คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ประกาศเปิดรับซื้อไฟฟ้าพลังงานทดแทนจากผู้ผลิตไฟฟ้า SPP และ VSPP ระยะสั้นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน เฉพาะผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้า รวมทั้งมีโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว และไม่มีการลงทุนใหม่ กำหนดรับซื้อไฟฟ้า 2 ปี ระหว่างปี 2568 – 31 ธ.ค. 2569 ราคารับซื้อไฟฟ้ากลุ่มเชื้อเพลิงชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะ 2.20 บาทต่อหน่วย, กลุ่มพลังงานแสงอาทิตย์ 1 บาทต่อหน่วย และพลังงานลม 0.50 บาทต่อหน่วย

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center- ENC) รายงานว่า นายสหัส ประทักษ์นุกูล กรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ลงนามเมื่อวันที่ 16 ม.ค. 2568 ประกาศ “เชิญชวนการรับซื้อไฟฟ้าระยะสั้นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน จากผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้า (ฉบับที่ 4)  พ.ศ. 2568”

ทั้งนี้ประกาศดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2567 ที่มีมติให้ขยายมาตรการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนส่วนเพิ่มจากปี 2567 ออกไปอีกเป็นระยะเวลา 2 ปี โดยรับซื้อตั้งแต่ปี 2568-2569 สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธ.ค. 2569

สำหรับสาระสำคัญของประกาศดังกล่าวระบุว่า การทำสัญญาจะเป็นรูปแบบไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้า (Non-Firm) และต้องมีความพร้อมจ่ายไฟฟ้าภายในปี 2569 ซึ่งหากพบข้อจำกัดด้านศักยภาพระบบโครงข่ายไฟฟ้า (Grid Capacity) การไฟฟ้าสามารถบอกเลิกสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่แก้ไขเพิ่มเติมได้ และให้การไฟฟ้าสงวนสิทธิ์ในการยกเลิกหรือเปลี่ยนแปลงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่ได้จัดหาไฟฟ้าตามประกาศนี้ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงนโยยายของภาครัฐ หรือ หมดความจำเป็น หรือเป็นภาระเกินควรแก่ผู้ใช้ไฟฟ้า หรือเหตุอื่นที่เกิดขึ้นจนทำให้ไม่สามารถดำเนินโครงการต่อไปได้

โดยประกาศดังกล่าวเป็นไปตามมติ กพช. เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 2567 ที่กำหนดรายละเอียดไว้ดังนี้ กพช. มีมติให้ขยายมาตรการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนส่วนเพิ่ม โดยรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมจากผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็ก (SPP) และ ผู้ผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กมาก (VSPP) จากสัญญาเดิมหรือนอกเหนือจากกลุ่มสัญญาเดิม โดยรับซื้อพลังงานไฟฟ้าเพิ่มเติมจากผู้ผลิตไฟฟ้าที่มีโรงไฟฟ้าอยู่แล้ว ไม่มีการลงทุนใหม่ และมีความพร้อมในการจำหน่ายไฟฟ้า ซึ่งระบบโครงข่ายไฟฟ้าของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (PEA) หรือการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) สามารถรองรับได้ โดยรับซื้อตั้งแต่ปี 2568-2569 ไม่เกิน 2 ปี (สิ้นสุด 31 ธ.ค. 2569 ) ในรูปแบบไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้า (Non-Firm)

ส่วนอัตรารับซื้อไฟฟ้า เป็นดังนี้

เชื้อเพลิงชีวมวล ก๊าซชีวภาพ และขยะ รับซื้อ 2.20 บาทต่อหน่วย

พลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา ,แบบติดตั้งบนพื้นดิน และแบบทุ่นลอยน้ำ รับซื้อ 1 บาทต่อหน่วย

 และพลังงานลม รับซื้อ 0.50 บาทต่อหน่วย

สำหรับความเป็นมาของมาตรการรับซื้อไฟฟ้าระยะสั้นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงานนั้น ต้องย้อนกลับไปในปี 2565  เมื่อเกิดปัญหาวิกฤติราคาพลังงาน จากผลกระทบของสงครามระหว่างประเทศรัสเซียและยูเครน ประกอบกับเป็นช่วงที่แหล่งก๊าซธรรมชาติเอราวัณยังผลิตก๊าซฯ เข้าระบบไม่เต็มที่ตามสัญญา ทำให้ไทยได้รับผลกระทบด้านเชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้าทั้งด้านราคาและปริมาณ ปัจจัยดังกล่าวส่งผลให้ คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ในช่วงนั้นเห็นชอบตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ ในการเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนที่เหลือใช้ของผู้ประกอบการ เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้า และลดปัญหาการนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ที่ช่วงนั้นมีราคาแพงมาก

