เริ่มต้นเดือน เม.ย. อากาศร้อนอบอ้าว ส่งผลให้ยอดใช้ไฟฟ้าขยับสูงขึ้นเกิน 3 หมื่นเมกะวัตต์ โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา วันที่ 29 มี.ค. 2568 เกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดของปี 2568 ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ช่วงกลางคืนเวลา 20.33 น. มีการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 33,658.3 เมกะวัตต์  แต่ยังต่ำกว่าสถิติพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศที่ระดับ 36,792.1 เมกะวัตต์ จับตาเดือน เม.ย. นี้ อาจเกิดพีคไฟฟ้าอีก ล่าสุด  (4 เม.ย. 2568) เพียงแค่ช่วงกลางวัน ยอดใช้ไฟฟ้าพุ่งขึ้นถึง 31,019 เมกะวัตต์แล้ว โดยพีคไฟฟ้าส่วนใหญ่จะเกิดช่วงกลางคืน พลังงานคาดการณ์ปี 2568 อาจเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดใกล้เคียงกับปี 2567 ได้อีก มั่นใจไฟฟ้ามีรองรับเพียงพอ      

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า ยอดการใช้ไฟฟ้าของไทยกำลังปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนในเดือน เม.ย. แม้จะมีบางพื้นที่เกิดฝนตก แต่สภาพอากาศก็ยังร้อนอบอ้าว ส่งผลให้ประชาชนเปิดเครื่องใช้ไฟฟ้ามากขึ้นเพื่อคลายร้อน โดยเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ในวันที่ 29 มี.ค. 2568 ได้เกิดความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีคไฟฟ้า) ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ของปี 2568 เมื่อเวลา 20.33 น. โดยมีการใช้ไฟฟ้าสูงถึง 33,658.3 เมกะวัตต์

ขณะที่เริ่มต้นเข้าสู่เดือน เม.ย. ยอดการใช้ไฟฟ้ายังขยับเพิ่มขึ้น โดยเมื่อวันที่ 3 เม.ย. 2568 อากาศร้อนอบอ้าว ส่งผลให้ยอดการใช้ไฟฟ้าสูงขึ้นมาแตะระดับ 31,870.9 เมกะวัตต์ ในช่วงกลางคืนเวลา 19.30 น. และล่าสุด ณ วันนี้ (4 เม.ย. 2568) เวลา 14.25 น. ยอดใช้ไฟฟ้าก็เพิ่มขึ้นถึงระดับ 31,015.9 เมกะวัตต์แล้ว

อย่างไรก็ตามจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) พบว่าพีคไฟฟ้าของปี 2568 ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 นี้ ยังต่ำกว่าพีคไฟฟ้าที่เป็นสถิติสูงสุดของไทยในระบบของ 3 การไฟฟ้าที่ 36,792.1 เมกะวัตต์ เมื่อวันที่ 2 พ.ค. 2567 เวลา 22.24 น. โดยกระทรวงพลังงานคาดการณ์ว่าพีคไฟฟ้าปี 2568 มีโอกาสสูงใกล้เคียงกับปี 2567 ที่ผ่านมา

สำหรับยอดการใช้ไฟฟ้าสูงสุดในแต่ละเดือน เป็นดังนี้

เดือน ม.ค. 2568 ยอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกิดขึ้นในวันที่ 9  ม.ค. 2568 เวลา 12.25 น. ที่ระดับ 26,116.5 เมกะวัตต์

เดือน ก.พ. 2568 ยอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกิดขึ้นในวันที่ 17 ก.พ. 2568 เวลา 19.26 น. ที่ระดับ 30,857.7 เมกะวัตต์

เดือน มี.ค. 2568  ยอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกิดขึ้นในวันที่ 11 มี.ค. 2568 เวลา 20.37 น. ที่ระดับ 32,882.3 เมกะวัตต์

เดือน เม.ย. 2568 ยอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดเกิดขึ้นในวันที่  3 เม.ย. 2568 เวลา 20.37 น. ที่ระดับ  31,870.9 เมกะวัตต์  

