กรุงศรี ออโต้ ชวน เช็ก 5 ข้อก่อน(เช่า)ซื้อ มอเตอร์ไซค์อีวี ต้องดูรูปแบบการใช้งาน-ระบบชาร์จที่เหมาะสม เช็กบริการหลังการขาย

มอเตอร์ไซค์ ถือเป็นยานพาหนะคู่ใจชีวิตประจำวันของคนไทย บนท้องถนนที่ทั้งติดขัดและเร่งรีบ โดยในปีที่ผ่านมา ความสนใจรถมอเตอร์ไซค์ยังคงเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากยอดขายรวมทั้งประเทศที่ 1,735,000 คัน เติบโต 2% จากปีก่อนหน้า ขณะเดียวกัน “กรุงศรี ออโต้” ได้เห็นเทรนด์ผู้ใช้รถจำนวนมากเริ่มหันมามองหา “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” มากขึ้น จากจุดเด่นด้านเทคโนโลยี ความทันสมัย รวมถึงการตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์คนเมืองของเหล่าไบเกอร์

อย่างไรก็ตาม “มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า” ยังคงเป็นเรื่องใหม่สำหรับใครหลายคน กรุงศรี ออโต้ ในฐานะผู้นำธุรกิจสินเชื่อยานยนต์ครบวงจร เครือธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ขอแนะนำ 5 แนวทางการเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า เพื่อให้ทุกคนได้ครอบครองรถที่ “ใช่” ตรงใจทุกรูปแบบการใช้งาน   

ชวนเช็ก! 5ข้อก่อน เช่า-ซื้อ ‘มอเตอร์ไซค์อีวี’ ต้องดูรูปแบบการใช้งาน

  • เช็กรูปแบบการใช้งาน ผู้ใช้รถควรเริ่มจากการประเมินรูปแบบการเดินทางของตนเองเป็นหลัก เพราะหากเน้นใช้งานในเมือง ขี่ไปทำงาน หรือทำธุระ ด้วยระยะทางเฉลี่ยราว 20–50 กิโลเมตรต่อวัน การซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่วิ่งได้ประมาณ 60–70 กิโลเมตรต่อการชาร์จก็ถือว่าเพียงพอ ในขณะที่ถ้าเป็นกลุ่มไรเดอร์หรือผู้ใช้งานเชิงพาณิชย์ที่ต้องขับขี่ต่อเนื่องตลอดวัน ควรมองหารุ่นที่สามารถขับขี่ได้อย่างน้อย 120–150 กิโลเมตรต่อการชาร์จ หรือรองรับระบบสลับแบตเพื่อลดเวลาหยุดชาร์จระหว่างวัน แต่หากเป็นคนชอบท่องเที่ยวหรือเดินทางไกลเป็นครั้งคราว ควรเลือกมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าที่มีแบตเตอรี่ความจุสูง รองรับการเดินทางระยะ 150 กิโลเมตรขึ้นไป พร้อมระบบชาร์จเร็ว เพื่อให้สามารถขี่ได้อย่างต่อเนื่องตลอดเส้นทาง
  • เช็กระบบชาร์จที่เหมาะสม ก่อนเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ผู้ใช้รถควรพิจารณาว่าตัวรถรองรับระบบชาร์จแบบไหน เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมและไลฟ์สไตล์ของตนเอง เช่น ผู้ที่มีปลั๊กไฟที่บ้านหรือสามารถชาร์จข้ามคืนได้ มักเหมาะกับรถที่รองรับการชาร์จแบบปกติ (AC Charging) ขณะที่ผู้ที่อาศัยในคอนโด หรือไม่มีปลั๊กส่วนตัว อาจมองหารุ่นที่สามารถถอดแบตออกมาชาร์จได้ ส่วนการใช้งานที่อาจต้องการการชาร์จระหว่างวัน อาจเลือกรุ่นที่รองรับการชาร์จเร็ว (DC Fast Charging) เพื่อช่วยลดระยะเวลารอชาร์จ
  • เช็กบริการหลังการขาย บริการหลังการขายถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการเลือกซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า โดยผู้ใช้รถควรตรวจสอบความพร้อมของแต่ละแบรนด์ในด้านนี้ ทั้งในเรื่องจำนวนและความครอบคลุมของศูนย์บริการ ระยะเวลาการซ่อม รวมถึงความพร้อมของอะไหล่สำรอง เนื่องจากมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ามีระบบไฟฟ้าและแบตเตอรี่เป็นหัวใจสำคัญ หากเกิดปัญหาและต้องรออะไหล่นาน อาจส่งผลต่อการใช้งานในชีวิตประจำวันได้ นอกจากนี้ ผู้ใช้รถยังควรเช็กช่องทางการติดต่อ และขั้นตอนการเคลมให้ชัดเจน เช่น การแจ้งซ่อมผ่านแอปหรือคอลเซ็นเตอร์ และระยะเวลาการรับประกัน เพื่อให้มั่นใจว่าเมื่อเกิดปัญหาจะสามารถเข้ารับบริการได้ง่าย ไม่มีสะดุด
ชวนเช็ก! 5ข้อก่อน เช่า-ซื้อ ‘มอเตอร์ไซค์อีวี’ ต้องดูรูปแบบการใช้งาน

