประยุกต์ใช้ หากโรงงาน SMR มีการติดตั้งหน่วยดักจับคาร์บอน เพื่อนำ CO₂ ที่เกิดขึ้นไปกักเก็บไว้ใต้ดินหรือนำไปใช้ประโยชน์ แทนที่จะปล่อยสู่บรรยากาศ ไฮโดรเจนที่ได้จะถูกอัพเกรดเป็น Blue Hydrogen ทันที

Blue Hydrogen ถือเป็น “ทางสายกลาง” ที่สำคัญมากในช่วงเปลี่ยนผ่าน เพราะมันใช้เทคโนโลยี SMR ที่มีอยู่แล้ว แต่ลดการปล่อยคาร์บอนลงได้ถึง 90%

เปรียบเทียบต้นทุนและความคุ้มค่า (ข้อมูลปี 2024-2025)

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าทำไม SMR ถึงยังเป็นผู้นำตลาด เราลองมาดูตารางเปรียบเทียบต้นทุนและคุณสมบัติของไฮโดรเจนแต่ละประเภท โดยอ้างอิงข้อมูลตลาดพลังงานโลกล่าสุด

ตารางเปรียบเทียบประเภทการผลิตไฮโดรเจน

หัวข้อเปรียบเทียบGrey Hydrogen (SMR ดั้งเดิม)Blue Hydrogen (SMR + CCS)Green Hydrogen (Electrolysis)
วัตถุดิบหลักก๊าซธรรมชาติ + ไอน้ำก๊าซธรรมชาติ + ไอน้ำน้ำ + ไฟฟ้าหมุนเวียน
เทคโนโลยีการผลิตSteam Methane ReformingSMR + Carbon CaptureElectrolysis (แยกน้ำด้วยไฟฟ้า)
ต้นทุนการผลิต (EUR/kg)1.5 — 3.11.75 — 4.13.0 — 7.5
การปล่อย CO2 (kgCO2/kgH2)9 — 111 — 20
ความพร้อมของเทคโนโลยีสูงมาก (Mature)ปานกลาง-สูง (เริ่มแพร่หลาย)ปานกลาง (กำลังขยายตัว)
ความท้าทายหลักค่าภาษีคาร์บอนและการปล่อยมลพิษต้นทุนการกักเก็บคาร์บอน (CCS)ราคาไฟฟ้าและต้นทุนเครื่องจักร

หมายเหตุ ข้อมูลราคาอาจเปลี่ยนแปลงตามภูมิภาคและราคาเชื้อเพลิงในตลาดโลก

จากตารางจะเห็นได้ว่า แม้ Green Hydrogen จะสะอาดที่สุด แต่ต้นทุนยังคงสูงกว่า SMR (Grey) ถึง 2 หรือ 3 เท่าในบางพื้นที่ ทำให้ในทางเศรษฐศาสตร์ ภาคอุตสาหกรรมยังคงเลือกใช้ SMR เป็นหลัก และกำลังขยับไปสู่ Blue Hydrogen เพื่อตอบโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยไม่ให้ต้นทุนพุ่งสูงจนเกินไป

ข้อดีและข้อจำกัดของ Hydrogen SMR

การจะเข้าใจเทคโนโลยีใดๆ ก็ตาม จำเป็นต้องมองให้รอบด้านทั้งจุดแข็งและจุดอ่อน

ข้อดีของ SMR

  • ประสิทธิภาพการผลิตสูง กระบวนการ SMR มีประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานสูงถึง 65% ถึง 75% ซึ่งถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับกระบวนการทางความร้อนอื่นๆ
  • โครงสร้างพื้นฐานพร้อม ทั่วโลกมีท่อส่งก๊าซธรรมชาติและโรงงานเคมีที่รองรับระบบนี้อยู่แล้ว ทำให้ไม่ต้องลงทุนสร้างใหม่ทั้งหมด
  • Yield ของไฮโดรเจนสูง ด้วยอัตราส่วน H:C ในมีเทนที่สูง (CH₄) ทำให้ SMR สามารถผลิตไฮโดรเจนได้ปริมาณมากต่อหน่วยวัตถุดิบ
  • ต้นทุนต่ำ ปัจจุบันยังคงเป็นวิธีที่ผลิตไฮโดรเจนได้ในราคาถูกที่สุด ทำให้เป็นตัวเลือกเดียวที่คุ้มค่าในเชิงพาณิชย์สำหรับอุตสาหกรรมปุ๋ยและโรงกลั่นน้ำมัน

