ดร. เสกสรร พาป้อง ทีมวิจัยการประเมินความยั่งยืนและเศรษฐกิจและสังคม (SSET) สถาบันเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สวทช. กล่าวในงาน NAC2026 ชูแนวคิด “เศรษฐกิจยั่งยืนด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี” ว่า SAF (Sustainable Aviation Fuel) หรือน้ำมันอากาศยานยั่งยืน คือกุญแจสำคัญที่จะทำให้การบินเข้าสู่ยุคคาร์บอนต่ำได้จริง ความพิเศษของ SAF คือเป็นเชื้อเพลิงแบบ “Drop-in” ซึ่งผลิตจากวัสดุหมุนเวียนทางการเกษตรที่ปลูกใหม่ได้ และสามารถเติมลงในเครื่องบินเพื่อใช้งานได้ทันทีโดยไม่ต้องดัดแปลงเครื่องยนต์ โดยปัจจุบันสำนักงานการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) รับรองให้ผสมใช้ได้สูงสุดถึง 50 % ของปริมาณน้ำมันที่ใช้

แรงกดดันสำคัญมาจากมาตรการ CORSIA ของ ICAO ที่กำหนดให้สายการบินระหว่างประเทศต้องรายงานและวัดค่าการปล่อยคาร์บอน หากปล่อยเกินเกณฑ์จะต้องชดเชยด้วยการซื้อคาร์บอนเครดิตหรือเลือกใช้ SAF ซึ่งมาตรการนี้จะเข้าสู่ “ภาคบังคับ” ในปี 2027 สำหรับประเทศไทย ในปีนี้มีการเริ่มใช้แบบสมัครใจที่ 1% และจะขยับเป็น 2% ในปีหน้าสำหรับการบินระหว่างประเทศ ซึ่งหากไทยไม่เริ่มขยับตัวตั้งแต่วันนี้ อาจสูญเสียโอกาสในการเป็นศูนย์กลางการผลิต SAF ของอาเซียน

พลิกโฉมการบิน 'สวทช.' ดันมาตรฐานเชื้อเพลิงจากพืชเกษตร รับเกณฑ์ ICAO

มาตรฐานความยั่งยืนที่เข้มงวด

มากกว่าแค่ลดคาร์บอน การผลิต SAF ไม่ได้ดูเพียงแค่การลดคาร์บอนเท่านั้น แต่ต้องผ่านเกณฑ์ความยั่งยืนระดับสากลที่ครอบคลุมทุกมิติ และต้องมีระบบ Traceability (การตรวจสอบย้อนกลับ)ที่เข้มแข็งเพื่อพิสูจน์ว่า

  1. ไม่มีการบุกรุกพื้นที่ป่า: โดยต้องตรวจสอบย้อนกลับไปถึงพื้นที่เกษตร (อ้อย มันสำปะหลัง ปาล์มน้ำมัน) ว่าไม่มีการรุกล้ำพื้นที่ป่าโดยยึดปีฐานคือ พ.ศ. 2551 
  2. ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security): การนำพืชมาทำเชื้อเพลิงต้องไม่ส่งผลกระทบต่อราคาหรือปริมาณอาหารในตลาด,
  3. ธรรมาภิบาลและสิ่งแวดล้อม: ครอบคลุมไปถึงการใช้แรงงาน การใช้น้ำ และสิทธิในการถือครองที่ดินที่ถูกต้อง

ผนึกกำลัง Sandbox ตลอดซัพพลายเชน 

สวทช. ได้ร่วมกับพันธมิตรทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) สมอ. และกระทรวงพลังงาน เพื่อกำหนดมาตรฐานและนโยบายส่งเสริมตลอดวงจรชีวิตของ SAFตั้งแต่ต้นน้ำคือเกษตรกรผู้ปลูกพืช ไปจนถึงโรงงานเอทานอล โรงน้ำตาล และโรงกลั่นน้ำมัน โดยมีการเปิดตัว “โครงการ Sandbox” เพื่อทดลองระบบการตรวจสอบย้อนกลับในกลุ่มอุตสาหกรรมปาล์มและอ้อย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้และตลาดโลก

MOF วัสดุนาโนอัจฉริยะ เปลี่ยน “ขยะ” เป็น “ตัวกักเก็บคาร์บอน” 

นอกเหนือจากเชื้อเพลิง SAF แล้ว ในงานแถลงข่าว NAC 2026 ยังมีการนำเสนอนวัตกรรม MOF (Metal Organic Frameworks) จาก NANOTEC ซึ่งเป็นวัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ที่มีรูพรุนระดับนาโนจำนวนมหาศาล ทำให้มีพื้นที่ผิวสูงมากในการดักจับแก๊สและสารเคมี

ทีมวิจัยได้พลิกความท้าทายในกระบวนการผลิตแบบเดิมที่ใช้พลังงานสูงและต้นทุนแพง ด้วยการนำแนวคิด เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ โดยนำของเสียจากอุตสาหกรรมมาเป็นวัตถุดิบ เช่น

  • เปลี่ยน ขวดน้ำพลาสติก ให้เป็นวัสดุกักเก็บแก๊สมีเทน
  • เปลี่ยน ของเสียจากอุตสาหกรรมเหล็ก ให้เป็นวัสดุดูดซับสารพิษและกำจัด NOx ซึ่งเป็นต้นเหตุของฝุ่น PM 2.5
  • เปลี่ยน น้ำยากัดแผงวงจรพิมพ์ ให้เป็นวัสดุที่มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อ
  • ออกแบบวัสดุเพื่อ ดักจับคาร์บอนไดออกไซด์ อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อลดปัญหาโลกร้อน