  • เช็กความคุ้มครองประกันภัยให้ครอบคลุม ศึกษารายละเอียดความคุ้มครองประกันภัย
    ก่อนตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ตั้งแต่ภาคบังคับ (ประกันภัย พ.ร.บ.) จนถึงภาคสมัครใจ อย่าง “ประกันภัยสูญเสียทางการเงินสำหรับเช่าซื้อประเภทรถจักรยานยนต์” หรือ “ประกันรถจักรยานยนต์สูญหาย” ที่จะช่วยคุ้มครองทั้งกรณีการเกิดโจรกรรม เช่น ลักทรัพย์ ชิงทรัพย์ ปล้นทรัพย์ และกรณีรถเสียหายจากอุบัติเหตุโดยสิ้นเชิงได้ ช่วยให้ผู้ใช้รถอุ่นใจและลดภาระค่าใช้จ่ายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
  • เช็กสินเชื่อก่อนซื้อ อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญก่อนตัดสินใจซื้อมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า คือการวางแผนด้านสินเชื่อให้เหมาะกับงบประมาณและความสะดวกของแต่ละคน ผู้ซื้อควรพิจารณาอัตราดอกเบี้ย ระยะเวลาผ่อนชำระ และเงื่อนไขต่าง ๆ เพื่อไม่ให้เป็นภาระทางการเงินในระยะยาว ในยุคดิจิทัล
    การเข้าถึงแหล่งเงินทุนสามารถทำได้สะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น ผู้ใช้แอป โก บาย กรุงศรี ออโต้ สามารถขอสินเชื่อดิจิทัลได้ทุกที่ทุกเวลา พร้อมรู้ผลการอนุมัติเงินไวใน 30 นาที

Source : Spring News

กบน. สั่งลดอัตราจัดเก็บเงินเข้ากองทุนน้ำมันฯ ครั้งที่ 4 เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและเบนซิน หลังประมาณการฐานะกองทุนน้ำมันฯ เป็นบวก 505 ล้านบาท

วันนี้ (6 กุมภาพันธ์ 2569) คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.)มีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 0.39 บาทต่อลิตร และน้ำมันเบนซินทุกชนิดลง 0.40 – 0.50 บาท ยกเว้นน้ำมันแก๊สโซฮอล อี 85 ลดลง 0.12 บาท เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและเบนซินคงเดิม ณ หน้าสถานีบริการน้ำมัน หลังเคยลดอัตราจัดเก็บเงินกองทุนน้ำมันฯ ในเดือนมกราคม 3 ครั้ง

