การประกาศยุบสภาของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ไม่เพียงทำให้ประเทศเข้าสู่โหมดเปลี่ยนรัฐบาล และรอการเลือกตั้งครั้งใหม่ หากแต่ยังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อทิศทางเศรษฐกิจสำคัญประเทศ
โดยเฉพาะ “นโยบายพลังงาน” ที่กำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ทั้งโครงการ Quick Big Win ด้านพลังงาน แผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศ (Power Development Plan : PDP) ฉบับใหม่ที่ค้างคามานานเกือบ 3 ปี ตลอดจนการเปิดทางการลงทุนพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้าของประเทศ คำถามสำคัญที่ภาคธุรกิจ นักลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานจับตาคือ นโยบายพลังงานจะสามารถเดินหน้าต่อได้มากน้อยเพียงใด โครงการใดสามารถดำเนินการต่อเนื่องได้ตามกรอบเดิม หรืออาจต้องชะลอและรอการตัดสินใจจากรัฐบาลชุดใหม่
โซลาร์ ปชช.ยังไม่ผ่าน ครม.
สำหรับโครงการ Quick Big Win ด้านพลังงานในยุครัฐบาลอนุทิน ภายใต้การกำกับดูแลของนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้กำหนดกรอบดำเนินงานออกเป็น 3 มาตรการหลัก ครอบคลุม 10 โครงการสำคัญ มุ่งเน้นการขยายการใช้พลังงานสะอาด ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานของประชาชน และเตรียมความพร้อมโครงสร้างพื้นฐานรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรมในระยะยาว
มาตรการที่ 1 โซลาร์ภาคประชาชน ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของนโยบาย Quick Big Win ประกอบด้วย 6 โครงการย่อย ได้แก่ 1) โครงการโซลาร์ฟาร์มชุมชน เป้าหมายกำลังการผลิตรวม 1,500 เมกะวัตต์ ล่าสุดที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ครั้งที่ 4/2568 (ครั้งที่ 174) ได้มีมติเห็นชอบกรอบหลักการและกำหนดอัตรา Feed-in Tariff (FiT) ที่ 2.1679 บาทต่อหน่วย 2) โครงการโซลาร์สูบน้ำเพื่อการเกษตร ตั้งเป้าดำเนินการ 250 ระบบ แบ่งเป็นระบบนำร่อง 50 ระบบ และระบบขยายผล 200 ระบบ เพื่อช่วยลดต้นทุนพลังงานให้เกษตรกร
3) โครงการโซลาร์ภาครัฐ มุ่งส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในหน่วยงานราชการ เพื่อลดภาระงบประมาณด้านค่าสาธารณูปโภค โดยเฉพาะค่าไฟฟ้าในระยะยาว 4) โครงการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน ผ่านมาตรการลดหย่อนภาษีไม่เกิน 200,000 บาท 5) โครงการโซลาร์สูบน้ำระบบประปาหมู่บ้าน ตั้งเป้าติดตั้ง 5,000 ระบบ เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านน้ำและพลังงานในระดับชุมชน 6) โครงการโซลาร์เซลล์ลอยน้ำในเขื่อนของ กฟผ. ครอบคลุมเขื่อนภูมิพล จังหวัดตาก เขื่อนศรีนครินทร์ และเขื่อนวชิราลงกรณ จังหวัดกาญจนบุรี รวมกำลังการผลิต 1,638 เมกะวัตต์ คาดว่าจะสามารถเริ่มจ่ายไฟฟ้าเชิงพาณิชย์ได้ภายในปี 2570
อย่างไรก็ตาม โครงการโซลาร์ภาคประชาชนทั้ง 6 โครงการผ่านการพิจารณาของ ครม.เศรษฐกิจแล้ว แต่ยังไม่ได้ผ่านความเห็นชอบจาก ครม. ยกเว้นโครงการโซลาร์รูฟท็อปภาคครัวเรือน ที่ ครม.มีมติอนุมัติหลักการร่างพระราชกฤษฎีกาแล้ว ดังนั้น ในอีก 5 โครงการที่เหลือยังจำเป็นต้องรอให้รัฐบาลชุดใหม่นำเข้าพิจารณาผ่านความเห็นชอบจาก ครม.เสียก่อน จึงจะสามารถดำเนินการต่อไปได้
Direct PPA เข้า กพช.สิ้นปีนี้
ส่วนมาตรการที่ 2 มุ่งเน้นพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระบบพลังงานรองรับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะมาตรการสัญญาซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement : Direct PPA) รองรับดาต้าเซ็นเตอร์ 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งล่าสุดสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เตรียมเสนอหลักเกณฑ์และโครงสร้างราคาการซื้อขายพลังงานไฟฟ้าโดยตรง (Direct Power Purchase Agreement : Direct PPA) ต่อ กพช.ภายในเดือนธันวาคมนี้
