ประเทศไทยนำโดย TGO เดินหน้าดัน 2 กลยุทธ์ใหญ่ ลดต้นทุนคาร์บอน – ขยายตลาดคาร์บอนเครดิต ชวนทุกภาคส่วนร่วมลดโลกร้อน

ท่ามกลางความท้าทายเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO เดินหน้าผลักดันการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ด้วย 2 กลยุทธ์สำคัญ ที่มุ่งทั้งการลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจ และการขยายตลาดคาร์บอนเครดิตให้เติบโตมากขึ้น

กลยุทธ์แรกคือ การลดต้นทุนค่าใช้จ่ายในการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก เพื่อจูงใจให้ภาคธุรกิจและองค์กรต่าง ๆ เข้ามามีส่วนร่วมในการลดคาร์บอนมากขึ้น ผ่านโครงการ T-VER ซึ่งเป็นมาตรฐานโครงการลดก๊าซเรือนกระจกของไทย โดย TGO ได้พัฒนาแคมเปญ “VVB ติดดาว” เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายในการตรวจสอบและทวนสอบโครงการ จากเดิมที่มีค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 15,000–20,000 บาทต่อคน-วัน เหลือไม่เกิน 10,000 บาทต่อคน-วัน ช่วยลดต้นทุนให้ผู้พัฒนาโครงการได้หลายล้านบาทต่อปี

นอกจากนี้ยังเปิดตัวแคมเปญ “VB SAVE+” ที่ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านที่ปรึกษาและการทวนสอบคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร โดยลดค่าบริการลงราว 40–60% ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดภาระของผู้ประกอบการได้ ไม่น้อยกว่า 50–70 ล้านบาทต่อปี โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังสามารถรับการสนับสนุนเพิ่มเติมจาก สสว. ได้อีกด้วย

700

ขณะเดียวกัน TGO ยังผลักดัน กลยุทธ์ที่สอง คือการสร้างความเข้มแข็งให้ตลาดคาร์บอนเครดิตของไทย เพื่อรองรับความต้องการซื้อขายคาร์บอนในอนาคต โดยมีการพัฒนา แอปพลิเคชัน Net Zero Man ที่ช่วยให้ประชาชนสามารถคำนวณการปล่อยคาร์บอนจากกิจกรรมในชีวิตประจำวัน และสามารถซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยการปล่อยของตนเองได้ ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ที่เป็น Carbon Neutral Man แล้ว 1,568 คน และ Net Zero Man 9 คน

ไทยลุย ‘ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย’ การรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก

นอกจากนี้ TGO ยังร่วมมือกับสำนักงาน ก.ล.ต. เพื่อยกระดับ คาร์บอนเครดิตให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สามารถซื้อขายได้จริงในตลาดการเงิน โดยมีแผนพัฒนา Carbon Credit Tokenization นำคาร์บอนเครดิตมาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลเพื่อซื้อขายผ่านแพลตฟอร์มสินทรัพย์ดิจิทัล ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและขยายโอกาสของตลาดคาร์บอนในประเทศไทย

ทั้งนี้ TGO กำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 ของการดำเนินงาน โดยยังคงมุ่งผลักดันการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน เพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ สังคมคาร์บอนต่ำ (Low Carbon Society) และสนับสนุนเป้าหมายสำคัญของประเทศในการบรรลุ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050

ไทยลุย ‘ลดต้นทุนค่าใช้จ่าย’ การรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก

Source : Spring News

โจทย์ใหม่บริหารประเทศภายใต้ข้อจำกัดทางการคลังที่ตึงตัว ย้ำต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียวแบบเข้มข้น เตือนภาคธุรกิจประเมิน “Climate Risk” หลังภัยพิบัติสุดขั้วกระทบงบการเงินโดยตรง พร้อมกางยุทธศาสตร์ “3 ดอก” เร่งลงทุนอุตสาหกรรมใหม่-อัปสกิลแรงงาน-แก้กฎหมายล้าหลัง

เบญจรงค์ สุวรรณคีรี เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง (ผู้แทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง) กล่าวในงาน เปิดตัวโครงการ “TOP Green PLUS (TOP Green+) จัดโดยจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า ทิศทางการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ความยั่งยืน โดยระบุว่า การบริหารเศรษฐกิจในปัจจุบันมีความท้าทายสูงขึ้นอย่างมาก เนื่องจากไทยมีข้อจำกัดด้านการขาดดุลการคลังที่หากบริหารจัดการไม่ดีจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงทันที ดังนั้น โจทย์การบริหารจากนี้ไปจึงต้องมุ่งเน้นความยั่งยืนใน 4 มิติหลัก คือ ความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม, ความยั่งยืนของภาคธุรกิจ, ความยั่งยืนของผู้บริโภค (แก้หนี้ครัวเรือน) และความยั่งยืนทางการคลัง เพื่อให้ภาครัฐยังมีศักยภาพในการพยุงเศรษฐกิจได้โดยไม่ติดข้อจำกัด

