ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Change อุณหภูมิโลกที่สูงขึ้นได้ส่งผลกระทบต่อทุกภาคส่วน รวมถึงภาคการเกษตรที่เป็นกระดูกสันหลังของประเทศไทย แต่ในวิกฤตย่อมมีโอกาสซ่อนอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับ “เกษตรกรชาวสวนยางพารา”

ที่ผ่านมา เกษตรกรต้องเผชิญกับความผันผวนของราคายางพาราตามตลาดโลก บางปีราคาดี บางปีราคาตกต่ำจนแทบไม่คุ้มทุน แต่ปัจจุบันได้เกิดโมเดลธุรกิจใหม่ที่เรียกว่า “Rubber Carbon Farming” หรือการทำสวนยางพาราเพื่อกักเก็บคาร์บอน แนวคิดนี้กำลังเปลี่ยนต้นยางพาราธรรมดาให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่ามหาศาล เพราะนอกจากจะกรีดน้ำยางขายได้ตามปกติแล้ว “อากาศ” ที่ต้นยางดูดซับเข้าไปยังสามารถแปลงเป็น “คาร์บอนเครดิต” เพื่อขายให้กับองค์กรชั้นนำทั่วโลกที่ต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

บทความนี้จะพาคุณไปเจาะลึกทุกกระบวนการของการทำ Rubber Carbon Farming ตั้งแต่ทฤษฎีไปจนถึงการปฏิบัติจริง กฎหมาย EUDR ที่กำลังจะบังคับใช้ และวิธีที่ชาวสวนยางไทยจะคว้าโอกาสจากเม็ดเงินมหาศาลนี้ได้อย่างไร

Rubber Carbon Farming คืออะไร?

Rubber Carbon Farming หมายถึง การจัดการสวนยางพาราในรูปแบบที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการเพิ่มศักยภาพในการกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Sequestration) ทั้งในส่วนของลำต้น กิ่ง ใบ และในดิน โดยมีเป้าหมายเพื่อนำปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บได้มาคำนวณเป็น “คาร์บอนเครดิต” เพื่อจำหน่าย

ทำไมต้องเป็นยางพารา?

ยางพารา (Hevea brasiliensis) เป็นพไม้ยืนต้นที่มีศักยภาพสูงมากในการดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสงและสร้างเนื้อไม้ รวมถึงน้ำยาง งานวิจัยระบุว่ายางพารามีอัตราการดูดซับคาร์บอนสูงกว่าไม้เศรษฐกิจหลายชนิด และเนื่องจากยางพารามีอายุการเก็บเกี่ยวยาวนาน (20 ถึง 25 ปีขึ้นไป) ทำให้สามารถกักเก็บคาร์บอนได้ในระยะยาว

กลไกการสร้างรายได้แบบ 2 ทาง

  1. รายได้ทางตรง จากการขายผลผลิตน้ำยาง ก้อนถ้วย หรือไม้ยาง
  2. รายได้ทางอ้อม (Green Income) จากการขายคาร์บอนเครดิต ผ่านตลาดคาร์บอน (Carbon Market) ภายใต้มาตรฐาน T-VER หรือมาตรฐานสากลอื่นๆ

วิทยาศาสตร์เบื้องหลัง ต้นยางหนึ่งต้นกักเก็บคาร์บอนได้เท่าไหร่

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน เราต้องเข้าใจก่อนว่าคาร์บอนไปอยู่ที่ไหนบ้างในสวนยาง ข้อมูลจากการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องระบุตัวเลขที่น่าสนใจไว้ดังนี้

ศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนของยางพารา โดยเฉลี่ยแล้ว สวนยางพาราที่โตเต็มวัยสามารถกักเก็บคาร์บอนได้ประมาณ 1.0 ถึง 1.2 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ต่อไร่ ต่อปี (ตัวเลขนี้แปรผันตามอายุ พันธุ์ยาง และการจัดการ)

ตารางที่ 1 – การสะสมคาร์บอนในส่วนต่างๆ ของต้นยางพารา

ส่วนประกอบของต้นยางสัดส่วนการกักเก็บคาร์บอน (โดยประมาณ)คำอธิบายเพิ่มเติม
มวลชีวภาพเหนือพื้นดิน60% ถึง 70%ลำต้น กิ่ง ก้าน ใบ ซึ่งคำนวณจากปริมาตรเนื้อไม้เป็นหลัก
มวลชีวภาพใต้ดิน15% ถึง 20%ระบบรากแก้วและรากแขนงที่ฝังอยู่ในดิน
คาร์บอนในดิน10% ถึง 20%อินทรียวัตถุในดินที่เกิดจากการทับถมของใบยางและซากพืช
ผลผลิตน้ำยาง2% ถึง 5%คาร์บอนส่วนหนึ่งถูกเปลี่ยนรูปมาเป็นน้ำยางที่เรากรีดออกไป

ข้อสังเกตสำคัญ การจะเคลมคาร์บอนเครดิตได้นั้น ไม่ใช่แค่นับจำนวนต้น แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่ามีการกักเก็บ “เพิ่มขึ้น” หรือลดการปล่อยก๊าซจากการทำเกษตรแบบเดิม (Baseline) อย่างไร

