SLEEK EV ประกาศดีล Series A มูลค่า 270 ล้านบาท จาก KYMCO Capital ดันไทยสู่ศูนย์กลาง EV Motorcycle แห่งอาเซียน

ท่ามกลางวิกฤตโลกร้อนและแรงกดดันด้านสิ่งแวดล้อมที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี ประเทศไทยกำลังเร่งปรับทิศทางการพัฒนา มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นรูปธรรม หนึ่งในฟันเฟืองสำคัญที่ถูกจับตามอง คือภาคการคมนาคมขนส่ง ซึ่งเป็นแหล่งปล่อยคาร์บอนอันดับต้น ๆ ของประเทศ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “รถยนต์ไฟฟ้า (EV)” ไม่ได้เป็นเพียงเทรนด์ แต่กำลังกลายเป็นทางเลือกใหม่ของสังคมไทย โดยเฉพาะ มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า (EV Motorcycle) ที่ถูกผลักดันอย่างจริงจัง ทั้งในเชิงนโยบาย โครงสร้างพื้นฐาน และการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน เพราะไม่เพียงช่วยลดมลพิษ ลดเสียง และลดการใช้น้ำมันฟอสซิล แต่ยังตอบโจทย์การเดินทางของคนเมือง และแรงงานโลจิสติกส์ได้อย่างตรงจุด

การเปลี่ยนจากสองล้อเครื่องยนต์สันดาปสู่สองล้อพลังงานไฟฟ้า จึงไม่ใช่แค่การเปลี่ยนยานพาหนะ แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่อนาคตที่สะอาด ยั่งยืน และเป็นมิตรกับโลกมากขึ้น ล่าสุดมีความร่วมมือระหว่าง สลีค อีวี สตาร์ทอัพ Deep Tech ไทย จับมือยักษ์ใหญ่ไต้หวัน KYMCO Capital หนุน 270 ล้านบาท  เร่งพัฒนาเทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐาน ตั้งมาตรฐานระบบชาร์จ Type-6 และ Battery Swapping Network หวังดันธุรกิจเติบโตระดับภูมิภาค เตรียมเสนอระบบปฏิบัติการเป็น National Standard ก้าวสู่ Hub ของ Electric Motorcycle ในอาเซียน

หนุนไทยสู่ Net Zero!  SLEEK EV จับมือไต้หวัน ดันไทยสู่ฮับ EV Motorcycle อาเซียน

SLEEK EV สตาร์ทอัพมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าสัญชาติไทย ประกาศความสำเร็จในการระดมทุนรอบ Series A มูลค่า 8.5 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 270 ล้านบาท จาก KYMCO Capital บริษัทลงทุนในเครือ KYMCO ผู้ผลิตรถจักรยานยนต์รายใหญ่ที่สุดของไต้หวัน และอันดับ 6 ของโลก เพื่อเร่งขยายธุรกิจและผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งการลงทุนครั้งนี้นับเป็นความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างสตาร์ทอัพ Deep Tech สัญชาติไทยกับผู้นำอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับโลก โดย KYMCO เป็นบริษัทที่ก่อตั้งมากว่า 60 ปี มียอดขายสะสมกว่า 10 ล้านคันทั่วโลก และเป็นเจ้าของเทคโนโลยี Battery Swapping System ซึ่งเป็นหนึ่งในระบบสลับแบตเตอรี่ที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล

สำหรับเงินลงทุน จะถูกนำไปใช้ในการเร่งพัฒนาเทคโนโลยีหลัก และขยาย Ecosystem ของ SLEEK EV อย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่การผลิตมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า ระบบแบตเตอรี่ โครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จ ไปจนถึงแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่บริหารและควบคุมการทำงานทั้งหมด เพื่อรองรับการขยายธุรกิจในระดับภูมิภาค และผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแห่งอาเซียน โดยบริษัทตั้งเป้าก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดในแง่มูลค่าธุรกรรมรวม (GMV) ภายในปี 2569