จาก CSR สู่ Core Business

เมื่อความยั่งยืนคือความอยู่รอด นายเบญจรงค์ ชี้ให้เห็นว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา แนวคิดเรื่องความยั่งยืนในไทยมีการเปลี่ยนผ่านอย่างสำคัญ จากเดิมที่เคยมองว่าเป็นเพียงกิจกรรม CSR แต่ปัจจุบันได้ถูกฝังเข้าไปในแกนหลักของธุรกิจ (Core Business) เพื่อสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะประเด็นเรื่อง “คาร์บอนฟุตพริ้นท์” (Carbon Footprint) ที่ทุกอุตสาหกรรมทั้งเกษตรและอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบหมด

นอกจากนี้ องค์กรต้องเริ่มประเมิน “ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ” (Climate Risk) อย่างจริงจัง เนื่องจากปัจจุบันผลกระทบจากภัยพิบัติที่รุนแรง (Extreme Weather Events) เช่น ปรากฏการณ์ “เรนบอมบ์” (Rain Bomb) ในหาดใหญ่ หรือแผ่นดินไหว ส่งผลกระทบต่อรายการในงบการเงินและมาตรฐานการบัญชีที่เริ่มมีการนำปัจจัยเหล่านี้มาคำนวณความเสี่ยงทางการเงิน โดยนายเบญจรงค์เตือนว่า แผนรับมือภัยพิบัติเดิมอาจใช้ไม่ได้ผล เช่น การใช้แผนหนีไฟเมื่อเกิดแผ่นดินไหวในกรุงเทพฯ ซึ่งถือว่ามีความเสี่ยงสูงมากหากพนักงานไปรวมตัวกันใต้ตึก

กางยุทธศาสตร์ “3 ดอก” ขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่

เพื่อนำพาประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจสีเขียวที่เป็นรูปธรรม ภาครัฐมุ่งเน้นการดำเนินการผ่าน 3 กลไกหลัก ได้แก่

  1. การลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่: เน้นการสร้างอุปสงค์ใหม่ผ่านอุตสาหกรรมสีเขียว เทคโนโลยี และพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) โดยมีตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญ
  2. การอัปสกิล (Upskill) บุคลากร: ผ่านโครงการ “Skill Bridge” เพื่อสร้างแรงงานที่มีทักษะตรงตามความต้องการ (Demand-driven) ของบริษัทข้ามชาติและอุตสาหกรรมในประเทศ เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนทักษะที่นักลงทุนกังวล
  3. การปฏิรูปกฎหมาย: เร่งแก้ไขกฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุนและการทำธุรกิจ เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของประเทศ

รุกคืบ “Transition Finance” และมาตรฐาน “Made in Thailand”

ในด้านเครื่องมือทางการเงิน นายเบญจรงค์เน้นย้ำความแตกต่างระหว่าง Green Finance และ Transition Finance โดยระบุว่าไทยต้องเร่งพัฒนา Transition Finance ซึ่งมีความซับซ้อนกว่าแต่จำเป็นอย่างยิ่งสำหรับการปรับตัวของธุรกิจ พร้อมกันนี้ยังมีแผนผลักดัน ตลาดคาร์บอน (Carbon Market) โดยจะนำร่องร่วมกับตลาดหลักทรัพย์ฯ เพื่อสร้างมาตรฐานคาร์บอนเครดิตและกลไกการซื้อขายที่เชื่อถือได้

นอกจากนี้ กระทรวงการคลังยังมีเป้าหมายสร้างมาตรฐาน “การจัดซื้อจัดจ้างสีเขียว” เพื่อสนับสนุนสินค้าสีเขียวที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand) รวมถึงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานพลังงานสะอาด เช่น แผน Power Development Plan (PDP) ที่เพิ่มสัดส่วนพลังงานสีเขียว และการนำระบบ Renewable Energy Certificate มาใช้

