บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ กัลฟ์ ร่วมมือกับ คณะทันตแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เดินหน้าออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ “GULF Sparks Smiles มอบรอยยิ้มสดใสให้ชุมชน” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ให้บริการตรวจฟันเบื้องต้นกับประชาชนฟรี ทั้งอุดฟัน ถอนฟัน ขูดหินปูน เคลือบฟลูออไรด์ เอกซเรย์ และผ่าฟันคุด พร้อมทั้งมีการให้ความรู้ด้านการดูแลสุขภาพฟันอีกด้วย โดยจะมีการออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ไปยังพื้นที่ห่างไกลจากศูนย์บริการสาธารณสุข หรือยากต่อการเข้าถึงการรักษาทางทันตกรรม เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนในสังคม ได้รับการรักษาจากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และเข้าถึงบริการด้านสาธารณสุขที่มีคุณภาพ


โดยโครงการ GULF Sparks Smiles มอบรอยยิ้มสดใสให้ชุมชน หน่วยที่ 2 ของปีนี้ จะจัดขึ้นในวันที่ 7-8 มิถุนายน 66 ณ วัดทิพพาวาส เขตลาดกระบัง ซึ่งในวันที่ 7 มิถุนายน 66 จะเป็นการให้บริการกับคนในพื้นที่เขตลาดกระบัง ที่ได้มีการลงทะเบียนกับสาธารณสุขเอาไว้ล่วงหน้า และวันที่ 8 มิถุนายน จะเป็นการเปิดรับลงทะเบียนสำหรับผู้ที่ walk-in ในช่วง 8.00 – 9.00 น. เท่านั้น (รับจำนวนจำกัดที่ 150 คน/วัน)

สำหรับโครงการ GULF Sparks Smiles ในปีนี้จะออกหน่วยทั้งสิ้น 4 ครั้ง โดยครั้งต่อไปจะต่อยอดขยายพื้นที่ความช่วยเหลือไปที่ จ.สระบุรี และกลับมาออกหน่วยทันตกรรมเคลื่อนที่ครั้งสุดท้ายในพื้นที่เขต กทม. โดยผู้ที่สนใจสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook page ‘Gulf SPARK’

Source : Energy News Center

PEA เปิดตัว PEA SOLAR เผย​ 7​ ขั้นตอนให้บริการแบบครบวงจร​ งานระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ที่ติดตั้งบนหลังคา​โดย​ Standard แพ็คเกจ มีราคาเริ่มตั้งแต่ประมาณ 130,000 บาท ไปจนถึง 680,000 บาท

การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA เปิดตัวบริการธุรกิจเสริมการติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาของ PEA หรือ PEA SOLAR ที่สร้างความเชื่อมั่นด้วยทีมงานวิศวกรและผู้เชี่ยวชาญมืออาชีพของ PEA ที่มีสาขาบริการลูกค้าครอบคลุมทั่วประเทศ

นายศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กล่าวว่า การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ รวมถึงโซลาร์เซลล์ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐทำให้การติดตั้งมีค่าใช้จ่ายที่ลดน้อยลง หลายบ้านหันมาติดตั้งเพื่อเป็นพลังงานทางเลือก ช่วยลดค่าไฟฟ้า เพราะประเทศไทยเป็นเมืองร้อนที่มีแดดจัดจึงเหมาะกับการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์

โดย​ PEA SOLAR มี 7 ขั้นตอน ให้ลูกค้าได้ติดตั้ง Solar Rooftop กับ PEA ดังนี้

  1. ลูกค้าสนใจติดตั้ง: ช่องทางติดต่อที่สะดวก ที่สาขาของ PEA ทั่วประเทศ
  2. สำรวจและออกแบบ: โดยทีมวิศวกรของ PEA ที่มีความเชี่ยวชาญ
  3. ชำระเงิน: ชำระเงินสด หรือ PEA ได้เพิ่มทางเลือกโดยร่วมกับพันธมิตรซึ่งเป็นสถาบันการเงิน ในการให้บริการสินเชื่อให้กับลูกค้า
  4. ขออนุญาตหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง: PEA ดำเนินการให้ทุกขั้นตอน
  5. ติดตั้งระบบ Solar และเชื่อมต่อกับระบบจำหน่ายของ PEA: ทีมงานมืออาชีพของ PEA ดูแลการติดตั้งให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กำหนด
  6. เริ่มใช้งาน
  7. การบำรุงรักษาระบบ: PEA ดูแลแบบครบวงจรจนถึงบำรุงรักษา