EUDR กฎเหล็กเปลี่ยนโลก จุดเปลี่ยนสำคัญของยางพาราไทย

หากคุณคิดว่าคาร์บอนเครดิตเป็นเรื่องไกลตัว กฎหมาย EUDR (EU Deforestation Regulation) จะทำให้เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับอุตสาหกรรมยางพาราไทยทันที

EUDR คืออะไร คือกฎหมายของสหภาพยุโรปที่ห้ามนำเข้าสินค้า 7 ประเภท (รวมถึงยางพารา) หากสินค้านั้นมาจากพื้นที่ที่มีการตัดไม้ทำลายป่า หรือบุกรุกป่า หลังวันที่ 31 ธันวาคม 2020

ความเกี่ยวข้องกับ Rubber Carbon Farming

EUDR และ Carbon Credit คือเรื่องที่เกื้อกูลกันอย่างแยกไม่ออก เพราะ

  1. การตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) การทำคาร์บอนเครดิตต้องระบุพิกัดแปลง GPS ที่ชัดเจน ซึ่งตรงกับเงื่อนไขของ EUDR ที่ต้องระบุแหล่งที่มาของยางได้
  2. มูลค่าเพิ่ม ยางพาราที่ผ่านเกณฑ์ EUDR และมี Carbon Footprint ต่ำ จะกลายเป็นสินค้าระดับพรีเมียมในตลาดโลก
  3. ความเสี่ยง หากสวนยางใดไม่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้อง หรือตรวจสอบไม่ได้ จะไม่สามารถขายยางเข้ายุโรปได้ และแน่นอนว่าทำคาร์บอนเครดิตไม่ได้เช่นกัน

ขั้นตอนการทำ Rubber Carbon Farming (ฉบับ T-VER)

สำหรับเกษตรกรไทย แพลตฟอร์มหลักที่ใช้คือ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction) ดำเนินการโดย องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. (TGO) ขั้นตอนมีดังนี้

1 การเตรียมความพร้อมและประเมินพื้นที่

  • เอกสารสิทธิ์ ต้องเป็นโฉนด, น.ส.3 ก., ส.ป.ก. หรือเอกสารที่ทางราชการรับรองให้ใช้ประโยชน์ถูกต้องตามกฎหมาย (พื้นที่บุกรุกป่าทำไม่ได้เด็ดขาด)
  • ขนาดพื้นที่ ควรมีการรวมกลุ่มเป็นแปลงใหญ่เพื่อให้คุ้มค่าต่อค่าใช้จ่ายในการประเมินและทวนสอบ (แนะนำ 500 ไร่ขึ้นไปสำหรับการรวมกลุ่ม)

2 การขึ้นทะเบียนโครงการ (Registration)

  • ยื่นเอกสารข้อเสนอโครงการ (Project Design Document – PDD) ต่อ อบก.
  • ระบุวิธีการคำนวณคาร์บอน (Methodology) ซึ่งมักใช้วิธีการคำนวณมวลชีวภาพของไม้ยืนต้น

3 การดำเนินกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจก

เกษตรกรต้องปรับเปลี่ยนวิธีทำสวนยางจากแบบดั้งเดิมสู่แบบยั่งยืน เช่น

  • ลดการใช้ปุ๋ยเคมี หันมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยสั่งตัดตามค่าวิเคราะห์ดิน เพื่อลดการปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์ (N2O)
  • งดการเผาเศษวัสดุ การเผากิ่งไม้หรือใบยางสร้างคาร์บอนไดออกไซด์มหาศาล ต้องใช้วิธีไถกลบหรือทำปุ๋ยหมัก
  • ลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ในกระบวนการดูแลรักษาและขนส่ง

4 การตรวจวัดและทวนสอบ (Monitoring & Verification)

  • จ้างผู้ประเมินภายนอก (VVB – Validation and Verification Body) เข้ามาตรวจสอบพื้นที่จริง
  • วัดขนาดเส้นรอบวงลำต้น ความสูง เพื่อคำนวณปริมาตรไม้และปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บได้จริงตามหลักวิชาการ

5 การรับรองคาร์บอนเครดิต (Certification)

  • เมื่อผ่านการตรวจสอบ อบก. จะออกใบรับรองคาร์บอนเครดิตให้
  • เครดิตนี้จะถูกนำไปฝากไว้ในบัญชีระบบทะเบียนของ T-VER พร้อมที่จะทำการซื้อขายแลกเปลี่ยน

ตารางเปรียบเทียบ สวนยางทั่วไป vs สวนยางแบบ Carbon Farming

เพื่อให้เห็นความแตกต่างชัดเจน ตารางด้านล่างจะเปรียบเทียบการจัดการและผลลัพธ์ที่จะได้รับ

