แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า จากกรณีที่นายชัย วัชรงค์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นอกสถานที่อย่างเป็นทางการ จ.พะเยา เมื่อวันที่ 19 มี.ค. 2567 ที่ผ่านมา โดยนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการในที่ประชุม ครม.ว่าตามที่รัฐมนตรีการค้า สหรัฐอเมริการ (Ms. Gina M Raimondo) นำคณะนักธุรกิจที่ปรึกษาการส่งออกของประธานาธิบดี มาเยี่ยม หารือรัฐบาลเพื่อความร่วมมือโดยเฉพาะการลงทุน ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาของประเทศไทย

ซึ่งหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ได้มีการหารือกันนั้นคือต้องการความชัดเจนของด้านพลังงานทดแทนถึงมาตรการ “direct PPA” ซึ่งประเด็นนี้เป็นประเด็นที่นายกฯ รับปากว่าจะมีมาตรการชัดเจนก่อนสิ้นปีนี้

ดังนั้น จึงขอสั่งการให้นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เร่งจัดทำมาตรการเพื่ออนุญาตและส่งเสริมให้เอกชนสามารถทำสัญญาซื้อขายไฟกันโดยตรงกับผู้ผลิตพลังงานสะอาด/พลังงานทดแทน (direct PPA) และเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) โดยเร็ว

แหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า ขณะนี้ นายพีระพันธุ์ ได้จัดทำมาตรการ direct PPA แล้วเสร็จแล้ว โดยคาดว่าจะนำเสนอที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เกี่ยวกับนโยบาย direct PPA ดังกล่าวในช่วง 1-2 สัปดาห์นี้ แม้ส่วนตัวจะไม่เห็นรายละเอียดที่ชัดเจน แต่หากให้มีการซื้อขายเสรีจริง จะสร้างความวุ่นวายให้กับระบบอย่างแน่นอน 

ทั้งนี้ เนื่องจากจะไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ต่างจากปัจจุบันที่มี 3 การไฟฟ้า คือ ประกอบด้วย การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.), การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) บริหารจัดการ ซึ่งหากเปิดให้ใครก็ไม่รู้เข้ามาใช้ระบบสายส่งของทั้ง 3 การไฟฟ้ารูปแบบเติร์ดปาร์ตี้แอสเสท ระหว่างเอกชนได้สามารถซื้อขายไฟสะอาดกันเองระบบจะมีปัญหาแน่นอน 

อย่างไรก็ตาม หากมาตรการ direct PPA ที่จะทำแล้วไม่ให้กระทบระบบสายส่งและกระทบกฟผ. มากนัก ก็อาจจะเป็นการทำด้วยวิธีกำหนดเป็นพื้นที่เฉพาะ เช่น ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (อีอีซี) อีกทั้ง ก็ควรกำหนดจำนวนเมกะวัตต์ด้วย เป็นต้น ซึ่งปัจจุบัน ทั้งภาครัฐและเอกชนก็ได้มีการทดลองให้มีการซื้อขายไฟกันเองรูปแบบ ERC Sandbox อยู่แล้ว

อีกทั้ง ปัจจุบัน กฟผ. ในฐานะผู้จัดหาไฟฟ้าก็อยู่ระหว่างเร่งดำเนินติดตั้งโซลาร์เซลล์ลอยน้ำตามเขื่อนต่าง ๆ กว่า 2,000 เมกะวัตต์ และพัฒนานวัตกรรมพลังงานสะอาดในด้านอื่น ๆ เพื่อมาเสริมในจุดนี้ รวมถึงสำนักงานคณะกรรมการ กำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ก็ได้เปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไปแล้วกว่า 5,000 เมกะวัตต์ ซึ่งได้เริ่มสงนามซื้อขายไฟสะอาดเข้าระบบไปบ้างแล้ว และอยู่ระหว่างเปิดขั้นตอนการเปิดรับซื้ออีก 3,000 เมกะวัตต์

    อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ สำนักงานคณะกรรมการ กำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) เปิดรับสมัครผู้สนใจเข้าร่วมโครงการทดสอบนวัตกรรมที่นำเทคโนโลยี มาสนับสนุนการให้บริการด้านพลังงาน (ERC Sandbox) เฟส 1 ตั้งแต่ปี 2562 และได้พัฒนามาเป็น ERC Sandbox เฟส 2 เมื่อวันที่ 26 พ.ค. 2565 ที่ผ่านมา โดยเน้นเรื่องการพัฒนานวัตกรรมในธุรกิจพลังงานสะอาดเป็นหลัก เพื่อเตรียมวางโครงสร้างพื้นฐาน เครื่องมือ