จากนั้นคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ได้ออกประกาศโครงการ “รับซื้อไฟฟ้าระยะสั้นเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินด้านพลังงาน ทั้งจากผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่มีสัญญาและไม่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้า” ในปี 2565  ต่อมา กพช. ได้ขยายเวลาโครงการดังกล่าวต่อไปอีก ซึ่งจะสิ้นสุดในวันที่ 31 ธ.ค. 2567 นี้

โดยที่ผ่านมาผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนที่มีสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้า ได้ขายไฟฟ้าเข้าระบบแล้ว 64 เมกะวัตต์  ตามข้อกำหนดราคารับซื้อไฟฟ้าดังนี้ เชื้อเพลิงชีวมวล ก๊าซชีวภาพและขยะ อยู่ที่ 2.20 บาทต่อหน่วย และโรงไฟฟ้าที่ไม่ใช้เชื้อเพลิงในการผลิตไฟฟ้า ได้แก่ ประเภทพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคา แบบติดตั้งบนพื้นดิน แบบทุ่นลอยน้ำ และพลังงานลม กำหนดอัตรารับซื้อไว้ที่ 0.50 บาทต่อหน่วย ซึ่งอัตรารับซื้อไฟฟ้าส่วนเพิ่มนี้จะไม่สูงเกินกว่าอัตรารับซื้อไฟฟ้าในสัญญาเดิม โดยสัญญาซื้อขายไฟฟ้า (PPA) จะเป็นแบบไม่บังคับปริมาณซื้อขายไฟฟ้า (Non-Firm)

ต่อมาคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เมื่อวันที่ 25 ก.ย. 2567 ได้เห็นชอบตามที่กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) เสนอต่ออายุโครงการดังกล่าวออกไปอีก 2 ปี ซึ่งจะเริ่มตั้งแต่ 1 ม.ค. 2568- 31 ธ.ค. 2569 โดยเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้าโซลาร์เซลล์จาก 50 สตางค์ต่อหน่วย เป็น 1 บาทต่อหน่วย โดยจะไม่มีการกำหนดปริมาณรับซื้อโดยรวมไว้  เพื่อจูงใจผู้ประกอบการโรงงาน และอาคารธุรกิจให้ร่วมขายไฟฟ้าเข้าระบบมากขึ้น

ทั้งนี้เนื่องจากทางกระทรวงพลังงานพิจารณาแล้วพบว่า แม้ปัจจุบันประเทศไทยไม่ได้อยู่ในช่วงของวิกฤติพลังงาน แต่โครงการดังกล่าวถือว่ามีประโยชน์ เนื่องจากราคารับซื้อไฟฟ้าไม่แพง ซึ่งจะมีส่วนช่วยลดค่าไฟฟ้าลงได้ และลดการนำเข้า LNG ลงได้ประมาณ 1 ลำเรือ หรือประมาณ 60,000 ตัน  นอกจากนี้เมื่อได้สอบถามความเห็นผู้ผลิตไฟฟ้าพลังงานทดแทนก็พบว่า ยังมีความสนใจขายไฟฟ้าส่วนเกินดังกล่าวให้ภาครัฐเป็นจำนวนมาก ซึ่งคาดว่า 2 ปีจากนี้ น่าจะรับซื้อได้ประมาณเกือบ 100 เมกะวัตต์ 

Source : Energy News Center

กรมส่งเสริมการเกษตร เน้นใช้ประโยชน์จากเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรรับมือการเผาในพื้นที่เกษตร ปี 2568 ลดฝุ่น PM2.5 อย่างยั่งยืน

ในเวลานี้ฝุ่น PM2.5 กำลังเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศที่กระทบกับเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตของประชาชน ดังนั้นจึงต้องเร่งช่วยกันแก้ไขปัญหานี้ ล่าสุด นายครองศักดิ์ สงรักษา รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงต้นปีประเทศไทยมักจะประสบปัญหาฝุ่นละออง และหมอกวัน เนื่องจากเป็นช่วงฤดูแล้ง อากาศแห้งและเย็น ประกอบการกิจกรรมในชีวิตประจำวันต่างๆ ที่ก่อให้เกิดควัน

ซึ่งกิจกรรมภาคการเกษตรก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่ง กรมส่งเสริมการเกษตรจึงได้กำหนดมาตรการดำเนินงานภายใต้การรับมือสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละออง ปี 2568 เพื่อเป็นแนวทางที่มุ่งเน้นการจัดการทั้งในระดับพื้นที่และในระดับการส่งเสริมการเกษตรเพื่อช่วยลดการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ดังนี้ 

1) มาตรการสร้างความตระหนักรู้และป้องปราม จัดทำฐานข้อมูล โดยรวบรวมข้อมูลพื้นที่การเพาะปลูกพืชที่เสี่ยงต่อการเผา (ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย) และข้อมูลเกษตรกรในแต่ละจังหวัดเพื่อวางแผนการบริหารจัดการพื้นที่ที่เสี่ยงการเผา และใช้เทคโนโลยีโดยใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียมและจุดความร้อนเพื่อติดตามและประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ที่เสี่ยงต่อการเผาไหม้ พร้อมประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่น