เพื่อผลักดันเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นจริง สวทช. ได้ร่วมกับพันธมิตรพัฒนา เพื่อทดสอบระบบการตรวจสอบย้อนกลับในอุตสาหกรรมปาล์มและอ้อย เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าตลอดกระบวนการผลิตมีความยั่งยืนตามมาตรฐานสากลและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

พลิกโฉมการบิน 'สวทช.' ดันมาตรฐานเชื้อเพลิงจากพืชเกษตร รับเกณฑ์ ICAO

Source: กรุงเทพธุรกิจ

“รมว.อรรถพล” ชวนติดโซลาร์รูฟท็อป ลดภาษีได้ 2 แสนบาท เซฟค่าไฟระยะยาว ช่วยชาติลดนำเข้าพลังงาน รับมือวิกฤตสงคราม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า หลังจากมีประกาศราชกิจจานุเบกษาประกาศบังคับใช้มาตรการภาษีส่งเสริมพลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอย่างเป็นทางการ ประชาชนผู้สนใจติดโซลาร์รูฟท็อป สามารถใช้สิทธิประโยชน์นี้ได้ทันที ซึ่งการติดโซลาร์รูฟท็อป ติดแล้วได้กำไรถึง 3 ต่อ โดยต่อที่ 1 ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้แล้ว  ต่อที่ 2 สามารถนำค่าใช้จ่ายมาลดหย่อนภาษีสูงสุด 200,000 บาท

และต่อที่ 3 ช่วยเป็นส่วนหนึ่งในลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ คาดว่าจะสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 15.28 ล้านตันต่อปี โดยมาตรการนี้ จะช่วยกระตุ้นเม็ดเงินลงทุนในประเทศกว่า 2.4 แสนล้านบาท สำหรับบุคคลธรรมดาที่ติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาบ้าน สามารถนำค่าซื้ออุปกรณ์และค่าติดตั้งมาหักลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาได้ ตามที่จ่ายจริง สูงสุด ไม่เกิน 200,000 บาท แต่การติดตั้งต้องเป็นระบบ On-Grid ที่เชื่อมต่อกับการไฟฟ้า (กฟน. หรือ กฟภ.) และต้องใช้หลักฐาน ใบกำกับภาษีอิเล็กทรอนิกส์เต็มรูป (e-Tax Invoice) เท่านั้น มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันนี้ จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2571

โดยมาตรการภาษีส่งเสริมพลังงานสะอาดและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ไม่เพียงแต่ส่งเสริมให้ประชาชนติดโซลาร์รูปท็อปเท่านั้น ยังส่งเสริมให้ภาคธุรกิจได้สิทธิเช่นกัน โดยหักรายจ่ายเครื่องจักร/วัสดุประหยัดพลังงานได้ 1.5 เท่า ส่วนสำหรับบุคคลธรรมดาที่มีรายได้ตามมาตรา 40(5)-(8) และนิติบุคคล ที่ลงทุนปรับเปลี่ยนเครื่องจักรหรือวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน สามารถนำเงินลงทุนมาหักเป็นรายจ่ายทางภาษีได้ 1.5 เท่า (เท่ากับได้รับยกเว้นภาษีเงินได้ 50% ของค่าใช้จ่ายจริง) โดยอุปกรณ์ที่ร่วมรายการ ต้องเป็นของใหม่ที่มีมาตรฐานประสิทธิภาพสูง อาทิ ปั๊มความร้อน (Heat Pump) สีทาผนัง หรือกระจกกันความร้อน และเครื่องใช้ไฟฟ้าฉลากแสดงระดับประสิทธิภาพพลังงาน เบอร์ 5 ระดับสูงสุด ทั้งนี้ ต้องไม่ได้รับสิทธิประโยชน์ซ้ำซ้อนจากมาตรการอื่น (เช่น BOI หรือ EEC) และต้องมีใบกำกับภาษีแบบ e-Tax Invoice

 ที่ผ่านมา กระทรวงพลังงาน ได้ออกมาตรการต่างๆ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการใช้พลังงานสะอาด การออกมาตรการลดภาษีสำหรับติดโซลาร์รูฟท็อปสำหรับประชาชน และมาตรการหักรายจ่ายเครื่องจักร/วัสดุประหยัดพลังงานสำหรับภาคเอกชน ก็เป็นหนึ่งในมาตรการที่กระทรวงพลังงาน พยายามผลักดักเพื่อกระตุ้นให้เกิดการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น ช่วยชาติลดการนำเข้าพลังงาน คาดว่ามาตรการนี้จะช่วยลดการใช้ไฟฟ้าในครัวเรือนและอุตสาหกรรมได้มากขึ้น การลดหย่อนภาษีก็จะช่วยจูงใจให้มีการติดตั้ง/ปรับเปลี่ยนเครื่องจักรอุปกรณ์ กระทรวงพลังงานยังคงมุ่งผลักดันมาตรการต่างๆ ให้ประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน นายอรรถพล กล่าว

สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน สำหรับ มาตรการลดหย่อยภาษีสำหรับ Solar Rooftop ในบ้านอยู่อาศัย โทร 08 1625 8055 , 08 0425 1495 และ มาตรการภาษีเพื่อส่งเสริมเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงและวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ที่  โทร 02 2259789