ตารางที่ 2 – เปรียบเทียบรูปแบบการจัดการสวนยาง

หัวข้อเปรียบเทียบสวนยางพาราแบบดั้งเดิม (Traditional)สวนยางพาราคาร์บอน (Rubber Carbon Farming)
เป้าหมายหลักปริมาณน้ำยางสูงสุดปริมาณน้ำยาง + การกักเก็บคาร์บอน
การจัดการดินเน้นปุ๋ยเคมีเข้มข้น เร่งโตปุ๋ยอินทรีย์ร่วมปุ๋ยเคมี, ปลูกพืชคลุมดิน
การจัดการเศษซากมักมีการเผาทำลายกิ่งไม้ห้ามเผาเด็ดขาด, ไถกลบเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุ
การใช้พลังงานไม่มีการควบคุมเชื้อเพลิงวางแผนลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล
รายได้ทางเดียว (ผันผวนตามตลาด)สองทาง (น้ำยาง + เครดิต) + Premium Price
ต้นทุนค่าปุ๋ยเคมีสูงค่าปุ๋ยลดลง แต่มีค่าใช้จ่ายเรื่องเอกสาร/ตรวจสอบ
ตลาดรองรับตลาดทั่วไปตลาดทั่วไป + ตลาดยุโรป (EUDR Compliant)

ความท้าทายและข้อควรระวัง

แม้ Rubber Carbon Farming จะดูสวยหรู แต่ในทางปฏิบัติมีอุปสรรคที่ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจลงทุน

1 ต้นทุนแฝงในการดำเนินการ ค่าใช้จ่ายในการจ้างผู้ทวนสอบ (VVB) มีราคาสูง (หลักแสนบาทต่อครั้ง) ทำให้เกษตรกรรายย่อยที่มีพื้นที่เพียง 10 ถึง 20 ไร่ ไม่สามารถทำเองได้โดยลำพัง ทางออก คือการรวมกลุ่มเป็นวิสาหกิจชุมชนหรือสหกรณ์ เพื่อแชร์ต้นทุนเหล่านี้

2 ราคาคาร์บอนเครดิตยังมีความผันผวน ราคาคาร์บอนเครดิตในไทย (T-VER) ภาคป่าไม้และการเกษตร ปัจจุบันเคลื่อนไหวอยู่ในช่วง 50 ถึง 200 บาทต่อตันคาร์บอน (ราคาขึ้นอยู่กับการเจรจาและคุณภาพโครงการ) ซึ่งอาจยังไม่สูงพอที่จะจูงใจหากมองในระยะสั้น แต่แนวโน้มราคาในอนาคตมีโอกาสปรับตัวสูงขึ้นตามความต้องการของตลาดโลก

3 ความซับซ้อนของเอกสาร การเก็บข้อมูลต้องละเอียดมาก ต้องมีบันทึกการใส่ปุ๋ย การใช้น้ำมัน การเจริญเติบโตของต้นไม้ ย้อนหลังและต่อเนื่อง หากข้อมูลไม่ครบอาจถูกตีตกไม่ผ่านการรับรอง

อนาคตและแนวโน้มตลาด (Future Outlook)

ทิศทางของ Rubber Carbon Farming ในปี 2025 และปีต่อๆ ไป มีแนวโน้มสดใสและจำเป็นต้องเกิดขึ้นด้วยปัจจัยสนับสนุนดังนี้

  • Net Zero Goal องค์กรขนาดใหญ่ในไทยและต่างประเทศประกาศเป้าหมาย Net Zero ทำให้ความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตเพื่อมาชดเชย (Offset) มีมหาศาล สวนยางพาราจะเป็นแหล่ง Supply สำคัญเพราะมีพื้นที่ปลูกมหาศาลในไทย
  • มาตรการภาษีคาร์บอน ในอนาคต รัฐบาลอาจมีการเก็บภาษีคาร์บอนข้ามแดน (CBAM) ที่เข้มข้นขึ้น ผู้ส่งออกยางจะต้องมี Carbon Credit ติดตัวสินค้าเพื่อลดภาระภาษี
  • เทคโนโลยี Precision Agriculture การใช้โดรนบินสำรวจและการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมเพื่อประเมินมวลชีวภาพ (Biomass) จะเข้ามาช่วยลดต้นทุนค่าจ้างคนสำรวจ ทำให้การประเมินคาร์บอนเครดิตแม่นยำและถูกลง

กลยุทธ์สำหรับเกษตรกรในปีนี้

  1. รวมกลุ่มทันที อย่าทำคนเดียว ให้รวมตัวผ่านสหกรณ์การเกษตรหรือ กยท. ในพื้นที่
  2. ทำทะเบียนประวัติสวน เริ่มจดบันทึกการใช้ปัจจัยการผลิตทุกชนิดตั้งแต่วันนี้
  3. ศึกษาเรื่อง EUDR เตรียมเอกสารสิทธิ์ที่ดินให้พร้อม เพื่อไม่ให้ตกขบวนการส่งออก

บทสรุป

Rubber Carbon Farming ไม่ใช่แค่กระแสชั่วคราว แต่คือ “ทางรอด” และ “ทางรุ่ง” ของเกษตรกรชาวสวนยางไทยในยุคโลกเดือด การปรับตัวจากการเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว มาเป็นผู้ให้บริการทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Service Provider) จะช่วยสร้างเกราะป้องกันความผันผวนของราคายาง และสร้างความยั่งยืนให้กับอาชีพเกษตรกรรม