อย่างไรก็ตามแม้ความต้องการไฟฟ้าจะเพิ่มสูงขึ้นทุกปี แต่ปริมาณการผลิตไฟฟ้าของไทย (จากระบบไฟฟ้าของ 3 การไฟฟ้า) ยังมีเพียงพอรองรับพีคไฟฟ้าได้อย่างแน่นอน โดยในร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของไทย พ.ศ. 2567-2580 (ร่าง PDP 2024) ที่ยังไม่ผ่านการพิจารณาของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) แต่มีข้อมูลระบุว่าการผลิตไฟฟ้าของไทยในปี 2568 ยังใกล้เคียงกับปี 2567 ที่ประมาณ 55,947 เมกะวัตต์ โดยเมื่อวันที่ 27 ธ.ค. 2567 กระทรวงพลังงานระบุว่าไทยยังมีสำรองไฟฟ้าเหลืออยู่ 25.5% ดังนั้นจึงเพียงพอรองรับพีคไฟฟ้าที่จะเกิดขึ้นได้อย่างแน่นอน

ทั้งนี้เมื่อย้อนกลับไปในปี 2567 จะพบว่าตลอดปี 2567 ได้เกิดพีคไฟฟ้าขึ้นถึง 11 ครั้ง เนื่องจากประเทศไทยยังอยู่ในปรากฎการณ์เอลนีโญ ส่งผลให้เกิดความร้อนสะสมทั่วประเทศ โดยบางพื้นที่อุณหภูมิพุ่งสูงถึง 44 องศาเซลเซียส โดยในเดือน เม.ย.- พ.ค. 2567 ได้เกิดพีคไฟฟ้าทำลายสถิติการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปถึง 4 ครั้ง โดยไปจบที่สถิติการใช้ไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ณ วันที่ 2 พ.ค. 2567 เวลา 2.24 น. ที่ระดับ 36,792.1 เมกะวัตต์ 

Source : Energy News Center

Motor Show 2025 เพียง 4 วันแรก ยอดจองรถส่งสัญญาณการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อ AION/HYPTEC แบรนด์ EV จีน สร้างปรากฏการณ์ยอดจองสูงสุด 1,248 คัน แซงหน้าเจ้าตลาดอย่าง Toyota

บรรยากาศภายในงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 46 ประจำปี 2568 หรือ Motor Show 2025 กำลังคึกคักเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าที่ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมงานอย่างล้นหลาม

ยอดจองรถยนต์ Motor Show 2025 (สรุป 4 วันแรก 24-27 มี.ค. 68)

AION / HYPTEC : 1,248 คัน

Toyota : 1,177 คัน

DEEPAL / AVATR : 984 คัน

MG : 841 คัน

GWM : 779 คัน

Honda : 686 คัน

Nissan : 351 คัน

Isuzu : 313 คัน

ZEEKR : 260 คัน

Mitsubishi : 243 คัน

OMODA & JAECOO : 194 คัน

Mazda : 170 คัน

NETA : 103 คัน

Suzuki : 102 คัน

GEELY : 98 คัน

XPENG : 87 คัน

RIDDARA : 30 คัน

KIA : 29 คัน

Hyundai : 27 คัน

Lexus : 20 คัน

Juneyao : 11 คัน

* Aston Martin, Audi, BMW, Ford, Jeep, Maserati, Mercedes-Benz, MINI, Peugeot, Porsche, Rolls-Royce, Volvo แจ้งยอดจองวันสุดท้าย

** BYD / DENZA ไม่ประสงค์แจ้งยอดจองในงาน

ไฮไลท์สำคัญที่สร้างความประหลาดใจและสะท้อนการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในตลาดรถยนต์ไทย คือ การก้าวขึ้นสู่อันดับ 1 ของแบรนด์ AION / HYPTEC จากประเทศจีน ที่สามารถทำยอดจองไปได้สูงถึง 1,248 คัน

ถือเป็นการโค่นแชมป์เก่าและเจ้าตลาดมายาวนานอย่าง Toyota ที่ตามมาติดๆ ในอันดับ 2 ด้วยยอดจอง 1,177 คัน

