บมจ.ปัญจวัฒนาพลาสติก เซ็นบันทึกความร่วมมือกับ บมจ.พลังงานบริสุทธิ์ “EA” เพื่อการวิจัยและพัฒนาเปลือกแบตเตอรี่ – ระบบหล่อเย็นสำหรับแบตเตอรี่ และระบบหล่อเย็นสำหรับมอเตอร์ขับเคลื่อน ด้วยพลาสติกคุณภาพสูงเตรียมผลิตแบบจำลองภายในปีนี้ และเริ่มผลิตพาณิชย์ในปี 2566

วันนี้( 8 เม.ย.65) นายวิวรรธน์ เหมมณฑารพ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ปัญจวัฒนาพลาสติก จำกัด (มหาชน) หรือ “PJW” เปิดเผยว่า บริษัทฯได้ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) กับ บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ จำกัด (มหาชน) หรือ “EA” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการวิจัยและพัฒนาเปลือกแบตเตอรี่ ระบบหล่อเย็นสำหรับแบตเตอรี่ และระบบหล่อเย็นสำหรับมอเตอร์ขับเคลื่อน ด้วยพลาสติกคุณภาพสูงที่มีคุณสมบัติพิเศษสามารถช่วยลดอุณหภูมิการทำงานของแบตเตอร์รี่ให้อยู่ในอุณหภูมิที่เหมาะสม คือ 20-40 องศาเซลเซียส และทนปฏิกิริยาเคมีได้ดี เข้ามาทดแทนส่วนประกอบของรถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ (Commercial Vehicle) ที่มาจากโลหะ เพื่อลดน้ำหนักของรถ สามารถเพิ่มระยะทางการวิ่งของรถ และลดจำนวนการชาร์จช่วยยืดอายุการใช้งานของแบตเตอรี่ขึ้น พร้อมทั้งยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมมากขึ้นกว่าเดิม

โดยบริษัทฯคาดว่าจะสามารถผลิตแบบจำลอง (Prototype) ได้ภายในปี2565นี้  ก่อนที่จะเริ่มลงทุนเพื่อผลิตเปลือกแบตเตอรี่ ระบบหล่อเย็นสำหรับแบตเตอรี่ และระบบหล่อเย็นสำหรับมอเตอร์ขับเคลื่อน ด้วยพลาสติกคุณภาพสูงสำหรับรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ ในปี 2566 โดยคาดว่าจะมียอดขายในปีแรกไม่ต่ำว่า 100 ล้านบาท และจะเพิ่มขึ้นเป็น 500 ล้านบาท ภายในปี 2569

ในส่วนของรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (Passenger Car) ที่ใช้น้ำมันเชื้อเพลิงมีชิ้นส่วนพลาสติก ที่บริษัทฯผลิตและจำหน่าย มีอยู่ทั้งหมด 3 ส่วน แบ่งเป็น 1.)อุปกรณ์ห้องเครื่องยนต์ สัดส่วน 10-20 %  2.)อุปกรณ์ตกแต่งภายนอก สัดส่วน 40- 50 % และอุปกรณ์ตกแต่งภายใน สัดส่วน 30-40 % หลังจากที่มีการปรับเปลี่ยนสู่รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้า (EV Car) จะส่งผลให้อุปกรณ์ในห้องเครื่องหายไปเกือบทั้งหมด ขณะที่สัดส่วนหลัก70-90 % คือ อุปกรณ์ตกแต่งภายใน และ อุปกรณ์ตกแต่งภายนอก ยังคงมีอยู่ ซึ่ง “PJW” ได้รับผลกระทบไม่มากนัก จากการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์

อย่างไรก็ตาม บริษัทฯได้มองหาการเติบโตเพิ่มเติมจากการเปลี่ยนแปลงของรถยนต์นั่งส่วนบุคคลสู่พลังงานไฟฟ้า(EV Car) โดยในปี2566  บริษัทฯได้เตรียมที่จะนำองค์ความรู้ (Know-how) ที่ได้จากการพัฒนาส่วนประกอบในรถยนต์เพื่อการพาณิชย์ มาต่อยอดเพื่อพัฒนาและผลิตชิ้นส่วนสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้า โดยเฉพาะเปลือกแบตเตอรี่ที่มาจากพลาสติกคุณภาพสูง สำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้าที่สามารถวางแบตเตอรี่ได้เฉพาะใต้ท้องรถ และ มีการออกแบบจัดวางพื้นที่ในเชิงของวิศวกรรม ส่งผลให้รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้ามีจำนวนการใช้โลหะต่อกิโลวัตต์มากกว่ารถยนต์ไฟฟ้าเพื่อการพาณิชย์ถึงเท่าตัว