ราคาแพ็กเกจ PEA SOLAR เป็นราคาที่คิดจากอุปกรณ์ของผู้ประกอบการผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์แผงเซลล์แสงอาทิตย์ และ Inverter ที่ผ่านการขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการจำหน่ายผลิตภัณฑ์กับ PEA เรียบร้อยแล้ว ซึ่งผู้ประกอบการดังกล่าวเป็นผู้ผลิตและตัวแทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์โดยตรง โดยเป็นการนำแผงเซลล์แสงอาทิตย์ และ Inverter มาจับคู่ให้เป็นทางเลือกสำหรับลูกค้าที่สนใจจะติดตั้ง Solar Rooftop ตามแบรนด์ของแต่ละผลิตภัณฑ์ ซึ่งแบ่งราคาแพ็คเกจออกเป็น 2 กลุ่ม มีขนาดกำลังการผลิตไฟฟ้า แบ่งออกเป็น 3kW 5kW 10kW 15kW และ 20kW ลูกค้าสามารถเลือกได้ตามกลุ่มแพ็คเกจและระดับราคาตามที่ลูกค้าต้องการ โดยรายละเอียดของทั้ง 2 กลุ่มแพ็กเกจ มีดังนี้

  1. กลุ่ม Standard แพ็คเกจ เป็นผลิตภัณฑ์แผงและ Inverter ที่มีมาตรฐานตามที่ PEA กำหนด มีราคาเริ่มตั้งแต่ประมาณ 130,000 บาท ไปจนถึง 680,000 บาท
  2. กลุ่ม Premium แพ็คเกจ เป็นผลิตภัณฑ์แผงและ Inverter ที่มีมาตรฐานตามที่ PEA กำหนด และสามารถเพิ่มเติมอุปกรณ์ Power optimizer และ Micro Inverter ได้ โดยจะมีราคาเริ่มตั้งแต่ประมาณ 150,000 บาท ไปจนถึง 840,000 บาท

PEA SOLAR พร้อมให้บริการแบบครบวงจร วางแผงแล้ววันนี้ทั่วประเทศ โดยสามารถชำระเงินได้ทั้งแบบเงินสด และบริการสินเชื่อผ่านสถาบันการเงินพันธมิตรของ PEA ได้แก่ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ​ ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารทหารไทยธนชาต ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย และธนาคารออมสิน สำหรับผู้สนใจสามารถติดตามความเคลื่อนไหวและสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค PEA หรือเว็บไซต์ www.peasolar.pea.co.th และ 1129 PEA Contact Center

Source : Energy News Center

โล่งอก ราคาน้ำมันปี 2566 อาจไม่ผันผวนมาก สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เผยว่า กองทุนน้ำมันฯ ปัจจุบันติดลบลดเหลือเพียง 72,000 ล้านบาท จากก่อนหน้านี้ติดลบกว่า 1.3 แสนล้านบาท จับตา ! 4 มิ.ย. 66 โอเปกจะลดกำลังผลิตหรือไม่

เรื่องราคาน้ำมันแน่นอนว่ามีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตประชาชน และภาคธุรกิจ เพราะหากราคาน้ำมันผันผวนก็จะส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภค บริโภค อย่างแน่นอน ล่าสุดนายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้กองทุนน้ำมันมีเก็บค่าชดเชยพลังงานที่เข้าไปอุดหนุนมากขึ้นตั้งแต่เกิดสงครามรัสเซีย-ยูเครน จึงทำให้ราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น แต่…ปัจจุบัน พบว่า กองทุนสามารถเก็บเงินเข้าคืนกองทุนได้แล้วทำให้เหลือติดลบลดลงเหลือ 72,000 ล้านบาท