การเริ่มต้นอาจดูยุ่งยากและมีต้นทุน แต่เมื่อเทียบกับโอกาสในการเข้าถึงตลาดยุโรปและการมีรายได้เสริมระยะยาวจากคาร์บอนเครดิต นี่คือการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดที่ชาวสวนยางจะทำได้ในขณะนี้ ถึงเวลาแล้วที่สวนยางไทยจะเปลี่ยนสีเขียวของใบไม้ ให้กลายเป็นสีทองของรายได้ที่ยั่งยืน

ปตท. เปิดเวทีระดับโลก “Sustainability Spark by PTT Group 2026” รวมผู้นำนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญ และภาคธุรกิจจากทั่วโลก ผนึกทุกภาคส่วนขับเคลื่อนประเทศไทยและโลกสู่ความยั่งยืนเพื่อการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

จุดพลังผนึกทุกภาคส่วน ปั้นเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

กลุ่ม ปตท. จัดงาน “Sustainability Spark by PTT Group 2026: Sparking the Future พลังจุดประกายอนาคต” วันที่ 16-17 ม.ค. 2569 ณ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 และ SCBX NEXT TECH ชั้น 4 สยามพารากอน เวทีผนึกความร่วมมือด้านความยั่งยืนระดับประเทศที่รวบรวมผู้นำนโยบาย ผู้เชี่ยวชาญชั้นนำ และภาคธุรกิจจากทั่วโลก ร่วมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และนวัตกรรมเพื่อการออกแบบเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Thailand’s New Horizon: ประเทศไทยแข็งแกร่งและยั่งยืนท่ามกลางโลกผันผวนและความท้าทายด้านสภาพภูมิอากาศ” ว่าการจัดงานครั้งนี้ถือเป็นการรวมพลังเพื่อสร้างอนาคตการเปลี่ยนแปลงของประเทศไทยและโลกที่ดีขึ้น ซึ่งต้องร่วมมือกันทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชน

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

ปัจจุบันรัฐบาลมีเป้าหมายชัดเจน และผลักดันการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี 2050 รัฐบาลมีมติเห็นชอบหลักการร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการวางกรอบกฎหมายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล กลไกสำคัญคือราคาคาร์บอนภาคบังคับที่จะสนับสนุนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม และต้องสร้างแรงจูงใจให้ภาคเอกชนปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต

นอกจากนี้ เทคโนโลยีการดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage: CCUS) เป็นเรื่องสำคัญมาก และเห็นถึงความมุ่งมั่นของ กลุ่ม ปตท. ในการผลักดันเทคโนโลยีนี้ให้เกิดขึ้นจริง ซึ่งต้องมีแรงจูงใจจากภาครัฐ และการเข้ามามีส่วนร่วมของภาคเอกชน

ขณะเดียวกัน ต้องให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนความยั่งยืนและได้ประโยชน์อย่างแท้จริง เป็นการรวมพลังทุกภาคส่วนทั้ง Public Private People และ Partnership for Planet (5P) เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในประเทศไทย

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การสร้างองค์ความรู้และการเรียนรู้ เพื่อให้เรื่องความยั่งยืนกลายเป็นรูปธรรมและนำไปปฏิบัติได้จริง (Practical) โดยต้องสร้างสมดุลระหว่างสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม และการสร้างความมีส่วนร่วม จากทั้งภาครัฐ เอกชน ภาคการศึกษา และประชาชน เพื่อร่วมกันสร้างโลกที่ยั่งยืน

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

กลุ่ม ปตท. มีพันธกิจหลักในการรักษาเสถียรภาพด้านพลังงานซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของเศรษฐกิจและสังคม พร้อมขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในทุกกระบวนการดำเนินงาน ภายใต้หลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ที่คำนึงถึงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

ปตท. เดินหน้ากลยุทธ์ C3 ได้แก่

  1. Climate-Resilience Business เติบโตด้วยธุรกิจคาร์บอนต่ำ จากการลงทุนในธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตและเทคโนโลยีสมัยใหม่ ควบคู่กับการปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืน
  2. Carbon-Conscious Asset ลดคาร์บอนต่อหน่วยโดยไม่ลดทอนคุณภาพ ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการผลิตและการดำเนินงาน
  3. Coalition, Co-Creation and Collective Efforts for All ร่วมขยับเพื่อขยายโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของความยั่งยืน ประสานความร่วมมือกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมถึงพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีลดก๊าซเรือนกระจก
'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

การจัดงานในครั้งนี้ สะท้อนความมุ่งมั่นของ กลุ่ม ปตท. ในการเป็นแรงขับเคลื่อนที่ผนึกความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน การศึกษา และภาคประชาชน เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม เสริมศักยภาพในการสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน และร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมาย Net Zero ไปพร้อมกัน แบ่งเป็นดังนี้