นอกจากนี้ ยังมีแผนในการวิจัยและพัฒนาชิ้นส่วนพลาสติกในระบบหล่อเย็นสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าส่วนบุคคล รวมไปถึงชิ้นส่วนพลาสติกในระบบระบบหล่อเย็นสำหรับมอเตอร์ขับเคลื่อน เพื่อที่จะให้มีการทำงานในอุณหภูมิที่เหมาะสม และช่วยน้ำหนักของรถลง โดยตลาดรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไฟฟ้าถือว่าเป็นตลาดขนาดใหญ่มาก โดยมีการประมาณการว่าในปี 2567 จะมีจำนวน 150,000-200,000  คัน และในปี 2568 จะมีจำนวน 250,000- 300,000  คัน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี ซึ่งมีความจำเป็นที่จะต้องใช้แบตเตอรี่และระบบหล่อเย็นจำนวนมาก หรือคิดเป็นมูลค่าตลาดไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท และในอนาคตตลาดมีโอกาสที่จะเติบโตขึ้นเป็น 4,000-5,000  ล้านบาท ตามการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้าที่ภาครัฐบาลมีนโยบายในการสนับสนุนให้มีการผลิตได้ครบ1 ล้านคัน ภายในปี 2573 

“การร่วมมือกับ “EA” ในครั้งนี้ ยิ่งเป็นการตอกย้ำให้เห็นถึงศักยภาพทางธุรกิจของ“ PJW ” สู่การบุกธุรกิจ EV อย่างเต็มรูปแบบ ซึ่งถือว่าเป็นการสร้างโอกาสใหม่ๆในการขยายตัวทางธุรกิจ รวมถึงยังเป็นการเปิดโอกาสในการหาผู้ร่วมทุนหรือพันธมิตรทางธุรกิจเข้ามาเพิ่มศักยภาพความแข็งแกร่ง และยังสามารถเพิ่มขีดการแข่งขันและยกระดับของบริษัทฯ ในการก้าวเข้าสู่การเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนพลาสติกยานยนต์ ที่มีนวัตกรรมเทคโนโลยีที่ได้มาตรฐานระดับโลก สอดรับกับยุคการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV Car) พร้อมทั้งเชื่อว่าเทรนด์การใช้รถ EV ในประเทศไทย สามารถเพิ่มโอกาสการเติบโตให้กับธุรกิจชิ้นส่วนยานยนต์ได้อีกมาก จากนโยบายการส่งเสริมของภาครัฐที่สนับสนุนให้มีการใช้รถยนต์พลังงานไฟฟ้า” 

Source : TNN online

บมจ.ไทยอีสเทิร์น กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ หรือ TEGH หรือบริษัทฯ หนึ่งในผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติและน้ำมันปาล์มดิบรายใหญ่ในภาคตะวันออก และผู้นำด้านการผลิตเชิงนิเวศแบบครบวงจรที่นำพลังงานสะอาดมาใช้เป็นส่วนหนึ่งในกระบวนการผลิต ยื่นไฟลิ่งขายไอพีโอ จำนวน 324 ล้านหุ้น

ปตท.กางแผนลงทุนในอนาคต 2.38 แสนล้าน ลุยพลังงานอนาคตและธุรกิจใหม่ พุ่งผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนจากแสงอาทิตย์และลม พร้อมเดินหน้าตั้งโรงงานผลิตแพลตฟอร์มประกอบรถยนต์อีวีช่วงกลางปีนี้ 3.3 หมื่นล้านบาท ขยายกำลังผลิต รง.ผลิตหน่วยกักเก็บพลังงาน 1 พันเมกฯชั่วโมงต่อปี

บางจากฯ ลงพื้นที่ร่วมกับ คณะประมง มก. ร่วมหนุน อพท. ขับเคลื่อนเกาะหมาก Low Carbon Destination แห่งแรกของไทย

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางกลอยตา ณ ถลาง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี ฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ นายสุธารักษ์ สุนทรวิภาต ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษ 3 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ร่วมลงพื้นที่ประสานความร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่ตำบลเกาะหมาก อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด เพื่อศึกษาโอกาสในการสนับสนุนการพัฒนาเกาะหมากให้เป็น Low Carbon Destination แห่งแรกของทะเลไทย ครอบคลุมกิจกรรมทั้งบนบกและในทะเล มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นแหล่งท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ

เบื้องต้น บางจากฯ ให้การสนับสนุนคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำการศึกษาการใช้แหล่งหญ้าทะเลเพื่อช่วยในการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกในแนวปะการังบริเวณเกาะหมากและเกาะกระดาด จังหวัดตราด ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนผ่านระบบนิเวศทางธรรมชาติทางทะเล (Blue Carbon) รอบพื้นที่เกาะหมาก และจากการลงพื้นที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้หารือความร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่ผ่านวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกาะหมาก รวมถึงจะมีการทำงานร่วมกับ อบต. เกาะหมาก