เปิด 6 มาตรการลดเผา วัสดุเหลือใช้การเกษตร เชื้อเพลิงชีวมวล ไม่เผาเรารับซื้อ

2) มาตรการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพิ่มมูลค่าเศษวัสดุ โดยการนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาใช้ประโยชน์ เช่น การทำปุ๋ยชีวภาพ การทำเชื้อเพลิงชีวมวล หรือการแปรรูปวัสดุเหลือใช้เป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า พร้อมสนับสนุนการแปรรูปเศษวัสดุ โดยจัดเตรียมข้อมูลและความร่วมมือกับโรงงานแปรรูปวัสดุเหลือใช้เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำเศษวัสดุมาขายหรือแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณค่า

3) มาตรการปรับลดการปลูกพืชเชิงเดี่ยว ส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียนหรือพืชมูลค่าสูง ให้เกษตรกรปรับเปลี่ยนการปลูกพืชจากพืชเชิงเดี่ยว เช่น ข้าวโพด ข้าว อ้อย มาเป็นพืชหมุนเวียนหรือพืชมูลค่าสูง เช่น ถั่ว หรือพืชผักเพื่อให้การจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทำได้ง่ายขึ้น

เปิด 6 มาตรการลดเผา วัสดุเหลือใช้การเกษตร เชื้อเพลิงชีวมวล ไม่เผาเรารับซื้อ

4) มาตรการไม่เผาเรารับซื้อ สร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรเลิกเผา โดยการให้สิทธิประโยชน์แก่เกษตรกรที่ไม่เผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ด้วยการสนับสนุนการรับซื้อผลผลิตหรือการจัดการเศษวัสดุในรูปแบบที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

5) มาตรการไฟจำเป็น ควบคุมและบริหารจัดการการเผา ในการขออนุญาติเผาตามความจำเป็น ตามข้อกำหนดและมาตรการของแต่ละจังหวัด เช่น การกำจัดศัตรูพืช หรือการจัดการวัสดุทางการเกษตรก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว โดยมีการใช้ระบบ “Burn Check” หรือช่องทางกระบวนการอื่นๆ ตามมาตรการของจังหวัดนั้นๆ เพื่อให้เกษตรกรสามารถขออนุญาตการเผาอย่างถูกต้อง

เปิด 6 มาตรการลดเผา วัสดุเหลือใช้การเกษตร เชื้อเพลิงชีวมวล ไม่เผาเรารับซื้อ

และ 6) การประชาสัมพันธ์และสร้างการรับรู้ ใช้สื่อชุมชนสร้างความรู้ความเข้าใจแก่เกษตรกรเกี่ยวกับผลกระทบจากการเผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร และส่งเสริมการจัดการเศษวัสดุอย่างถูกวิธี เช่น การทำปุ๋ยชีวภาพจากเศษวัสดุ

รองอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวเพิ่มเติมว่า นอกจากนี้ กรมส่งเสริมการเกษตรได้สั่งการให้สำนักงานเกษตรจังหวัดและสำนักงานเกษตรพื้นที่กรุงเทพมหานคร จัดทำฐานข้อมูลพื้นที่ที่ทำการเพราะปลูกรายชนิดของพืชเกษตรที่เสี่ยงต่อการเผา ได้แก่ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ และอ้อยโรงงาน พร้อมข้อมูลเกษตรกรแยกรายจังหวัด

เพื่อนำไปสู่การวางแผนการบริหารจัดการเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรการบริการจัดการพื้นที่เกษตรที่เสี่ยงการเผาไหม้ เพื่อจัดทำระบบปฏิบัติการบริหารจัดการเชื้อเพลิงและแผนบริหารจัดการเชื้อเพลิงรายจังหวัด อำเภอ และตำบล ตามรายชื่อเกษตรกรและจำนวนพื้นที่ที่ขึ้นทะเบียนในแต่ละจังหวัด

เปิด 6 มาตรการลดเผา วัสดุเหลือใช้การเกษตร เชื้อเพลิงชีวมวล ไม่เผาเรารับซื้อ

ทั้งนี้ มาตรการดังกล่าวคาดว่าจะสามารถลดจุด Hotspot จากการเผาในพื้นที่เกษตรรายพืช ปี 2568 ได้แก่ ข้าว ลดลง 30%  ข้าวโพด ลดลง 10% และอ้อย ลดลง 15% ส่วนการลดจุด Hotspot รายภาค ได้แก่ ภาคเหนือ (17 จังหวัด) ลดลง 30% จาก 4,550 จุด เหลือ 3,185 จุด ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลดลง 20% จาก 9,928 จุด เหลือ 7,942 จุด ภาคตะวันตก ลดลง 15% จาก 1,608 จุด เหลือ 1,367 จุด ภาคกลาง ลดลง 10% จาก 2,032 จุด เหลือ 1,829 จุด