Source : Spring News

BYD เปิดตัว Blade Battery 2.0 ทลายข้อจำกัด EV ชูระยะทางขับขี่ทะลุ 1,000 กม. พร้อมชาร์จไฟ 10-97% ใน 9 นาที เตรียมประเดิมใช้ในสปอร์ตหรู Yangwang U7

BYD เปิดตัว Blade Battery 2.0 วิ่งไกลทะลุ 1,000 กม. หลังจากก้าวขึ้นเป็นผู้นำยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าระดับโลก แซงหน้า Tesla เมื่อปีที่ผ่านมา

เมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมา BYD ได้เผยโฉมแบตเตอรี่เจเนอเรชันใหม่ Blade Battery 2.0 ที่ถูกออกแบบมาเพื่อทลายข้อจำกัดของแบตเตอรี่แบบเดิมๆ โดยมาพร้อมสเปคที่น่าทึ่ง ทั้งระยะทางขับขี่ที่ไกลกว่า 1,000 กิโลเมตร (ตามมาตรฐาน CLTC) และสามารถชาร์จได้เร็วเทียบเท่ากับการเติมน้ำมัน

CREDIT : BYD
CREDIT : BYD

จุดเด่นที่สุดของ Blade Battery 2.0 คือระบบชาร์จความเร็วสูง หรือ ‘Flash Charging’ ชาร์จไฟจาก 10% ถึง 70% ภายในเวลาเพียง 5 นาที, ชาร์จไฟจาก 10% ถึง 97% ภายในเวลาเพียง 9 นาที

ยิ่งไปกว่านั้น แบตเตอรี่รุ่นใหม่นี้ยังพิสูจน์ประสิทธิภาพในสภาพอากาศสุดขั้ว โดยสามารถชาร์จไฟจาก 20% ถึง 97% ได้ใน 12 นาที แม้รถจะถูกทิ้งไว้ในอุณหภูมิติดลบ -30°C เป็นเวลา 24 ชั่วโมง ซึ่งถือว่าเร็วกว่ารถ EV ทั่วไปในสภาวะปกติถึง 30-50%

CREDIT : BYD
CREDIT : BYD

Wang Chuanfu ซีอีโอของ BYD ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า การออกแบบให้ชาร์จไฟไวสูงสุดที่ 97% นั้น เป็นความตั้งใจที่จะเหลือพื้นที่ 3% เอาไว้รองรับระบบเบรกแบบดึงพลังงานกลับ

ด้านความปลอดภัยยังคงเป็นมาตรฐานสำคัญที่ BYD ไม่มองข้าม แบตเตอรี่รุ่นนี้ผ่านการทดสอบสุดหฤโหด ทั้งการเจาะทะลุด้วยตะปู และการทดสอบแรงกระแทกจากด้านล่างเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

Zheng Yu ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ของแบรนด์ Yangwang เผยว่า สปอร์ตซีดานสุดหรู Yangwang U7 จะเป็นรถยนต์รุ่นแรกที่ได้รับการติดตั้ง Blade Battery 2.0 ขนาด 150 kWh

BYD เปิดตัว Blade Battery วิ่งไกล 1000 กม. ชาร์จเร็วเท่าเติมน้ำมัน

เทคโนโลยีใหม่นี้จะทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มแรงดันไฟฟ้าสูงและระบบจัดการความร้อนที่ได้รับการอัปเกรด เพื่อแก้ปัญหาของรถ EV ส่งผลให้ Yangwang U7 สามารถมอบสมรรถนะขั้นสูงจากมอเตอร์ไฟฟ้า 4 ตัว พร้อมระยะทางขับขี่ทะลุ 1,006 กิโลเมตร (CLTC) ซึ่งพัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดดจากรุ่นแรกที่ทำได้ราว 600 กิโลเมตร

การประกาศครั้งนี้สอดคล้องกับความเคลื่อนไหวของ Denza อีกหนึ่งแบรนด์พรีเมียมในเครือ BYD ที่เพิ่งเคลมว่าโมเดล Z9 GT จะก้าวขึ้นเป็น ‘รถยนต์ไฟฟ้า 100% ที่วิ่งได้ไกลที่สุดในโลก’ ด้วยระยะทางสูงสุดถึง ‘1,036 กิโลเมตร ต่อการชาร์จเพียงครั้งเดียว’

ที่มา : electrekcarnewschina
Source : Spring News

วันนี้เราจะมาจัดเต็มเนื้อหาฉบับสมบูรณ์ที่รวบรวมทุกข้อสงสัยเกี่ยวกับหัวใจสำคัญของยานยนต์ไฟฟ้า นั่นก็คือ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ในปี 2026 นี้เทคโนโลยีพัฒนาไปถึงไหนแล้ว มีแบตเตอรี่แบบไหนบ้าง แบบไหนดีกว่ากัน และเวลาที่เราจะเลือกซื้อรถ EV สักคัน หรือแม้แต่การตรวจเช็กรถ EV มือสอง เราควรต้องดูค่าอะไรบ้างเพื่อให้ได้รถที่สมบูรณ์และคุ้มค่าที่สุด

นอกจากนี้ เรายังจะไปอัปเดตโครงสร้างพื้นฐานอย่าง สถานีชาร์จรถ EV ในประเทศไทยกันแบบเจาะลึกสุดๆ ว่าตอนนี้มีเทคโนโลยีอะไรใหม่ๆ เข้ามาบ้าง การชาร์จระดับ 800 kW ที่เร็วทะลุขีดจำกัดเข้ามาในไทยหรือยัง บทความนี้ผมได้รวบรวมข้อมูลที่ถูกต้อง อัปเดตล่าสุด และย่อยเนื้อหามาให้เข้าใจง่ายที่สุด รับรองว่าอ่านจบแล้ว คุณจะเข้าใจโลกของยานยนต์ไฟฟ้าได้ลึกซึ้งขึ้นอย่างแน่นอนครับ