1. เวทีสัมมนา ตลอด 2 วัน ที่ผนึกพลังจากผู้นำและผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขากว่า 40 คน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงกลยุทธ์เพื่อขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมและประเทศไทยสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต อาทิ การยกกรณีศึกษาจากประเทศสหราชอาณาจักรที่ใช้กลไกเชิงนโยบายขับเคลื่อนให้การเดินหน้าสู่ Net Zero กลายเป็นพลังเศรษฐกิจใหม่ การวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนผ่านด้านความยั่งยืนและโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในภาคพลังงาน อุตสาหกรรม คมนาคม และเกษตรกรรม

ภายหลังการบรรลุข้อตกลงต่างๆ จากการประชุม COP30 โดยผู้เชี่ยวชาญระดับโลกจาก S&P Global, Bloomberg และ McKinsey & Company รวมไปถึงการแลกเปลี่ยนมุมมองระหว่างผู้ขับเคลื่อนนโยบาย ผู้นำธุรกิจ และภาคส่วนต่างๆ เพื่อหาแนวทางร่วมในการขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ตลอดจนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคส่วนต่างๆ ให้สามารถเกิดขึ้นได้จริงและขยายผลสู่วงกว้างอย่างเป็นรูปธรรม

2. บูธนิทรรศการ ถ่ายทอดการดำเนินงานจริงของกลุ่ม ปตท. ที่มุ่งเน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงานและการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสมดุล ผ่านการลงทุนในพลังงานและผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ การขับเคลื่อนโครงการและการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานใหม่เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ภาคส่วนต่างๆ ของประเทศไทย 

พร้อมด้วยกิจกรรมร่วมสนุกของกลุ่ม ปตท. อาทิ Harumiki Immersive Zone บอกเล่าเรื่องราวการเติบโตของสตรอว์เบอร์รี Harumiki และไม้เมืองหนาวจากพลังความเย็นจาก LNG รวมไปถึง Plastic Funtastic by GC เปลี่ยนพลาสติกใช้แล้วให้กลับมามีคุณค่าอย่างสร้างสรรค์

3. Spark Lab เวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านความยั่งยืนระหว่างองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน และเรียนรู้ธรรมชาติผ่านเวิร์กช็อปจัดสวนขวดแก้ว

4. Spark Hack เวทีเฟ้นหาไอเดียของคนรุ่นใหม่ ในการออกแบบนวัตกรรมเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจอย่างยั่งยืน

5. Spark Market ชิม ชม ช้อป อาหารและสินค้าโดนใจสายรักษ์โลกจากกลุ่ม ปตท. และเครือข่ายพันธมิตร อาทิ ผลิตภัณฑ์ Upcycling เพื่อสิ่งแวดล้อม สินค้าจากวิสาหกิจชุมชน โครงการชุมชนยิ้มได้ และไทยเด็ด

6. Business Matching โอกาสครั้งสำคัญในการผนึกพลังสร้างการเติบโตทางธุรกิจเพื่อร่วมขับเคลื่อน Thailand’s Sustainability Ecosystem พบกับผู้ประกอบการกลุ่ม ปตท. และเครือข่ายพันธมิตรธุรกิจด้านความยั่งยืน 4 กลุ่มศักยภาพ แบ่งเป็น Low Carbon Solutions, Circular & Clean Tech, Social Innovation และ Green Investment & ESG Funding

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

'ปตท.' เปิดเวทีระดับโลก 'Sustainability Spark by PTT Group 2026'

Source : กรุงเทพธุรกิจ

การขนส่งสินค้าเป็นหนึ่งในแหล่งใช้พลังงานและปล่อยก๊าซเรือนกระจกขนาดใหญ่ของภาคธุรกิจ ท่ามกลางแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมและเป้าหมายลดคาร์บอนระดับโลก ภาคเอกชนไม่อาจเดินหน้าธุรกิจด้วยระบบโลจิสติกส์แบบเดิมได้อีกต่อไป

กลุ่มเซ็นทรัล พร้อมบริษัทในเครือ ได้แก่ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC, บริษัท เซ็นทรัลพัฒนา จำกัด (มหาชน) หรือ CPN และ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) หรือ CENTEL / เซ็นทารา จึงประกาศยกระดับการขนส่งและโลจิสติกส์เป็น “วาระองค์กร” เดินหน้าขับเคลื่อน Green Transportation ในฐานะกลยุทธ์หลัก ผ่านการเร่งใช้นวัตกรรม พลังงานสะอาด และเทคโนโลยีที่รับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม

ควบคู่การนำข้อมูล (Data) และระบบอัจฉริยะมาคุมทั้งซัพพลายเชน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการสูญเสีย และกดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างเป็นรูปธรรม สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

Green Transportation ควบคู่ ESG

“พิชัย จิราธิวัฒน์” กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล ระบุว่า องค์กรขนาดใหญ่ไม่อาจอ้างการเติบโตโดยไม่รับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม บทบาทสำคัญคือการใช้ศักยภาพของขนาดธุรกิจและเครือข่าย เพื่อขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบให้เกิดผลจริง สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนในกรอบ ESG พร้อมยกระดับผลลัพธ์เชิงบวกต่อชุมชน เมือง และคุณภาพชีวิตของผู้คน ควบคู่การผลักดันมาตรฐานใหม่ให้ภาคธุรกิจไทยปรับตัวสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

