คณะรัฐมนตรี(ครม.) ไฟเขียว อนุมัติต่ออายุราชการนายกุลิศ สมบัติศิริ นั่งตำแหน่งปลัดพลังงานอีก 1 ปี กลายเป็นปลัดพลังงานคนแรกที่ดำรงตำแหน่งนานสุด 5 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งกระทรวงพลังงานมา ระบุนายกุลิศ จำเป็นต้องอยู่สานต่อแก้วิกฤติพลังงานที่สำคัญ โดยเฉพาะการกู้เงินดูแลความมั่นคงด้านน้ำมัน LPG และราคาค่าไฟฟ้า

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.) เมื่อวันที่ 23 ส.ค. 2565  ได้มีมติต่ออายุราชการตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานอีก 1 ปี ให้นายกุลิศ สมบัติศิริ ตามการเสนอของ นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน  ซึ่งส่งผลให้นายกุลิศ กลายเป็นปลัดกระทรวงพลังงานคนแรกที่ดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานนานที่สุดถึง 5 ปี นับตั้งแต่ก่อตั้งกระทรวงพลังงานมา  

ทั้งนี้นายกุลิศ จะครบวาระการดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน 4 ปี ในวันที่ 30 ก.ย. 2565 แต่ยังเหลืออายุราชการอีก 1 ปี ดังนั้นเมื่อ ครม.ต่ออายุตำแหน่งปลัดอีก 1 ปี จะทำให้นายกุลิศสามารถดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงานและสานต่องานด้านความมั่นคงพลังงานที่ต้องประสานกับหน่วยงานอื่นๆ ได้ต่อไป เช่น  การกู้เงินของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 20,000 ล้านบาท , การดูแลราคาน้ำมัน และก๊าซหุงต้ม(LPG) ,การดูแลก๊าซธรรมชาติสำหรับผลิตไฟฟ้า และค่าไฟฟ้า เป็นต้น นอกจากนี้นายกุลิศ ยังกำกับดูแลกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานด้วย

สำหรับนายกุลิศ เข้าดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงพลังงาน ตั้งแต่วันที่ 1 ต.ค. 2561 ตาม มติ ครม. เมื่อวันที่ 7 ส.ค. 2561 ที่มีมติอนุมัติแต่งตั้งนายกุลิศ สมบัติศิริ จากตำแหน่งอธิบดีกรมศุลกากร มาเป็นปลัดกระทรวงพลังงานและจะดำรงตำแหน่งครบ 4 ปี ในวันที่ 30 ก.ย. 2565 นี้

นอกจากนี้ในส่วนของข้าราชการระดับ ซี10 ที่จะเกษียณอายุราชการยังมีอีก 4 คน ประกอบด้วย นางเปรมฤทัย วินัยแพทย์ รองปลัดกระทรวงพลังงาน, นายหร่อหยา จันทรัตนา ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน ,นางสาวชนานัญ บัวเขียว ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน, นายสมบูรณ์ วัชระชัยสุรพล ผู้ตรวจราชการกระทรวงพลังงาน นอกจากนี้ยังมีตำแหน่งผู้ตรวจราชการว่างอีก 1 ตำแหน่ง หลังจาก นายทวารัฐ สูตะบุตร หัวหน้าผู้ตรวจราชการลาออกจากตำแหน่ง เพื่อรับตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (องค์การมหาชน) หรือ OKMD

Source : Energy News Center

กระทรวงพลังงานจับมือ 2 บริษัทชั้นนำจากสิงคโปร์ จัด 3 งานพลังงานยิ่งใหญ่แห่งปีในไทย “SETA 2022, Solar+Storage Asia 2022 และ Enlit Asia 2022 ” ระหว่าง 20-22 ก.ย. 2565 ที่ศูนย์ฯไบเทค บางนา พร้อมเตรียมประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP) ฉบับใหม่ภายในงาน และร่วมแลกเปลี่ยนความเห็น ประสบการณ์ ทิศทางพลังงานโลก พร้อมเสวนาด้านพลังงานทดแทน คาดวงการพลังงานแห่ร่วมงานกว่า 10,000 คน จาก 350 บริษัท 