เปิด 6 มาตรการลดเผา วัสดุเหลือใช้การเกษตร เชื้อเพลิงชีวมวล ไม่เผาเรารับซื้อ

ภาคตะวันออก ลดลง 10% จาก 2,052 จุด เหลือ 1,847 จุด ภาคใต้ ลดลง 10% จาก 1,017 จุด เหลือ 915 จุด โดยเกษตรกรนำเศษวัสดุเหลือใช้ไปใช้ประโยชน์ เช่น การทำปุ๋ยหรือการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่า และเป็นการส่งเสริมการปลูกพืชหมุนเวียนและพืชมูลค่าสูงในพื้นที่เกษตรกรรม สร้างรายได้ให้เกษตรกรนำไปสู่การไม่เผาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ลดมลพิษทางอากาศและฝุ่น PM2.5 ได้อย่างยั่งยืน เกษตรกรสามารถขอคำแนะนำการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรอย่างถูกต้องได้ที่สำนักงานเกษตรอำเภอและสำนักงานเกษตรจังหวัดใกล้บ้าน

เปิด 6 มาตรการลดเผา วัสดุเหลือใช้การเกษตร เชื้อเพลิงชีวมวล ไม่เผาเรารับซื้อ

เปิด 6 มาตรการลดเผา วัสดุเหลือใช้การเกษตร เชื้อเพลิงชีวมวล ไม่เผาเรารับซื้อ

Source : Spring News

ขณะที่เมืองไทยกำลังถกเถียงกันเรื่อง “ภาษีรถติด” นิวยอร์กก็เริ่มเก็บ “ค่าธรรมเนียมรถติด” (Congestion Pricing) ไปเรียบร้อยแล้ว โดยเริ่มเก็บตั้งแต่เมื่อวันอาทิตย์ที่ 5 มกราคม 2568 ซึ่งผู้ขับขี่รถยนต์โดยสารจะต้องจ่าย 9 ดอลลาร์เพื่อเข้าสู่แมนฮัตตันในวันธรรมดา ระหว่างเวลา 05.00-21.00 น. และในวันหยุดสุดสัปดาห์ ระหว่างเวลา 09.00-21.00 น. ในช่วงนอกเวลาทำการ อัตราค่าผ่านทางจะอยู่ที่ 2.25 ดอลลาร์สำหรับรถยนต์บุคคลธรรมดา

ค่าธรรมเนียมรถติดมีไว้เพื่อลดปัญหาการจราจรติดขัดในเมืองที่มีผู้คนพลุกพล่านแห่งนี้ การจราจรในนิวยอร์กเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จนได้รับการขนานนามว่าเป็นเมืองที่มีการจราจรคับคั่งที่สุดในโลก แซงหน้าลอนดอน ปารีส และเม็กซิโกซิตี้ ในผลสำรวจการจราจรประจำปี 2023 ที่จัดทำโดย INRIX

คาดว่าโครงการนี้จะช่วยสร้างรายได้ 15,000 ล้านดอลลาร์ เงินที่ได้จะนำไปใช้ซ่อมแซมและปรับปรุงระบบรถไฟใต้ดินเก่าของนิวยอร์ก และเส้นทางรถไฟสำหรับผู้โดยสารประจำ 2 เส้นทาง 

รวมถึงการปรับปรุงสัญญาณรถไฟใต้ดินให้ทันสมัย อำนวยความสะดวกสบายให้แก่ผู้โดยสารที่มีความทุพพลภาพ และเพิ่มจำนวนรถบัสไฟฟ้าของเมือง โดยระบบเก็บค่าผ่านทางอิเล็กทรอนิกส์จะจัดเก็บข้อมูลจาก จุดตรวจจับกว่า 100 แห่งซึ่งกระจายอยู่ทั่วพื้นที่ของแมนฮัตตัน และส่งข้อความแจ้งเตือนให้ประชาชนจ่ายค่าธรรมเนียม

“นี่คือระบบเก็บค่าผ่านทางที่ไม่เคยมีใครลองใช้มาก่อนในแง่ของความซับซ้อน เราไม่คาดหวังว่าชาวนิวยอร์กจะเปลี่ยนพฤติกรรมได้ในชั่วข้ามคืน ทุกคนจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งนี้” ยานโน ลีเบอร์ ประธานและซีอีโอของสำนักงานควบคุมระบบขนส่งมวลชนมหานครนิวยอร์ก หรือ MTA กล่าว