กบน. สามารถบริหารจัดการกองทุนน้ำมันฯ ให้กลับมามีสถานะเป็นบวกครั้งแรกในรอบ 4 ปี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 505 ล้านบาท หลังเคยติดลบกว่าแสนล้านในปี 2565 อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ราคาน้ำมันในตลาดโลกยังคงมีความผันผวน เริ่มปรับตัวสูงขึ้นจากสถานการณ์ที่สหรัฐฯ ได้ปฏิเสธคำขอของอิหร่านในการขอเปลี่ยนแปลงสถานที่เจรจาจากนครอิสตันบูล ประเทศตุรกี ไปยังประเทศโอมานและต้องการให้การเจรจาจัดขึ้นในรูปทวิภาคีเฉพาะกับสหรัฐฯ เท่านั้น แทนการมีชาติอาหรับและมุสลิมหลายประเทศเข้าร่วมในฐานะผู้สังเกตการณ์ นอกจากนี้ อิหร่านต้องการจำกัดขอบเขตการเจรจาให้มุ่งเน้นเฉพาะประเด็นโครงการนิวเคลียร์เท่านั้น ซึ่งการประชุมกำหนดจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 6 ก.พ.นี้ โดยนักวิเคราะห์ส่งสัญญาณว่า การเจรจาอาจล้มเหลวทำให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นอีก แต่การประชุมก็จะมีขึ้นในวันศุกร์นี้ และคงต้องรอผลการเจรจาอีกครั้ง ดังนั้น กบน. จึงสั่งการให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นแล้วส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกเพื่อเตรียมความพร้อมในการช่วยเหลือประชาชนต่อไป

สำหรับ ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2569 กองทุนน้ำมันฯ กลับมาเป็นบวกอยู่ที่ 505 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 39,046ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 38,541 ล้านบาท ส่วนการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมัน จะทำให้รายรับลดลงประมาณวันละ 39.83 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายรับประมาณวันละ 91.61 ล้านบาท

Source : Energy News Center

หลักสูตรการบริหารจัดการ การเปลี่ยนผ่านพลังงานและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (ETC) รุ่นที่ 9
อบรมทุกวันพุธ เริ่ม 25 มีนาคม 2569 – 20 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมแมนดาริน ถนนพระราม 4

รายละเอียดการอบรม ดังนี้
Module 1 Introduction/Renewable Energy
Module 2 Energy Transition Infrastructure/Energy Efficiency
Module 3 Low Carbon Design
Module 4 Carbon Reduction/Removal
ศึกษาดูงาน วันที่ 29 เมษายน 2569
Module 5 Carbon Neutrality / Carbon Credit
Supporting Module Sustainable Finance
Module 6 Digital Trading Platform

หลักสูตรนี้ผ่านการรับรองจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสามารถนำไปยกเว้นภาษีเงินได้ 250% ของค่าใช้จ่ายในการอบรม

ค่าลงทะเบียน 36,000 บาท
เลขที่บัญชี 421-054776-5 ชื่อบัญชี มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน
ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขา ศูนย์เอนเนอร์ยี่คอมเพล็กซ์
แจ้งชำระเงินได้ที่ account@cep.or.th
หมายเหตุ :

  1. ชำระเงินภายในวันที่ 24 มีนาคม 2569
  2. ราคานี้รวมของว่าง เครื่องดื่ม อาหารกลางวัน ตลอดการอบรม
    กิจกรรม Networking session กับ ETC Family ทุกครั้งหลังเลิกเรียน
    และ ETC Field Trip

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
คุณมัณฑนา ทองใจ และ คุณศิริลักษณ์ โพธิ์ทอง
E-mail : etc@cep.or.th
โทร : 061 398 5285

รายละเอียดเพิ่มเติม : https://cep.or.th/etc9/
ใบสมัคร : https://forms.gle/jmY5uJYmXTvK554w7

ดาวน์โหลดรายละเอียดหลักสูตรคลิ้กที่นี่

ภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ผู้ใช้ยานยนต์ไฟฟ้า(EV) คงจะหนาวๆ ร้อนๆ กับอัตราค่าบริการอัดประจุไฟฟ้ายานยนต์ไฟฟ้าสาธารณะ (Public EV Charger) ที่กระทรวงพลังงาน ได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ไปศึกษาอัตราค่าไฟฟ้าใหม่ เนื่องจากอัตราค่าไฟฟ้าที่ใช้อยู่ปัจจุบันที่ 2.9162 บาทต่อหน่วย (ไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม) ยังไม่สะท้อนต้นทุนค่าซื้อไฟฟ้าเฉลี่ยที่การไฟฟ้านครหลวง(กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค(กฟภ.) ซื้อจากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.)

ประกอบกับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องหลายแสนคัน ส่งผลให้ให้ปริมาณความต้องการใช้ไฟฟ้า ณ สถานีอัดประจุไฟฟ้าสาธารณะทั่วประเทศพุ่งสูงขึ้นตามไปด้วย เมื่อปริมาณหน่วยการขายเพิ่มขึ้น ภาระส่วนต่างระหว่างราคาขายปลีกพิเศษกับต้นทุนการจัดหาไฟฟ้าจริงของ กฟผ. ที่ขายให้กับกฟน. และกฟภ.ยิ่งขยายวงกว้างขึ้น เนื่องจากอัตราปัจจุบัน เป็นเพียงค่าพลังงานไฟฟ้าเพียวๆ ที่ยังไม่ได้รวมค่าใช้จ่ายหน่วยสูญเสียในระบบจำหน่าย และต้นทุนค่าบริหารจัดการโครงข่ายเพื่อความมั่นคง ซึ่งเป็นต้นทุนที่เกิดขึ้นจริงทุกครั้งที่มีการอัดประจุ

 อีกทั้ง ภาระการอุดหนุนนี้ ยังเป็นภาระแฝง ที่นำไปรวมอยู่ในโครงสร้างค่าไฟฟ้าผันแปรหรือค่า Ft ที่ประชาชนผู้ใช้ไฟฟ้าทั่วไปทั้งประเทศต้องร่วมกันแบกรับ เนื่องจากเมื่อสถานีชาร์จ EV ซื้อไฟฟ้าในราคาที่ตํ่ากว่าต้นทุนจริง ส่วนต่างที่หายไปจะถูกนำไปรวมคำนวณในราคากลาง ซึ่งในอดีตที่จำนวนรถ EV ยังมีน้อย ภาระส่วนนี้อาจไม่ส่งผลกระทบชัดเจนนัก

แต่เมื่อจำนวนรถเพิ่มขึ้นเป็นหลักแสนคันและสถานีชาร์จกระจายตัวไปทั่วประเทศ ภาระนี้จึงเริ่มส่งผลต่อเสถียรภาพทางการเงินของ 3 การไฟฟ้า และกลายเป็นคำถามถึงความเท่าเทียมสำหรับประชาชนที่ไม่ได้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า แต่ต้องมาช่วยแบกรับต้นทุนค่าชาร์จไฟให้แก่กลุ่มผู้ใช้ EV

ผลของการปรับอัตราค่าไฟฟ้าใหม่นี้ ผลการศึกษาเบื้องต้นเห็นว่า อัตราที่ควรจะเป็นอาจต้องมีการขยับขึ้นไปอยู่ในช่วง 3.20-3.50 บาทต่อหน่วย และเมื่อรวมกับที่ผู้ประกอบการลงทุนตั้งสถานีชาร์จ ได้แก่ ค่าเช่าพื้นที่ ค่าติดตั้งหม้อแปลง ค่าบำรุงรักษาอุปกรณ์ และค่าธรรมเนียมการใช้แพลตฟอร์มแอปพลิเคชัน ค่าเสื่อมราคาของเครื่องอัดประจุ เมื่อมีการปรับราคาขึ้นไป จะส่งผลให้ราคาขายปลีกหน้าตู้ขยับจากเฉลี่ย 7.5-8.5 บาทต่อหน่วย ไปอยู่ที่ประมาณ 9.5-11 บาทต่อหน่วยได้

EV ระสํ่า! ค่าชาร์จไฟฟ้าจ่อขึ้นราคา 11 บาท/หน่วย ดันต้นทุนการวิ่งใกล้เคียงรถนํ้ามัน