วันที่ 24 ส.ค. 2565 กระทรวงพลังงาน ร่วมกับบริษัท แกท อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัท แคริออน อีเวนท์ จำกัด ประเทศสิงคโปร์ ประกาศจัดนิทรรศการและประชุมนานาชาติพร้อมกัน 3 งาน ระหว่างวันที่ 20-22 ก.ย. 2565 ได้แก่ 1. งานแสดงสินค้าและเทคโนโลยีทางด้านพลังงานและงานประชุมระดับผู้นำแห่งเอเชีย “งานพลังงานและเทคโนโลยีที่ยั่งยืนแห่งเอเชีย” (Sustainable Energy Technology Asia- SETA 2022)  2. งานเทคโนโลยีด้านพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บประจุของเอเชีย (Solar+Storage Asia-SSA 2022) และ 3. งาน Enlit Asia 2022 งานด้านผู้ผลิตกระแสไฟฟ้าและระบบกริดระดับโลก ณ ศูนย์ฯไบเทค บางนา

นอกจากนี้ภายในงานจะมีการจัดเวทีเสวนาพิเศษ “แผนพลังงานไทยเพื่อมุ่งสู่คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์กับการขับเคลื่อนระบบการผลิตไฟฟ้าและการใช้กระแสไฟฟ้าของไทย” โดยผู้บริหารจากกระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) สมาคมพลังงานหมุนเวียน สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (อาร์อี 100) และ สมาคมอุตสาหกรรมพลังแสงอาทิตย์ไทย (TPVA)

นายพูลพัฒน์ ลีสมบัติไพบูลย์ ผู้อำนวยการกองการต่างประเทศ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า กระทรวงพลังงานได้สนับสนุนการจัดงาน SETA มาอย่างต่อเนื่องเข้าสู่ปีที่ 7 ซึ่งการจัดงานในปี 2565 นี้ จะเป็นจุดเริ่มต้นในการขับเคลื่อนประเทศหลังผ่านพ้นวิกฤติโควิด-19 และแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับทิศทางพลังงานโลก รวมทั้งทิศทางพลังงานของไทยหลังจากที่ไทยได้ลงนามภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP 26 

นอกจากนี้กระทรวงพลังงานจะเปิดเผยแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าฉบับใหม่ หรือ PDP ฉบับล่าสุด เป็นครั้งแรกภายในงาน ซึ่งจะมีการอภิปรายถึงยุทธศาสตร์ของภาครัฐ ทั้งในด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานของประเทศไทยและความคาดหวังที่จะบรรลุเป้าหมายในด้านการพัฒนาแหล่งพลังงานใหม่ๆ เช่น พลังงานไฮโดรเจน เป็นต้น

การจัดงาน “SETA 2022,  Solar+Storage Asia 2022 และ Enlit Asia 2022 ” ในครั้งนี้ จัดภายใต้หัวข้อหลัก “Accelerating ASEAN’s Energy Transition to Achieve Carbon Neutrality” เพื่อให้สอดคล้องและสนับสนุนนโยบายด้านพลังงานและเศรษฐกิจของรัฐบาล ตามการประกาศเจตนารมณ์ในเวทีการประชุม COP26 โดยประเทศไทยได้เตรียมพร้อมตอบรับในการจัดทำแผนพลังงานฉบับใหม่ มุ่งสู่คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ ให้มีการเร่งการเปลี่ยนผ่านมาใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานจากแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงาน รวมถึงการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ของประเทศ โดยทั้ง 3 งาน มุ่งสร้างเวทีแลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ในด้านนวัตกรรมพลังงาน และสร้างความแข็งแกร่งและการขยายฐานการตลาดในกลุ่มพลังงาน โดยปี 2565 นี้จะมุ่งเน้นเรื่องการเปลี่ยนผ่านไปสู่การใช้เทคโนโลยีสะอาด  