ส่วนถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงในปัจจุบันไม่ผันผวนเหมือนปี2565 ที่ผ่านมา ที่ก่อนหน้านี้สูงสุดอยู่ที่135 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งปัจจุบันอยู่ 90 เหรียญ นับได้ว่าเป็นราคาน้ำมันที่ไม่สูง ส่งผลดีต่อกองทุนน้ำมันที่ได้นำเงินส่วนนี้มาเสริมสภาพคล่อง พร้อมกันนี้ได้คาดว่าราคาน้ำมันดีเซล จะอยู่ที่ประมาณ 88-90 เหรียญสหรัฐ น้ำมันดูไบอยู่ที่ 73 เหรียญ ราคาไม่สูงเหมือนปีที่ผ่านมา

กองทุนน้ำมันฯ ติดลบลดเหลือ 72,000 ลบ.

กองทุนน้ำมันฯ ติดลบลดเหลือ 72,000 ลบ. 

สำหรับรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศที่มีนโยบายลดค่าน้ำมันเชื้อเพลิง จากปัจจุบันมีราคาต้นทุนที่ 21 บาทต่อลิตร ส่วนตัวมองว่าการลดราคาน้ำมันต้องมีการถอดภาษีท้องถิ่น ภาษีสรรพสามิต ให้เหลือค่าการตลาดให้ผู้ประกอบการดำเนินงานต่อไป ซึ่งจะเหลือลิตรละ 25 บาท จากเดิม 32 บาท ทั้งนี้จะทำให้ประเทศจะขาดรายได้ภาษี

อย่างไรก็ตามในส่วนของการจะนำเงินจากกองทุนน้ำมันที่เก็บเข้ากองทุนอยู่ขณะนี้อยู่ที่ 5.23 บาท จะต้องดูวินัยการเงินการคลังประกอบด้วย เพราะจะทำให้เจ้าหนี้ไม่ซื้อน้ำมันมากลั่นขาย เหมือนกับหลายประเทศที่ประสบปัญหาน้ำมันแพง นอกจากนี้รัฐบาลใหม่กองทุนน้ำมันต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ด้วย และต้องจับตา! 4 มิ.ย. 66 โอเปกจะลดกำลังผลิตหรือไม่ เพราะจะส่งผลต่อราคาน้ำมันในตลาดโลกแน่นอน

Source: Spring News

‘เซ็นทรัล รีเทล’ ตอกย้ำจุดยืนองค์กรค้าปลีกต้นแบบด้านความยั่งยืนรายแรกในเอเชีย ด้วยแนวคิดการดำเนินธุรกิจสร้างความยั่งยืนด้วยหลัก ESG ย้ำการเป็น Green & Sustainable Retail มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

จากความตระหนักถึงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อองค์กร และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย นำมาสู่การกำหนดนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมของ บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ CRC ในการกำกับดูแลให้เกิดการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ควบคู่กับการวิเคราะห์โอกาสต่างๆ ที่จะนำไปสู่การสร้างความยั่งยืนในทุกมิติ

ความมุ่งมั่นลงมือทำจริงและทำอย่างต่อเนื่อง ถือเป็นการตอกย้ำจุดยืนองค์กรค้าปลีกต้นแบบด้านความยั่งยืนรายแรกในเอเชีย ด้วยแนวคิดการดำเนินธุรกิจสร้างความยั่งยืนใน 3 มิติ สิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environment, Social, Governance : ESG) จนเกิดเป็นผลลัพธ์เชิงบวกอย่างเป็นรูปธรรมกับทุกภาคส่วนสู่ความสมดุล มั่งคั่ง และยั่งยืน

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

ญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เซ็นทรัล รีเทล ย้ำชัดเจตนารมณ์องค์กรในการเป็น Green & Sustainable Retail ที่มุ่งสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน เดินหน้าลดคาร์บอน ใส่ใจสิ่งแวดล้อม ตลอดจนสร้างวิถีชีวิต และเศรษฐกิจที่ดีให้กับชุมชน ผ่านกลยุทธ์ CRC ‘ReNEW’ โดยมี ผลลัพธ์การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพในปี 2565 และ เป้าหมายในระยะสั้นภายในปี 2573 ดังนี้