การผลัดเปลี่ยนตำแหน่งผู้นำในครั้งนี้ ชี้ให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยที่เปิดรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้ามากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

นอกเหนือจากสองอันดับแรก ความร้อนแรงของแบรนด์รถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนยังคงปรากฏชัดเจน

โดย DEEPAL / AVATR รั้งอันดับ 3 ด้วยยอดจอง 984 คัน, MG ตามมาในอันดับ 4 ที่ 841 คัน และ GWMอยู่ในอันดับ 5 ด้วยยอดจอง 779 คัน

ซึ่งการที่แบรนด์จีนสามารถครองถึง 4 ตำแหน่งใน Top 5 ยิ่งตอกย้ำถึงอิทธิพลและการยอมรับที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในตลาดประเทศไทย

ขณะที่แบรนด์ญี่ปุ่นอื่นๆ ที่เคยเป็นที่นิยม ต่างทำยอดจองตามมาในอันดับถัดๆ ไป อาทิ Honda อันดับ 6 (686 คัน), Nissan อันดับ 7 (351 คัน), Isuzu อันดับ 8 (313 คัน), และ Mitsubishi อันดับ 10 (243 คัน)

นอกจากนี้ แบรนด์ EV ที่น่าจับตามองอย่าง ZEEKR ก็สามารถแทรกตัวเข้ามาอยู่ใน 10 อันดับแรกได้สำเร็จในอันดับ 9 ด้วยยอดจอง 260 คัน

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นนี้ ไม่เพียงสะท้อนความสำเร็จของ AION และแบรนด์ EV จีนอื่นๆ ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์ที่โดดเด่นทั้งด้านราคา เทคโนโลยี ดีไซน์ และฟังก์ชันที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่

แต่ยังบ่งชี้ถึงความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อรถยนต์ไฟฟ้า และการแข่งขันที่ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นในอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ซึ่งผู้เล่นเดิมจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้

ยอดจองรถยนต์ 4 วันแรกของงาน Motor Show 2025 ได้สร้างจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ การผงาดขึ้นเป็นอันดับ 1 ของ AION ถือเป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนถึงการรุกคืบอย่างหนักหน่วงของค่ายรถยนต์ไฟฟ้าจากจีนในตลาดไทย และเป็นการท้าทายเจ้าตลาดเดิมอย่าง Toyota โดยตรง

แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคชาวไทยเปิดใจรับเทคโนโลยี EV มากขึ้น และให้ความสำคัญกับความคุ้มค่าและนวัตกรรมใหม่ๆ ที่แบรนด์จีนนำเสนอ ต้องจับตาดูกันต่อไปว่าเมื่อสิ้นสุดงาน

ยอดจองรวมและการจัดอันดับสุดท้ายจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่แน่นอนคือ ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นและมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์รถยนต์ไทย

ที่มา : autolifethailand
Source : Spring News

ตราสัญลักษณ์ G-Green ของไทยเป็นสัญลักษณ์ที่แสดงถึงการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศ จัดตั้งขึ้นโดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) โดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (กรมลดโลกร้อน) มีเป้าหมายเพื่อส่งเสริมให้ธุรกิจและองค์กรลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมในกระบวนการผลิตสินค้าและบริการ

รวมถึงการพัฒนาสู่เศรษฐกิจหมุนเวียนและความยั่งยืนในประเทศไทย โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมสถานประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เช่น โรงแรม ร้านอาหาร อุทยานแห่งชาติ สำนักงาน และผู้บริโภค หน่วยงานที่ผ่านการประเมินจะได้รับโล่ตราสัญลักษณ์ G-Green มีอายุการรับรอง 3 ปี แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ

  • ระดับดีเยี่ยม (G ทอง)
  • ระดับดีมาก (G เงิน)
  • ระดับดี (G ทองแดง)

ล่าสุด วันที่ 26 มีนาคม 2568 ทส. โดยกรมลดโลกร้อน จัดพิธีมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G-Green ระดับประเทศ ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร เชิดชูเกียรติ สถานประกอบการและหน่วยงาน ที่ผ่านเกณฑ์การประเมินรับรองความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ปี 2567 ภายใต้ตราสัญลักษณ์ G-Green จำนวน 233 แห่ง