สำหรับหัวข้อต่าง ๆ ที่จะมีการอภิปรายบนเวที SETA 2022, Enlit Asia 2022 และ Solar+Storage Asia 2022 ตลอดระยะเวลาการจัดงานทั้ง 3 วัน จะเป็นประเด็นที่สอดคล้องกับแผน PDP ฉบับใหม่ ทั้งสิ้น โดยมีเนื้อหาสำคัญ 6 ประเด็น ประกอบด้วย (1) การผลิตไฟฟ้าแบบปลอดคาร์บอน (Decarbonised Power Generation) (2) การเสริมความแข็งแกร่งและสร้างโครงข่ายระบบไฟฟ้าในอนาคต (Fortifying and Creating a Next-Gen Power Grid) (3) การพัฒนาระบบไฟฟ้าในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (The Electrification of The ASEAN Economy) (4) ความผันผวนของราคาไฟฟ้าจากสถานการณ์ที่ไม่คาดคิด (Electricity Prices Surging due to unexpected Circumstances) (5) การผลักดันพลังงานหมุนเวียนให้บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ (Enabling Renewable Energy to meet RE Targets) และ (6) แผนกลยุทธ์การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (The Roadmap to Net-Zero)

นายประเสริฐศักดิ์ เชิงชวโน รองผู้ว่าการการพัฒนาโรงไฟฟ้าและพลังงานหมุนเวียน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กล่าวถึง หัวข้อ “แผนพลังงานไทยและเส้นทางการมุ่งสู่คาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์” โดยระบุว่า กฟผ.ได้จัดเตรียมแผนการลงทุนโรงไฟฟ้าให้สอดรับกับ การจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย ฉบับใหม่ (PDP 2022) ที่ลดเรื่องของการจัดส่งไฟฟ้าข้ามภูมิภาค โดยตามแผน PDP ฉบับใหม่ กฟผ.จะต้องลงทุนโรงไฟฟ้าดั้งเดิม(ก๊าซ) ประมาณ 6,150 เมกะวัตต์ และยังมีโรงไฟฟ้าแม่เมาะทดแทน ซึ่งได้คำนวณการปล่อยคาร์บอนไว้แล้ว ขณะที่โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน กฟผ.มีแผนที่จะลงทุนสร้างโครงการโซลาร์ลอยน้ำไฮบริดในเขื่อน (Hydro-floating Solar Hybrid) กำลังผลิตรวม 2,725 เมกะวัตต์ และยังมีแผนรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำ จาก สปป. ลาว 5 ปี ปีละ 700 เมกะวัตต์ รวมเป็น 3,500 เมกะวัตต์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายเพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน 30% ตามแผนระยะยาวได้

ส่วนการจัดงานในครั้งนี้ถือเป็นโอกาสดีที่คนไทยจะได้ศึกษาเทคโนโลยีพลังงานจากทั่วโลกเพื่อนำไปประยุกต์ใช้กับองค์กรตัวเอง  โดยงานประชุมและนิทรรศการทั้ง 3 งานนี้ นับเป็นเวทีด้านพลังงานที่สำคัญที่ผู้นำด้านพลังงานในภูมิภาคจะได้มาแลกเปลี่ยนและเรียนรู้โซลูชั่นที่เป็นนวัตกรรมด้านพลังงานที่แท้จริง รวมถึงยังเป็นเวทีที่เปิดกว้างให้มีการอภิปรายและถกกันในประเด็นต่างๆ ที่มีความสำคัญตลอดห่วงโซ่ธุรกิจไฟฟ้าและพลังงาน อีกทั้งจะมีการนำเสนอข้อมูล และรายงานต่างๆ รวมถึงแนวทางการแก้ไขปัญหาและอุปสรรคที่อุตสาหกรรมไฟฟ้าและพลังงานต้องเผชิญ

ทั้งนี้ผู้เข้าร่วมงานยังมีโอกาสในการขยายเครือข่ายและการเข้าถึงข้อมูลเชิงลึกด้านพลังงานจากวิทยากรที่มาจากองค์กรอุตสาหกรรมพลังงานชั้นนำกว่า 200 แห่ง อาทิ ผู้บริหารจาก ปตท. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (EGAT) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) การไฟฟ้านครหลวง (MEA)  การไฟฟ้ามาเลเซีย (TNB) การไฟฟ้าแห่งเวียดนาม (EVN) การไฟฟ้าแห่งอินโดนีเซีย (PLN) และตัวแทนจากภาคเอกชน เช่น  Indonesia Power, Trilliant, Wartsila, Shell, Mitsubishi,Siemens,ABB,JERA,Toyota ,Saudi Aramco และ อีกหลายองค์กร