อัปเดตเทคโนโลยี แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า ล่าสุดปี 2026 มีแบบไหนบ้าง

แบตเตอรี่เปรียบเสมือนถังน้ำมันของรถยนต์ไฟฟ้า การพัฒนาเทคโนโลยีแบตเตอรี่จึงเป็นสิ่งที่ค่ายรถยนต์ทั่วโลกให้ความสำคัญสูงสุด ในปัจจุบันเราสามารถแบ่งประเภทของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าที่นิยมใช้งานและกำลังจะมาเปลี่ยนโลกออกเป็น 3 เทคโนโลยีหลัก ดังรายละเอียดต่อไปนี้ครับ

1. แบตเตอรี่ LFP (Lithium Iron Phosphate)

แบตเตอรี่ LFP กลายมาเป็นมาตรฐานหลักของรถยนต์ไฟฟ้าในกลุ่มตลาดมวลชน (Mass Market) โดยเฉพาะค่ายรถยนต์จากฝั่งเอเชียและประเทศจีน แบตเตอรี่ชนิดนี้ใช้เหล็กและฟอสเฟตเป็นส่วนประกอบหลัก ซึ่งเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายและมีต้นทุนการผลิตที่จับต้องได้

  • จุดเด่น มีความปลอดภัยสูงมาก โอกาสเกิดการลุกไหม้หรือความร้อนสะสม (Thermal Runaway) ต่ำมาก นอกจากนี้ยังมีอายุการใช้งานที่ยาวนาน สามารถชาร์จซ้ำได้หลายพันรอบ และที่สำคัญคือทนทานต่อการชาร์จเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ได้บ่อยครั้งโดยที่เซลล์แบตเตอรี่ไม่เสื่อมสภาพเร็ว
  • จุดด้อย ความหนาแน่นของพลังงาน (Energy Density) ค่อนข้างต่ำ หมายความว่าในน้ำหนักและขนาดแบตเตอรี่ที่เท่ากัน LFP จะวิ่งได้ระยะทางน้อยกว่าแบบอื่น และประสิทธิภาพอาจลดลงเล็กน้อยเมื่อขับขี่ในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวจัด แต่สำหรับประเทศไทยที่มีอากาศร้อน แบตเตอรี่ LFP ถือว่าตอบโจทย์การใช้งานได้ดีเยี่ยมและอึดทนทานมากครับ

2. แบตเตอรี่ NMC (Nickel Manganese Cobalt)

แบตเตอรี่ NMC เป็นที่นิยมในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้ารุ่นพรีเมียม รถยุโรป หรือรถที่ต้องการสมรรถนะการขับขี่สูง โดยใช้ส่วนผสมของนิกเกิล แมงกานีส และโคบอลต์

  • จุดเด่น มีความหนาแน่นของพลังงานสูงมาก ทำให้รถที่ใช้แบตเตอรี่ NMC สามารถทำระยะทางวิ่งได้ไกลกว่าในขนาดและน้ำหนักแบตเตอรี่ที่เท่ากัน รถจึงมีน้ำหนักเบาลง และสามารถรีดอัตราเร่งหรือพละกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าได้อย่างยอดเยี่ยม
  • จุดด้อย วัสดุอย่างโคบอลต์มีราคาแพงและหายาก ทำให้ต้นทุนของแบตเตอรี่ชนิดนี้สูงกว่าแบบ LFP นอกจากนี้เรื่องความร้อนสะสมยังมีโอกาสเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเล็กน้อย ผู้ผลิตจึงต้องออกแบบระบบระบายความร้อนที่มีประสิทธิภาพสูงมากมารองรับ และผู้เชี่ยวชาญมักแนะนำให้ชาร์จแบตเตอรี่ NMC ไว้ที่ระดับ 80 เปอร์เซ็นต์เป็นหลัก เพื่อถนอมอายุการใช้งานให้ยาวนานที่สุด

3. แบตเตอรี่ Solid State (เทคโนโลยีแห่งอนาคตที่เริ่มเป็นจริง)

นี่คือเทคโนโลยีที่วงการยานยนต์รอคอย และเริ่มมีการนำมาใช้งานจริงอย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นในช่วงปี 2025 ถึง 2026 แบตเตอรี่ Solid State เปลี่ยนจากการใช้ของเหลว (Liquid Electrolyte) นำประจุไฟฟ้าแบบในแบตเตอรี่ LFP และ NMC มาเป็นของแข็งทั้งหมด

  • อัปเดตความก้าวหน้า ค่ายรถยนต์ชั้นนำระดับโลกหลายค่ายได้เริ่มเปิดตัวเทคโนโลยี Solid State และ Semi-Solid State ที่สามารถทำให้รถวิ่งได้ไกลทะลุ 1,000 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้งแล้ว
  • จุดเด่น ความหนาแน่นพลังงานมหาศาล น้ำหนักเบามาก ชาร์จไฟได้เร็วระดับ Ultra-Fast ในเวลาหลักไม่กี่นาที และมีความปลอดภัยสูงสุด เพราะไม่มีของเหลวติดไฟอยู่ภายในเซลล์แบตเตอรี่เลย
  • จุดด้อย ในปัจจุบันแม้จะเริ่มมีการผลิตออกสู่ตลาดบ้างแล้ว แต่กระบวนการผลิตยังมีต้นทุนที่สูงมาก ทำให้มักจะถูกติดตั้งอยู่ในรถยนต์ไฟฟ้าระดับซูเปอร์คาร์ หรือรุ่นเรือธงที่มีราคาสูงเท่านั้น แต่อนาคตคาดว่าราคาจะค่อยๆ ปรับตัวลดลงจนเข้าถึงง่ายขึ้นครับ