ทั้งนี้ หลายฝ่ายมีข้อกังวลว่า การปรับอัตราค่าไฟฟ้า จะส่งผลค่าบริการชาร์จไฟฟ้า จะพุ่งสูงจนใกล้เคียงกับต้นทุนนํ้ามันต่อกิโลเมตร และอาจเกิดภาวะชะงักงันในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ (Net Zero) และแผนการส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นฮับการผลิตรถ EV (EV Hub) ของภูมิภาค

ข้อสรุปที่ภาคเอกชนต้องการเห็น ไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขราคาใหม่ที่สะท้อนต้นทุนการไฟฟ้าเท่านั้น แต่ต้องเป็น “แพ็กเกจมาตรการเยียวยา” เช่น การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับสถานีอัดประจุ หรือการให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมสำหรับผู้ประกอบการที่ติดตั้งระบบพลังงานสะอาดเสริม เพื่อประคองให้ราคาค่าชาร์จไฟฟ้าสาธารณะยังคงมีความสามารถในการแข่งขันและเป็นแรงจูงใจที่เพียงพอสำหรับภาคประชาชนต่อไป

ดังนั้น ยังพอมีเวลาที่จะวางแผน หรือสรุปผลการศึกษาต้นทุนใหม่ ก่อนที่จะนำเสนอ กพช.เห็นชอบ ในหลักการ หรือให้รัฐบาลพิจารณาเห็นชอบ ว่าจำเป็นต้องจัดสรรงบประมาณมาอุดหนุนบางส่วนเพื่อประคองราคาในช่วงเปลี่ยนผ่านหรือไม่ หากกพช.เห็นชอบในหลักการ จะต้องดำเนินการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ก่อนที่จะประกาศใช้โครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าสำหรับ EV ใหม่ต่อไป

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ในยุคที่ทั่วโลกกำลังเร่งเครื่องสู่เป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ พลังงานแสงอาทิตย์ได้กลายเป็นพระเอกขี่ม้าขาวที่ทุกประเทศต่างให้ความสำคัญ แต่ทว่าเทคโนโลยีโซลาร์เซลล์แบบซิลิคอน (Silicon) ที่เราใช้กันมานานหลายสิบปีนั้น กำลังเดินทางมาถึง “ทางตัน” ในเรื่องของประสิทธิภาพที่เริ่มจะไม่สามารถพัฒนาให้สูงขึ้นไปกว่านี้ได้ง่ายๆ แล้วโลกจะทำอย่างไรต่อไป คำตอบอาจจะอยู่ที่วัสดุชนิดใหม่ที่ชื่อว่า “Perovskite” (เพอรอฟสกี้)

บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Perovskite Solar Cell (PSC) แบบเจาะลึก ตั้งแต่วิทยาศาสตร์พื้นฐาน ไปจนถึงสถานการณ์ล่าสุดในปี 2026 ที่เทคโนโลยีนี้กำลังเริ่มปฏิวัติวงการพลังงาน

Perovskite คืออะไร

เมื่อพูดถึง Perovskite หลายคนอาจเข้าใจผิดว่าเป็นชื่อของแร่ธาตุชนิดหนึ่งเพียงอย่างเดียว แต่ในทางวิทยาศาสตร์วัสดุศาสตร์แล้ว Perovskite หมายถึง “โครงสร้างผลึก” รูปแบบหนึ่งที่มีสูตรทางเคมีเป็น ABX3 ซึ่งมีความสามารถพิเศษในการดูดซับแสงและเปลี่ยนเป็นพลังงานไฟฟ้าได้อย่างยอดเยี่ยม

ชื่อนี้ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ Lev Perovski นักแร่วิทยาชาวรัสเซีย แต่สิ่งที่ทำให้มันโดดเด่นในวงการโซลาร์เซลล์ไม่ใช่เรื่องราวในอดีต แต่เป็นคุณสมบัติในปัจจุบัน วัสดุกลุ่มนี้สามารถสังเคราะห์ขึ้นได้ในห้องแล็บ โดยการผสมสารเคมีที่เป็นของเหลว (Solution Process) ซึ่งต่างจากซิลิคอนที่ต้องใช้ความร้อนสูงในการหลอมละลาย