หนุนไทยสู่ Net Zero!  SLEEK EV จับมือไต้หวัน ดันไทยสู่ฮับ EV Motorcycle อาเซียน

คุณกันตินันท์ ตันวีนุกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท สลีค อีวี จำกัด กล่าวว่า ความสำเร็จในการระดมทุนครั้งนี้ต่อเนื่องจากความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันชั้นนำในรอบก่อนหน้า อาทิ ORZON Ventures และ กรุงศรี ฟินโนเวต (Krungsri Finnovate) ในรอบ Pre-Series A ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ SLEEK EV ในฐานะแบรนด์ไทย–สิงคโปร์ที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยีเชิงลึก โดยปัจจุบัน SLEEK EV ครองตำแหน่ง Top 3 แบรนด์มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในประเทศไทย ด้วยอัตราการเติบโตมากกว่า 10 เท่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา (2565–2567) มีเครือข่ายดีลเลอร์กว่า 80 แห่งทั่วประเทศ และเป็นผู้ผลิตและจัดจำหน่ายมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้ารายแรกของไทยที่ดำเนินธุรกิจในรูปแบบ Full-Stack EV Company ครอบคลุมตั้งแต่งานวิจัยและพัฒนา (R&D) การออกแบบระบบแบตเตอรี่เฉพาะของ SLEEK EV ไปจนถึงเครือข่ายสถานีชาร์จ S-Charge Network ที่กำลงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือกับ KYMCO Capital ในครั้งนี้ มีเป้าหมายหลักในการร่วมกันยกระดับมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานสำหรับมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน โดยจะมุ่งพัฒนามาตรฐานหัวชาร์จ Type-6 Charging Standard สำหรับรถจักรยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเตรียมผลักดันให้เป็นมาตรฐานระดับประเทศ (National Standard) ควบคู่กับการพัฒนา Swapping Network ระบบสลับแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่ใช้แบตเตอรี่ขนาดมาตรฐานสากล เพื่อวางรากฐานให้กลายเป็น Default Battery ของประเทศไทยในอนาคต คุณกันตินันท์ กล่าว

‘เสวี่ย เหวิน ติง’ Managing Partner ของ KYMCO Capital กล่าวว่า KYMCO Capital มุ่งสนับสนุนการพัฒนาระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทย โดยต่อยอดจากประสบการณ์ที่เราได้สร้างในไต้หวันและจีน การลงทุนใน SLEEK EV สะท้อนความแข็งแกร่งของโมเดลระบบนิเวศของเราในตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความร่วมมือนี้คือก้าวสำคัญของการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างพื้นฐานเมืองผ่านการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า ด้วยศักยภาพของ KYMCO ผสานกับโซลูชันของ SLEEK EV เราเชื่อมั่นว่าจะสามารถสนับสนุนภาคธุรกิจและภาครัฐให้ก้าวสู่พลังงานไฟฟ้า และมีบทบาทสำคัญในการสร้างอนาคตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

หนุนไทยสู่ Net Zero!  SLEEK EV จับมือไต้หวัน ดันไทยสู่ฮับ EV Motorcycle อาเซียน

นอกจากนี้ SLEEK EV ยังมีแผนขยายเครือข่าย S-Charge Network ภายในสถานีบริการน้ำมัน PTT Station ให้ครอบคลุมกว่า 150 แห่งทั่วประเทศภายในปี 2569 และต่อยอดการขยายเครือข่ายในระยะถัดไปสู่กว่า 1,000 สาขา ภายในปี 2573 เพื่อสร้างมาตรฐานโครงสร้างพื้นฐานด้านการชาร์จที่แข็งแรง ครอบคลุม และพร้อมรองรับการเติบโตในระดับภูมิภาค ตอกย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะ Hub ของอุตสาหกรรมมอเตอร์ไซค์ไฟฟ้าแห่งอาเซียน อย่างแท้จริง

Source : Spring News

เมื่อเร็ว ๆ นี้  บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) และ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ร่วมแถลงความสำเร็จการพัฒนานวัตกรรมพลาสติกรีไซเคิลผสม (rPET และ rHDPE) เพื่อต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์ยั่งยืนตามแนวคิด Circular Economy ที่ลงนามความร่วมมือไปเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2566 โดยมี นายประสงค์ อินทรหนองไผ่ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจปิโตรเลียมขั้นปลาย บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (ซ้าย) นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) (ขวา) และนายปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทผลิต บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด (กลาง) ร่วมพิธี 

Source : Energy News Center

ท่ามกลางบรรยากาศการหาเสียง ก่อนการเลือกตั้ง วันที่ 8 ก.พ.2569 นโยบายด้านพลังงาน กลายเป็นหนึ่งในสมรภูมิหลักที่พรรคการเมืองต่างชูเป็นจุดขายสำคัญ อาทิ “ลดค่าไฟ-น้ำมัน” ไปจนถึงการเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อลดค่าครองชีพ และสร้างความมั่นคงทางพลังงานในระยะยาว ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจชะลอตัว ต้นทุนการผลิตสูง และความผันผวนของราคาพลังงานโลก