1. Reduce Greenhouse Gases การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยสามารถใช้พลังงานหมุนเวียนได้ 8% จากการใช้พลังงานทั้งหมด ด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์เซลล์ 83 สาขา และสถานีประจุไฟฟ้า 58 สาขา รองรับรถยนต์ไฟฟ้าได้ 790 คัน ในศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า, ส่งเสริมการใช้รถบรรทุกไฟฟ้าในการขนส่งสินค้า, การติดตั้งตู้เย็นประหยัดพลังงานกว่า 217 ตู้ เป็นต้น โดยตั้งเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการใช้พลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาด 50% ในปี 2573

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

2.Navigate Society Well-Being การสร้างสังคมให้น่าอยู่ ด้วยการผนึกกำลังคู่ค้าในการปรับปรุงการดำเนินธุรกิจให้ลดขั้นตอน ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ทั้งด้านโลจิสติกส์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความพึงพอใจของผู้บริโภคมากที่สุด นอกจากนี้ ยังส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม เช่น การจ้างงานคนพิการกว่า 412 คน รวมทั้งให้การสนับสนุนผลิตภัณฑ์ชุมชนและช่องทางการจำหน่าย โดยสามารถสนับสนุนชุมชนมากกว่า 100,000 ครัวเรือน สร้างรายได้กว่า 1,500 ล้านบาท พร้อมกำหนดเป้าหมายในปี 2573 เป็น 5,400 ล้านบาทต่อปี

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

3. Eco-friendly Product and Packaging การส่งเสริมสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ด้วยการขยายร้านค้าสีเขียวจำหน่ายสินค้ารักษ์โลก จำนวนกว่า 60 แห่ง เช่น ร้าน Healthiful, Tops Green โดยตั้งเป้าเดินหน้าเปิดเพิ่มเป็น 200 แห่ง รวมทั้งสนับสนุนการใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ถึง 6% ด้วยการเพิ่มตัวเลือกสินค้าที่เป็นกรีนโปรดักต์ สินค้าออร์แกนิค สินค้าวีแกน และอื่นๆ พร้อมตั้งเป้าให้ได้ 100%

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

4.Waste Management การบริหารจัดการขยะมูลฝอย โดยสามารถนำขยะกลับมาใช้ประโยชน์ได้ 15% ด้วยการแปลงขยะเป็นปุ๋ยหรือแก๊สหุงต้มเพื่อลดปริมาณขยะสู่หลุมฝังกลบ, การประยุกต์เศรษฐกิจหมุนเวียนผ่าน 3Rs เช่น การรีไซเคิลขวดพลาสติกในโครงการขวดเปล่าไม่สูญเปล่าให้เป็นผ้าห่มกันหนาวให้กับผู้ขาดแคลน, การส่งเสริมให้ลูกค้านำถุงผ้ามาใช้เอง และการรณรงค์คัดแยกขยะอย่างถูกวิธีกับทุกภาคส่วน เป็นต้น โดยตั้งเป้าหมายการนำขยะมาใช้ประโยชน์เพิ่มขึ้นเป็น 30%

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

เดินหน้า Net Zero ปี 2593

ทั้งนี้ เซ็นทรัล รีเทล ตระหนักถึงปัญหาวิกฤติสิ่งแวดล้อมซึ่งถือเป็นวาระเร่งด่วนที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน จึงเร่งเครื่องภารกิจ เส้นทางสู่ Net Zero ด้วยการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ภายในปี 2593 ด้วยแนวทางปฏิบัติที่เข้มข้นต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการคืนออกซิเจนให้โลกด้วยการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ป่าต้นน้ำ และเพิ่มพื้นที่สีเขียวจากการปลูกป่า ตั้งเป้า 50,000 ไร่ในปี 2573 การลงทุนสีเขียวในด้านนวัตกรรมหรือเทคโนโลยีเพื่อช่วยลดโลกร้อน การส่งเสริมใช้พลังงานหมุนเวียน และพลังงานสะอาดในรูปแบบต่างๆ เช่น การเปลี่ยนผ่านการขนส่งคาร์บอนต่ำเป็นพลังงานไฟฟ้า และบริการจุดเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า เป็นต้น

ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร CRC ย้ำว่า เซ็นทรัล รีเทล ยืนหยัดแน่วแน่ในพันธกิจที่จะขับเคลื่อนองค์กรสู่ความสมดุลและยั่งยืน พร้อมส่งต่อสังคม และสิ่งแวดล้อมที่มีคุณภาพในระยะยาวให้กับประเทศชาติต่อไป

ฟื้นป่าชุมชน เศรษฐกิจท้องถิ่น

ทั้งนี้ CRC ได้วางแผนการดำเนินการกิจกรรม ReNEW ตั้งแต่เพิ่มการใช้พลังงานหมุนเวียน เศรษฐกิจหมุนเวียน เปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งคาร์บอนต่ำ การลงทุนสีเขียว ใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ใช้บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน ส่งเสริมสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การจัดการขยะ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวและการปลูกป่า

นอกจากนี้ ยังมีโครงการที่ทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในการเดินหน้าพัฒนาความยั่งยืนให้ครอบคลุมทุกมิติ ไม่เพียงแค่การดูแลสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่ยังต้องควบคู่ไปกับการดูแลสังคม เศรษฐกิจชุมชน ให้พัฒนาไปพร้อมกัน โดยโครงการที่ได้ดำเนินการ และเห็นผลอย่างเป็นรูปธรรม มีดังนี้

โครงการฟื้นฟูระบบนิเวศน์ป่าต้นน้ำ และเพิ่มพื้นที่สีเขียว ความร่วมมือระหว่าง บริษัทกับองค์กรภาคี มุ่งฟื้นฟูระบบนิเวศน์ร่วมกับชุมชน ส่งเสริมการทำเกษตรอย่างยั่งยืน นอกจากเป็นการฟื้นฟูพื้นที่ป่าเพื่อเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจกแล้ว ยังสร้างประโยชน์ให้กับชุมชนในพื้นที่ ผ่านการสร้างรายได้ และการพัฒนาระบบอาหารปลอดภัย การผลิต การแปรรูป การตลาด และการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตร อีกทั้ง ส่งเสริมการทำการเกษตรผสมผสาน 2,154 ไร่ในปี 2564 และเพิ่มเป็น 5,519 ไร่ ในปี 2565

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

โครงการ Samui Zero Waste Model จุดเริ่มจากการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางที่เกิดขึ้นในห้างสรรพสินค้าของบริษัทโดยพนักงาน มุ่งเน้นที่การคัดแยกขยะอินทรีย์ ทั้งที่ยังรับประทานได้เพื่อนำไปแปรรูปเป็นอาหารสัตว์ และที่รับประทานไม่ได้เพื่อนำไปแปรรูปเป็นปุ๋ยอินทรีย์ และก๊าซหุงต้ม สนับสนุนการก่อตั้งวิสาหกิจชุมชนฟาร์มชาวเกาะ เพื่อนำปุ๋ยหมักที่ได้มาใช้ในการเพาะปลูกผัก ผลไม้ ที่จะส่งไปจัดจำหน่ายภายในห้างสรรพสินค้า ในปี 2565 โครงการนี้ช่วยลดขยะอินทรีย์ได้ 41.7 ตัน เทียบเท่ากับการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 106 ตัน คาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า และยังสร้างรายได้ให้กับชุมชนจากการขายผัก ผลไม้ ในห้างสรรพสินค้าของบริษัท อีกด้วย

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพจากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร โดยร่วมมือกับบริษัทบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม (GRACZ) และสถาบันค้นคว้า และพัฒนาผลิตผลทางการเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ค้นคว้าวิจัยเพื่อพัฒนาบรรจุภัณฑ์ย่อยสลายได้ทางชีวภาพ (Compostable Packaging) จากวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร ยืดอายุการเก็บรักษาอาหารนานขึ้น ลดปริมาณอาหารเหลือทิ้ง และมีแผนที่จะนำมาใช้จริงภายในปี 2567 สร้างรายได้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวที่ได้ทำการจำหน่ายฟางข้าว และชานอ้อยให้กับบริษัท