เปรียบเทียบ แบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า แบบไหนดีกว่ากัน

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนและง่ายต่อการทำความเข้าใจ ผมได้จัดทำตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติของแบตเตอรี่ทั้ง 3 แบบ เพื่อให้คุณผู้อ่านใช้ประกอบการตัดสินใจได้ว่า แบตเตอรี่ EV แบบไหนที่เหมาะสมกับไลฟ์สไตล์การใช้งานของคุณมากที่สุดครับ

คุณสมบัติที่เปรียบเทียบแบตเตอรี่แบบ LFPแบตเตอรี่แบบ NMCแบตเตอรี่แบบ Solid State
ความหนาแน่นของพลังงานปานกลาง (เน้นขับขี่ทั่วไป)สูง (ทำระยะทางได้ไกล)สูงที่สุด (ทะลุ 1,000 กิโลเมตร)
ความปลอดภัย (การติดไฟ)สูงมาก (โอกาสเกิดความร้อนต่ำ)ปานกลาง (ต้องการระบบหล่อเย็นที่ดี)สูงที่สุด (ไม่มีของเหลวติดไฟ)
อายุการใช้งาน (รอบชาร์จ)ยาวนานมาก (2,000 ถึง 3,000 รอบขึ้นไป)ปานกลาง (1,000 ถึง 2,000 รอบ)ยาวนานมากและทนทาน
ความเร็วในการชาร์จไฟปานกลาง (รองรับ Fast Charge)เร็ว (รับกระแสไฟได้สูง)เร็วที่สุด (ชาร์จเต็มในหลักนาที)
ราคาและต้นทุนตัวรถถูก (จับต้องได้ง่าย คุ้มค่า)ราคาสูง (มักอยู่ในรถพรีเมียม)ราคาสูงมาก (เทคโนโลยีใหม่ล่าสุด)
ความเหมาะสมในการใช้งานเน้นขับในเมือง ใช้งานประจำวันเน้นเดินทางไกล สมรรถนะสูง อัตราเร่งดีผู้ที่ต้องการนวัตกรรมขั้นสุดยอด

สเปกและค่าต่างๆ ที่ต้องดูให้เป็นก่อนซื้อรถ EV

เวลาที่เรากางโบรชัวร์รถ EV หรือกำลังพิจารณาซื้อรถ EV มือสอง จะมีคำศัพท์ทางเทคนิคและตัวเลขต่างๆ มากมาย การทำความเข้าใจค่าเหล่านี้จะช่วยให้เราประเมินประสิทธิภาพของรถได้อย่างแม่นยำ นี่คือ 4 ค่าสำคัญที่คุณต้องทำความเข้าใจครับ

1. ค่า kWh (กิโลวัตต์ชั่วโมง) เสมือนขนาดของถังน้ำมัน

kWh ย่อมาจาก Kilowatt-hour หรือ กิโลวัตต์ชั่วโมง เปรียบเสมือนขนาดความจุของถังน้ำมัน ยิ่งตัวเลขนี้สูง รถก็ยิ่งเก็บพลังงานไฟฟ้าได้มาก และวิ่งได้ระยะทางไกลขึ้นต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง

  • รถ EV ขนาดเล็กสำหรับวิ่งในเมือง มักจะมีขนาดแบตเตอรี่ประมาณ 30 ถึง 40 kWh
  • รถ EV ขนาดกลางที่วิ่งทางไกลได้ดี มักจะมีขนาด 60 ถึง 80 kWh
  • รถ EV รุ่นใหญ่ระดับพรีเมียม อาจมีขนาดแบตเตอรี่สูงถึง 90 ถึง 100 kWh ขึ้นไป

2. ค่า SoC (State of Charge) เสมือนเกจวัดระดับน้ำมัน

SoC คือเปอร์เซ็นต์ของพลังงานแบตเตอรี่ที่เหลืออยู่ ณ ปัจจุบัน มีค่าตั้งแต่ 0 เปอร์เซ็นต์ (แบตเตอรี่หมดเกลี้ยง) ไปจนถึง 100 เปอร์เซ็นต์ (ชาร์จเต็มพิกัด) การคำนวณค่า SoC ที่แม่นยำในรถยนต์จะใช้ระบบประเมินกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าและออกจากเซลล์แบตเตอรี่

  • เคล็ดลับการถนอมแบตเตอรี่ ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงานมักแนะนำให้รักษาระดับ SoC ให้อยู่ในช่วง 20 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ สำหรับการใช้งานปกติ ไม่ควรปล่อยให้แบตเตอรี่ลดต่ำจนเหลือ 0 เปอร์เซ็นต์บ่อยๆ เพราะจะทำให้เซลล์แบตเตอรี่ทำงานหนักและมีโอกาสเสื่อมสภาพไวขึ้นครับ