นายพรายพล คุ้มทรัพย์ อดีตคณบดี คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นักวิชาการอิสระด้านพลังงาน กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ถึงนโยบายด้านพลังงานของพรรคการเมืองต่างๆ โดยแสดงความกังวลต่อแนวทางการหาเสียงที่มุ่งเน้นการใช้คำว่า กดราคาพลังงาน เช่น การลดค่าไฟให้เหลือ 3 บาท – 3.50 บาทต่อหน่วย มาตรการเหล่านี้ต้องทำอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้กลายเป็นการอุดหนุนที่เกินขอบเขตจนส่งผลกระทบต่อโครงสร้างราคาในระยะยาว

“ราคาพลังงานปัจจุบันใกล้เคียงกับต้นทุนเชื้อเพลิงอยู่แล้ว โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติที่นำเข้าจากต่างประเทศ และบางส่วนจากอ่าวไทย ที่ไม่ได้อยู่ในระดับที่ต่ำมากนัก การฝืนกดราคาให้ต่ำกว่าต้นทุนจะสร้างภาระหนักให้กับรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่จะต้องแบกรับภาระหนี้เพิ่มขึ้น และบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่อาจได้รับชำเงินช้าลงไปอีก”

ขณะที่การใช้กลไกกองทุนน้ำมันฯ ที่ปัจจุบัน ยังคงติดลบ และเป็นหนี้ทั้งเงินกู้ และหนี้สะสมอื่นๆ อยู่หลายหมื่นล้านบาท ขณะที่ กฟผ. แม้จะเริ่มชำระหนี้ได้ดีขึ้น แต่ก็ยังมีภาระหนี้อีกหลายหมื่นล้านบาทเช่นกัน จึงอยากเตือนว่าการแบกภาระหนี้เหล่านี้ ท้ายที่สุดประชาชนก็ต้องกลับมาจ่ายคืนผ่านโครงสร้างราคาหรือภาษี เปรียบเสมือนการนำเงินอนาคตมาใช้ และผลักภาระไปข้างหน้าเพียงชั่วคราว

“และมีความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ อาทิ สู้รบในตะวันออกกลาง และยูเครน ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาน้ำมัน และก๊าซธรรมชาติในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอีก ทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของไทยไม่ต่ำอย่างที่พรรคการเมืองคาดการณ์ไว้”

ส่วนนโยบายการส่งเสริมพลังงานสะอาด ของหลายพรรคการเมืองเป็นเรื่องดี โดยเฉพาะการอุดหนุนติดตั้งโซลาร์เซลล์ บนหลังคา เพื่อลดค่าไฟ และลดการปล่อยคาร์บอน แต่อยากเสนอว่ารัฐควรเสริมมาตรการในการรับซื้อไฟฟ้าคืนเข้าสู่ระบบ (Net Metering) ในราคาที่เป็นธรรม การขายไฟส่วนเกินคืนได้จะทำให้การลงทุนคุ้มค่า และจูงใจให้มีการติดตั้งมากขึ้น

“รัฐต้องเร่งปรับปรุงระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้เป็น Smart Grid มากขึ้น เพื่อรองรับการไหลเข้าของพลังงานหมุนเวียนที่เพิ่มขึ้นในอนาคต”

นายพรายพล เน้นย้ำว่า ภารกิจเร่งด่วนของรัฐบาลใหม่คือ ทำร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) ให้เสร็จสิ้น และมีความชัดเจน เพื่อรองรับทิศทางพลังงานสะอาด และความต้องการใช้ไฟของกลุ่มอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center รวมถึงการส่งเสริมการแข่งขันในตลาดไฟฟ้าเสรี (Direct PPA) เพื่อลดอำนาจผูกขาด

พร้อมเสนอให้ปรับรูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าจากผู้ผลิตภาคเอกชน (IPP) สำหรับสัญญาใหม่ในอนาคต โดยยกเลิกเงื่อนไข Take or Pay หรือการต้องจ่ายค่าความพร้อมจ่ายเปลี่ยนเป็นระบบ Take and Pay คือ จ่ายเงินเฉพาะไฟฟ้าที่เรียกมาใช้จริงเท่านั้น เพื่อไม่ให้เป็นภาระต่อผู้ใช้ไฟฟ้า เพราะขณะนี้ไทยไม่ได้ขาดแคลนกำลังการผลิตไฟฟ้า จึงไม่จำเป็นต้องเอื้อประโยชน์ต่อผู้ลงทุนมากจนเกินไป ปล่อยให้กลไกตลาดทำงานอย่างแท้จริง