เปลี่ยนจาก “ผู้ตาม” เป็น “ผู้นำ” เทคโนโลยีสีเขียว  ความยั่งยืนไม่ใช่เป้าหมายที่แยกส่วนจากการพัฒนาเศรษฐกิจ แต่เป้าหมายทางเศรษฐกิจต่อจากนี้จะมี “สีเขียว” อยู่เสมอ พร้อมกับเปิดรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากภาคเอกชนเพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือ

“เราต้องการให้ประเทศไทยไม่เป็นเพียงผู้ที่วิ่งตามการเปลี่ยนแปลงของโลก แต่ต้องกลับมาเป็น ผู้นำในด้านเทคโนโลยีสีเขียว และสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศได้อีกครั้ง”

เบญจรงค์ ย้ำถึงเป้าหมายสำคัญของการยกระดับมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่จะกลายเป็นกลไกสร้างอุปสงค์ใหม่และยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทยในทุกภาคส่วน

Source : กรุงเทพธุรกิจ

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ประกาศเงินนำส่งเข้ากองทุนฯ วันที่ 6 มีนาคม 2569 โดยกลุ่มดีเซล เพิ่มเงินชดเชย 2.16 บาท จากอัตราเดิม ชดเชยกองทุน 9.57 บาท เป็นอัตราใหม่ ชดเชยกองทุน 11.73 บาท ส่วนกลุ่มเบนซิน เพิ่มเงินชดเชย 1.06 บาท จากอัตราเดิม นำส่งเข้ากองทุน 2.00 บาท เป็นอัตราใหม่ ชดเชยกองทุน 3.06 บาท

Source : Energy News Center

วันนี้เราจะมาเจาะลึกเรื่องราวของพลังงานที่ใกล้ตัวคนไทยมากกว่าที่คิด นั่นก็คือ “ไฟฟ้าชีวมวล” หรือที่หลายคนอาจจะคุ้นหูกันในภาพของการนำเอาวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาปั่นไฟนั่นเองครับ ในยุคที่โลกของเรากำลังเผชิญกับวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พลังงานทดแทน ถือเป็นกุญแจสำคัญที่จะช่วยปลดล็อกเราจากปัญหาเหล่านี้ และสำหรับประเทศไทยที่เป็นอู่ข้าวอู่น้ำ เชื้อเพลิงชีวมวล จึงกลายเป็นขุมทรัพย์ทางพลังงานที่เรามองข้ามไม่ได้เลยครับ

เนื้อหาในวันนี้ผมจัดเต็มให้แบบจุใจ อ่านจบแล้วคุณจะเข้าใจภาพรวมทั้งหมด ตั้งแต่จุดเริ่มต้น กระบวนการผลิต ไปจนถึงทิศทางในอนาคตของ โรงไฟฟ้าชีวมวล ในประเทศของเราครับ

ไฟฟ้าชีวมวล คืออะไร

เริ่มแรกเรามาทำความเข้าใจพื้นฐานกันก่อนครับ ไฟฟ้าชีวมวล (Biomass Electricity) คือกระบวนการผลิตกระแสไฟฟ้าโดยใช้ พลังงานชีวมวล ซึ่งก็คือสารอินทรีย์ต่างๆ ที่ได้จากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นพืชผลทางการเกษตร เศษไม้ ขยะอินทรีย์ หรือแม้แต่มูลสัตว์ นำมาใช้เป็น เชื้อเพลิงชีวมวล ในการเผาไหม้เพื่อสร้างความร้อน และนำความร้อนนั้นไปต้มน้ำให้เกิดไอน้ำแรงดันสูง เพื่อไปหมุนกังหันไอน้ำและเครื่องกำเนิดไฟฟ้าต่อไป

ความพิเศษของพลังงานชนิดนี้คือ มันเป็น พลังงานทดแทน ที่สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ได้เรื่อยๆ ตราบใดที่เรายังมีการปลูกพืชและทำการเกษตร ต่างจากพลังงานฟอสซิลอย่างถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติที่ขุดขึ้นมาใช้แล้วหมดไปครับ

เพื่อให้เห็นภาพทางวิทยาศาสตร์ว่าทำไมพลังงานนี้ถึงถือเป็นพลังงานสะอาดและมีความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) เราสามารถดูได้จากสมการเคมีพื้นฐานของการสังเคราะห์แสงและการเผาไหม้

กระบวนการสังเคราะห์แสงของพืชที่ดูดซับคาร์บอนไดออกไซด์จากชั้นบรรยากาศ
6CO₂ + 6H₂O + พลังงานแสง → C₆H₁₂O₆ + 6O₂