“ความยั่งยืนไม่ใช่โครงการระยะสั้น แต่เป็นกรอบการตัดสินใจทางธุรกิจในระยะยาว โดยการดำเนินธุรกิจในปัจจุบันไม่สามารถแยกออกจากความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมได้ การขับเคลื่อน Green Transportation จึงไม่ใช่เพียงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นกลไกที่สร้างผลลัพธ์เชิงบวกในวงกว้าง ทั้งต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และคุณภาพชีวิตของผู้คน พร้อมยืนยันการเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้องค์กรเติบโตไปพร้อมกับสังคมและโลกอย่างยั่งยืน”

ขณะเดียวกัน กลุ่มเซ็นทรัลและบริษัทในเครือได้ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวร่วมกับพันธมิตรด้านโลจิสติกส์ที่มีเป้าหมายความยั่งยืนสอดคล้องกัน เดินหน้าส่งเสริมมาตรฐานการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ การบำรุงรักษายานพาหนะอย่างเป็นระบบ และการพัฒนาทักษะพนักงานขับรถให้ขับขี่อย่างปลอดภัย ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ และคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติงาน

เปิดกลยุทธ์ธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล

เซ็นทรัล รีเทล โลจิสติกส์ (CRL) ปรับเปลี่ยนระบบขนส่งและโลจิสติกส์สู่การใช้รถพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน โดยได้เริ่มนำรถ EV มาใช้ในการขนส่งสินค้าไปยังสาขาในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑลตั้งแต่ปี 2565 และมีแผนขยายการใช้งานครอบคลุมรถจักรยานยนต์ และรถบรรทุกขนาด 4 ล้อ 6 ล้อ และ 14 ล้อ เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และก๊าซเรือนกระจกจากกระบวนการขนส่งในระยะยาว

Tops ธุรกิจกลุ่ม Food ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ร่วมกับ FLS Group ผู้ให้บริการด้านโซลูชันซัพพลายเชนระดับโลก เปิดตัวรถขนส่งพลังงานไฟฟ้า (EV Truck) ขนาด 10 ล้อควบคุมอุณหภูมิ และ 18 ล้ออุณหภูมิปกติ เพื่อใช้กระจายสินค้าสู่ร้าน Tops ในพื้นที่ต่างจังหวัด ภายใต้ภารกิจ “12 Missions to Sustainable Retail” และแนวคิด “Small Acts Together” โดยเริ่มนำร่องในพื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 13,335 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าภายใน 5 ปี

ส่องเบื้องหลังธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล เดินเกมขนส่งสีเขียว ลดปล่อยคาร์บอน

ไทวัสดุ ริเริ่มนำรถบรรทุกพลังงานสะอาด (EV Truck) มาใช้ในการขนส่งสินค้าจากคลังไปยังสาขาทั่วประเทศ ในปี 2568 ไทวัสดุได้เพิ่มรถบรรทุกพลังงานสะอาดอีก 10 คัน ส่งผลให้ปัจจุบันมีรถ EV Truck ประเภทรถพ่วงแม่ลูก รวมทั้งสิ้น 22 คัน พร้อมขยายเส้นทางการขนส่งจาก 21 สาขา เป็น 60 สาขา ครอบคลุมพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือตอนล่าง โดยสามารถลดการใช้น้ำมันได้ 588,157 ลิตร และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1,611,000 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าในปีเดียวนอกจากนี้ ไทวัสดุมีแผนขยายสถานีชาร์จไฟฟ้าไปยังพื้นที่ภาคเหนือตอนบนและภาคใต้ภายในปี 2569 เพื่อให้มีโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสะอาดครอบคลุมทุกภูมิภาค และสนับสนุนการขนส่งที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน

ส่องเบื้องหลังธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล เดินเกมขนส่งสีเขียว ลดปล่อยคาร์บอน

GO Wholesale นำยานพาหนะไฟฟ้า (EV) ทั้งรถจักรยานยนต์ไฟฟ้าและรถสามล้อไฟฟ้า มาใช้ในการขนส่งสินค้าแบบ Last Mile Delivery เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ลดการใช้พลังงานฟอสซิล และลดผลกระทบต่อชุมชนโดยรอบ ปัจจุบัน GO Wholesale ใช้ยานพาหนะไฟฟ้าในการขนส่งครอบคลุมทุกสาขาทั่วประเทศ โดยมีรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 86 คัน และรถสามล้อไฟฟ้า 1 คัน พร้อมมีแผนขยายการใช้งานยานพาหนะไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงศึกษาการนำยานพาหนะไฟฟ้าขนาดใหญ่ขึ้นมาใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งและยกระดับการให้บริการในอนาคต

ส่องเบื้องหลังธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล เดินเกมขนส่งสีเขียว ลดปล่อยคาร์บอน

โรบินสันไลฟ์สไตล์ ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะพลังงานไฟฟ้า (EV) เพื่อเป็นทางเลือกการเดินทางอย่างยั่งยืน มุ่งลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน โดยนำรถจักรยานยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในการตรวจการณ์ความปลอดภัยและอำนวยความสะดวกด้านการจราจร พร้อมกำหนดเป็นมาตรฐานการจัดซื้อทดแทนในทุกสาขา

