คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ออกประกาศรับซื้อไฟฟ้าโครงการโรงไฟฟ้าขยะชุมชน พ.ศ. 2565 แล้ว  พร้อมเปิดรับซื้อทันทีที่การไฟฟ้าออกประกาศไปจนถึง 29 ธ.ค. 2566  กำหนดขายไฟฟ้าเข้าระบบปี 2568-2569 เป็นสัญญา Non-Firm ในรูปแบบ FiT ย้ำต้องเป็นโครงการที่ผ่านความเห็นชอบจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว เบื้องต้นมี 34 โครงการ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 282.98 เมกะวัตต์

นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้ลงนามในประกาศรับซื้อไฟฟ้าโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชน พ.ศ. 2565 ลงวันที่ 30 มิ.ย. 2565 เรียบร้อยแล้ว  โดยหลังจากนี้ 3 การไฟฟ้า(การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง  หรือ กฟน.) จะออกประกาศรายละเอียดการรับซื้อไฟฟ้าภายในเดือน ก.ค. 2565 นี้ โดยปริมาณไฟฟ้าที่เสนอขายมากกว่า 10 เมกะวัตต์ ให้ยื่นที่ กฟผ. ส่วนปริมาณไฟฟ้าที่ไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ ให้ยื่นที่ PEA และ กฟน.  โดยเปิดให้ยื่นตั้งแต่วันที่การไฟฟ้ามีประกาศถึงวันที่ 29 ธ.ค. 2566

ทั้งนี้การไฟฟ้าจะประกาศรายชื่อผู้มีคุณสมบัติและพร้อมในการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า ภายใน 60 วันนับจากวันที่เอกสารครบถ้วน และกำหนดจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์(SCOD) ภายในปี 2568-2569

สำหรับเงื่อนไขโครงการผลิตไฟฟ้าจากขยะชุมชนนี้เป็นประเภทสัญญาแบบไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้า(Non-Firm) ในรูปแบบการให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง (FiT) ตามรายชื่อโครงการที่กระทรวงมหาดไทยเสนอ และคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(กพช.) เห็นชอบแล้ว และผู้ขอผลิตไฟฟ้าต้องเสนอขายปริมาณพลังงานไฟฟ้าสูงสุดไม่เกินศักยภาพของระบบไฟฟ้าที่การไฟฟ้ารับซื้อได้

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center- ENC) รายงานว่า เมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2565 ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) มีมติเห็นชอบอัตรารับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 ภายใต้แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย พ.ศ. 2561 – 2580 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 (PDP2018 Rev.1) สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) และผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) รวม 34 โครงการ ปริมาณรับซื้อไฟฟ้ารวม 282.98 เมกะวัตต์ ระยะเวลาสนับสนุน 20 ปี และกำหนดวันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ (SCOD) ในปี 2568 – 2569 โดยในที่ประชุมได้มอบหมายให้คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ดำเนินการออกระเบียบและประกาศรับซื้อไฟฟ้าต่อไป

สำหรับราคารับซื้อไฟฟ้าตาม Fit นั้น เมื่อวันที่ 5 พ.ย. 2564  กพช. มีมติเห็นชอบหลักการในการรับซื้อไฟฟ้าจากขยะชุมชนในรูปแบบ การให้เงินสนับสนุนตามต้นทุนที่แท้จริง หรือ Feed-in Tariff (FiT) สำหรับปี 2565 สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) กำลังผลิตติดตั้งไม่เกิน 10 เมกะวัตต์ อยู่ภายใต้กรอบอัตราค่าไฟฟ้าสูงสุดที่ 5.08 บาทต่อหน่วย (FiT Premium 8 ปี 0.70 บาท/หน่วย) ส่วนผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก (SPP) กำลังผลิตติดตั้งมากกว่า 10-50 เมกะวัตต์ ภายใต้กรอบอัตราค่าไฟฟ้าสูงสุดที่ 3.66 บาทต่อหน่วย และระยะเวลาการสนับสนุน 20 ปี  โดยตามแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP2018 ฉบับปรับปรุงครั้งที่ 1 กำหนดให้มีโรงไฟฟ้าขยะชุมชนเข้าระบบจำนวน 400 เมกะวัตต์

Source : Energy News Center

กฟผ. เริ่มจ่ายไฟฟ้าผ่านสายส่งไฟฟ้าระดับแรงดัน 500 kV เส้นแรกของภาคใต้ เพิ่มศักยภาพการส่งจ่ายไฟฟ้าจากภาคกลางสู่ภาคใต้สูงขึ้นกว่า 2 เท่า สร้างความมั่นคงระบบไฟฟ้าภาคใต้ พร้อมรองรับเศรษฐกิจฟื้นตัวหลังโควิด-19 คลี่คลาย