3. ค่า SoH (State of Health) สุขภาพที่แท้จริงของแบตเตอรี่

SoH คือค่าที่บ่งบอกว่าแบตเตอรี่ก้อนนั้นเสื่อมสภาพไปมากน้อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับตอนที่เพิ่งออกมาจากโรงงานใหม่ๆ ซึ่งตอนใหม่คือ 100 เปอร์เซ็นต์ ค่านี้มีความสำคัญในระดับสูงสุดหากคุณกำลังพิจารณาซื้อรถ EV มือสอง

  • SoH 80 ถึง 100 เปอร์เซ็นต์ แบตเตอรี่ยังอยู่ในสภาพดีเยี่ยม ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ กักเก็บไฟได้ดี
  • SoH 50 ถึง 79 เปอร์เซ็นต์ แบตเตอรี่เริ่มเสื่อมสภาพตามกาลเวลา อาจชาร์จไฟเข้าได้น้อยลง วิ่งได้ระยะทางสั้นลงกว่าสเปกเดิม แต่ยังคงขับขี่ได้ตามปกติ
  • SoH ต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ ถือว่าแบตเตอรี่เสื่อมสภาพอย่างมาก ควรเตรียมงบประมาณสำหรับการเข้าศูนย์บริการเพื่อตรวจสอบ หรือเปลี่ยนโมดูลแบตเตอรี่ใหม่

4. ค่า C-rate (อัตราการทนกระแสชาร์จและปล่อยประจุ)

C-rate คือตัวเลขที่บอกว่าแบตเตอรี่สามารถรับกระแสไฟตอนชาร์จเข้า หรือปล่อยกระแสไฟตอนเหยียบคันเร่งได้รวดเร็วและหนักหน่วงแค่ไหน ยิ่งค่า C-rate สูง แบตเตอรี่ก็จะยิ่งรองรับตู้ชาร์จแบบด่วนพิเศษ (Ultra-Fast) ได้ดี และสามารถจ่ายไฟให้มอเตอร์เพื่อสร้างอัตราเร่งมหาศาลได้ฉับไว แต่ก็ต้องแลกมากับระบบจัดการความร้อนที่ต้องทำงานหนักขึ้นตามไปด้วย

เทคโนโลยี สถานีชาร์จรถ EV ในไทย อัปเดตปี 2026

โครงสร้างพื้นฐานหรือ EV Ecosystem ในประเทศไทยพัฒนาไปไกลและรวดเร็วมากครับ ปัจจุบันในปี 2026 มีสถานีชาร์จสะสมครอบคลุมทั่วประเทศมหาศาล เรามาอัปเดตความก้าวหน้าของวงการนี้กันครับ โดยเฉพาะเทคโนโลยีการชาร์จที่กำลังเป็นที่พูดถึงอย่างมาก

1. ยุคแห่ง Ultra-Fast Charge และตู้ชาร์จระดับ 800 kW ในไทย

ต้องบอกว่าในช่วงปีที่ผ่านมา สงครามยานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้แข่งกันแค่เรื่องตัวรถ แต่ลามไปถึงเทคโนโลยีสถานีชาร์จที่ขับเคี่ยวกันด้วยความเร็วระดับเสี้ยวนาที ปัจจุบันในไทยเริ่มมีการนำเข้าและเตรียมเปิดให้บริการตู้ชาร์จระดับ 800 kW และอาจสูงถึงหลักเมกะวัตต์แล้ว โดยมีไฮไลต์ที่น่าสนใจดังนี้ครับ

  • การบุกตลาดด้วย Supercharger ของแบรนด์รถยนต์ แบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำเริ่มนำร่องติดตั้งตู้ชาร์จความเร็วสูงพิเศษ เพื่อมารองรับสถาปัตยกรรมรถยนต์รุ่นใหม่ๆ ของตนเอง ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์ Zeekr ที่เป็นตัวตั้งตัวตีชัดเจนมาก มีการเตรียมนำตู้ชาร์จเร็วแบบ V3 ที่สามารถจ่ายไฟได้สูงสุดถึง 800 kW เข้ามา และยังมีแผนเตรียมเปิดตัว Supercharger ที่จ่ายไฟได้มหาศาลถึง 1.2 MW อีกด้วย ซึ่งเทคโนโลยีระดับนี้ เมื่อนำไปชาร์จกับรถที่รองรับ จะสามารถชาร์จแบตเตอรี่จาก 10 ถึง 80 เปอร์เซ็นต์ได้ในเวลาเพียงแค่ 10 ถึง 11 นาทีเท่านั้นครับ ทางด้านแบรนด์ Xpeng ก็มีการพัฒนาตู้ชาร์จรุ่น S5 ที่รองรับกำลังไฟระดับ 800 kW เช่นเดียวกัน
  • นวัตกรรมจากฝั่งผู้ผลิตระบบโครงสร้างพื้นฐาน ฝั่งแบรนด์เทคโนโลยีก็จัดเต็มไม่แพ้กัน อย่างเช่น Huawei ได้เปิดตัวเทคโนโลยีสถานีชาร์จความเร็วสูงในไทยชื่อว่า Liquid Cooled Ultra Fast Charge ซึ่งสามารถจ่ายกำลังไฟได้สูงสุดถึง 720 kW จุดเด่นคือการใช้ระบบระบายความร้อนด้วยของเหลวที่สายชาร์จ ทำให้สายชาร์จมีขนาดเล็ก น้ำหนักเบา ใช้งานง่าย ชาร์จแค่ช่วงเวลาสั้นๆ ก็วิ่งต่อได้อีกหลายร้อยกิโลเมตรครับ