ขณะเดียวกัน ยังมีการใช้รถโดยสารพลังงานไฟฟ้า (รถกอล์ฟ EV) เพื่อให้บริการลูกค้าในลานจอดรถ โดยปัจจุบันมีการใช้งานรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า 5 คัน ใน 5 สาขา ได้แก่ ภูเก็ต (ฉลอง) ฉะเชิงเทรา สระบุรี ราชบุรี และท็อปส์พลาซ่าพะเยา และรถโดยสารพลังงานไฟฟ้า 2 คัน ใน 2 สาขา ได้แก่ ฉะเชิงเทรา และสุพรรณบุรี

ส่องเบื้องหลังธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล เดินเกมขนส่งสีเขียว ลดปล่อยคาร์บอน

เซ็นทรัลพัฒนา จัดงานกรีนเอ็กซ์โปแห่งปี “The Better Futures Project 2025 RE-lifestyle Roadshow” ผนึกกำลัง RIDDARA เปิดตัวรถกระบะไฟฟ้าพุ่มพวงในรูปแบบ “อีเวนต์เคลื่อนที่ รักโลก รักชุมชน” เดินทางจากเหนือจรดใต้ เพื่อส่งต่อความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืนสู่ชุมชนทั่วประเทศ

แนวคิดการจัดอีเวนต์เคลื่อนที่ด้วยรถกระบะไฟฟ้าถือเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดงานที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 355 กิโลกรัม เทียบเท่าการปลูกต้นไม้ 16 ต้น เมื่อเทียบกับการใช้รถบรรทุก 6 ล้อ โดยรถ 1 คัน เดินทางรวมระยะทางกว่า 2,000 กิโลเมตร พร้อมแวะชาร์จไฟฟ้าที่ศูนย์การค้าเซ็นทรัลกว่า 40 สาขา และจุดชาร์จมากกว่า 600 จุดทั่วประเทศ เพื่อจัดกิจกรรมด้านความยั่งยืนที่สนุก เข้าใจง่าย และเข้าถึงผู้คนในหลากหลายพื้นที่

ส่องเบื้องหลังธุรกิจค้าปลีกกลุ่มเซ็นทรัล เดินเกมขนส่งสีเขียว ลดปล่อยคาร์บอน

โรงแรมและรีสอร์ทในเครือเซ็นทารา ให้บริการรถรับส่งภายในพื้นที่ด้วยรถบั๊กกี้พลังงานไฟฟ้า (Buggy) เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดต้นทุนเชื้อเพลิง และไม่ก่อมลพิษในบริเวณที่พักลูกค้า ปัจจุบันมีการใช้งานรถบั๊กกี้ไฟฟ้ามากกว่า 60 คัน ครอบคลุมหลายแห่ง อาทิ เซ็นทาราแกรนด์บีชรีสอร์ท ภูเก็ต, เซ็นทารา ซันไรซ่า เรสซิเดนซ์และสวีท ศรีราชา, เซ็นทารา ชานทะเล รีสอร์ทและวิลลา ตราด, เซ็นทาราพัทยา รวมถึงรีสอร์ทในต่างประเทศ เช่น เวียดนาม และมัลดีฟส์

นอกจากนี้ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร ยังให้บริการรถตุ๊กตุ๊กพลังงานไฟฟ้า สำหรับการเดินทางในเส้นทางถนนข้าวสารและรอบเขตพระนคร พร้อมทั้งมีบริการจักรยานสำหรับลูกค้าในหลายสาขาและจัดสรรพื้นที่สำหรับจักรยานไฟฟ้าและสกู๊ตเตอร์ไฟฟ้าร่วมกับพันธมิตร เพื่อเป็นทางเลือกในการเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมสำหรับลูกค้าและสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

กบน. ตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลต่อเนื่อง แม้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น เพื่อไม่ให้กระทบค่าครองชีพของประชาชน โดยปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง 0.80 บาทต่อลิตร จากเดิมที่เรียกเก็บในอัตรา 1.50 บาทต่อลิตร เป็นเรียกเก็บในอัตรา 0.70 บาทต่อลิตร

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เปิดเผยว่า ที่ประชุมมีมติเห็นชอบปรับลดอัตราเงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับน้ำมันดีเซลลง 0.80 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลและเบนซินไว้คงเดิม ณ หน้าสถานีบริการน้ำมัน

ทั้งนี้จากความผันผวนของราคาน้ำมันในตลาดโลกเนื่องจากความไม่สงบในประเทศอิหร่าน ตลอดจนความล่าช้าของแผนการฟื้นฟูกำลังการผลิตในเวเนซุเอลา อาจกระทบต่ออุปทานน้ำมัน ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา กบน. จึงมีมติให้ปรับลดอัตราเงินจัดเก็บเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงลง 0.80 บาทต่อลิตร จากเดิมที่เรียกเก็บในอัตรา 1.50 บาทต่อลิตร เป็นเรียกเก็บในอัตรา 0.70 บาทต่อลิตร เพื่อตรึงราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลไม่ให้เพิ่มขึ้น และขอให้ประชาชนมั่นใจได้ว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศจะไม่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชนมากจนเกินไป นอกจากนี้ กบน. ได้สั่งการให้สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ติดตามสถานการณ์ต่างๆ ที่ส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันในตลาดโลก เพื่อประเมินสถานการณ์ที่อาจส่งผลต่อราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศต่อไป