นายพงศกร ยุทธโกวิท  ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) กล่าวว่า ลูกค้า กฟภ. ในปัจจุบันมีความต้องการใช้พลังงานสะอาดมากขึ้น และลูกค้าส่วนใหญ่ที่อยู่ในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมบางส่วนก็ลงทุนติดตั้งโซลาร์เซลล์เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เอง หวังลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งการจะไปสู่เป้าหมาย Carbon Neutral นโยบายของภาครัฐต้องชัดเจน และส่งเสริมเรื่องของการลงทุนพลังงานหมุนเวียนให้เกิดขึ้นภายใต้เป้าหมายเดียวกัน

ทั้งนี้การผลักดันนโยบายรัฐไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและความมั่นคงด้านพลังงานนั้น จะต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคประชาชนจึงจะประสบความสำเร็จได้ สำหรับการจัดงานครั้งนี้คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 10,000 คน จากธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานทั่วภูมิภาคเอเซีย เอเซียแปซิฟิค และภูมิภาคอื่นๆ ทั่วโลก โดยมีบริษัทด้านพลังงานชั้นนำ รวมถึงอุตสาหกรรมและธุรกิจที่เกี่ยวข้อง กว่า 350 บริษัท มาจัดแสดงความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีล่าสุดและโซลูชั่นด้านพลังงาน รวมถึงพร้อมให้ความรู้ คำแนะนำ และข้อมูลเชิงลึก เพื่อรับมือกับความท้าทายในอุตสาหกรรมพลังงานในปัจจุบัน

นายอำพล สงวนวงศ์ ผู้อำนวยการฝ่ายเศรษฐกิจพลังไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กล่าวว่า กฟน.ได้ดำเนินการตามแผน PDP เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ทั้งการส่งเสริมเรื่องของกรีนคาร์บอน และ Net Zero โดยเริ่มจากในส่วนขององค์กรจะต้องเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ขณะที่ในส่วนของผู้ใช้ไฟฟ้า จะส่งเสริมเรื่องของการลดใช้ไฟฟ้าลง ผ่านโครงการอนุรักษ์พลังงาน และ โครงการ Energy Mind Award เพื่อผลักดันภาคธุรกิจให้ลดการใช้พลังงานลง

“กฟน.พยายามทำให้ระบบรองรับเรื่องของการใช้พลังงานหมุนเวียนได้สะดวกมากขึ้น และสอดรับกับนโยบายรัฐ รวมถึงส่งเสริมเรื่องของสมาร์ทกริด เพื่อรับมือกับ Disruptive technology และยานยนต์ไฟฟ้า(EV) ซึ่งจะได้ขยายการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

นายวีระเดช เตชะไพบูลย์ นายกสมาคมพลังงานหมุนเวียน (อาร์อี 100) สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า ผู้ประกอบการในสมาคมฯ ต้องการผลักดันให้เกิดการใช้ RE 100 โดยเร็ว เพื่อป้องกันเรื่องของการกีดกันการส่งออกสินค้าไปยังยุโรป แต่หากยังไม่สามารถทำให้เรื่องของ RE 100 เกิดขึ้นได้โดยเร็ว ทางสภาอุตฯ ก็จะนำเรื่องของ Digital Trading Platform ที่เป็นการพัฒนาระบบบล็อกเชนขึ้นมาใช้เป็นตลาดให้สินค้าที่หลากหลายเข้ามาใช้ ซึ่งสินค้าก็จะมีหลายประเภท เช่น คาร์บอนเครดิต T-VER และ RECs เป็นต้น ก็จะเพิ่มทางเลือกให้กับผู้ประกอบการมากขึ้น คาดว่าจะเริ่มทำการซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ในช่วงกลางเดือนหน้า