นายกิตติ เพ็ชรสันทัด รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

นายกิตติ เพ็ชรสันทัด รองผู้ว่าการระบบส่ง การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เปิดเผยว่า กฟผ. ได้ดำเนินโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้เพื่อเสริมความมั่นคงระบบไฟฟ้า ระยะที่ 1 แล้วเสร็จ เริ่มจ่ายไฟฟ้าผ่านสายส่งไฟฟ้าแรงสูงระดับแรงดัน 500 กิโลโวลต์ (kV) จากสถานีไฟฟ้าแรงสูงบางสะพาน 2 จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ผ่านไปยังสถานีไฟฟ้าแรงสูงสุราษฎร์ธานี 2 จังหวัดสุราษฎร์ธานี และสิ้นสุดที่สถานีไฟฟ้าแรงสูงภูเก็ต 3 รวมระยะทาง 504 กิโลเมตร ช่วยเพิ่มความสามารถในการส่งจ่ายพลังไฟฟ้าจากภาคกลางสู่ภาคใต้มากกว่า 2 เท่า จากเดิม 700 เมกะวัตต์ (MW) เป็น 1,600 MW ถือเป็นเส้นทางการเชื่อมโยงระบบส่งไฟฟ้าระดับแรงดันสูงสุด 500 kV เส้นแรกของภาคใต้

โครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าฯ นี้ เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาสภาพระบบไฟฟ้าของภาคใต้ที่มีกำลังผลิตไฟฟ้าไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ไฟฟ้าของประชาชน จึงจำเป็นต้องส่งไฟฟ้าจากภาคกลางมาช่วยเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า กฟผ. จึงเสนอขออนุมัติโครงการปรับปรุงระบบส่งไฟฟ้าบริเวณภาคตะวันตกและภาคใต้เพื่อเสริมความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เริ่มดำเนินการก่อสร้างระบบส่งระยะที่ 1 เมื่อปลายปี 2559 แล้วเสร็จ และสามารถส่งจ่ายไฟฟ้าได้เมื่อปลายเดือนเมษายนที่ผ่านมา ช่วยรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย ในพื้นที่ภาคใต้และจังหวัดท่องเที่ยว โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่มีความต้องการไฟฟ้าสูงอันดับต้น ๆ ของภาคใต้ และเป็นพื้นที่เขตเศรษฐกิจด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่สำคัญของประเทศ โดยช่วยเพิ่มความสามารถในการจ่ายไฟฟ้าให้กับจังหวัดภูเก็ตได้สูงสุดถึง 1,170 MW และยังช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดไฟฟ้าดับเป็นบริเวณกว้างในพื้นที่ภาคใต้ ต่อกรณีสายส่งเชื่อมโยงภาคกลางมาภาคใต้เกิดขัดข้องอีกด้วย

Source : Energy News Center

คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ขยายการรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนเพิ่มเติมไปยังกลุ่มไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า รองรับแหล่งก๊าซฯเอราวัณหมดอายุสัมปทาน  หลังจากก่อนหน้านี้เปิดรับซื้อเฉพาะกลุ่มที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าอยู่ก่อนแล้ว โดยล่าสุดออกประกาศเชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตไฟฟ้า SPP และ VSPP ที่ไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กำหนดเปิดให้ยื่นคำเสนอขายไฟฟ้าได้ 18 เม.ย. 2565 ระบุอัตรารับซื้อไฟฟ้าเป็นไปตามมติ กบง. โดยรับซื้อไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล ก๊าซชีวภาพ ขยะ ราคา 2.20 บาทต่อหน่วย ส่วนแสงแดด และลม รับซื้อ 0.50 บาทต่อหน่วย 

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานความคืบหน้าการจัดหาไฟฟ้ารองรับสถานการณ์แหล่งผลิตก๊าซเอราวัณจะหมดอายุสัมปทานในวันที่ 23 เม.ย. 2565 ซึ่งจะทำให้การผลิตก๊าซฯ น้อยลง ในช่วงรอยต่อการเปลี่ยนผ่านผู้ผลิตรายใหม่ว่า  ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) เห็นชอบให้ซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่มจากผู้ผลิตพลังงานทดแทนมาเสริมระบบ โดยเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2565 ได้มีมติทบทวนการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนส่วนเพิ่ม ภายใต้แนวทางการบริหารจัดการก๊าซธรรมชาติ ปี 2565