    และเป็นแนวทางการกำกับดูแลในการขับเคลื่อนเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย โดยคำนึงถึงการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบกิจการพลังงาน ตลอดจนผู้ใช้ไฟฟ้าภาคอุตสาหกรรมการค้า และการลงทุนในระดับสากล ในยุคการเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่พลังงานคาร์บอนต่ำ (Energy Transition) และลดภาวะโลกร้อน ให้ได้ผลอย่างยั่งยืน

    อย่างไรก็ตาม หากมีการใช้งานในท้องตลาดแล้ว ก็จะต้องมีความแตกต่างจากรูปแบบที่เป็นอยู่ ทั้งหมดจะต้องมุ่งเป้าหมายเพื่อเพิ่มทางเลือกให้ผู้ใช้พลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการให้บริการทางพลังงาน รองรับธุรกิจพลังงานรูปแบบใหม่ๆ สอดคล้องกับการแก้ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) ซึ่งจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางพัฒนาการกำกับดูแลนวัตกรรมพลังงานสะอาด และสอดรับกับหลักเกณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม

    Source : กรุงเทพธุรกิจ

    กรมธุรกิจพลังงาน เปิดข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรอบ 4 เดือน ของปี 2567 (มกราคม – เมษายน) ทั้งดีเซล เบนซิน และ NGV ต่างใช้ลดลง ส่วน น้ำมันอากาศยาน และ LPG ใช้เพิ่มขึ้น 

    นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย เดือนมกราคม – เมษายน 2567 อยู่ที่ 157.32 ล้านลิตร/วัน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 1.0 โดยน้ำมันเตามีการใช้ลดลงร้อยละ 21.7 NGV ลดลงร้อยละ 16.4 น้ำมันกลุ่มดีเซลลดลงร้อยละ 4.8 และน้ำมันกลุ่มเบนซินลดลงร้อยละ 0.03 ขณะที่การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.6 และ LPG เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 

    การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 31.85 ล้านลิตร/วัน ลดลง จากช่วงเดียวกัน ของปีก่อนร้อยละ 0.03 โดยการใช้แก๊สโซฮอล์ อี85 ลดลงมาอยู่ที่ 0.07 ล้านลิตร/วัน เบนซิน ลดลงมาอยู่ที่ 0.42 ล้านลิตร/วัน แก๊สโซฮอล์ อี20 ลดลงมาอยู่ที่ 5.47 ล้านลิตร/วัน และแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลงมาอยู่ที่ 17.55 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ 91 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.96 ล้านลิตร/วัน 

    การใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 71.06 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 4.8 โดยน้ำมันดีเซลพื้นฐาน ลดลงมาอยู่ที่ 1.64 ล้านลิตร/วัน น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ลดลงมาอยู่ที่ 0.36 ล้านลิตร/วัน และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.15 ล้านลิตร/วัน ขณะที่น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7  มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 4.4 มาอยู่ที่ 68.90 ล้านลิตร/วัน ซึ่งยังคงอยู่ในระยะเวลามาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 1 บาท โดยมีผลจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2567 รวมทั้งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาท/ลิตร ในช่วงระยะเวลา 20 เมษายน – 31 กรกฎาคม 2567 เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนและเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

    สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน

    การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 16.47 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 18.6 เนื่องจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวมากขึ้น ประกอบกับการสนับสนุนของรัฐบาล เช่น นโยบายฟรีวีซ่าไทย-จีน ฟรีวีซ่าอินเดียและไต้หวัน 6 เดือน (พฤศจิกายน 2566 – พฤษภาคม 2567) รวมทั้งการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเดินทางด้วยอากาศยานเพิ่มมากขึ้น

    การใช้ LPG เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 17.64 ล้าน กก./วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 2.7 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของภาคปิโตรเคมี ร้อยละ 7.2 มาอยู่ที่ 7.63 ล้าน กก./วัน ภาคขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 มาอยู่ที่ 2.33 ล้าน กก./วัน โดยปริมาณการใช้ LPG มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการกลับมาดำเนินงานของภาคปิโตรเคมี หลังจากที่มีการหยุดซ่อมบำรุง ในขณะที่การใช้ในภาคอุตสาหกรรมลดลงร้อยละ 3.0 มาอยู่ที่ 1.95 ล้าน กก./วัน และภาคครัวเรือนลดลงร้อยละ 0.7 มาอยู่ที่ 5.73 ล้าน กก./วัน ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตรึงราคาขายปลีก LPG ที่ระดับ 423 บาท/ถังขนาด 15 กก. โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2567