กระบวนการเผาไหม้ชีวมวลเพื่อสร้างพลังงาน (อ้างอิงจากสมการการเผาไหม้กลูโคสอย่างง่าย)
C₆H₁₂O₆ + 6O₂ → 6CO₂ + 6H₂O + พลังงานความร้อน

จะเห็นได้ว่าปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาระหว่างการเผาไหม้เพื่อผลิตไฟฟ้า จะเท่ากับปริมาณที่พืชดูดซับเข้าไปในระหว่างที่มันเจริญเติบโตพอดี ทำให้วัฏจักรนี้ไม่ได้เป็นการเพิ่มปริมาณคาร์บอนสุทธิในชั้นบรรยากาศนั่นเองครับ

แหล่งกำเนิด เชื้อเพลิงชีวมวล ในประเทศไทย

ประเทศไทยของเราได้เปรียบประเทศอื่นๆ อย่างมากในด้านการผลิต ไฟฟ้าชีวมวล เพราะเรามีภาคการเกษตรที่แข็งแกร่ง ทำให้มีวัสดุเหลือใช้ที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นพลังงานได้มหาศาลในแต่ละปี ข้อมูลจากกระทรวงพลังงานระบุว่าเรามีศักยภาพในการนำวัสดุเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ได้นับสิบล้านตันต่อปีเลยทีเดียวครับ

เพื่อให้เห็นภาพที่ชัดเจนและอ่านง่ายมากขึ้น ผมได้รวบรวมและจัดหมวดหมู่ชนิดของเชื้อเพลิงชีวมวลหลักๆ ที่พบได้ในประเทศไทยมาไว้ในตารางด้านล่างนี้ครับ

ประเภทพืชกำเนิดชนิดของวัสดุที่นำมาเป็นเชื้อเพลิงคุณสมบัติเด่นและการนำไปใช้งานแหล่งผลิตหลักในประเทศไทย
ข้าวแกลบ, ฟางข้าวแกลบมีค่าความร้อนสูงและเผาไหม้ได้ดีมาก ส่วนฟางข้าวปัจจุบันนิยมนำมาอัดก้อนเพื่อลดปัญหาการเผาในที่โล่งภาคกลาง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคเหนือ
อ้อยชานอ้อย, ยอดอ้อย, ใบอ้อยชานอ้อยมักถูกใช้เป็นเชื้อเพลิงโดยตรงในโรงงานน้ำตาลเพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองและขายคืนระบบภาคกลางตอนบน, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคตะวันตก
ปาล์มน้ำมันกะลาปาล์ม, ทะลายปาล์มเปล่า, เส้นใยกะลาปาล์มให้ค่าความร้อนสูงมากและเป็นที่ต้องการของตลาดสูง มักใช้ผสมกับเชื้อเพลิงอื่นภาคใต้, ภาคตะวันออก
ไม้และยางพาราปีกไม้, ขี้เลื่อย, รากไม้, เศษไม้ยางพารามีความชื้นต่ำเมื่อผ่านการอบ ให้ความร้อนสม่ำเสมอ นิยมนำไปทำชีวมวลอัดเม็ด (Wood Pellets)ภาคใต้, ภาคตะวันออก
มันสำปะหลังเหง้ามันสำปะหลัง, กากมันสำปะหลังเป็นวัสดุเหลือทิ้งจำนวนมาก สามารถนำมาสับและตากแห้งเพื่อใช้เป็นเชื้อเพลิงเสริมได้ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ, ภาคตะวันออก
ข้าวโพดซังข้าวโพด, ต้นและใบข้าวโพดช่วยลดปัญหาไฟป่าและหมอกควันบนพื้นที่สูงหากนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าภาคเหนือ, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน

จากตารางจะเห็นได้ว่า เชื้อเพลิงชีวมวล ของเรามีความหลากหลายสูงมาก ซึ่งความหลากหลายนี้ถือเป็นจุดแข็งที่ทำให้ โรงไฟฟ้าชีวมวล ในไทยสามารถเดินเครื่องได้อย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี โดยอาจจะสลับสับเปลี่ยนชนิดของเชื้อเพลิงไปตามฤดูกาลเก็บเกี่ยวของพืชแต่ละชนิดครับ

เทคโนโลยี กระบวนการผลิตไฟฟ้าใน โรงไฟฟ้าชีวมวล

เมื่อเรามีเชื้อเพลิงพร้อมแล้ว คำถามต่อไปคือเราจะเปลี่ยนสิ่งเหล่านี้ให้กลายเป็นกระแสไฟฟ้าได้อย่างไร เทคโนโลยีในการแปลงสภาพพลังงานชีวมวลในปัจจุบันมีการพัฒนาไปไกลมากครับ โดยหลักๆ แล้ว โรงไฟฟ้าชีวมวล ในบ้านเราจะใช้เทคโนโลยีดังต่อไปนี้ครับ