เดิมทีค่าธรรมเนียมนี้กำหนดไว้ที่ราคา 15 ดอลลาร์ แต่ แคธี โฮชุล ผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครต คิดว่าแพงเกินไป จึงปรับราคาลงมาเป็น 9 ดอลลาร์ และค่าธรรมเนียมนี้จะแตกต่างกันไปตามประเภทของรถที่เรียกใช้ ไม่ว่าจะเป็นรถจักรยานยนต์ รถยนต์ รถบรรทุก และแอปพลิเคชันเรียกรถ โดยรถฉุกเฉิน เช่น รถพยาบาล รถดับเพลิง และรถตำรวจ รวมถึงรถของรัฐอื่น ๆ เช่น รถบรรทุกขยะ รถกวาดหิมะ และรถโรงเรียนและรถโดยสารประจำทางจะได้รับการยกเว้นค่าธรรมเนียม

ทั้งนี้ ผู้ขับขี่จะต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น หากต้องข้ามสะพานและอุโมงค์ต่าง ๆ เพื่อเข้าสู่ตัวเมือง ทั้งนี้ผู้ขับขี่ที่จ่ายเงินเพื่อเข้าสู่แมนฮัตตันโดยใช้อุโมงค์บางแห่งในช่วงชั่วโมงเร่งด่วนจะได้รับเครดิตเงินคืนสูงถึง 3 ดอลลาร์

ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากเริ่มเก็บค่าผ่านทางในเช้าวันอาทิตย์ แม้จะจราจรหนาแน่นในถนนสายที่ 60 และถนนสายที่ 2 แต่ก็สามารถเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว และดูเหมือนว่าผู้ขับขี่หลายคนจะไม่รู้พวกเขาจะต้องจ่ายค่าธรรมเนียม ซึ่งหลายคนถึงกับหัวเสียที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมนี้ และกล่าวว่าเป็นไอเดียที่สิ้นคิด

ขณะเดียวกัน ผู้อยู่อาศัยในพื้นที่และผู้โดยสารขนส่งสาธารณะบางส่วนกลับรู้สึกดีกับโครงการนี้  หวังว่าโครงการนี้จะช่วยลดปัญหาการจราจรคับคั่ง และเสียงแตรในละแวกบ้านจะลดน้อยลง และยังได้งบช่วยปรับปรุงระบบรถไฟใต้ดินให้ทันสมัย

ทางด้าน โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่จากพรรครีพับลิกัน ได้ให้คำมั่นว่าจะยุติโครงการนี้เมื่อเข้ารับตำแหน่ง ก่อนหน้านี้นโยบายเก็บค่าธรรมเนียมเคยหยุดชะงักลงในช่วงที่ทรัมป์เป็นประธานาธิบดีสมัยแรก ด้วยเหตุผลที่ว่ารอการพิจารณาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของรัฐบาลกลาง

ในเดือนพฤศจิกายน 2024 ทรัมป์ ซึ่งมีอาคาร Trump Tower อยู่ในโซนเก็บค่าผ่านทาง กล่าวว่าอัตราค่าผ่านทาง “จะทำให้เมืองนิวยอร์กเสียเปรียบเมืองและรัฐคู่แข่ง และธุรกิจต่าง ๆ จะย้ายออกไป” 

ทั้งนี้ ลีเบอร์ ซีอีโอของ MTA กล่าวว่าเขาไม่ได้กังวลว่าประธานาธิบดีคนใหม่จะสามารถยกเลิกโครงการนี้ได้ โดยระบุว่า “ทุกคนจะต้องปรับตัวให้เข้ากับเรื่องนี้ เนื่องจากมีผู้คนจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ ที่ตระหนักถึงเรื่องนี้และเริ่มนำเรื่องนี้มาพิจารณาในการวางแผน” 

เมืองใหญ่ ๆ ทั่วโลก รวมทั้งลอนดอนและสตอกโฮล์ม ก็มีโครงการเก็บค่าภาษีรถติดที่คล้ายกัน แต่สำหรับสหรัฐแล้ว นิวยอร์กเป็นเมืองแรกที่มีโครงการนี้ ผู้สนับสนุนแนวคิดนี้สังเกตว่าโครงการนี้ไม่เป็นที่นิยมมากนัก เมื่อเริ่มดำเนินการในช่วงแรก แต่เมื่อผ่านไปสักพักประชาชนจะรับรู้ถึงประโยชน์ของมันได้ เช่น รถบัสมีทำเวลาได้ดีขึ้น การจราจรคล่องตัว มีรถบนท้องถนนน้อยลง

ค่าผ่านทางจะเพิ่มขึ้นเป็น 12 ดอลลาร์ในปี 2028 และเป็น 15 ดอลลาร์ในปี 2031 แผนใหม่นี้ตั้งเป้าว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 500 ล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วง 3 ปีแรก จากนั้นจะเพิ่มเป็น 700 ล้านดอลลาร์เมื่อค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น และเมื่อค่าธรรมเนียมกลับมาเป็นอัตราปรกติจะสร้างรายได้ถึง 1,000 ล้านดอลลาร์ 