    การใช้ NGV เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 2.93 ล้าน กก./วัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 16.4 ทั้งนี้ ปตท. มีมาตรการบรรเทาผลกระทบราคาพลังงาน สำหรับรถแท็กซี่ รถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุก ขยายระยะเวลาการช่วยเหลือราคา NGV สำหรับผู้มีบัตรสิทธิประโยชน์อยู่แล้ว และเปิดให้มีการสมัครบัตรสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม โดยสิทธิประโยชน์จะแตกต่างไปตามประเภทของรถ รวมทั้งช่วยเหลือราคาก๊าซ NGV ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 พฤษภาคม 2567 โดยจำหน่ายก๊าซ NGV ที่ราคา 19.59 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับรถยนต์ทั่วไป

    การนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,054,747 บาร์เรล/วัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 4.0 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 99,511 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 996,668 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.5 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 94,716 ล้านบาท/เดือน สำหรับการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG) อยู่ที่ 58,079 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 24.1 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 4,795 ล้านบาท/เดือน 

    การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน น้ำมันก๊าด และ LPG โดยปริมาณส่งออกอยู่ที่ 153,895 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 15,984 ล้านบาท/เดือน

    Source : Energy News Center

    “บีไอจี-วิศวะ จุฬา” รุกใช้ Climate Technology ยกระดับลดปล่อยคาร์บอน เดินหน้าบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างยั่งยืน และช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนจากกการใช้พลังงานในอาคารตภายในคณะจากการใช้งานและการบำรุงรักษาพลังงาน 

    คุณปิยบุตร จารุเพ็ญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บางกอกอินดัสเทรียลแก๊ส จำกัด หรือ บีไอจี (BIG) เปิดเผยว่า ได้ดำเนินการร่วมกับคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อจัดการตรวจสอบและวิเคราะห์แนวทางการลดการปล่อยซึ่งคณะวิศวะฯ เป็นหนึ่งในสองคณะในจุฬาฯ ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร นำนวัตกรรมรวมถึง Platform ที่ช่วยในการวางแผนและติดตามเพื่อช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปแบบ Carbon Management Platform มาใช้งานร่วมกับ Platform ที่ทางคณะฯ และสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) ได้พัฒนาขึ้น มาใช้งานในคณะวิศวะฯ ซึ่งจะช่วยบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างยั่งยืนและช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนจากใช้พลังงานในอาคารต่างๆ ภายในคณะจากการใช้งานและการบำรุงรักษาพลังงาน 

    รวมถึงการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยนำไปสู่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยใช้ Carbon Management Platform ที่พัฒนาโดยบีไอจี ยกระดับการบริหารจัดการพลังงานในสถาบันการศึกษา และศึกษาการนำ Climate Technology มาใช้ประโยชน์นอกเหนือจากภาคอุตสาหกรรม ซึ่งคณะวิศวะฯ เป็นหนึ่งในสองคณะในจุฬาฯ ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร จึงได้ร่วมมือกับบีไอจีในการนำนวัตกรรมรวมถึง Platform ที่ช่วยในการวางแผนและติดตามเพื่อช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปแบบ Carbon Management Platform มาใช้งานร่วมกับ Platform ที่ทางคณะฯ

    และสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) ได้พัฒนาขึ้น มาใช้งานในคณะวิศวะฯ ซึ่งจะช่วยบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างยั่งยืนและช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนจากใช้พลังงานในอาคารต่างๆ ภายในคณะ ซึ่งคณะวิศวะฯ เป็นหนึ่งในสองคณะในจุฬาฯ ที่ได้รับการรับรองคาร์บอนฟุตพริ้นท์องค์กร จึงได้ร่วมมือกับบีไอจีในการนำนวัตกรรมรวมถึง Platform ที่ช่วยในการวางแผนและติดตามเพื่อช่วยลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในรูปแบบ Carbon Management Platform มาใช้งานร่วมกับ Platform ที่ทางคณะฯ

    และสถาบันคาร์บอนเพื่อความยั่งยืน (CBiS) ได้พัฒนาขึ้น มาใช้งานในคณะวิศวะฯ ซึ่งจะช่วยบริหารจัดการด้านพลังงานอย่างยั่งยืนและช่วยลดการปลดปล่อยคาร์บอนจากใช้พลังงานในอาคารต่างๆ ภายในคณะ