  • เทคโนโลยีการเผาไหม้โดยตรง (Direct Combustion) นี่คือระบบที่ได้รับความนิยมและเป็นมาตรฐานที่สุดครับ หลักการคือการนำเอา เชื้อเพลิงชีวมวล ที่ผ่านการสับหรือบดให้มีขนาดพอเหมาะ เข้าไปเผาในเตาเผาโดยตรง ความร้อนที่ได้จะไปต้มน้ำในหม้อไอน้ำจนกลายเป็นไอน้ำแรงดันสูง ไอน้ำนี้จะถูกส่งไปหมุนกังหันไอน้ำที่เชื่อมต่อกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าในที่สุดครับ
  • เทคโนโลยีการเผาไหม้ร่วม (Co-Firing) ระบบนี้คือการนำเอาชีวมวลไปเผาร่วมกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น เช่น นำไปเผาร่วมกับถ่านหินในโรงไฟฟ้าถ่านหินเดิม วิธีนี้ช่วยลดปริมาณการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่ต้องลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ทั้งหมดครับ ถือเป็นการปรับตัวที่ยอดเยี่ยมของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่
  • เทคโนโลยีก๊าซซิฟิเคชัน (Gasification) กระบวนการนี้จะล้ำหน้าขึ้นมาอีกขั้นครับ แทนที่จะเผาไหม้โดยตรงจนเกิดเปลวไฟ เราจะให้ความร้อนแก่ชีวมวลในสภาวะที่จำกัดปริมาณออกซิเจน ทำให้สารอินทรีย์แตกตัวกลายเป็นก๊าซเชื้อเพลิง (Syngas) ซึ่งประกอบด้วยคาร์บอนมอนอกไซด์และไฮโดรเจนเป็นหลัก จากนั้นจึงนำก๊าซที่ได้นี้ไปเป็นเชื้อเพลิงขับเคลื่อนเครื่องยนต์ก๊าซหรือกังหันก๊าซเพื่อผลิตไฟฟ้า เทคโนโลยีนี้มีข้อดีคือให้ประสิทธิภาพการแปลงพลังงานที่สูงกว่าและสามารถควบคุมมลพิษทางอากาศได้ง่ายกว่าครับ

ไฟฟ้าชีวมวล ในประเทศไทย ปี 2568 ถึง 2569

ช่วงปี 2568 ถึง 2569 นี้ ภาคอุตสาหกรรมทั่วโลกกำลังถูกกดดันด้วยมาตรการทางสิ่งแวดล้อมอย่างหนัก โดยเฉพาะมาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน (CBAM) ของสหภาพยุโรป ที่บังคับเก็บภาษีคาร์บอนกับสินค้าที่นำเข้า หากกระบวนการผลิตมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง สิ่งนี้ทำให้โรงงานอุตสาหกรรมในไทยต้องเร่งปรับตัวมาใช้ พลังงานทดแทน มากขึ้น เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ด้วยเหตุนี้ ความต้องการ ไฟฟ้าชีวมวล จึงเติบโตอย่างก้าวกระโดด เนื่องจากเป็นพลังงานหมุนเวียนประเภทเดียวที่สามารถจ่ายไฟฟ้าได้อย่างเสถียรตลอด 24 ชั่วโมง แตกต่างจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมที่ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ภาครัฐเองก็เล็งเห็นความสำคัญ จึงได้ปรับเปลี่ยนรูปแบบการรับซื้อไฟฟ้าเป็นแบบ Feed-in Tariff (FiT) ซึ่งเป็นการกำหนดราคารับซื้อที่คงที่ตลอดอายุสัญญา สะท้อนต้นทุนที่แท้จริงและให้ความมั่นคงแก่นักลงทุนในระยะยาวมากขึ้น ทำให้เกิดการตื่นตัวและขยายกำลังการผลิตของ โรงไฟฟ้าชีวมวล ทั่วประเทศอย่างต่อเนื่องครับ

นอกจากนี้ กระแสของแคมเปญ RE100 ที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ระดับโลกมุ่งมั่นที่จะใช้พลังงานสะอาดแบบร้อยเปอร์เซ็นต์ในการดำเนินธุรกิจ ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งชั้นดีที่ทำให้เกิดการซื้อขายไฟฟ้าสีเขียวจากชีวมวลระหว่างภาคเอกชนด้วยกันเองเพิ่มสูงขึ้นครับ