2. ข้อควรระวัง ตู้ชาร์จแรงแค่ไหน ตัวรถต้องรับให้ไหวด้วย

แม้ว่าตู้ชาร์จระดับ 720 kW ไปจนถึง 800 kW จะเริ่มมีให้เห็นในไทยแล้ว แต่สิ่งสำคัญระดับหัวใจที่ผู้ใช้รถ EV ต้องทราบคือ ตัวรถยนต์ของเราต้องมีสถาปัตยกรรมที่รองรับความแรงระดับนี้ด้วยครับ

  • รถยนต์ไฟฟ้าทั่วไปในท้องตลาดระดับ Mass Market ปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังคงใช้สถาปัตยกรรมแรงดันไฟฟ้าที่ 400V ซึ่งระบบแบตเตอรี่จะจำกัดการรับกำลังไฟชาร์จไว้สูงสุดราวๆ 80 ถึง 150 kW เท่านั้น ถึงเราจะเอาไปเสียบตู้ 800 kW รถก็จะดึงไฟเข้าได้แค่ขีดจำกัดสูงสุดของตัวรถอยู่ดีครับ
  • การจะกอบโกยกระแสไฟระดับ 800 kW ให้ได้เต็มประสิทธิภาพ ตัวรถจะต้องใช้สถาปัตยกรรมไฟฟ้าขั้นสูงระดับ 800V หรือสูงกว่านั้น พร้อมกับเซลล์แบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่รองรับค่า C-rate สูงๆ เพื่อให้รับไฟกระชากเข้าได้อย่างรวดเร็วโดยไม่ร้อนจัดจนเกินไป

3. เครือข่ายสถานีชาร์จที่ครอบคลุมทุกเส้นทางทั่วไทย

ผู้ให้บริการทั้งภาครัฐและเอกชนต่างเร่งขยายเครือข่ายเพื่อให้ครอบคลุมทั้งเส้นทางหลัก เส้นทางรอง และแหล่งท่องเที่ยวสำคัญอย่างต่อเนื่อง

  • เครือข่ายภาครัฐ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA VOLTA และ การไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA EV ครอบคลุมพื้นที่ทั้งในกรุงเทพมหานครและต่างจังหวัดตามสถานที่ราชการและจุดแลนด์มาร์กสำคัญ
  • EleX by EGAT บริหารโดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย รุกตลาดด้วยการตั้งเป้าขยายสถานีให้มีระยะห่างกันทุกๆ 150 ถึง 200 กิโลเมตร พร้อมแอปพลิเคชันที่ช่วยวางแผนการเดินทางได้อย่างแม่นยำ
  • กลุ่มปั๊มน้ำมันและจุดพักรถ แบรนด์ใหญ่อย่าง PTT EV Station PluZ และ EA Anywhere ครองพื้นที่ตามสถานีบริการน้ำมันหลัก ทำให้การเดินทางข้ามจังหวัดบนทางหลวงไร้รอยต่อมากขึ้น
  • กลุ่มไลฟ์สไตล์และพื้นที่เอกชน ผู้ให้บริการอย่าง Evolt หรือ SHARGE เน้นเจาะกลุ่มห้างสรรพสินค้าชั้นนำ โรงแรมหรู โรงพยาบาล และอาคารสำนักงาน เพื่อรองรับการชาร์จระหว่างใช้ชีวิตประจำวัน

4. นวัตกรรมและเทคโนโลยีบริหารจัดการสถานีชาร์จล่าสุด

เพื่อให้ประสบการณ์การชาร์จราบรื่นที่สุด ในยุคนี้จึงมีเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาแก้ปัญหาเดิมๆ ได้อย่างชาญฉลาด

  • เครื่องชาร์จเดลิเวอรี่ ในช่วงเทศกาลวันหยุดยาวที่มีปริมาณรถ EV เดินทางกลับต่างจังหวัดหนาแน่น ผู้ให้บริการเริ่มงัดกลยุทธ์ส่งเครื่องชาร์จเคลื่อนที่ ไปตามจุดพักรถหลัก เพื่อระบายคิวรถที่รอชาร์จไฟ ถือเป็นนวัตกรรมที่เข้ามาบรรเทาปัญหาคอขวดได้อย่างตรงจุด
  • ระบบ AI บริหารจัดการสถานี มีการนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาจัดการโหลดไฟฟ้าในสถานีใหญ่ๆ เพื่อกระจายกำลังไฟระหว่างตู้ชาร์จให้เหมาะสมและเกิดความเสถียรสูงสุด ป้องกันปัญหาไฟตกหรือระบบรวน

บทสรุป

โลกของยานยนต์ไฟฟ้าในปี 2026 เป็นยุคที่เทคโนโลยีมีความสุกงอมและพร้อมตอบโจทย์การใช้งานจริงอย่างสมบูรณ์แบบ แบตเตอรี่มีการพัฒนาให้ปลอดภัยขึ้น ทนทานขึ้น และวิ่งได้ไกลขึ้น ในขณะที่สถานีชาร์จในประเทศไทยก็ขยายตัวครอบคลุมทุกภูมิภาค พร้อมด้วยเทคโนโลยีตู้ชาร์จระดับ 800 kW ที่รวดเร็วทันใจระดับเสี้ยวนาที