    Source : ฐานเศรษฐกิจ

    รถยนต์ไฟฟ้า และรถไฮบริด กำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นทั่วโลก จากประสิทธิภาพในการประหยัดพลังงาน และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่เนื่องจากเป็นเทคโนโลยีใหม่ หลายคนจึงไม่คุ้นชิน

    นักวิจัยในอังกฤษได้ทำการศึกษาวิเคราะห์อุบัติเหตุจราจรทางถนน และพบข้อมูลที่น่าตกใจ ว่ารถยนต์ไฟฟ้า (BEV) และรถยนต์ไฮบริดที่ใช้แบตเตอรี่ (HEV) มีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่อคนเดินถนนมากกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซลอย่างมีนัยสำคัญ

    โดยข้อมูลที่รวบรวมจากการเดินทางด้วยรถยนต์ BEV และ HEV เป็นระยะทางรวม 32 พันล้านไมล์ และการเดินทางด้วยรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลมากกว่า 3 ล้านล้านไมล์ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นความแตกต่างอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในพื้นที่ชุมชนเมือง รถยนต์ไฟฟ้ามีแนวโน้มที่จะชนคนเดินถนนมากกว่ารถยนต์ทั่วไปถึง 3 เท่า แม้ว่าในพื้นที่นอกเมือง ความเสี่ยงจะไม่แตกต่างกันมากนัก

    นักวิจัยมองว่า อาจมีปัจจัยสนับสนุนบางอย่าง แต่ก็ยังค่อนข้างแปลกใจถึงความแตกต่างอย่างมหาศาลของแนวโน้มการเกิดอุบัติเหตุระหว่างรถยนต์ไฟฟ้ากับรถยนต์ทั่วไป แม้ยังไม่มีปัจจัยที่จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้อย่างชัดเจน แต่การใช้ตรรกะบางอย่าง ทำให้เราสามารถระบุได้ว่าเกิดอะไรขึ้น

    \"รถยนต์ไฟฟ้า\" เสียงเงียบอาจก่อปัญหา อังกฤษพบแนวโน้มชนคนมากกว่ารถสันดาป

    ประการแรก : โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหราชอาณาจักร พวกเขาพบว่ารถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริดมักจะเดินทางเข้าสู่ใจกลางเมืองที่มีคนเดินถนนหนาแน่นอยู่มากกว่ามาก นอกจากนี้ ผู้ขับขี่รถยนต์ EV และ Hybrids มักเป็นผู้ขับขี่อายุน้อย ที่มีประสบการณ์ไม่มากนัก ซึ่งอาจส่งผลต่อความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุ

    อีกปัจจัยสำคัญที่นักวิจัยค้นพบ คือ ความเงียบของรถยนต์ไฟฟ้าและไฮบริด เดินทางด้วยพลังงานแบตเตอรี่นั้นเงียบกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินหรือดีเซลมาก แม้ว่าจะมีระบบเตือนคนเดินถนนที่สร้างเสียงรบกวนที่ความเร็วต่ำ แต่จากประสบการณ์ของหลายคน เสียงเตือนเหล่านี้ยากต่อการระบุความเร็วและระยะทาง เราอาจได้ยินเสียงโดยไม่เงยหน้าขึ้นมองและคิดว่าอยู่ห่างออกไปสิบหรือสิบห้าฟุต ทั้งที่จริงๆ แล้วเสียงนั้นอยู่ใกล้มาก ทำให้คนเดินถนนอาจประมาทและเกิดอุบัติเหตุได้ง่าย

    \"รถยนต์ไฟฟ้า\" เสียงเงียบอาจก่อปัญหา อังกฤษพบแนวโน้มชนคนมากกว่ารถสันดาป

    ศาสตราจารย์ฟิล เอ็ดเวิร์ดส์ นักวิจัยหลักและเป็นศาสตราจารย์ด้านระบาดวิทยาและสถิติ จาก London School of Hygiene & Tropical Medicine ได้ออกมาเตือนถึงอันตรายของรถยนต์ไฟฟ้าที่มีต่อคนเดินถนน ในการให้สัมภาษณ์กับหนังสือพิมพ์เดอะการ์เดียน เขาระบุว่า “รถยนต์ไฟฟ้าเป็นอันตรายต่อคนเดินถนน เนื่องจากมีโอกาสได้ยินเสียงน้อยกว่ารถยนต์ที่ใช้น้ำมันหรือดีเซล