เจ้าหน้าที่คมนาคมคาดว่าการจ่ายค่าธรรมเนียมนี้จะช่วยลดจำนวนรถยนต์ที่เข้าสู่เขตการจราจรหนาแน่นได้อย่างน้อย 13% อย่างไรก็ตาม น่าจะต้องใช้เวลาสักระยะหนึ่งก่อนเพื่อประเมินว่าโครงการนี้จะสามารถช่วยลดปัญหาการจราจรได้หรือไม่ รวมถึงจะสามารถรอดพ้นจากกระแสคัดค้านและความพยายามล้มเลิกโครงการของโดนัลด์ ทรัมป์ได้หรือไม่

ที่มา: AP NewsCBS NewsThe New York Times
Source : กรุงเทพธุรกิจ

ธุรกิจเช่าเสื้อผ้า” แทนการซื้อกำลังมาแรงและสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภคมากขึ้น ด้วยอัตราการเติบโต 10% ต่อปี ขณะเดียวกันก็ช่วยให้วงการแฟชั่นสามารถรับผิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในปริมาณมาก ที่เกิดจาก “ฟาสต์แฟชั่น” แต่แนวทางนี้มีประโยชน์ต่อโลกจริงหรือไม่? คำตอบนั้นซับซ้อนกว่าที่คิด

อุตสาหกรรมแฟชั่นเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ก่อมลพิษมากที่สุดในโลก ธุรกิจบริการให้เช่าเสื้อผ้าจึงถือกำเนิดขึ้น เพื่อช่วยให้วงการแฟชั่นมีทางเลือกที่ยั่งยืนกว่า โดยผู้บริโภคสามารถเช่าเสื้อผ้าได้เป็นระยะเวลาจำกัด และส่งคืนเสื้อผ้าได้หลังจากใช้งาน แทนที่จะซื้อเสื้อผ้าและใส่เพียงไม่กี่ครั้งแล้วก็ทิ้ง นับเป็นทางเลือกที่ดีสำหรับผู้บริโภคที่ชอบแต่งตัว แต่ก็รักษ์โลกและต้องการลดปริมาณคาร์บอนไปพร้อมกัน

บริการตามพื้นฐานของการเข้าถึง” หรือ ABS (Access-based Services) ถูกสร้างขึ้นจากแนวคิดง่าย ๆ นั่นคือ แทนที่จะเป็นเจ้าของสินค้าหรือบริการ ผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากสินค้าชั่วคราว โดยแลกกับการจ่ายเงินสนับสนุน ทำให้ผู้บริโภคไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของสินค้าเหล่านั้นอีกต่อไป ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างมากในปัจจุบัน เห็นได้จากการเติบโตของแอปพลิเคชันเรียกรถ บริการเช่าที่พัก เช่าเครื่องใช้ในครัวเรือน และมาจนถึงให้เช่าเสื้อผ้า

การศึกษาวิจัยที่ดำเนินการร่วมกันโดยโรงเรียนธุรกิจ EDHEC ของฝรั่งเศส และมหาวิทยาลัย UCL Louvain ของเบลเยียม พบว่า ในบางครั้งการเช่าเสื้อผ้าอาจไม่ช่วยลดปริมาณคาร์บอน หรือทำให้ปริมาณคาร์บอนแย่ลงกว่าเดิม เนื่องจากการเช่าเสื้อผ้าอาจกระตุ้นให้เกิดการบริโภคเพิ่มขึ้น ทั้งที่ควรจะลดลง

บริการให้เช่าเสื้อผ้า เรามักจะคุ้นเคยกับการเช่าชุดสำหรับใช้ในอกาสพิเศษ เช่น งานแต่งงาน กีฬาสี หรืองานเลี้ยงแฟนซี แต่ปัจจุบันพร้อมให้บริการสำหรับการสวมใส่ในชีวิตประจำวัน เมื่อสามารถเช่าเสื้อผ้าได้ง่าย ราคาถูก และมีให้เลือกหลากหลาย ทำให้ผู้บริโภคบางส่วนยอมจ่ายค่าเช่าจำนวนมาก หรือแม้แต่ขอซื้อเสื้อผ้าที่เช่ามาโดยไม่คิดหน้าคิดหลัง 

ยิ่งไปกว่านั้น บางคนนำเงินที่เหลือจากการเช่าชุดไปซื้อสินค้าอื่น ๆ เช่น อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เครื่องใช้ในบ้าน หรือแม้แต่ไปท่องเที่ยว ล้วนแต่ส่งผลให้การบริโภคโดยรวมเพิ่มขึ้น และมีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยพบว่า ไม่ใช่ผู้ใช้บริการเช่าเสื้อผ้าทุกคนที่จะมีพฤติกรรมสร้างผลกระทบเชิงลบต่อธรรมชาติมากขึ้น แต่มีเพียง 2 กลุ่มเท่านั้นที่จะเพิ่มปริมาณคาร์บอน กลุ่มแรกคือ “ผู้แสวงหาสิ่งบันดาลใจและความสุข” (stimulation and pleasure seekers) พวกเขาแสวงหาความแปลกใหม่และความหลากหลาย สำหรับคนกลุ่มนี้แล้ว การเช่าเสื้อผ้าจะกระตุ้นความต้องการอยากเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ตลอดเวลา ซึ่งอาจเพิ่มการบริโภค