ผู้ประกอบการไทย 233 ราย คว้าตรา G-GREEN ต้นแบบธุรกิจคาร์บอนต่ำ

นายจตุพร บุรุษพัฒน์ ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นประธานในพิธี ได้เปิดเผยว่าในปี 2567 กระทรวงฯ ผ่านกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เปิดตัวโครงการ “Green Hotel Plus” ซึ่งเป็นมาตรฐานใหม่ของโรงแรมในไทย โดยได้รับการรับรองจาก Global Sustainable Tourism Council (GSTC) ระดับสากล สอดคล้องกับเกณฑ์มาตรฐานการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของโลก

นอกจากจะช่วยยกระดับการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวกในโรงแรมไทยแล้ว ยังสร้างความเชื่อมั่นในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศ และเปิดโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ ที่มีความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น โดยการรับรองนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

นอกจากนี้ กระทรวงฯ ยังได้ร่วมมือกับมูลนิธิพัฒนาการท่องเที่ยวยั่งยืนจังหวัดภูเก็ตและภาคีเครือข่ายต่างๆ ในการดำเนินโครงการ “Green Hotel Plus Phuket Sandbox” ซึ่งมุ่งเน้นส่งเสริมโรงแรมและที่พักในจังหวัดภูเก็ตกว่า 600 แห่งให้ได้รับการรับรองมาตรฐาน Green Hotel Plus เพื่อเตรียมความพร้อมในการเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมการท่องเที่ยวยั่งยืนระดับโลก หรือ GSTC 2026 ที่จะจัดขึ้นวันที่ 31 มีนาคม – 4 เมษายน 2569 ณ จังหวัดภูเก็ต การดำเนินโครงการนี้จะเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาการท่องเที่ยวที่ยั่งยืนของประเทศไทย และส่งเสริมให้ภาคการท่องเที่ยวไทยก้าวขึ้นสู่ระดับโลกอย่างยั่งยืน

นายจตุพร ได้เน้นย้ำถึงบทบาทสำคัญของกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมในการขับเคลื่อนการบรรลุเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน โดยเฉพาะในด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเป็นภารกิจที่ต้องการความร่วมมือจากทุกภาคส่วน

ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน หรือภาคประชาชน เพื่อพัฒนาและปรับเปลี่ยนประเทศไทยให้กลายเป็นสังคมเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การบรรลุเป้าหมายดังกล่าวไม่สามารถสำเร็จได้หากขาดการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ซึ่งจะต้องปรับตัวและเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตที่ดีกว่า

“รางวัลตราสัญลักษณ์ G-Green ที่มอบให้ในวันนี้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน และความเป็นผู้นำที่กล้าเปลี่ยนแปลง พร้อมรับผิดชอบต่อสถานการณ์โลกและสังคม” นายจตุพรกล่าว “การได้รับรางวัลนี้ไม่เพียงแค่แสดงถึงความสำเร็จในด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม แต่ยังสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการสร้างสังคมคาร์บอนต่ำที่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ ขอให้ผู้ประกอบการที่ได้รับรางวัลนี้รักษามาตรฐานที่สูงและร่วมกันขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจสีเขียว สร้างสรรค์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ และส่งต่อโลกที่ยั่งยืนให้กับคนรุ่นหลัง”

สถานประกอบการ 233 แห่ง ได้สัญลักษณ์

ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม ได้เผยถึงการดำเนินงานของกรมลดโลกร้อนที่มุ่งมั่นส่งเสริมการผลิต การบริการ และการบริโภคที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านโครงการ “G-Green”

ซึ่งประกอบด้วยหลากหลายหมวดหมู่ที่สำคัญ ได้แก่

  • Green Production การผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • Green Hotel โรงแรมที่ยั่งยืน
  • Green National Park อุทยานแห่งชาติสีเขียว
  • Green Office สำนักงานสีเขียว
  • Green Restaurant ร้านอาหารที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • Green Residence ที่อยู่อาศัยที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

พร้อมทั้งการรับรองผลิตภัณฑ์ในหมวด “ECO Plus” และ “UPCYCLE Circular Economy” ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยสร้างแนวทางใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