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

โครงการถุง U Bag เกาะสมุย ร่วมกันกับพนักงานของบริษัท ภาคีในพื้นที่เกาะสมุย และวิสาหกิจชุมชนสมุยยั่งยืน เริ่มจากการรวบรวมเศษสแลนกันแดดหรือตาข่ายกรองแสงที่เหลือจากกระบวนการผลิตของโรงงานบนเกาะสมุย เพื่อนำส่งให้กับชุมชนไปแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่า ตัดเย็บเป็นถุงผ้าแล้วจึงนำไปใช้ขายในห้างสรรพสินค้า โรงแรม และร้านอาหารภายในเครือบริษัท เป็นการเพิ่มการตระหนักรู้ด้านปัญหาสิ่งแวดล้อมของชุมชนและลูกค้า ช่วยสร้างรายได้ให้กับวิสาหกิจชุมชนสมุยยั่งยืน จากการจำหน่ายถุงวนจำนวน 1,050 ใบ คิดเป็นเงินมูลค่า 94,000 บาท

Green & Sustainable Retail ‘เซ็นทรัล รีเทล’ ค้าปลีกต้นแบบยั่งยืนรายแรกเอเชีย

โครงการส่งเสริมสินค้าเกษตรอินทรีย์และสินค้า OTOP ส่งเสริมเกษตรกรรุ่นใหม่และชุมชนให้เกิดการต่อยอดผลผลิตทางการเกษตรให้มีมูลค่าเพิ่ม และมีความทันสมัยผ่านการสนับสนุนองค์ความรู้ในกระบวนการผลิตตั้งแต่การออกแบบและพัฒนาสินค้า การตัดแต่ง และบรรจุภัณฑ์โดยวิธีธรรมชาติ การนำสินค้าเข้ามาวางจำหน่ายในรูปแบบ Modern Trade จนถึงช่องทางการจัดจำหน่าย การจัดหาวัตถุดิบที่ผลิตโดยการเกษตรอินทรีย์จะช่วยให้ชุมชนเกิดการอนุรักษ์พื้นที่ป่า และอนุรักษ์พันธุ์พืชตามสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (Geographical Indication: GI) ในปี 2565 บริษัท มียอดขายสินค้าเกษตรอินทรีย์ กว่า 365 ล้านบาท และมียอดขายสินค้า OTOP กว่า 144 ล้านบาท

Source : กรุงเทพธุรกิจ

จากการริเริ่มของกลุ่มบริษัท ดาว ประเทศไทย (Dow) ซึ่งร่วมมือกับ SCGC นำโครงการถนนพลาสติกที่ Dow ได้ทำสำเร็จในหลายประเทศทั่วโลกเข้ามาทดลองทำในประเทศไทย สู่ความร่วมมือกับพันธมิตรหลายภาคส่วน ทั้งภาควิชาการโดยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ภาคเอกชน บริษัท อริยสิน จำกัด และภาครัฐโดยกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท  รวมทั้งได้รับความร่วมมือจากสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และ PPP Plastic (โครงการความร่วมมือภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคม เพื่อจัดการพลาสติกและขยะอย่างยั่งยืน) และรับการสนับสนุนงบประมาณวิจัยจากองค์กรระหว่างประเทศ Alliance to End Plastic Waste (AEPW) ให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ได้ทำการศึกษาวิจัยเจาะลึก เพื่อสร้างกระบวนการในการนำพลาสติกใช้แล้วมาประยุกต์ใช้สร้างถนนให้เหมาะสมกับกระบวนการที่ใช้ในประเทศไทย รวมทั้งศึกษาผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยได้มีการแถลงผลการศึกษาของเฟส 1 เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งมีผลดีที่น่าพอใจ พร้อมทั้งกำลังทำการศึกษาวิจัยต่อยอดในถนนทดลองจริงของภาครัฐ เพื่อใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนสำหรับสร้างเป็นอีกหนึ่งมาตรฐานที่ได้รับอนุญาตให้ใช้กับการสร้างถนนของภาครัฐต่อไป