นอกจากนี้ ยังมีโครงการสำหรับภาคอุตสาหกรรมเพื่อรองรับอุตสาหกรรมดาต้าเซ็นเตอร์ ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ปัจจุบันยังกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่อีอีซีเป็นหลัก แม้ไทยจะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าที่เพียงพอ แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องระบบสายส่งไฟฟ้า จึงจำเป็นต้องเร่งลงทุนพัฒนาระบบสายส่ง หรือสถานีไฟฟ้าย่อยให้เพียงพอ ซึ่งทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เพิ่งอนุมัติงบฯลงทุนก้อนแรกกว่า 3,000 ล้านบาทไปแล้ว คาดว่าจะใช้งบฯเพิ่มเติมสำหรับพัฒนาระบบสายส่งอีก 30,000 ล้านบาท
แผน PDP ม.ค. 68 ต้องเสร็จ
มาตรการที่ 3 มุ่งสร้างความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว รองรับเป้าหมาย Net Zero 2050 ประกอบด้วย 2 โครงการหลัก ได้แก่ 1) การจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ ซึ่งได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการชุดใหม่ขึ้นมาดำเนินการ และกำหนดกรอบเวลาจัดทำให้แล้วเสร็จภายใน 3 เดือน หรือประมาณเดือนมกราคม 2569 โดยแผน PDP ฉบับใหม่นี้ต้องตอบโจทย์ ทั้งการเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาด การรักษาเสถียรภาพระบบไฟฟ้า และการเปิดรับเทคโนโลยีพลังงานใหม่ เช่น ไฮโดรเจน และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)
และ 2) การพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CCS) ตั้งเป้ากักเก็บคาร์บอนจากแหล่งบนบก 1 ล้านตันต่อปี และจากแหล่งอ่าวไทยตอนบน 10 ล้านตันต่อปี
ส่วนการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชนทั่วไปนั้น นายอรรถพลระบุว่า นอกเหนือจากการผลักดัน Quick Big Win โจทย์สำคัญของรัฐบาล คือการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานให้กับประชาชน โดยที่ผ่านมาได้มีการปรับลดราคาน้ำมันแล้ว 2 ครั้ง การตรึงราคาก๊าซหุงต้มถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 รวมถึงการปรับลดค่าไฟฟ้างวดมกราคม-เมษายน 2568 เหลือหน่วยละ 3.88 บาท (ไม่รวม VAT) จากการลดค่า Ft จาก 15.72 สตางค์ เหลือ 9.72 สตางค์ต่อหน่วย
นักวิชาการชี้ยังไปต่อได้
ด้าน นายพรายพล คุ้มทรัพย์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน อดีตคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ความเห็นกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า นโยบาย Quick Big Win ของกระทรวงพลังงาน ไม่ว่าจะเป็นโครงการโซลาร์ภาคประชาชน มาตรการสนับสนุนการติดตั้งโซลาร์รูฟลดหย่อนภาษี คาดว่าจะสามารถดำเนินการต่อไปได้ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของกระทรวงพลังงาน
ส่วน PDP ฉบับใหม่ที่อยู่ระหว่างการจัดทำนั้น คาดว่ารัฐบาลรักษาการสามารถดำเนินการจัดทำให้เสร็จต่อไปได้ แต่หากมีการเลือกตั้งและได้รัฐบาลชุดใหม่ ก็ขึ้นอยู่กับการดำเนินการของรัฐบาลชุดใหม่ด้วย
อย่างไรก็ดี การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เกิดขึ้น ทำให้นโยบายพลังงานของประเทศยังคงต้อง “เดินบนเส้นบาง ๆ” ระหว่างความจำเป็นในการขับเคลื่อนแผนงานระยะยาว กับข้อจำกัดด้านอำนาจการตัดสินใจเชิงนโยบายในช่วงรัฐบาลรักษาการ ความไม่ต่อเนื่องดังกล่าวส่งผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะโครงการลงทุนด้านพลังงานสะอาด โครงสร้างพื้นฐานระบบไฟฟ้า ซึ่งต้องอาศัยกรอบนโยบายที่ชัดเจนและมีเสถียรภาพในระยะยาว
ขณะเดียวกัน แผน PDP และมาตรการสำคัญอย่าง Direct PPA ล้วนเป็นเครื่องมือหลักในการกำหนดทิศทางพลังงานของประเทศในอีกหลายทศวรรษข้างหน้า หากขาดความต่อเนื่องเชิงนโยบาย อาจทำให้การตัดสินใจลงทุนของเอกชนชะลอตัว และกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
ดังนั้น โจทย์สำคัญของรัฐบาลชุดถัดไป ไม่ได้อยู่เพียงการเร่งฟื้นความเชื่อมั่นทางการเมืองเท่านั้น หากแต่ต้องสร้างความชัดเจนด้านนโยบายพลังงานให้เดินหน้าได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านพลังงานของไทยสามารถดำเนินไปอย่างมั่นคง ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลก เทคโนโลยีใหม่ และเป้าหมาย Net Zero ที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
Source : ประชาชาติธุรกิจ