กลุ่มที่สองคือ “เยาวชนที่ไม่สนใจชีวิตในเมือง” (urban apathetic youth) ถึงแม้จะไม่ได้มีแรงจูงใจในการแสวงหาความสุขเป็นพิเศษ แต่พวกเขาก็มีแนวโน้มที่จะซื้อเสื้อผ้าประเภทอื่นเพิ่มขึ้นหลังจากเช่าเสื้อผ้า โดยกลุ่มนี้มักเป็นคนในเมือง ที่มักเป็นโสดและมีการศึกษา คิดเป็นประมาณ 18% ของผู้ใช้บริการ และมีแนวโน้มสร้างผลกระทบทางอ้อมเป็นพิเศษ

ตลาดการเช่าเสื้อผ้าเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยมูลค่าตลาดในปี 2024 คาดว่าจะสูงถึง 1,770 ล้านดอลลาร์ และจะทะลุ 2,470 พันล้านดอลลาร์ในปี 2029 ตามรายงานของ Mordor Intelligence ซึ่งบริษัทอย่าง Rent the Runway, Gwynnie Bee และ Tuileries เป็นผู้ครองส่วนแบ่งตลาดนี้ แต่บริษัทใหม่ ๆ หลายแห่งกำลังเข้ามาในตลาด เพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น ด้วยการเสนอการสมัครสมาชิกรายเดือนหรือรายปี ช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงเสื้อผ้าได้หลากหลาย

อย่างไรก็ตาม การเติบโตของตลาดนี้ไม่ได้รับประกันว่าการเช่าเสื้อผ้าจะเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น หากใช้ไม่ถูกต้อง ก็อาจกลายเป็นช่องทางกระตุ้นให้เกิดการบริโภคมากขึ้น โดยไม่คำนึงถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง

การศึกษาวิจัยแสดงให้เห็นว่า แม้การเช่าเสื้อผ้าจะมีประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็อาจส่งเสริมพฤติกรรมที่ไม่สร้างสรรค์ได้เช่นกัน เพื่อเพิ่มศักยภาพด้านสิ่งแวดล้อมให้สูงสุด บริษัทต่าง ๆ จำเป็นต้องคิดกลยุทธ์ใหม่ แทนที่จะส่งเสริมประโยชน์จากการเช่าเสื้อผ้าเพียงด้านสุขนิยม ด้วยความหลากหลายและความแปลกใหม่ บริษัทต่าง ๆ ควรเน้นที่ประโยชน์ต่อสิ่งแวดล้อมที่แท้จริง และส่งเสริมการบริโภคที่ยั่งยืนมากขึ้น

แพลตฟอร์มต่าง ๆ ควรสนับสนุนการเช่าผลิตภัณฑ์ที่ออกแบบมาอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจากแบรนด์ และแบรนด์ที่ให้ความสำคัญทางสิ่งแวดล้อมในระยะยาว ขณะที่การจำกัดจำนวนชิ้นในการเช่าแต่ละครั้ง รวมทั้งเพิ่มระยะเวลาในการเช่าก็เป็นวิธีที่ช่วยได้เช่นกัน

เพื่อให้บรรลุเป้าหมายแฟชั่นที่ยั่งยืน บริษัทและผู้บริโภคจำเป็นต้องใช้แนวทางที่รับผิดชอบมากขึ้น โดยบริษัทให้เช่าเสื้อผ้าต้องมีส่วนร่วมในการให้ความรู้ผู้บริโภค เกี่ยวกับผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการตัดสินใจใช้บริการ ด้วยข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับรอยเท้าคาร์บอนของผลิตภัณฑ์ที่พวกเขาเช่า ผู้บริโภคจะสามารถเข้าใจผลกระทบที่แท้จริงได้ดีขึ้น และส่งเสริมการปฏิบัติที่รับผิดชอบมากขึ้น

การเช่าเสื้อผ้าอาจเป็นทางเลือกที่น่าสนใจแทนการซื้อแบบดั้งเดิม แต่ไม่ควรมองว่าเป็นวิธีแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของอุตสาหกรรมแฟชั่น เพราะถึงแม้จะมีข้อดี แต่ก็มีข้อเสียเช่นกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากผลกระทบย้อนกลับ ที่อาจรุนแรงกว่าประโยชน์ที่ควรได้หลายเท่า