    “หากคุณกำลังจะเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า จำไว้ว่ามันเป็นยานพาหนะประเภทใหม่ พวกมันเงียบกว่ารถยนต์รุ่นเก่ามาก และคนเดินถนนทั่วไปมักเดินทางไปตามถนนโดยการฟังเสียงการจราจร ผู้ขับขี่ยานพาหนะเหล่านี้จำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ”

    จากการศึกษาข้อมูลอุบัติเหตุทางถนนในอังกฤษตั้งแต่ปี 2556 ถึง 2560 ซึ่งเป็นปีล่าสุด การวิเคราะห์ประกอบด้วยผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุรถชน 916,713 ราย พบว่าร้อยละ 13 เป็นคนเดินเท้า โดยประมาณ 1 ใน 4 ของการเสียชีวิตของคนเดินถนน เกิดจากการถูกรถที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่ชน ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับจำนวนรถยนต์ไฟฟ้าบนท้องถนน

    นักวิจัยยังเรียกร้องให้รัฐบาลเร่งดำเนินการมาตรการเพื่อลดความเสี่ยงเหล่านี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีแผนที่จะยกเลิกการขายรถยนต์ที่ใช้น้ำมันเบนซินและดีเซลในอนาคตอันใกล้ มาตรการดังกล่าวอาจรวมถึงการปรับปรุงระบบเตือนเสียงในรถยนต์ไฟฟ้า และการรณรงค์ให้ความรู้แก่ประชาชนถึงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น

    ที่มา Gizmod
    Source : Spring News

    กยท. เปิดตัวยางล้อ  “Greenergy Tyre”  ประสบผลสำเร็จ ยอดสั่งทะลุ 20,000 เส้น  เตรียมขยายการผลิตเพิ่ม ครอบคลุมการใช้งานรถทุกประเภท เผยจุดเด่น คุณภาพสูงได้มาตรฐาน ราคาถูก และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม สามารถตรวจสอบย้อนกลับตามกฎเหล็กEUDR  ได้ทุกเส้น  มั่นใจช่วยเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ และสร้างเสถียรภาพยางพาราอย่างยั่งยืนได้

    ดร.เพิก เลิศวังพง ประธานกรรมการการยางแห่งประเทศไทย (ประธานบอร์ด กยท.) เปิดเผยว่า ภายหลังจาก กยท.ได้เปิดตัวยางล้อยี่ห้อ “Greenergy Tyre” ภายใต้แนวคิดขับเคลื่อนทุกชีวิตสู่ความยั่งยืน อย่างเป็นทางการไป

    เมื่อเร็วๆ นี้ ประสบผลสำเร็จอย่างน่าพอใจ ยอดการผลิตในล็อตแรกจำนวน 20,000 เส้น ซึ่งเป็นยางเรเดียลสำหรับรถบรรทุกขนาดเล็ก(ปิคอัพ)และรถตู้ ถูกสั่งจองจากทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชนครบเต็มจำนวน ขณะนี้อยู่ระหว่างการขึ้นไลน์ผลิตในล็อตต่อๆ ไป โดย กยท.วางแผนที่จะผลิตยางล้อสำหรับรถยนต์ประเภทต่างๆ ทั้งหมด 8 ชนิด ไม่ว่าจะเป็นรถบรรทุกขนาดใหญ่ รถบัส รถเพื่อการเกษตร  รถยนต์นั่งส่วนบุคคล รถยนต์ขับเคลื่อน 4 ล้อ (ออฟโรด) รถจักรยานยนต์ เป็นต้น 

    ทั้งนี้ ในการผลิตยางล้อ “Greenergy Tyre”  กยท.ได้นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมที่ทันสมัยมาใช้ในการผลิตได้มาตรฐานสากล ผ่านการทดสอบทุกขั้นตอน ทั้งการยึดเกาะถนนที่ดีเยี่ยม มีความนุ่มนวล มีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากกว่า  50,000 กิโลเมตร

    และยังให้ความสำคัญเรื่องสิ่งแวดล้อมตั้งแต่กระบวนการผลิต

    • ยางล้อทุกเส้นสามารถตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งวัตถุดิบยางได้ว่ามาจากสวนยางพาราที่มีเอกสารสิทธิ์ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่อยู่ในพื้นที่ต้นน้ำ พื้นที่อนุรักษ์ และพื้นที่ป่า
    • รวมทั้งจะต้องมีการจัดการสวนยางพาราที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและไม่ส่งผลกระทบต่อสังคม
    • สอดรับกับกฎระเบียบ EU Deforestation-free Products Regulation (EUDR) ของสหภาพยุโรป (EU) ที่จะมีผลบังคับใช้ในปลายปีนี้  