อย่างไรก็ตาม การจะผลักดันไปสู่ RE 100 นั้น หากประเมินจากกำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศในปัจจุบันที่อยู่ในระดับกว่า 50,000 เมกะวัตต์ มีการใช้ไฟฟ้าจริงอยู่ที่ประมาณ 30,000 เมกะวัตต์ และในอนาคตผลิตจากพลังงาน Biomass, Biogas และน้ำ ได้ไม่เกิน 10,000 เมกะวัตต์ ซึ่งที่เหลือประมาณ 20,000 เมกะวัตต์ ก็ต้องหาพลังงานหมุนเวียนที่ไม่ต้องใช้เชื้อเพลิงเข้ามาเพิ่มขึ้น อีกทั้งประเทศไทยมีแผนจะผลักดันการใช้รถ EV ซึ่งตามประมาณการคาดว่า ในปี ค.ศ.2050 จะมีการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีกราว 10,000 เมกะวัตต์ ก็จะทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นทวีคูณ ดังนั้นการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์ฯ และลม จะเป็นคำตอบ แต่ต้องเร่งพัฒนาเรื่องของแบตเตอรี่ หรือ ไฮโดรเจน เข้ามาเป็นตัวช่วยลดความผันผวนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนที่จะเข้าสู่ระบบไฟฟ้าหลักด้วย โดยหากดำเนินการได้ตามนี้ ก็จะช่วยให้ประเทศบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutral ได้

นายภูวดล สุนทรวิภาต นายกสมาคมอุตสาหกรรมเซลล์แสงอาทิตย์ไทย(TPVA) กล่าวว่า จากการประเมินคาดว่า ในอนาคตประเทศไทยจะมีการติดตั้งโซลาร์เซลล์ผลิตไฟฟ้า ประมาณ 14,000 เมกะวัตต์ จากที่มีการรับซื้อไฟฟ้าเข้าระบบแล้วราว 3,000 เมกะวัตต์ และมีแผนจะรับซื้อตามแผน PDP อีก 3,500 เมกะวัตต์ ส่วนที่เหลือจะเป็นการติดตั้งจากภาคประชาชน และ ผู้ผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เองโดยไม่ขายเข้าระบบ (IPS) หรือ Independent Power Supply แต่ปัจจุบัน ภาครัฐยังไม่เปิดกว้างให้มีการใช้โครงสร้างพื้นฐานร่วม หรือ ส่งผ่านเข้าสู่สายส่งไฟฟ้าหลักได้ ก็ยังเป็นอุปสรรคต่อการส่งเสริมการลงทุนผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทน

“วันนี้ เท่าที่คุยกัน รัฐจะคิดอัตราค่าบริการสายส่งและจำหน่าย (วิลลิ่งชาร์จ) อยู่ที่ประมาณ 1.15 บาทต่อหน่วย ซึ่งเมื่อรวมกับต้นทุนผลิตไฟฟ้าแต่ละประเภท ก็ทำให้ต้นทุนค่าไฟฟ้าแพงอยู่ ดังนั้น ตัวเลขที่เอกชนต้องการ มองว่า ควรอยู่ที่ 50-70 สตางค์ต่อหน่วย ก็น่าจะเป็นตัวเลขที่เอื้อให้เกิดการลงทุนพลังงานหมุนเวียน และทำให้ประเทศบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ได้”

Source : Energy News Center

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อขับเคลื่อนการประหยัดพลังงานภายใต้กรอบนโยบายของรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน (นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์) ในวันนี้ มีเป้าหมายที่จะให้พลังงานจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านพลังงานให้สามารถดำเนินงานตามนโยบายที่ได้รับจากส่วนกลางได้อย่างมีประสิทธิภาพ

พพ.รณรงค์ประหยัดพลังงานเข้มข้น ลงพื้นที่จัดกิจกรรม “รวมพลังคนไทย ลดใช้พลังงาน หาร 2” ระดับภูมิภาค ทั้งภาคกลาง อีสาน และใต้ ให้ความรู้และแนะนำการประหยัดพลังงานอย่างง่ายให้แก่ประชาชน พร้อมชูโครงการฉลากประหยัดพลังงานช่วยประหยัดเงินระดับครัวเรือน