โดยเห็นชอบอัตรารับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนส่วนเพิ่มจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก(SPP) และผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก(VSPP)จากสัญญาเดิมและนอกเหนือจากสัญญาเดิม ประเภทเชื้อเพลิงชีวมวล หรืออื่นๆที่นอกเหนือจากชีวมวลจากผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว ไม่มีการลงทุนใหม่ และพร้อมจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งระบบของการไฟฟ้าสามารถรองรับได้  โดยเป็นการรับซื้อแบบปีต่อปี ไม่เกิน 2 ปี ในรูปแบบสัญญา Non-Firm

โดยกำหนดอัตรารับซื้อไฟฟ้าสำหรับเชื้อเพลิงชีวมวล ก๊าซชีวภาพและขยะ ไว้ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย และโรงไฟฟ้าที่ไม่ใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ได้แก่ ประเภทพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา แบบติดตั้งบนพื้นดิน แบบทุ่นลอยน้ำ และพลังงานลม กำหนดอัตรารับซื้อไว้ที่ 0.50 บาทต่อหน่วย ซึ่งอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่มนี้จะไม่เกินกว่าอัตรารับซื้อไฟฟ้าในสัญญาเดิม

ล่าสุด นายเสมอใจ ศุขสุเมฆ ประธานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน(กกพ.) ได้ออกประกาศ เมื่อวันที่ 7 เม.ย. 2565 “เปิดรับซื้อไฟฟ้าระยะสั้นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานจากผู้ผลิตไฟฟ้าที่ไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้า พ.ศ. 2565” สำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าตามที่ กบง. มีมติไว้ดังกล่าว โดยประกาศนี้ได้กำหนดคุณสมบัติผู้ขายไฟฟ้าว่า ต้องเป็นผู้ที่ไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า(PPA)กับการไฟฟ้า หรือสัญญาสิ้นสุดแล้ว ณ วันที่ยื่นคำเสนอขอขายไฟฟ้า หรือผู้ที่มีการผลิตเพื่อใช้เองและมีพลังงานส่วนเหลือที่จะจำหน่ายเข้าสู่ระบบไฟฟ้า

นอกจากนี้ต้องเป็นโรงไฟฟ้าที่ก่อสร้างเสร็จแล้วและพร้อมจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2565  สำหรับรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจะเป็นแบบไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้า (Non-Firm) กำหนดสิ้นสุดสัญญาภายใน 31 ธ.ค. 2565

ทั้งนี้ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.) จะออกประกาศกำหนดรายละเอียดในวันที่ 11 เม.ย. 2565 จากนั้นจะเปิดยื่นตรวจสอบจุดเชื่อมโยงระบบโครงข่ายไฟฟ้า ตั้งแต่ 12 เม.ย. 2565 และเปิดรับยื่นคำเสนอขายไฟฟ้าวันที่ 18 เม.ย. 2565  โดยจะประกาศผลการพิจารณาคำเสนอขายไฟฟ้าภายใน 14 วัน นับถัดจากวันที่คำเสนอขอขายไฟฟ้าครบถ้วน และจะลงนามซื้อขายไฟฟ้ากันต่อไป

อย่างไรก็ตามสำหรับผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าอยู่แล้วนั้น ทาง กกพ. ก็ได้ประกาศเปิดรับซื้อไฟฟ้าไปก่อนหน้านี้แล้ว  โดยที่ผ่านมา กกพ. ได้ออกประกาศเชิญชวน “การรับซื้อไฟฟ้าระยะสั้นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน จากผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้า พ.ศ. 2565”  แต่เปิดรับซื้อเฉพาะไฟฟ้าจาก SPP และVSPP ที่มีสัญญา PPA อยู่แล้ว ที่ผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล ก๊าซชีวภาพ หรือขยะ  แต่เมื่อ กบง. ได้ทบทวนอัตรารับซื้อไฟฟ้าใหม่ เป็น 2.20 บาทต่อหน่วย และรับซื้อไฟฟ้าจากแสงแดด และลม เพิ่มในอัตรา 0.50 บาทต่อหน่วย ส่งผลให้ กกพ. ต้องออกประกาศเชิญชวนฯ เป็นฉบับที่ 2 เพื่อให้เป็นไปตามมติ กบง. ดังกล่าวด้วย  และทั้ง 3  การไฟฟ้าได้ออกประกาศเปิดให้ยื่นข้อเสนอขอขายไฟฟ้าไปแล้วตั้งแต่ 25 มี.ค. 2565 เป็นต้นไป โดยเป็นสัญญา Non-Firm สิ้นสุดสัญญา 31 ธ.ค. 2565 เช่นกัน

ข้อมูลอ้างอิงจากเว็บไซต์ ​ERC.go.th

Source : Energy News Center