นักวิชาการเตือนนโยบาย ‘หั่นค่าไฟ’ เสี่ยงโยน ‘หนี้รัฐ-การคลัง’ สะเทือน

นางสาวอารีพร อัศวินพงศ์พันธ์ นักวิชาการด้านนโยบายพลังงาน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวกับ “กรุงเทพธุรกิจ” ว่า จากผลการวิเคราะห์นโยบายด้านพลังงานของพรรคการเมืองใหญ่ในการเลือกตั้งครั้งนี้ การลดค่าครองชีพด้านไฟฟ้าที่ อาจส่งผลกระทบต่อภาระงบประมาณ และฐานะการเงินของรัฐวิสาหกิจในระยะยาวหากไม่มีการปรับปรุงโครงสร้างราคาอย่างแท้จริง

แม้มีแนวทางที่แตกต่างกันแต่มีจุดเสี่ยงที่คล้ายคลึงกัน อาทิ พรรคภูมิใจไทย เสนอลดค่าไฟเหลือ 3 บาท สำหรับ 200 หน่วยแรก ซึ่งช่วยลดค่าครองชีพได้จริง และมีการคำนวณตัวเลขที่ชัดเจนในการอุดหนุนแบบถ้วนหน้าซึ่งต้องใช้งบประมาณมหาศาล และหากไม่มีการปรับต้นทุนเชื้อเพลิงจะกลายเป็นการผลักภาระหนี้ไปให้ กฟผ. และ ปตท. ที่ต้องแบกรับภาระแทนไปก่อนเช่นเดิม

พรรคเพื่อไทย ประกาศลดค่าไฟให้ต่ำกว่า 3.7 บาทต่อหน่วย โดยจะไม่ใช้งบประมาณ จึงมีความสงสัยว่าจะดำเนินการอย่างไร หากไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเรื่องการปรับโครงสร้างต้นทุนที่ชัดเจน การลดราคาลงย่อมเลี่ยงไม่พ้นการสร้างภาระให้รัฐวิสาหกิจเช่นกัน”

พรรคประชาธิปัตย์ จะไม่ใช้งบประมาณเช่นกัน โดยจะปรับรูปแบบรัฐวิสาหกิจ และโครงสร้างตลาด แต่ยังขาดรายละเอียดเชิงลึกในส่วนที่จะปรับปรุง ซึ่งประชาชนไม่ได้รับทราบแผนนโยบายทั้งหมดที่แต่ละพรรคการเมืองนำเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งอาจจะมีรายละเอียดครบถ้วนของโครงการ

สำหรับนโยบายมุ่งสู่พลังงานสะอาด ถือเป็นทิศทางที่ดี แต่หลายพรรคประเมินงบประมาณต่ำกว่าความเป็นจริง โดยพรรคเพื่อไทยตั้งงบส่งเสริมไว้ 1,000 ล้านบาทต่อปี ถือเป็นเพียงตัวเร่งในจุดเล็กๆ เท่านั้น แต่การจะทำให้เกิดผลระดับประเทศต้องใช้เงินทุนมากกว่านั้นมาก ขณะที่พรรคประชาชนเสนอลงทุน 1 แสนล้านบาทใน 4 ปี ซึ่งอาจยังไม่เพียงพอต่อการปรับปรุงโครงสร้างพื้นฐาน

“การเพิ่มพลังงานสะอาดต้องตามมาด้วยการลงทุนในระบบ Battery Storage และการปรับปรุงระบบสายส่ง (Smart Grid) ทั้งหมดคือ ต้นทุน หากบอกว่าไม่ใช้งบประมาณเลยจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก”

นอกจากนี้ พรรคกล้าธรรม ที่ชูเรื่องพลังงานขยะแม้จะดีต่อชุมชนแต่ก็มีต้นทุนเทคโนโลยี และการจัดการขยะที่สูงมากเช่นกัน แต่ข้อดีของพลังงานขยะชุมชนเป็นข้อดีของการรักษาสิ่งแวดล้อม ดังนั้น จากนโยบายพลังงานต่างๆ ของทุกพรรคการเมืองถือว่ามีประโยชน์ต่อประชาชน

นางสาวอารีพร ฝากถึงรัฐบาลใหม่ ว่า การติดกระดุมเม็ดแรก คือ การเร่งผลักดันแผน PDP ให้ชัดเจน เพื่อเป็นสัญญาณให้นักลงทุนต่างชาติมั่นใจว่าไทยจะมีสัดส่วนพลังงานสะอาดเพียงพอต่อความต้องการของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ส่วนในระดับครัวเรือน รัฐบาลต้องปรับโครงสร้างราคาอย่างจริงจัง โดยเฉพาะการบริหารจัดการต้นทุน LNG ให้สะท้อนราคาที่แท้จริง และเป็นธรรม 