นายประเสริฐ สินสุขประเสริฐ อธิบดีกรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน เปิดเผยหลังเป็นประธานในกิจกรรมเปิดบ้านพลังงาน ประจำปี พ.ศ. 2565 และกิจกรรม “รวมพลังคนไทย ลดใช้พลังงาน หาร 2” ณ ศูนย์บริการวิชาการที่ 1 จังหวัดปทุมธานี ว่า พพ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักที่มีบทบาท หน้าที่ในการส่งเสริมการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและการประหยัดพลังงาน จึงได้จัดกิจกรรมรณรงค์การประหยัดพลังงาน “รวมพลังคนไทย ลดใช้พลังงาน หาร 2” ขึ้น ร่วมกับกิจกรรม Open House เปิดบ้านพลังงาน ของศูนย์บริการวิชาการที่ 1 จังหวัดปทุมธานี เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และประชาชนทั่วไปได้รับความรู้เกี่ยวกับการใช้งานเทคโนโลยีด้านพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน

นอกจากนี้ พพ.ได้กระจายการจัดกิจกรรมในรูปแบบดังกล่าวไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศ ด้วยแนวคิด “พลังงานเพื่อชุมชน” โดยในวันที่ 26 พฤษภาคม 2565 วันเดียวกันนี้ได้จัดกิจกรรมพร้อมกันขึ้นใน 3 ภูมิภาค ประกอบด้วย ภาคกลาง ภาคอีสาน และภาคใต้ โดยภาคกลางจัดขึ้นที่ศูนย์บริการวิชาการที่ 1 จังหวัดปทุมธานี ภาคอีสานจัดขึ้นที่ศูนย์บริการวิชาการที่ 4 จังหวัดหนองคาย และภาคใต้จัดขึ้นที่ศูนย์บริการวิชาการที่ 10 จังหวัดสงขลา และในเดือนมิถุนายนจะจัดกิจกรรมที่ศูนย์บริการวิชาการในส่วนภูมิภาคอีก 3 แห่ง ได้แก่ จังหวัดขอนแก่น มหาสารคาม และนครศรีธรรมราช ซึ่งจะจัดขึ้นครบทุกศูนย์บริการวิชาการ รวม 10 ศูนย์ทั่วประเทศ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมรวมกว่า 3,000 คน

“การประหยัดพลังงานถือเป็นวาระแห่งชาติ การจัดงานดังกล่าวจึงมุ่งให้ความรู้ด้านพลังงานและนวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงาน ซึ่งภายในงานจัดให้มีกิจกรรมต่างๆ ประกอบด้วย การจัดนิทรรศการเผยแพร่ให้ความรู้เรื่องการประหยัดพลังงาน เช่น วิธี “ประหยัดไฟง่ายๆ ลดค่าไฟ 10%” การใช้รถให้ประหยัดพลังงาน ด้วยเคล็ดลับ “ขับ… อย่างถูกต้อง ประหยัดน้ำมัน เป็นต้น ขณะเดียวกันยังให้ความสำคัญถึงโครงการฉลากประหยัดพลังงานประสิทธิภาพสูง ซึ่งหากประชาชนเลือกใช้อุปกรณ์หรือผลิตภัณฑ์ที่ติดฉลาดประหยัดพลังงานจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายพลังงานได้อีกมาก ซึ่งมีทั้งสิ้น 19 ผลิตภัณฑ์ โดยได้ดำเนินการตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบันมีการมอบฉลากไปแล้วทั้งสิ้น จำนวน 44,046,788 ใบ เกิดผลประหยัดพลังงาน 870.891 ktoe คิดเป็นมูลค่า 33,146 ล้านบาท” นายประเสริฐกล่าว

ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่องและกระจายทั่วทุกภูมิภาคจะสามารถส่งเสริมให้ประชาชนประหยัดพลังงาน เป็นสิ่งที่ไม่มีค่าใช้จ่ายในการลงทุน ทุกคนสามารถทำได้ทันที และเห็นผลได้อย่างรวดเร็ว และหากประชาชนสามารถพึ่งตนเองโดยใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นนำมาผลิตพลังงานทดแทนได้อย่างเหมาะสม ก่อให้เกิดการลดรายจ่ายและเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน อีกทั้งยังสามารถผลิตพลังงานทดแทนได้ โดยใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงาน ก็จะส่งผลให้ภาระทางด้านพลังงานโดยรวมของประเทศลดลง