จุดเด่นที่สุดที่ทำให้ทั่วโลกตื่นเต้นคือ “อัตราการก้าวกระโดดของประสิทธิภาพ” หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2009 โซลาร์เซลล์แบบเพอรอฟสกี้มีประสิทธิภาพในการแปลงแสงเป็นไฟฟ้าเพียงแค่ 3.8% เท่านั้น แต่ภายในเวลาไม่ถึง 15 ปี นักวิทยาศาสตร์สามารถดันประสิทธิภาพขึ้นมาแตะระดับ 26% ในแบบเซลล์เดี่ยว และทะลุ 34% ในแบบเซลล์ซ้อน (Tandem) ซึ่งถือเป็นการพัฒนาที่รวดเร็วที่สุดในประวัติศาสตร์เทคโนโลยีพลังงานแสงอาทิตย์

Perovskite กับ Silicon แบบไหนดีกว่ากัน

แม้ว่าซิลิคอนจะครองตลาดมาอย่างยาวนาน แต่ Perovskite มีจุดเด่นหลายอย่างที่ซิลิคอนทำไม่ได้ ดังนี้

2.1 การปรับจูนค่าช่องว่างแถบพลังงาน (Tunable Bandgap)

นี่คือหัวใจสำคัญ วัสดุเพอรอฟสกี้สามารถ “ปรับแต่ง” ส่วนผสมทางเคมีเพื่อกำหนดได้ว่ามันจะดูดซับแสงช่วงคลื่นไหนได้ดีที่สุด ไม่ว่าจะเป็นแสงสีแดง แสงสีน้ำเงิน หรือแสงอินฟราเรด ซึ่งต่างจากซิลิคอนที่มีค่าคงที่ ทำให้เพอรอฟสกี้มีความยืดหยุ่นในการใช้งานสูงมาก

2.2 กระบวนการผลิตที่ใช้พลังงานต่ำ

การผลิตแผงโซลาร์เซลล์ซิลิคอนต้องใช้ความร้อนสูงกว่า 1,400 องศาเซลเซียสเพื่อทำให้ทรายบริสุทธิ์กลายเป็นผลึกซิลิคอน แต่เพอรอฟสกี้สามารถขึ้นรูปได้ที่อุณหภูมิที่ต่ำกว่ามาก (ประมาณ 100 ถึง 150 องศาเซลเซียส) และสามารถใช้วิธีการพิมพ์ (Printing) ลงบนวัสดุต่างๆ ได้คล้ายกับการพิมพ์หนังสือพิมพ์ ทำให้ต้นทุนการผลิตมีแนวโน้มถูกกว่ามากในอนาคต

2.3 น้ำหนักเบาและยืดหยุ่น (Flexibility)

เนื่องจากชั้นของเพอรอฟสกี้ที่ใช้ดูดซับแสงนั้นบางมาก (ระดับไมโครเมตร) ทำให้สามารถเคลือบลงบนพลาสติก หรือวัสดุที่มีความโค้งงอได้ นี่เปิดประตูสู่นวัตกรรมใหม่ๆ เช่น โซลาร์เซลล์ที่ติดบนกระเป๋าเป้ ติดบนรถยนต์ไฟฟ้าที่มีผิวโค้ง หรือแม้แต่เสื้อผ้า

เปรียบเทียบ : Silicon vs Perovskite vs Tandem

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น เรามาดูข้อมูลเปรียบเทียบเทคโนโลยีหลักๆ ในปัจจุบัน (อ้างอิงข้อมูลสถานะเทคโนโลยีปี 2025-2026)