สำหรับ ฐานะกองทุนน้ำมันฯ ณ วันที่ 18 มกราคม 2569 กองทุนน้ำมันฯ ยังติดลบอยู่ที่ 1,662 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันบวกอยู่ที่ 37,308 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบอยู่ที่ 38,970 ล้านบาท ส่วนการปรับลดอัตราเงินส่งเข้ากองทุนน้ำมันฯ ประเภทน้ำมันดีเซลครั้งนี้ จะทำให้รายรับลดลงเหลือประมาณวันละ 50.06 ล้านบาท จากเดิมที่มีรายรับประมาณวันละ 94.86 ล้านบาท

Source : Energy News Center

สำนักข่าว Xinhua รายงานว่า กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศของจีน และหน่วยงานภาครัฐอีก 5 แห่ง ออกมาตรการชั่วคราวว่าด้วยแผนยกระดับการรีไซเคิล และการใช้ประโยชน์จากแบตเตอรี่พลังงานที่ใช้งานแล้ว ของยานยนต์พลังงานใหม่ (NEV) เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2026

แบตเตอรี่พลังงานทุกก้อนของยานยนต์ดังกล่าว จะมีข้อมูลประวัติดิจิทัล ซึ่งการดำเนินการนี้มีขึ้นในขณะที่อุตสาหกรรมยานยนต์พลังงานใหม่ของจีน ขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2025 ยอดการผลิตและยอดจำหน่ายยานยนต์พลังงานใหม่ต่างสูงกว่า 16 ล้านคัน คิดเป็นสัดส่วนกว่าครึ่งหนึ่งของยอดจำหน่ายรถยนต์ใหม่ทั้งหมดภายในประเทศ

กระทรวงฯ ระบุว่าแบตเตอรี่ของยานยนต์พลังงานใหม่รุ่นก่อนหน้านี้เริ่มทยอยหมดอายุการใช้งาน เนื่องจากประสิทธิภาพความจุลดลง ส่งผลให้ปริมาณแบตเตอรี่ที่หมดอายุการใช้งานเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

จีน คุมเข้มรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้า-หวั่นไทย ต้องกำจัดซาก 7.8 ล้านตัน

ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชี้ว่า การประกาศใช้กฎระเบียบดังกล่าวถือเป็นจังหวะเวลาที่เหมาะสม เนื่องจากจีนกำลังเข้าสู่ช่วงที่มีแบตเตอรี่เลิกใช้งานแล้วจำนวนมหาศาล และคาดว่าจะมีแบตเตอรี่ใช้แล้วกว่า 1 ล้านตันภายในปี 2030

มาตรการชั่วคราวดังกล่าวให้ความสำคัญกับกรอบการบริหารจัดการแบบครบทุกช่องทาง ครบทั้งห่วงโซ่ และครบวงจรการใช้งาน โดยครอบคลุมถึงการจัดตั้งแพลตฟอร์มข้อมูลการตรวจสอบย้อนกลับแบตเตอรี่พลังงานของยานยนต์พลังงานใหม่ระดับชาติ และระบบการจัดการข้อมูลประวัติดิจิทัล

ด้านประเทศไทยที่มียอดขายรถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นมหาศาล และ EV ในปีที่ผ่านมาขายไปกว่า 1 แสนคัน โดยอดีตผู้บริหารซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย “วัลลภ ตรีฤกษ์งาม” ชี้ว่าประเทศอาจมีภาระในการกำจัดซากแบตเตอรี่สะสมสูงถึง 7.8 ล้านตัน

นายวัลลภ เปิดเผยว่า การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า EV อาจจะทำให้ไม่ถึง 20 ปีข้างหน้า ประเทศไทยอาจต้องเผชิญกับซากแบตเตอรี่สะสมสูงถึง 7.8 ล้านตัน(รวมซากแบตเตอรี่สินค้าและอุปกรณ์อื่นๆ) ซึ่งมีขนาดเทียบเท่าขนาดของแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้ากว่า 19.5 ล้านคัน

ดังนั้น หากไม่มีการจัดการที่ถูกต้อง ภูเขาขยะก้อนนี้จะกลายเป็นระเบิดเวลาทางสิ่งแวดล้อม ทั้งสารพิษรั่วไหล สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจ ในเชิงเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยทางออกคือยุทธศาสตร์แบตเตอรี่ครบวงจร ไม่ใช่แค่การรีไซเคิล แต่คือการเปลี่ยนขยะให้เป็นเหมืองแร่ในเมือง และนำแบตเตอรี่เก่ามาทำเป็นถังเก็บไฟ (ESS) คู่กับโซลาร์เซลล์ เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานอย่างยั่งยืน

Source : ฐานเศรษฐกิจ