ที่มา: Fashion UnitedForbesThe Conversation
Source : กรุงเทพธุรกิจ

ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ปตท.) เปิดเผยว่า ปตท. ได้รับการจัดอันดับเป็นแบรนด์ที่มีมูลค่าสูงที่สุดในประเทศไทย และเป็นอันดับ 4 ของภูมิภาคอาเซียน ประจำปี 2567 จากการจัดอันดับโดย Brand Finance บริษัทที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และการประเมินมูลค่าแบรนด์ชั้นนำของโลก ด้วยมูลค่าแบรนด์กว่า 8.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 25 จากปีที่ผ่านมา โดยเป็นผลมาจากการปรับตัวทางธุรกิจ ผลประกอบการ และการดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง

การติดอันดับองค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดในครั้งนี้ สะท้อนถึงผลการดำเนินงานภายใต้วิสัยทัศน์ “ปตท. แข็งแรงร่วมกับสังคมไทยและเติบโตในระดับโลกอย่างยั่งยืน” หรือ “TOGETHER FOR SUSTAINABLE THAILAND, SUSTAINABLE WORLD” ในการดำเนินธุรกิจบนหลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” ให้เหมาะกับบริบทขององค์กร ด้วยการสร้างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม โดย ปตท. ได้เน้นการสร้างความมั่นคงทางพลังงาน ควบคู่กับการบรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเร่งสร้างความแข็งแรงและเพิ่มศักยภาพในธุรกิจ Hydrocarbon ที่เป็น Core Business ของ ปตท. รวมทั้งการดำเนินธุรกิจ Non-Hydrocarbon ที่มี Attractiveness หรือมีความน่าสนใจ และ ปตท. มี Right to Play หรือมีจุดแข็ง สามารถเข้าไปต่อยอดในธุรกิจนั้นๆ ได้ นอกจากนี้ ปตท. ยังมีเป้าหมาย NET ZERO ในปี พ.ศ. 2593 (ค.ศ. 2050) สร้างการเติบโตควบคู่กับการลดก๊าซเรือนกระจก ผลักดันธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับไฮโดรเจน และการดำเนินโครงการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture Storage : CCS)  โดยทำงานแบบบูรณาการทั้งกลุ่ม ปตท. ภายใต้การบริหารองค์กรด้วยหลักธรรมาภิบาลและการกำกับดูแลกิจการที่ดี

นอกจากนี้ ปตท. ยังติดอันดับที่ 3 ของแบรนด์ที่มีความแข็งแกร่งสูงสุดในไทย จากการประเมินของ Brand Finance โดยได้รับการประเมินอยู่ที่ 82.4 คะแนนจาก 100 คะแนน สะท้อนถึงการดำเนินธุรกิจเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนอย่างสมดุล ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี รวมทั้งยังเป็นองค์กรที่มีความโดดเด่นด้านความยั่งยืนในไทย โดยมีมูลค่าการรับรู้ด้านความยั่งยืน (Sustainability Perceptions Value) สูงถึง 748 ล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้ง ปตท. ยังได้รับการจัดอันดับเป็นที่ 2 ของบริษัทที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดในกลุ่มอุตสาหกรรม Oil & Gas ในภูมิภาคอาเซียนอีกด้วย

Mr. Alex Haigh, Managing Director – Asia Pacific of Brand Finance กล่าวว่า ปตท. เป็นองค์กรที่มีมูลค่าแบรนด์สูงสุดของไทย 4 ปีซ้อน นับเป็นการตอกย้ำถึงความเป็นเลิศทั้งในด้านการบริหารจัดการอย่างยั่งยืนและการมีความรับผิดชอบต่อสังคม ตลอดจนมุ่งมั่นขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างความมั่นคงทางพลังงาน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตคนไทย สู่การสร้างมาตรฐานในธุรกิจด้านพลังงาน โดยเน้นหลัก “ความยั่งยืนอย่างสมดุล” เพื่อให้เกิดความเชื่อมั่น ความยึดมั่นในแบรนด์ และสร้างความโดดเด่นในฐานะผู้นำด้านความยั่งยืนในระดับสากล

การได้รับการจัดอันดับโดย Brand Finance ในครั้งนี้ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพขององค์กรในการสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพทางพลังงานให้แก่ประเทศ ขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างต่อเนื่อง สะท้อนภาพลักษณ์ของ   แบรนด์ ปตท. ที่โดดเด่นด้านความยั่งยืน (Iconic Brand) รวมทั้งใกล้ชิดกับผู้บริโภคมากขึ้น นำไปสู่การสร้างความผูกพันกับแบรนด์ ปตท. ให้เป็นที่รักและจดจำ  นอกจากนี้ ยังช่วยตอบสนองความต้องการและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนทั้งในระดับประเทศ และระดับสากล

Source : Energy News Center