หัวข้อCrystalline Silicon (แบบดั้งเดิม)Perovskite (Single Junction)Perovskite-Silicon Tandem (แบบลูกผสม)
วัสดุหลักซิลิคอน (Silicon)สารประกอบเพอรอฟสกี้ซิลิคอน + เพอรอฟสกี้
ประสิทธิภาพสูงสุด (Lab Record)ประมาณ 26.8%ประมาณ 26.9%> 34.8% (สถิติปี 2025)
อายุการใช้งาน25 ถึง 30 ปี (พิสูจน์แล้ว)ยังอยู่ในช่วงพัฒนา (เป้าหมาย 20 ปี)คาดหวัง 25 ปี+
ต้นทุนการผลิตปานกลาง (ลดลงมากแล้ว)ต่ำ (เมื่อผลิตจำนวนมาก)สูงในช่วงแรก แต่จะลดลง
ลักษณะทางกายภาพแข็ง, หนา, หนักบาง, ยืดหยุ่นได้, โปร่งแสงได้แข็ง (เพราะมีฐานเป็นซิลิคอน)
จุดอ่อนหลักประสิทธิภาพใกล้ถึงขีดจำกัดสูงสุดตามทฤษฎีความเสถียรต่ำเมื่อเจอความชื้นความซับซ้อนในการผลิต

Tandem Solar Cell รวมข้อดีข้อเสียมาไว้ด้วยกัน

หากคุณติดตามข่าววงการพลังงาน คุณจะได้ยินคำว่า “Tandem Solar Cell” บ่อยขึ้นเรื่อยๆ นี่คือกลยุทธ์ “รวมกันเราอยู่” ที่นำข้อดีของทั้งสองโลกมารวมกัน

หลักการทำงานของ Tandem Cell แทนที่จะเลือกใช้อย่างใดอย่างหนึ่ง นักวิทยาศาสตร์นำ Perovskite มาเคลือบซ้อนทับลงบน Silicon

  • ชั้นบน (Perovskite) ทำหน้าที่ดูดซับแสงย่านพลังงานสูง (แสงสีน้ำเงินและเขียว)
  • ชั้นล่าง (Silicon) ทำหน้าที่เก็บตกแสงย่านพลังงานต่ำ (แสงสีแดงและอินฟราเรด) ที่หลุดรอดจากชั้นบนลงมา

ผลลัพธ์ที่ได้คือประสิทธิภาพที่ทำลายกำแพงทางทฤษฎีของซิลิคอน (Shockley-Queisser limit) ไปอย่างสิ้นเชิง ในปี 2025 บริษัท Longi ของจีนได้ประกาศสถิติโลกใหม่ด้วยประสิทธิภาพ 34.85% ซึ่งสูงกว่าแผงโซลาร์เซลล์ทั่วไปตามบ้านเรือน (ที่มักอยู่ที่ 20-22%) อย่างมหาศาล

อุปสรรคของ Perovskite Solar Cell

แม้ตัวเลขประสิทธิภาพจะสวยหรู แต่การนำ PSC มาใช้งานจริงในระดับแมส (Mass Production) ยังมีอุปสรรคสำคัญ 3 ประการด้วยกัน

  1. ความเสถียร (Stability) นี่คือจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุด โครงสร้างผลึกของเพอรอฟสกี้มักจะสลายตัวได้ง่ายเมื่อเจอกับความชื้น ความร้อน และรังสียูวี หากไม่มีการป้องกันที่ดี แผงอาจเสื่อมสภาพภายในไม่กี่เดือน ในขณะที่ผู้บริโภคต้องการใช้งานยาวนาน 20-25 ปี ปัจจุบันนักวิจัยกำลังแก้ปัญหานี้ด้วยเทคโนโลยีการห่อหุ้ม (Encapsulation) ระดับสูง
  2. ความเป็นพิษ (Toxicity) สูตรเคมีของเพอรอฟสกี้ที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในปัจจุบันมักมีส่วนประกอบของ “ตะกั่ว” (Lead) แม้จะมีปริมาณน้อยมากเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่รถยนต์ แต่ก็ยังเป็นข้อกังวลด้านสิ่งแวดล้อมหากมีการทิ้งแผงโซลาร์เซลล์ที่ไม่ถูกวิธี การวิจัยหาสารทดแทนตะกั่ว (เช่น ดีบุก) จึงดำเนินไปควบคู่กัน แม้ประสิทธิภาพจะยังสู้แบบมีตะกั่วไม่ได้
  3. การขยายขนาดการผลิต (Scalability) การทำเซลล์เล็กๆ ในห้องแล็บให้ได้ประสิทธิภาพสูงนั้นทำได้ง่าย แต่เมื่อขยายขนาดเป็นแผงใหญ่ ความสม่ำเสมอของฟิล์มเพอรอฟสกี้มักจะลดลง ทำให้ประสิทธิภาพตกลง นี่คือโจทย์ที่วิศวกรโรงงานกำลังเร่งแก้ไข