“วันนี้ได้มีการมอบรางวัลตราสัญลักษณ์ G-Green ให้แก่สถานประกอบการและหน่วยงานที่มีผลงานโดดเด่นในการดำเนินกิจกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม จำนวน 233 แห่ง โดยในนั้นมีสถานประกอบการที่ได้รับรางวัล G-Plus จำนวน 13 แห่ง ระดับดีเยี่ยม จำนวน 96 แห่ง, ระดับดีมาก จำนวน 86 แห่ง, ระดับดี จำนวน 32 แห่ง และผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรอง G-Upcycle และ ECO Plus จำนวน 6 ผลิตภัณฑ์” ดร.พิรุณ กล่าว

นอกจากนี้ ภายในงานยังมีการจัดนิทรรศการแสดงผลงานจากเครือข่าย G-Green ที่ส่งเสริมการผลิตและบริการอย่างยั่งยืน รวมถึงการนำเสนอตัวอย่างโรงแรมที่ได้รับการรับรอง Green Hotel Plus จากโรงแรมสุโขทัย และ Green Office จากองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นิรมาณ ไหลสาธิต กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ และกรรมการบริหาร ธนาคารกรุงเทพ กล่าวในงานสัมมนา “4th annual Sustainability Week Asia” ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น การดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อลดผลกระทบจึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง สถาบันการเงินต่างๆ ตระหนักถึงบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ โดยยึดมั่นในกรอบแนวทางระดับโลกอย่างข้อตกลงปารีส และมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนลูกค้าในทุกภาคส่วนให้สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โซลูชันทางการเงินที่หลากหลาย

สถาบันการเงินได้พัฒนาโซลูชันทางการเงินที่หลากหลายเพื่อสนับสนุนโครงการพลังงานสะอาด เช่น โครงการพลังงานแสงอาทิตย์ การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา และข้อตกลงการซื้อพลังงาน (PPA) นอกจากนี้ ยังมีการเปิดตัวโครงการการเงินที่สนับสนุนเป้าหมาย Net-Zero ของประเทศไทย โดยการระดมทุนสำหรับโครงการลดคาร์บอนในทุกอุตสาหกรรม

\'แบงก์กรุงเทพ\' ปั้นไทยสู่ Net-Zero! ลดคาร์บอน ดัน EV มากขึ้น

การสนับสนุนการผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (EV)

เป็นอีกหนึ่งบทบาทสำคัญ โดยมีการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่ผู้ผลิต EV ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้ ยังสนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการใช้งาน EV เช่น สถานีชาร์จ และการลงทุนของผู้ผลิตยานยนต์ไฟฟ้าจากต่างประเทศ รวมถึงการออกผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เช่น พันธบัตรที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการขนส่งที่สะอาด

อย่างไรก็ตาม การบรรลุเป้าหมายความยั่งยืนระดับโลกต้องการเงินทุนจำนวนมหาศาล ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญ โดยเฉพาะในตลาดเกิดใหม่ เพื่อแก้ไขปัญหานี้ สถาบันการเงินได้ให้สินเชื่อการเปลี่ยนผ่านแก่ภาคอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนสูง เพื่อสนับสนุนให้ธุรกิจสามารถปรับเปลี่ยนสู่การดำเนินงานที่ยั่งยืน โดยยังคงรักษาความมั่นคงทางการเงิน

การสนับสนุนภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมหนัก

สถาบันการเงินยังให้ความสำคัญกับการสนับสนุนภาคเกษตรกรรมและอุตสาหกรรมหนัก โดยสนับสนุนการเกษตรที่ใช้น้ำต่ำและการใช้ระบบชลประทานที่ทันสมัย รวมถึงการให้การสนับสนุนทางการเงินแก่อุตสาหกรรมที่ยากต่อการลดคาร์บอน เช่น อุตสาหกรรมเหล็กและซีเมนต์ เพื่อช่วยให้ธุรกิจสามารถลดการปล่อยคาร์บอนโดยยังคงความสามารถในการแข่งขัน