การลดนำเข้า LNG เป็นแนวทางที่ถูกแต่ต้องมีพลังงานอื่นมารองรับ ซึ่งหากเป็นพลังงานหมุนเวียน รัฐต้องยอมรับ และเตรียมงบประมาณสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีสำรองไฟเพื่อป้องกันปัญหาไฟตกไฟดับในอนาคตด้วย

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ในยุคที่สภาพภูมิอากาศแปรปรวนรุนแรง (Climate Change) และเทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง AI เข้ามามีบทบาทสำคัญในทุกอุตสาหกรรม ความต้องการพลังงานไฟฟ้าไม่ได้หยุดอยู่แค่คำว่า “มีใช้” อีกต่อไป แต่ต้องก้าวไปสู่คำว่า “ยืดหยุ่นและฟื้นตัวได้” หรือ Resilience

บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับ Resilient Power Supply System (RPSS) หรือ ระบบไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการบริหารจัดการพลังงานในปี 2025 – 2026 และในอนาคต ระบบนี้ไม่ใช่แค่เครื่องสำรองไฟธรรมดา แต่คือโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะที่ช่วยให้ธุรกิจและเมืองต่าง ๆ สามารถ “รับมือ ปรับตัว และฟื้นคืนชีพ” จากวิกฤตพลังงานได้อย่างรวดเร็ว

นิยามใหม่ของความมั่นคงทางพลังงาน (What is RPSS?)

หากเราเปรียบเทียบระบบไฟฟ้าแบบดั่งเดิมเป็น “กำแพงที่แข็งแกร่ง” ที่ถูกออกแบบมาเพื่อต้านทานแรงกระแทก RPSS จะเปรียบเสมือน “ต้นไผ่” ที่มีความยืดหยุ่น สามารถลู่ตามลมพายุและดีดตัวกลับมาตั้งตรงได้เสมอเมื่อพายุผ่านพ้นไป

Resilient Power Supply System (RPSS) คือ ระบบการจัดการและจ่ายพลังงานที่ถูกออกแบบมาเพื่อให้สามารถ ทนทาน (Withstand) ต่อสภาวะวิกฤตที่คาดเดาไม่ได้ เช่น พายุรุนแรง ภัยพิบัติทางธรรมชาติ หรือการโจมตีทางไซเบอร์ (Cyberattacks) และมีความสามารถในการ ฟื้นฟู (Recover) กลับสู่สภาวะปกติได้อย่างรวดเร็ว

ความแตกต่างระหว่าง Reliability และ Resilience

  • Reliability (ความเชื่อถือได้) เน้นที่การป้องกันไม่ให้เกิดไฟฟ้าดับในสถานการณ์ปกติ หรือที่เรียกว่าเกณฑ์ N-1 (อุปกรณ์เสียหาย 1 ตัว ระบบยังต้องทำงานได้)
  • Resilience (ความยืดหยุ่น) เน้นที่การรับมือกับเหตุการณ์รุนแรงที่มีโอกาสเกิดต่ำแต่ผลกระทบสูง (High-Impact, Low-Probability) และเน้นที่ความเร็วในการกู้คืนระบบให้กลับมาจ่ายไฟได้

องค์ประกอบหลักของระบบ RPSS

เพื่อให้ระบบมีความยืดหยุ่นอย่างแท้จริง RPSS ต้องประกอบด้วยการทำงานร่วมกันของหลายเทคโนโลยี ไม่สามารถพึ่งพาอุปกรณ์ใดอุปกรณ์หนึ่งเพียงอย่างเดียวได้ โดยมีองค์ประกอบสำคัญ 4 ส่วน ดังนี้

1. Distributed Energy Resources (DERs) หรือ แหล่งพลังงานแบบกระจายศูนย์ แทนที่จะพึ่งพาโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่เพียงแห่งเดียว RPSS จะใช้แหล่งผลิตไฟฟ้าขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่ทั่วไป เช่น

  • Solar PV (พลังงานแสงอาทิตย์) ติดตั้งบนหลังคาหรือพื้นที่ว่างเพื่อผลิตไฟใช้เอง
  • Wind Turbines (กังหันลม) สำหรับพื้นที่ที่มีศักยภาพลม
  • Generators (เครื่องกำเนิดไฟฟ้า) ทั้งแบบดีเซลหรือก๊าซธรรมชาติ เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานสำรองสุดท้าย