“การศึกษานวัตกรรมถนนพลาสติก Paving Green Road Study เฟส 1 ดำเนินการเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยมีการประเมินผลของการใช้พลาสติกเป็นส่วนผสมของถนนยางมะตอย รวมถึงผลการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับมลพิษทางอากาศและน้ำ ความสามารถในการรีไซเคิล และคุณสมบัติเชิงกลศาสตร์ของยางมะตอย โดยจากผลการศึกษาเฟสแรกในห้องทดลอง พบว่าพลาสติกรีไซเคิลที่นำมาเป็นส่วนผสมของการทำพื้นถนน ไม่พบสิ่งที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่มีความแข็งแรงของถนนดีขึ้นและมีอายุการใช้งานยาวนานขึ้น มีความปลอดภัยสำหรับผู้ใช้ถนน และประหยัดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาด้วย

เฟสต่อไปของโครงการฯ จะก้าวเข้าสู่การทดลองบนถนนจริง ซึ่งต้องขอขอบคุณกรมทางหลวงชนบทที่ได้จัดสรร ถนนส่วนหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ให้ใช้ในการทดสอบ และเมื่อการทดสอบบนท้องถนนจริงประสบความสำเร็จ ก็จะสามารถสร้างตลาดใหม่เพื่อรองรับขยะพลาสติก และกลายเป็นช่องทางในการกำจัดขยะพลาสติกจากสิ่งแวดล้อมได้ ทั้งนี้ จะมีการเผยแพร่ผลการศึกษาวิจัยในครั้งนี้สู่สาธารณชนในรูปแบบ open source เพื่อประโยชน์ในการจัดการพลาสติกอย่างยั่งยืนต่อไป” นายนิโคลัส โคลเลช รองผู้อำนวยการองค์กร Alliance to End Plastic Wastes กล่าว  

รศ.ดร.พีรพงศ์ จิตเสงี่ยม หัวหน้าคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า “การทดสอบในห้องทดลองมีการประเมินผล 4 ด้านหลัก ได้แก่ ปริมาณไมโครพลาสติกในอากาศ การปนเปื้อนพลาสติกในน้ำ คุณสมบัติด้านวิศวกรรมของแอสฟัลต์ผสมพลาสติก และความสามารถในการนำมารีไซเคิล ซึ่งผลการทดสอบของแบบจำลองในห้องทดลองในเฟสแรก พบว่า วัสดุผสมระหว่างพลาสติกและหินร้อนยางมะตอยไม่ทำให้เกิดก๊าซพิษ (Toxic Gas) และไม่พบไมโครพลาสติกปนเปื้อนในอากาศ และเมื่อทดสอบในสภาพจำลองการขัดผิวเทียบเท่ากับการใช้ถนน 7 ปี ก็ไม่พบพลาสติกหลุดปนเปื้อนในแหล่งน้ำ

รศ.ดร.พีรพงศ์ จิตเสงี่ยม หัวหน้าคณะวิจัยจากมหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ขณะเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบกับแอสฟัลต์ที่ไม่ผสมพลาสติก พบว่า วัสดุแอสฟัลต์ผสมพลาสติกมีคุณสมบัติด้านวิศวกรรมดีกว่าทุกมิติ โดยเฉพาะความสามารถต้านทานการกัดเซาะของน้ำและความชื้นที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังสามารถนำวัสดุดังกล่าวที่ผ่านการใช้งานแล้วมารีไซเคิลเพื่อใช้งานใหม่ได้ประมาณ 10% ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า การสร้างถนน 1 กิโลเมตร จะใช้ขยะพลาสติกประมาณ 300-600 กิโลกรัม”

ผศ.ดร.พฤกษ์ อักกะรังสี ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาพลังงานนครพิงค์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่กล่าวเสริมว่า “ในปี 2565 ได้นำแอสฟัลต์ผสมพลาสติกไปใช้ในโครงการถนนทดสอบผิวทางแอสฟัลต์คอนกรีตผสมขยะพลาสติกในมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งมีผิวการจราจรกว้าง 4 เมตร ระยะทาง 900 เมตร โดยใช้แอสฟัลต์คอนกรีต 420 ตัน ยางมะตอย 20.5 ตัน ขยะพลาสติกทดแทนยางมะตอย 950 กิโลกรัม ช่วยลดการปล่อยคาร์บอน 2,200 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ขณะเดียวกันก็นำไปใช้สร้างถนนรองรับการจัดงานเกษตรภาคเหนือครั้งที่ 10 มีผิวการจราจรกว้าง 6 เมตร ระยะทาง 740 เมตร ใช้แอสฟัลต์คอนกรีต 533 ตัน ยางมะตอย 26 ตัน ขยะพลาสติกทดแทนยางมะตอย 1,053 กิโลกรัม ลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ 2,500 กิโลกรัมคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ซึ่งการสร้างถนนแบบนี้ช่วยลดปริมาณขยะพลาสติก และลดปริมาณยางมะตอยที่ต้องใช้ เท่ากับช่วยลดการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิตยางมะตอยไปในตัว”

นายวีระ ขวัญเลิศจิตต์ ฝ่ายเลขานุการโครงการ PPP Plastics

นายวีระ ขวัญเลิศจิตต์ ฝ่ายเลขานุการโครงการ PPP Plastics กล่าวถึงข้อดีของการใช้ขยะพลาสติกมาผสมกับแอสฟัลต์เพื่อสร้างถนนว่า “ปัจจุบัน ประเทศไทยสามารถรีไซเคิลขยะพลาสติกได้ประมาณ 18% ของขยะพลาสติกทั้งหมด ซึ่งจากสถิติพบว่า ขยะพลาสติกที่มีปริมาณมากที่สุด คือ ถุงพลาสติก ที่มีสัดส่วนประมาณ 50% ของขยะพลาสติกทั้งหมด รองลงมาคือ ฟิล์ม และขวดพลาสติก ขณะเดียวกัน ก็มีการนำถุงพลาสติกไปรีไซเคิลน้อย หรือประมาณ 17% เท่านั้น ทำให้เห็นภาพชัดเจนว่า จะต้องบริหารจัดการขยะถุงพลาสติกมากขึ้น และการนำขยะถุงพลาสติกมาผสมกับแอสฟัลต์เพื่อทำถนนก็เป็นทางออกที่ดีเพื่อแก้ไขปัญหานี้”

“นักวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ประเมินว่า หากสามารถใช้ขยะพลาสติกปริมาณ 50,000 ตันต่อปีมาทำถนนก็จะช่วยลดปริมาณขยะได้มหาศาล โดยปัจจุบัน ประเทศไทยรีไซเคิลขยะพลาสติกได้ปีละประมาณ 500,000 ตัน จากปริมาณขยะพลาสติกทั้งหมดกว่า 2 ล้านตัน ส่วนที่เหลือต้องฝังกลบและเผาเพื่อผลิตพลังงาน” นายวีระ กล่าวเสริม

นายอนุสิษฐ แสงอริยวนิช กรรมการผู้จัดการ บริษัท อริยสิน จำกัด บริษัทรับเหมาสร้างถนนโครงการนำร่องที่ใช้แอสฟัลต์ผสมพลาสติก กล่าวว่า  “บริษัทฯ ได้ปรึกษากับกรมทางหลวงชนบทเพื่อออกแบบเครื่องจักรที่เหมาะสมสำหรับการผสมวัสดุปริมาณมาก และได้นำวัสดุดังกล่าวมาสร้างถนนโครงการทดสอบแล้ว 3 สาย ได้แก่ ทางหลวงชนบท สบ.3050 บ้านปากบาง จ.สระบุรี ระยะทาง 1.5 กิโลเมตร กว้าง 8 เมตร ทางหลวงชนบท ปท.3026 บ้านหนองแค จ.สระบุรี ระยะทาง 0.85 กิโลเมตร กว้าง 9 เมตร และทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข 3224 บ้านป่า-ท่าคล้อ จังหวัดสระบุรี ระยะทาง 0.6 กิโลเมตร กว้าง 9 เมตร

ส่วนผสมที่คิดค้นให้เหมาะสมกับประเทศไทยโดยทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่นี้ สามารถใช้สร้างถนนที่ใช้งานได้จริง นี่คือนวัตกรรมที่สามารถนำขยะพลาสติกมารีไซเคิลและใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า ดังนั้นจึงอยากให้ผู้รับเหมารายอื่นๆ เปิดรับเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อนำขยะพลาสติกมาสร้างถนนในอนาคตด้วย” 

ถนนพลาสติก 

Recycled Plastic Road ช่วยเพิ่มความแข็งแรง และยืดอายุการใช้งานของถนน

Source : Energy News Center