    นอกจากนี้ กยท.ยังวางเป้าหมายที่ยกระดับคุณภาพสวนยางให้ตรงตามมาตรฐาน GAP และกระบวนการผลิตยางให้ได้มาตรฐาน GMP อีกด้วย

      “จุดเด่นของยางล้อ  Greenergy Tyre นอกจากเป็นยางที่ได้มาตรฐานสากล และอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมแล้ว ยังมีราคาถูกกว่ายางล้อทั่วไป  ทั้งยังเป็นยางล้อที่ใช้ยางธรรมชาติจากสวนยางของเกษตรกรมาเป็นวัตถุดิบในการผลิตมากกว่ายางล้อทั่วไปถึง 20%  ซึ่งจะมีส่วนทำให้ราคายางมีเสถียรภาพ” ประธานบอร์ด กยท.กล่าว

      ยางล้อ “Greenergy Tyre” ยอดทะลุเป้า! กยท. สั่งเพิ่มผลิต อนุรักษ์สิ่งแวดล้อม

      นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. เปิดเผยว่า การผลิตยางล้อ Greenergy Tyre ของ กยท. เป็นอีกหนึ่งมาตรการที่จะเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศตามนโยบายของรัฐบาล  ซึ่งอุตสาหกรรมยางล้อของไทยมีศักยภาพและมีแนวโน้มการเติบโตที่ดี  ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกว่าผลิตยางล้อได้มาตรฐาน คุณภาพสูง  ทำให้ไทยเป็นฐานการผลิตยางล้อรายใหญ่ ส่งออกกว่า10-20 ล้านเส้นต่อปี  ผนวกกับการที่ EU จะบังคับใช้กฎระเบียบ EUDR ในปลายปีนี้ 

      จะยิ่งเป็นแรงกระตุ้นให้อุตสาหกรรมยางล้อรวมทั้งอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ใช้ยางเป็นวัตถุดิบเข้ามาลงทุนในประเทศไทยมากขึ้น เนื่องจากขณะนี้ยางจากประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในเอเชียที่มีระบบตรวจสอบย้อนกลับถึงแหล่งกำเนิดของผลผลิตยางที่นำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยางได้
       ผู้ว่าการ กยท.กล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับวัตถุดิบยางที่นำมาผลิตยางล้อ  Greenergy Tyre นั้น รับซื้อจากเกษตรกรหรือสถาบันเกษตรกรชาวสวนยางที่ขึ้นทะเบียน โดยซื้อ-ขาย ผ่านตลาดกลางยางพารา ของ กยท.  เพื่อส่งเข้าโรงงานแปรรูปเป็นยางแท่ง STR และส่งต่อไปยังโรงงานผลิต ซึ่งขณะนี้มีวัตถุดิบที่พร้อมนำไปผลิตยางล้อมากกว่า 4 ล้านตัน  

      นอกจากจะขายให้แก่เกษตรกรและประชาชนทั่วไปที่มีความต้องการใช้ยางราคาประหยัดและมีคุณภาพได้มาตรฐานสากลแล้ว  

      ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ยังมีนโยบายให้ใช้ในหน่วยงานราชการ ทั้งในส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค อีกด้วย ซึ่งรถยนต์แต่ละคันจะต้องเปลี่ยนยางใหม่ทุกๆ 2-3 ปี ดังนั้นทุกหน่วยงานจึงมีความต้องการใช้ยางล้ออย่างต่อเนื่อง

       “กยท.ได้ดำเนินงานตามนโยบายของรัฐบาล  ในการเพิ่มปริมาณการใช้ยางในประเทศ  ก่อนหน้านี้ได้ดำเนินโครงการต่างๆ หลายโครงการ เช่น โครงการส่งเสริมการใช้ยางของหน่วยงานภาครัฐ  โครงการสนับสนุนและส่งเสริมสถาบันเกษตรกรแปรรูปผลิตภัณฑ์จากยางใช้ในภาครัฐ โครงการทำถนนดินซีเมนต์ผสมยางพารา  เป็นต้น  ครั้งนี้ 
      การดำเนินโครงการผลิตยางล้อ Greenergy Tyre จะเป็นอีกหนึ่งโครงการที่จะช่วยให้ราคายางไทยเกิดเสถียรภาพอย่างยั่งยืน” ผู้ว่าการ กยท. กล่าวในตอนท้าย

      Source : กรุงเทพธุรกิจ