สถาบันการเงินมองว่าความยั่งยืนไม่ใช่เพียงแค่ทางเลือกทางจริยธรรม แต่เป็นความจำเป็นทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน จึงมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำในการผลักดันอุตสาหกรรมให้เปลี่ยนผ่านไปสู่สีเขียว โดยการลงทุนเชิงกลยุทธ์ สินเชื่อการเปลี่ยนผ่าน และโครงการเฉพาะอย่างโครงการการเงินที่สนับสนุนเป้าหมาย Net-Zero เพื่อสร้างอนาคตที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) มีมติตรึงราคาก๊าซ LPG ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม ต่อไปอีก 3 เดือน ระหว่างเมษายน-มิถุนายน 2568 แม้จะมีข้อเสนอให้ปรับขึ้น 1 บาทต่อกิโลกรัม หรือเป็น 438 บาทต่อถัง แต่ กบง. ยังย้ำจุดยืนช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ขณะที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุดติดลบ -58,428 ล้านบาท ต่ำสุดในรอบ 3 ปี ต่ำกว่าปี 2565 เป็นครั้งแรก

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อ 28 มีนาคม 2568 ระบุว่า กบง. ตัดสินใจตรึงราคา LPG ที่ 423 บาทต่อถัง 15 กิโลกรัม แม้มีตัวเลขเสนอให้ปรับเป็น 438 บาท แต่เลือกคงราคาเดิมเพื่อไม่ให้ประชาชนเดือดร้อน สอดคล้องกับนโยบายลดราคาพลังงานของรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งสามารถตรึงราคาก๊าซหุงต้มได้ต่อเนื่อง

ข้อมูลจากศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) ระบุ ณ วันที่ 30 มีนาคม 2568 กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงติดลบ -58,428 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ -12,519 ล้านบาท และบัญชี LPG ติดลบ -45,909 ล้านบาท โดยเงินกองทุนเริ่มติดลบตั้งแต่ 26 ธันวาคม 2564 ที่ -4,480 ล้านบาท และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกินแสนล้านบาทในปี 2566-2567 แต่ปี 2568 ตัวเลขติดลบลดลงเหลือ -58,428 ล้านบาท

ทั้งนี้ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) เร่งเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันเข้ากองทุนฯ ในช่วงราคาน้ำมันโลกปรับลด โดยเรียกเก็บจากดีเซลและดีเซล B20 ที่ 2 บาทต่อลิตร ดีเซลพรีเมียม 3.50 บาทต่อลิตร ส่วนเบนซินออกเทน 95 เก็บ 10.21 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 เก็บ 3.37 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 เก็บ 1.69 บาทต่อลิตร และ E85 เก็บ 1.16 บาทต่อลิตร

ผลจากมาตรการนี้ทำให้กองทุนฯ มีเงินไหลเข้า 351 ล้านบาท แบ่งเป็นจากผู้ใช้น้ำมัน 331 ล้านบาท และโรงแยกก๊าซ 20 ล้านบาท รายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 10,530 ล้านบาท หากราคาน้ำมันโลกทรงตัว คาดกองทุนฯ อาจพลิกเป็นบวกได้ในเดือนสิงหาคม 2568

ราคาน้ำมันโลก ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 เวลา 14.30 น. น้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ 72.45 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 0.01 เหรียญสหรัฐฯ เวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 69.15 เหรียญสหรัฐฯ ลดลง 0.21 เหรียญสหรัฐฯ และเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 73.47 เหรียญสหรัฐฯ ลดลง 0.16 เหรียญสหรัฐฯ

ส่วนค่าการตลาดน้ำมันจากสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ณ วันที่ 31 มีนาคม 2568 เบนซินออกเทน 95 อยู่ที่ 3.88 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 3.47 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 3.55 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 3.56 บาทต่อลิตร E85 อยู่ที่ 4.74 บาทต่อลิตร และดีเซล 1.78 บาทต่อลิตร เฉลี่ยค่าการตลาดเดือนมีนาคม 2568 อยู่ที่ 2.43 บาทต่อลิตร (จากค่าที่เหมาะสม 1.5-2 บาทต่อลิตร)

Source : Energy News Center