สถานการณ์ตลาดปี 2026

ปัจจุบันเราไม่ได้อยู่แค่ในขั้นตอนการวิจัยอีกต่อไป แต่กำลังเข้าสู่ยุค “Early Commercialization” หรือการเริ่มต้นขายเชิงพาณิชย์

  • Oxford PV (สหราชอาณาจักร/เยอรมนี) ถือเป็นผู้เล่นแถวหน้า โดยได้เริ่มส่งมอบแผงโซลาร์เซลล์แบบ Tandem เชิงพาณิชย์ให้กับลูกค้าในสหรัฐอเมริกาไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2024 โดยมีเป้าหมายการผลิตระดับ Mass Production ที่จะปล่อยของล็อตใหญ่ในปี 2027
  • ยักษ์ใหญ่จากจีน (Longi, JinkoSolar) บริษัทแผงโซลาร์อันดับต้นๆ ของโลกเหล่านี้ไม่ได้นิ่งนอนใจ ต่างทุ่มงบวิจัยมหาศาลเพื่อพัฒนา Tandem Cell โดยเน้นการแข่งกันทำลายสถิติประสิทธิภาพ (Efficiency Record) อย่างดุเดือด โดยเฉพาะ Longi ที่ครองแชมป์ประสิทธิภาพสูงสุดต่อเนื่อง
  • การประยุกต์ใช้ในอวกาศ เนื่องจาก Perovskite มีน้ำหนักเบาและทนต่อรังสีบางชนิดได้ดีกว่าซิลิคอน หน่วยงานด้านอวกาศจึงเริ่มทดสอบการนำแผงชนิดนี้ไปใช้กับดาวเทียม ซึ่งช่วยลดต้นทุนการขนส่งขึ้นสู่อวกาศได้อย่างมาก

บทสรุป

Perovskite Solar Cell ไม่ใช่แค่ความฝันลมๆ แล้งๆ อีกต่อไป แต่มันคือ “The Next Big Thing” ของวงการพลังงาน แม้ในวันนี้ (ปี 2026) เราอาจจะยังไม่เห็นแผงชนิดนี้วางขายทั่วไปตามร้านวัสดุก่อสร้าง แต่ในตลาดระดับอุตสาหกรรมและการใช้งานเฉพาะทาง เทคโนโลยีนี้ได้เริ่มแทรกซึมเข้าไปแล้ว

การเปลี่ยนผ่านจากยุค Silicon ไปสู่ยุค Perovskite (หรือ Tandem) เปรียบเสมือนการเปลี่ยนจากยุคจอแก้วไปสู่จอ LED มันให้ภาพที่ชัดกว่า (ประสิทธิภาพสูงกว่า) ในรูปแบบที่บางเบากว่า และในที่สุดมันจะกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่เราใช้งานกันเป็นปกติ สำหรับผู้ที่สนใจติดตั้งโซลาร์เซลล์ หากคุณรอได้อีก 2 ถึง 3 ปี คุณอาจได้ใช้แผงรุ่นใหม่ที่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นเกือบเท่าตัว แต่หากจำเป็นต้องติดตอนนี้ แผงซิลิคอนแบบเดิมก็ยังคงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่าและพิสูจน์แล้วว่าทนทานที่สุด