การทำความเข้าใจข้อดีข้อเสียของแบตเตอรี่ ทั้งแบบ LFP ที่เน้นคุ้มค่า แบบ NMC ที่เน้นสมรรถนะ หรือ Solid State ที่เป็นอนาคต รวมถึงการอ่านค่าพื้นฐานอย่าง kWh, SoC, SoH และ C-rate ให้เป็น จะช่วยให้คุณสามารถเลือกซื้อ ใช้งาน และประเมินสภาพรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างชาญฉลาดที่สุดครับ หวังว่าข้อมูลทั้งหมดนี้จะเป็นประโยชน์กับผู้ใช้รถ EV และผู้ที่กำลังตัดสินใจก้าวเข้าสู่โลกของยานยนต์ไฟฟ้าไม่มากก็น้อยนะครับ

พามาดูโมเดลการจัดการถ่านไฟฉายใช้แล้ว…ทิ้งที่ไหน? จึงจะดีต่อโลก ตั้งเป้าขยายจุดรับทิ้งถ่านไฟฉายใช้แล้วกว่า 1,060 จุดทั่วประเทศ

คำถามเล็ก ๆ ที่หลายคนอาจไม่เคยคิด แต่จริง ๆ แล้ว “ถ่านไฟฉาย” เป็นหนึ่งในขยะอิเล็กทรอนิกส์ที่ต้องจัดการอย่างถูกวิธี เพราะหากทิ้งปะปนกับขยะทั่วไป อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

วันนี้การจัดการถ่านไฟฉายใช้แล้วเริ่มมีทางเลือกมากขึ้น เมื่อบริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) เดินหน้าผลักดันการรีไซเคิลถ่านไฟฉายตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยขยายจุดรับทิ้งถ่านไฟฉายใช้แล้วกว่า 1,060 จุดทั่วประเทศ และสามารถนำถ่านไฟฉายกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลได้แล้วมากกว่า 700,000 ก้อนในปี 2025

มร.อัทสึชิ อันไซ กรรมการผู้จัดการ บริษัท พานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า แนวทางดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด “Produce To Reduce” ที่มุ่งผลิตสินค้าคุณภาพควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตั้งแต่การออกแบบถ่านไฟฉายให้มีอายุการใช้งานยาวนาน ลดการใช้สารอันตราย เช่น ตะกั่วและแคดเมียม รวมถึงการปรับใช้บรรจุภัณฑ์จากกระดาษเพื่อลดการใช้พลาสติก

อีกก้าวสำคัญคือ โรงงานของพานาโซนิค เอเนอร์จี (ประเทศไทย) ได้รับการรับรองเป็น Carbon-Neutral Factory แห่งแรกในประเทศไทยในปี 2023 สะท้อนแนวทางการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

เปิดโมเดลการจัดการถ่านไฟฉายใช้แล้ว...ทิ้งที่ไหน? จึงจะดีต่อโลก

ขณะเดียวกัน บริษัทกำลังก้าวเข้าสู่ปีสำคัญของการดำเนินธุรกิจในไทย โดย มร.ฮิเดะฟูมิ ฟูจิอิ กรรมการผู้บริหารระดับสูง พานาโซนิค เอเนอร์จี ประเทศญี่ปุ่น ระบุว่า ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในฐานการผลิตที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ของบริษัท หลังจากเลือกไทยเป็นฐานการผลิตแห่งแรกนอกประเทศญี่ปุ่นตั้งแต่ปี 1961 และต่อยอดการลงทุนอย่างต่อเนื่องทั้งด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมการผลิต

ปัจจุบันโรงงานในไทยสามารถผลิตถ่านไฟฉายสะสมได้มากกว่า 20,000 ล้านก้อน และส่งออกไปยังมากกว่า 40 ประเทศทั่วโลก พร้อมยกระดับบทบาทของประเทศไทยสู่การเป็น ฐานการผลิตเชิงกลยุทธ์ระดับโลกและศูนย์กลางการขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

เปิดโมเดลการจัดการถ่านไฟฉายใช้แล้ว...ทิ้งที่ไหน? จึงจะดีต่อโลก

ด้าน มร.ชินยา โยชิดะ ผู้อำนวยการส่วนงานขายและการตลาด สำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบุว่า ความต้องการถ่านไฟฉายในตลาดโลกยังคงเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่และการใช้งานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ในชีวิตประจำวัน

สำหรับประเทศไทย ตลาดถ่านไฟฉายมีความต้องการประมาณ 320 ล้านก้อนต่อปี และพานาโซนิคยังคงครองส่วนแบ่งตลาดอันดับ 1 ผ่านเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่ครอบคลุมทั้ง Traditional Trade และ Modern Trade

ในระยะต่อไป บริษัทตั้งเป้าต่อยอดโมเดลความสำเร็จจากประเทศไทยสู่ประเทศอื่นในอาเซียน พร้อมตั้งเป้าอัตราการเติบโตของยอดขายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกเฉลี่ย 5% ต่อปีจนถึงปี 2030

เปิดโมเดลการจัดการถ่านไฟฉายใช้แล้ว...ทิ้งที่ไหน? จึงจะดีต่อโลก

จากการเริ่มต้นในไทยเมื่อ 65 ปีก่อน วันนี้บทบาทของประเทศไทยจึงไม่ได้เป็นเพียงฐานการผลิตเท่านั้น แต่กำลังกลายเป็นหนึ่งในศูนย์กลางสำคัญของธุรกิจแบตเตอรี่พานาโซนิคในระดับโลก พร้อมกับการเดินหน้าธุรกิจควบคู่การดูแลสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

Source : Spring News