ทุกฝ่ายมีเป้าหมายเดียวกันในการสร้างความยั่งยืนและมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อดูแลสภาพแวดล้อมทั้งบนบกและในทะเล ผ่านภารกิจและกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตกระแสไฟฟ้า การส่งเสริมการใช้ยานพาหนะพลังงานสะอาด การจัดการขยะ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในทะเลด้วยโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูปะการัง ตลอดจนการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลในแนวปะการังบริเวณเกาะหมาก เป็นต้น

ทั้งนี้ การสนับสนุนการศึกษา Blue Carbon ของแหล่งหญ้าทะเลในแนวปะการังภาคตะวันออกและการร่วมดำเนินงานเพื่อพัฒนาเกาะหมากเป็น Low Carbon Destination นั้นช่วยตอกย้ำยุทธศาสตร์ของกลุ่มบางจากฯ ที่กำลังมุ่งหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี 2050 โดยมีเป้าหมายแรกคือความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2030

Source : มติชนออนไลน์

เครื่องบินแอร์บัส A380 รุ่น Airbus ZEROe Demonstrator ได้รับการปรับแต่งพิเศษให้รองรับการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงชีวภาพ 100% บรรทุกเชื้อเพลิงน้ำหนัก 27 ตัน

บริษัทแอร์บัสหนึ่งในบริษัทผู้พัฒนาเทคโนโลยีชั้นนำของโลกประสบความสำเร็จในการทดสอบนำเครื่องบินแอร์บัส A380 รุ่น Airbus ZEROe Demonstrator บินขึ้นสู่ท้องฟ้าโดยใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ 100% นับเป็นเครื่องบินลำที่ 3 ของบริษัทที่ได้รับการทดสอบใช้เชื้อเพลิงชีวภาพ ตามวิสัยทัศน์ของบริษัทที่ต้องการพัฒนาเทคโนโลยีพลังงานทดแทนก่อนปี 2030 

การทดสอบมีขึ้นในวันที่ 28 มีนาคมที่ผ่านมา เครื่องบินแอร์บัส A380 รุ่น Airbus ZEROe Demonstrator ได้รับการปรับแต่งพิเศษให้รองรับการใช้พลังงานจากเชื้อเพลิงชีวภาพ 100% บรรทุกเชื้อเพลิงน้ำหนัก 27 ตัน พัฒนาโดยบริษัท TotalEnergies โดยใช้กระบวนปรับแต่งน้ำมันสำหรับประกอบอาหารและกรดไขมันที่ผ่านกระบวนการไฮโดรโปรเซส (HEFA) ซึ่งปราศจากสารอะโรเมติกส์และกำมะถัน เครื่องยนต์เครื่องบินที่ใช้เป็นเครื่องยนต์ Rolls-Royce Trent 900เที่ยวบินทดสอบใช้เวลาทั้งหมด 3 ชั่วโมง บินขึ้นจากสนามบิน Blagnac เมืองตูลูส ประเทศฝรั่งเศส 

การทดสอบประสบความสำเร็จเป็นไปตามแผนการที่วางไว้ นอกจากแผนการปรับแต่งเครื่องบินให้รองรับพลังงานชีวภาพบริษัทยังมีแผนการทดสอบการใช้งานพลังงานรูปแบบอื่น ๆ เช่น พลังงานไฮโดรเจน โดยบริษัทมีแผนพัฒนาเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่ไร้มลพิษเครื่องแรกของโลกออกจำหน่ายในปี 2035 หรือภายใน 15 ปี  

ปัจจุบันเทคโนโลยีการบินมีการแข่งขันกันสูงนอกจากบริษัทแอร์บัสยังมีบริษัทคู่แข่งรายสำคัญอย่างบริษัทโบอิ้งที่ประสบความสำเร็จในการทดสอบใช้เชื้อเพลิงชีวภาพกับเครื่องบินโดยสารขนาดใหญ่โบอิ้ง 787 Dreamliner ในช่วงปี 2012 โดยใช้เชื้อเพลิงเครื่องบินเจ็ทผสมเข้ากับเชื้อเพลิงชีวภาพที่ได้จากการปรับแต่งจากน้ำมันปรุงอาหาร นอกจากนี้ในช่วงปี 2014 บริษัทโบอิ้งยังก่อตั้งโรงงานผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพในประเทศจีน

อย่างไรก็ตามเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับการบิน เช่น เครื่องบินโดยสารเชิงพาณิชย์นั้นจำเป็นต้องใช้ระยะเวลาในการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพสำหรับใช้กับเครื่องบินโดยสารอีกระยะหนึ่ง เนื่องจากอุตสาหกรรมการบินมีมาตรฐานการตรอดสอบที่เข้มงวดและคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้โดยสารเป็นลำดับแรก สำหรับบริษัทแอร์บัสวางแผนที่จะได้ใบรับรองมาตรฐานการบินและใช้พลังงานเชื้อเพลิงชีวภาพภายในปี 2030

ที่มาของข้อมูล newatlas.com
ที่มาของรูปภาพ airbus.com

Source : TNN Online