Source : MGROnline

กระทรวงพลังงาน เตรียมเสนอที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เร็วๆนี้ เพื่อขอลดสัดส่วนการผสม B100 ในน้ำมันดีเซล เหลือเพียง 2-3% และจำหน่ายเป็น B2 หรือ B3 แทนที่ B5 ที่ขายอยู่ในปัจจุบัน โดยเป็นมาตรการระยะสั้น เหตุราคา B100 พุ่งสูงถึง 56 บาทต่อลิตร หลังอินโดนีเซียห้ามส่งออกน้ำมันปาล์ม  ชี้การลด B100 เพียง 1% ช่วยลดราคาน้ำมันดีเซลลง ได้ 2-3  บาทต่อลิตร

แหล่งข่าวกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานเตรียมเสนอที่ประชุม คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.)ที่มีพลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน เพื่อขอปรับลดส่วนผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์(B100) ในน้ำมันดีเซลลงอีกรอบ เหลือ 2-3% และจำหน่ายเป็นน้ำมันดีเซลB2 หรือ B3 แทนที่ปัจจุบันที่จำหน่ายน้ำมันดีเซลทุกชนิดเป็น B5  ทั้งนี้เนื่องจากประเทศอินโดนีเซียประกาศห้ามส่งออกน้ำมันปาล์มทุกชนิดนับตั้งแต่ 28 เม.ย. 2565 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาน้ำมันB100 ปรับตัวสูงขึ้นมากถึง 56 บาทต่อลิตร ประกอบกับราคาน้ำมันดิบโลกยังทรงตัวระดับสูง

ดังนั้นเพื่อลดผลกระทบจากราคาน้ำมันดีเซลแพง จึงต้องเสนอ กนป. ปรับลดสัดส่วน B100 ลง เพื่อให้ต้นทุนราคาดีเซลลดลง ซึ่งจะเป็นเพียงมาตรการระยะสั้นในช่วงที่ราคาน้ำมัน B100 แพง อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาประเทศไทยเคยกำหนดให้ผสม B100 ต่ำสุดที่ 2% และจำหน่ายเป็นดีเซล B2 มาก่อน ดังนั้นการปรับไปจำหน่ายดีเซล B2 หรือ B3 น่าจะดำเนินการได้ แต่คงไม่ถึงขั้นยกเลิกการผสม B100 และกลับไปจำหน่ายเป็นดีเซลโดยตรง ตามที่สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทยเสนอ เนื่องจากเกษตรกรอาจได้รับผลกระทบรุนแรงเกินไป

อย่างไรก็ตามการปรับลดสัดส่วนการผสม B100 ในดีเซลดังกล่าว จะทำให้ราคาดีเซลถูกลงได้ โดยการลดสัดส่วนการผสม B100 ลงเพียง 1% จะทำให้ราคาน้ำมันดีเซลลดลงได้ 2-3 บาทต่อลิตร ดังนั้นถ้าลดจาก B5 เหลือ B3 จะทำให้ราคาดีเซลลดลงได้ 4-6 บาทต่อลิตร จากปัจจุบันดีเซลทุกชนิดจำหน่ายอยู่ที่ราคา 31.94 บาทต่อลิตร (ยกเว้นดีเซลเกรดพรีเมียม ราคาประมาณ 35-37 บาทต่อลิตร)

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน(กบง.) ได้ปรับลดการจำหน่ายดีเซลจาก B7, B10 และ B20 เหลือเพียง B7(น้ำมันดีเซลที่ผสมน้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ 7% ในทุกลิตร) ตั้งแต่ 1 ธ.ค.2564-31 มี.ค. 2565 เนื่องจากราคาน้ำมันโลกมีราคาแพงขึ้น ต่อมา กบง. ได้ปรับลดสัดส่วนการผสม B100 ในดีเซลลงอีกครั้งเหลือเพียงดีเซล B5 ตั้งแต่ 5 ก.พ.-31 มี.ค. 2565 เนื่องจากเกิดปัญหารัสเซียโจมตียูเครน ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงขึ้นไปอีก และล่าสุด กบง. สั่งให้คงการจำหน่าย B5 ต่อไป ระหว่าง 1 เม.ย.-30 มิ.ย. 2565

ส่วนการจะปรับลดสัดส่วนการผสม B100 เหลือเพียง 2-3% เพื่อจำหน่ายเป็นดีเซล B2 หรือ B3 ได้หรือไม่ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของ คณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ เร็วๆนี้ ต่อไป

Source : Energy News Center