2. Battery Energy Storage System (BESS) หรือ ระบบกักเก็บพลังงาน BESS เปรียบเสมือน “ถังเก็บน้ำ” ขนาดใหญ่สำหรับไฟฟ้า ทำหน้าที่เก็บพลังงานส่วนเกินจาก Solar Cell ในช่วงกลางวันเพื่อนำมาจ่ายในช่วงกลางคืน หรือช่วงที่ไฟดับ ระบบนี้คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ RPSS มีความ “อึด” (Endurance) มากกว่าระบบสำรองไฟทั่วไป

3. Microgrid Controller (ระบบควบคุมไมโครกริด) สมองของระบบที่ทำหน้าที่สั่งการและบริหารจัดการพลังงาน ระบบนี้จะใช้ AI หรืออัลกอริทึมในการตัดสินใจว่าจะดึงไฟจากที่ไหน (จากโซลาร์ จากแบตเตอรี่ หรือจากเครื่องปั่นไฟ) และจะจ่ายไฟไปที่ไหน (โหลดสำคัญ หรือโหลดทั่วไป)

4. Islanding Capability (ความสามารถในการทำงานแบบแยกตัวอิสระ) ฟีเจอร์สำคัญที่สุดของ RPSS คือความสามารถในการ “ตัดขาด” จากการไฟฟ้า (Grid) เมื่อเกิดไฟดับในวงกว้าง และเปลี่ยนมาใช้ไฟจากแหล่งผลิตของตัวเองจ่ายให้กับพื้นที่นั้น ๆ ได้ทันทีเสมือนเป็นเกาะพลังงาน

เจาะลึกความต่าง RPSS vs UPS vs Traditional Grid

เพื่อความชัดเจนในการเลือกใช้งาน เราได้สรุปความแตกต่างของระบบแต่ละประเภทไว้ในตารางด้านล่าง โดยงดใช้เครื่องหมายทวิภาคตามข้อกำหนด

ตารางเปรียบเทียบระบบไฟฟ้าประเภทต่างๆ

คุณสมบัติTraditional Grid (ระบบไฟฟ้าดั้งเดิม)UPS (เครื่องสำรองไฟ)RPSS (ระบบไฟฟ้าที่มีความยืดหยุ่น)
แหล่งพลังงานหลักโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (Centralized)แบตเตอรี่ตะกั่ว-กรดขนาดเล็กผสมผสาน (Solar, BESS, Grid, Generator)
ระยะเวลาสำรองไฟไม่มี (ดับทันทีเมื่อเกิดเหตุ)ระยะสั้น (5 – 30 นาที)ระยะยาว (หลายชั่วโมง หรือหลายวัน)
หน้าที่หลักจ่ายไฟในสภาวะปกติป้องกันไฟกระชากและสำรองช่วงสั้นเพื่อปิดระบบบริหารจัดการพลังงานและจ่ายไฟต่อเนื่องยาวนาน
ความฉลาด (AI)ต่ำ (ควบคุมโดยมนุษย์เป็นหลัก)ต่ำ (ทำงานตามลอจิกพื้นฐาน)สูง (มีการพยากรณ์และบริหารจัดการอัตโนมัติ)
การรองรับ Renewableจำกัดไม่รองรับออกแบบมาเพื่อรองรับ 100%
การคืนทุนจ่ายค่าไฟตามบิลรายเดือนเป็นต้นทุนจม (Sunk Cost) เพื่อความปลอดภัยสามารถสร้างรายได้ (ลดค่าไฟ/ขายไฟคืน)

หลักการทำงานในสถานการณ์จริง (Use Case Scenarios)

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน ลองจินตนาการถึงสถานการณ์พายุเข้าถล่มเมืองจนเสาไฟฟ้าล้มระเนระนาด

สถานการณ์ที่ 1 — สภาวะปกติ (Grid-Connected Mode) ระบบ RPSS จะทำงานร่วมกับการไฟฟ้า โดยดึงพลังงานจากแสงอาทิตย์มาใช้ก่อนเพื่อลดค่าไฟ หากผลิตเกินจะชาร์จลง BESS ระบบ AI จะคำนวณว่าช่วงไหนค่าไฟแพง (Peak Load) ก็จะดึงไฟจากแบตเตอรี่มาใช้เพื่อประหยัดต้นทุน

สถานการณ์ที่ 2 — เมื่อเกิดภัยพิบัติ (Emergency/Island Mode) ทันทีที่เซ็นเซอร์ตรวจจับได้ว่าไฟจากการไฟฟ้าดับลง (Blackout) ระบบ RPSS จะทำการ Islanding หรือตัดวงจรเชื่อมต่อกับการไฟฟ้าทันทีภายในเสี้ยววินาที จากนั้นระบบจะสั่งการให้ BESS จ่ายไฟเลี้ยงอุปกรณ์สำคัญ (Critical Load) เช่น เซิร์ฟเวอร์ ห้องผ่าตัด หรือระบบความปลอดภัย โดยที่ผู้ใช้งานแทบไม่รู้สึกว่าไฟดับ หากแบตเตอรี่ใกล้หมด ระบบจะสั่งเดินเครื่องกำเนิดไฟฟ้า (Generator) โดยอัตโนมัติเพื่อมาชาร์จแบตและเลี้ยงระบบต่อ ทำให้สามารถอยู่ได้นานหลายวันจนกว่าการไฟฟ้าจะซ่อมแซมเสร็จ