ข้อจำกัดของ SMR

  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นข้อเสียที่ใหญ่ที่สุด หากไม่มีระบบ CCS การผลิตด้วย SMR จะสร้างมลพิษมหาศาล
  • การพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล ตราบใดที่ SMR ยังต้องใช้ก๊าซธรรมชาติ ก็ยังถือว่าพึ่งพาทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป และมีความเสี่ยงเรื่องความผันผวนของราคาก๊าซในตลาดโลก
  • ใช้พลังงานความร้อนสูง ปฏิกิริยา Reforming ต้องการความร้อนสูงมาก ซึ่งพลังงานที่ใช้ในการต้มให้ได้ความร้อนนี้ก็มักมาจากการเผาก๊าซธรรมชาติอีกทอดหนึ่ง ทำให้เกิดการปล่อยคาร์บอนซ้ำซ้อน

อนาคตของ SMR ในทศวรรษหน้า (2025-2035)

หลายคนอาจสงสัยว่า ในเมื่อโลกกำลังมุ่งสู่พลังงานสะอาด SMR จะหายไปหรือไม่ คำตอบจากการวิเคราะห์แนวโน้มพลังงานโลกคือ “ไม่หาย แต่จะกลายพันธุ์”

ในระยะสั้นถึงระยะกลาง (5 ถึง 10 ปีข้างหน้า) SMR จะยังคงเป็นกระดูกสันหลังของการผลิตไฮโดรเจนโลก แต่รูปแบบจะเปลี่ยนจาก Grey ไปสู่ Blue Hydrogen มากขึ้น โรงงาน SMR ใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นจะถูกบังคับด้วยกฎหมายและกลไกภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) ให้ต้องติดตั้งระบบดักจับคาร์บอน (CCS) ควบคู่กันไป

นอกจากนี้ ยังมีนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า “Electrified SMR” หรือ “e-SMR” ซึ่งเป็นการใช้ไฟฟ้า (จากพลังงานหมุนเวียน) มาให้ความร้อนแก่เตาปฏิกรณ์แทนการเผาก๊าซธรรมชาติ วิธีนี้จะช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในขั้นตอนการให้ความร้อนลงได้ และเมื่อรวมกับระบบ CCS ก็จะทำให้ SMR สะอาดขึ้นจนเกือบเทียบเท่า Green Hydrogen ได้ในราคาที่แข่งขันได้

เทคโนโลยี SMR จึงไม่ใช่ผู้ร้ายที่จะถูกกำจัด แต่เป็น “สะพาน” ที่แข็งแรงที่สุดที่จะพาโลกข้ามจากยุคเชื้อเพลิงฟอสซิลไปสู่ยุคไฮโดรเจนสีเขียวได้อย่างมั่นคง หากไม่มี SMR ที่ผลิตไฮโดรเจนราคาถูกได้ในปริมาณมหาศาล โครงสร้างพื้นฐานของรถยนต์ไฮโดรเจนหรือโรงไฟฟ้าไฮโดรเจนก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง เพราะขาดเชื้อเพลิงที่คุ้มค่าในการเริ่มต้น

บทสรุป

Steam Methane Reforming หรือ SMR ไม่ใช่แค่ศัพท์เทคนิคทางวิศวกรรมเคมี แต่คือฟันเฟืองชิ้นใหญ่ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไฮโดรเจนของโลกในปัจจุบัน แม้จะมีข้อกังขาเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่ด้วยวิวัฒนาการสู่ Blue Hydrogen และการนำเทคโนโลยี CCS มาใช้ ทำให้ SMR ยังคงมีบทบาทสำคัญต่อไป

สำหรับผู้ที่อยู่ในภาคอุตสาหกรรม นักลงทุน หรือผู้สนใจด้านพลังงาน การจับตามองเทคโนโลยี SMR ควบคู่ไปกับเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน จึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะนี่คือกุญแจดอกสำคัญที่จะไขประตูสู่โลกพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน โดยไม่ทิ้งความมั่นคงทางพลังงานไว้ข้างหลัง

โลกไม่ได้ต้องการแค่พลังงานที่สะอาดที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่ต้องการพลังงานที่สะอาด “และ” เข้าถึงได้จริง ซึ่ง Hydrogen SMR ในรูปแบบใหม่คือนิยามของความสมดุลนั้น

แหล่งอ้างอิงข้อมูล IEA Global Hydrogen Review 2024, รายงานต้นทุนพลังงานจาก European Hydrogen Observatory และข้อมูลทางเทคนิคจากกระทรวงพลังงานสหรัฐฯ (DOE)