ประโยชน์ทางธุรกิจและความคุ้มค่า (Economic & Safety Benefits)

การลงทุนใน RPSS ไม่ใช่แค่เรื่องของการป้องกันความเสี่ยง แต่เป็นการลงทุนที่สร้างผลกำไรในระยะยาว

1. ลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ (Business Continuity) สำหรับโรงงานอุตสาหกรรม หรือ Data Center ไฟดับเพียง 1 นาทีอาจหมายถึงความเสียหายหลักล้านบาท RPSS ช่วยการันตีว่ากระบวนการผลิตและข้อมูลจะไม่สูญหาย

2. การลดต้นทุนพลังงาน (Cost Saving) ด้วยการบริหารจัดการ Peak Shaving (ตัดยอดการใช้ไฟสูงสุด) โดยใช้ไฟจากแบตเตอรี่ในช่วงที่ค่าไฟแพง และใช้ไฟจากโซลาร์เซลล์ในช่วงกลางวัน ทำให้ลดค่าไฟฟ้าได้มหาศาล

3. สร้างภาพลักษณ์ความยั่งยืน (ESG Goals) องค์กรที่ใช้ RPSS ซึ่งมักมาพร้อมกับพลังงานสะอาด จะได้รับการยอมรับในเรื่องความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions ที่ทั่วโลกกำลังมุ่งไป

เทรนด์เทคโนโลยี RPSS ในปี 2025 – 2026

จากการค้นหาข้อมูลล่าสุด พบว่าเทรนด์ของระบบพลังงานยืดหยุ่นกำลังมุ่งไปในทิศทางที่น่าสนใจ ดังนี้

AI และ Machine Learning ขั้นสูง ในปี 2026 AI จะไม่ได้แค่ดูมอนิเตอร์ แต่จะ “ทำนาย” (Predictive) อนาคตได้ เช่น AI จะวิเคราะห์พยากรณ์อากาศล่วงหน้า หากรู้ว่าพายุกำลังจะเข้าในอีก 3 ชั่วโมง ระบบจะสั่งชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็ม 100% ทันทีเตรียมรอรับมือเหตุการณ์ไฟดับ โดยที่มนุษย์ไม่ต้องสั่งการ

Hybrid Systems และ Green Hydrogen เราจะเริ่มเห็นการนำไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) มาใช้ร่วมกับเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) ในระบบ RPSS เพื่อเก็บพลังงานได้ยาวนานขึ้นและสะอาดกว่าการใช้เครื่องปั่นไฟดีเซลแบบเดิม

Regulatory Support (การสนับสนุนจากภาครัฐ) หลายประเทศรวมถึงไทย เริ่มมีนโยบายสนับสนุน Microgrid และการซื้อขายไฟฟ้าแบบ Peer-to-Peer (P2P) ซึ่งจะทำให้ผู้ที่มีระบบ RPSS สามารถขายไฟที่เหลือใช้ให้กับเพื่อนบ้านได้ สร้างรายได้ใหม่ๆ

บทสรุป

Resilient Power Supply System (RPSS) คือคำตอบของโจทย์พลังงานในอนาคตที่เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน มันคือการเปลี่ยนจาก “ผู้ใช้ไฟ” (Consumer) มาเป็น “ผู้ผลิตและบริหารจัดการไฟ” (Prosumer) ที่มีความมั่นคง เข้มแข็ง และยืดหยุ่น

การติดตั้ง RPSS ในวันนี้ ไม่ใช่เพียงเพื่อป้องกันไฟดับ แต่คือการวางรากฐานโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและพลังงานสะอาดให้กับธุรกิจของคุณ เพื่อให้พร้อมรับมือกับทุกวิกฤตและเติบโตได้อย่างยั่งยืน

ความร่วมมือระหว่างพนัส แอสเซมบลีย์ กับแรพพิด มอเตอร์ส ประกาศความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ ขับเคลื่อนธุรกิจแปลงสภาพยานยนต์เชิงพาณิชย์เป็นยานยนต์ไฟฟ้า (EV Conversion)ครอบคลุมการดำเนินงานที่ครบวงจร ตั้งแต่การตรวจสอบมาตรฐานวิศวกรรมและความปลอดภัย การบริหารพื้นที่การผลิตในเขตปลอดอากรเพื่อรับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ไปจนถึงการวิจัยพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี

การดัดแปลงยานยนต์ไฟฟ้าให้ได้มาตรฐานสากล ระบบอัดประจุไฟฟ้าแบบ “Fast Charge” และการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้า โดยมุ่งตอบโจทย์ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าที่มีอัตราการเติบโตสูงกว่า 30% ต่อปี เพื่อสร้างระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าของบริษัทคนไทย 100% ที่สามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

ลดต้นทุนเชื้อเพลิง ยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย

พนัส วัฒนชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร พนัส แอสเซมบลีย์  เปิดเผยว่า บริษัทของเราได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา ด้านยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงจากบพข. ทำให้มีทีมวิศวกรและนวัตกรรมที่พร้อมแล้ว เราได้พัฒนาชุด EV Conversion Kit แบบ Modular ซึ่งสามารถปรับใช้กับรถยี่ห้อต่างๆ ได้ โดยครอบคลุมรถกลุ่มเป้าหมายเชิงพาณิชย์ในประเทศกว่า 100,000 คัน ตอนนี้รถต้นแบบของเราผ่านการทดสอบสมรรถนะและพร้อมให้ทดลองขับแล้ว รวมถึงได้จำหน่ายเชิงพาณิชย์แล้ว ซึ่งจะช่วยให้ลูกค้าลดต้นทุนเชื้อเพลิงได้ถึง 80% ต่อคัน
 
รริส อยู่วิทยา ประธานเจ้าหน้าที่บริหารแรพพิด มอเตอร์ส กล่าวว่า เราเชี่ยวชาญการแปลงรถกระบะเชิงพาณิชย์เป็นยานยนต์ไฟฟ้า โดยยังคงสมรรถนะการบรรทุกเทียบเท่ารถดีเซลเดิม ในต้นทุนที่ต่ำกว่ารถใหม่ พร้อมช่วยผู้ประกอบการลดค่าเชื้อเพลิงและการปล่อยคาร์บอนได้สูงถึง 30 ตันต่อคันต่อปี ผ่านแพลตฟอร์มบริการครบวงจร ทั้งระบบนัดหมายตรวจสภาพรถออนไลน์ และบริการสินเชื่อที่อนุมัติภายใน 24 ชั่วโมง เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่ EV เป็นไปอย่างราบรื่น

ทั้งนี้ ความร่วมมือดังกล่าว มุ่งยกระดับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและแข็งแกร่งในระดับภูมิภาค เพื่อมุ่งเป้าให้เต็มประสิทธิภาพของกำลังการผลิตที่ 4,000 คันต่อปี ในระยะเริ่มแรก และมุ่งสร้างรายได้สะสมแตะ 2,300 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 3 ปี

เปิดแผน EV Conversion อัพตลาดยานยนต์ไทยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เพื่อลดอุปสรรคด้านเงินทุนและเร่งการตัดสินใจของลูกค้า ทั้งสองบริษัทได้ร่วมออกแบบโซลูชันการเงินแบบครบวงจร ตั้งแต่บริการสินเชื่อและสัญญาเช่าซื้อที่ยืดหยุ่น พร้อมเปิดกว้างต่อโอกาสการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในหลายรูปแบบสำหรับนักลงทุนและผู้ประกอบการโลจิสติกส์ อาทิ

(1) การร่วมพัฒนาตลาดเพื่อสร้างโซลูชัน EV Conversion ราคาจับต้องได้ 

(2) การขยายเครือข่ายศูนย์บริการหลังการขาย 

(3) การเป็นผู้ใช้งานนำร่องด้วยฟลีทของตนเอง 

(4) การใช้ประโยชน์จากแพลตฟอร์มดิจิทัลและระบบการเงินครบวงจร

ผู้สนใจสามารถขอรับข้อมูลทางการด้านการเงินและแผนประมาณการรายได้ฉบับละเอียด (Detailed Financial Model) เพื่อใช้ในการประเมินศักยภาพ การเติบโต และโอกาสในการสร้างผลตอบแทน ซึ่งถือเป็นช่องทางเชิงรุกในการเข้าสู่ตลาดพลังงานสะอาดที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วด้วยโมเดลธุรกิจที่พร้อมดำเนินการแล้ว

เปิดแผน EV Conversion อัพตลาดยานยนต์ไทยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

เปิดแผน EV Conversion อัพตลาดยานยนต์ไทยเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

Source : กรุงเทพธุรกิจ