วิเคราะห์เจาะลึก ข้อดีของพลังงานชีวมวล และความท้าทายที่ต้องก้าวผ่าน

ทุกสิ่งย่อมมีสองด้านเสมอ พลังงานชีวมวลก็เช่นกันครับ แม้จะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีความท้าทายในการบริหารจัดการที่ผู้ประกอบการและภาครัฐต้องร่วมมือกันแก้ไขอย่างจริงจัง เรามาเปรียบเทียบทั้งสองมุมนี้กันครับ

ข้อดีของพลังงานชีวมวลความท้าทายและข้อจำกัดที่ต้องระวัง
ความมั่นคงทางพลังงาน ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานฟอสซิลจากต่างประเทศ สามารถพึ่งพาตนเองได้ต้นทุนการขนส่ง วัสดุชีวมวลมักมีน้ำหนักเบาแต่กินพื้นที่มาก ทำให้การขนส่งจากไร่นาสู่โรงไฟฟ้ามีค่าใช้จ่ายสูง
กระจายรายได้สู่ชุมชน สร้างรายได้เพิ่มให้เกษตรกร จากเดิมที่ต้องทิ้งหรือเผาทำลาย ก็สามารถนำเศษวัสดุมาขายให้กับโรงไฟฟ้าได้โดยตรงความไม่แน่นอนของฤดูกาล ปริมาณเชื้อเพลิงขึ้นอยู่กับผลผลิตทางการเกษตรในปีนั้นๆ หากเกิดภัยแล้งรุนแรง อาจเผชิญภาวะวัตถุดิบขาดแคลน
ลดปัญหามลพิษ PM 2.5 การรับซื้อวัสดุเหลือใช้ช่วยลดแรงจูงใจในการเผาป่าและเผาเศษพืชผลทางการเกษตรในที่โล่ง ซึ่งเป็นต้นตอหลักของฝุ่นควันการจัดการมลพิษจากโรงงาน หากโรงไฟฟ้าไม่มีระบบกรองอากาศที่ดีพอ การเผาไหม้อาจก่อให้เกิดฝุ่นละอองและก๊าซพิษรบกวนชุมชนรอบข้างได้
เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ เป็นการใช้ประโยชน์จากคาร์บอนตามธรรมชาติ สอดคล้องกับเป้าหมายระดับโลกการบริหารจัดการต้นทุน การแข่งขันแย่งชิงเชื้อเพลิงระหว่างโรงไฟฟ้าที่กระจุกตัวอยู่ในพื้นที่เดียวกัน อาจทำให้ราคาวัตถุดิบพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

จะเห็นได้ว่า ข้อดีของพลังงานชีวมวล นั้นมีน้ำหนักมากพอที่จะผลักดันให้เกิดการพัฒนาต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง แต่ในขณะเดียวกัน ความท้าทายเรื่องระบบการขนส่งและการควบคุมผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมระดับชุมชน ก็เป็นสิ่งที่ต้องมีกฎระเบียบควบคุมอย่างเข้มงวด โรงไฟฟ้าที่ได้มาตรฐานในยุคปัจจุบันจะต้องมีการติดตั้งระบบกำจัดฝุ่นแบบไฟฟ้าสถิต หรือระบบกรองฝุ่นแบบถุงกรองประสิทธิภาพสูง เพื่อให้มั่นใจว่าอากาศที่ปล่อยออกจากปล่องควันจะสะอาด ปลอดภัย และไม่ทำลายสุขภาพของประชาชนรอบข้างครับ

ไฟฟ้าชีวมวล กับการขับเคลื่อนเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

เรื่องนี้เป็นประเด็นที่ผมอยากเน้นย้ำมากๆ ครับ การเติบโตของ โรงไฟฟ้าชีวมวล ไม่ได้ส่งผลดีแค่ความมั่นคงทางพลังงานระดับชาติเท่านั้น แต่มันหยั่งรากลึกลงไปถึงเศรษฐกิจฐานราก แนวคิดของเศรษฐกิจหมุนเวียนคือการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดและลดของเสียให้เหลือศูนย์

ลองจินตนาการดูนะครับว่า ในอดีต ชาวนาเกี่ยวข้าวเสร็จก็ต้องเผาฟางทิ้ง ชาวไร่อ้อยตัดอ้อยเสร็จก็เผาใบอ้อยทิ้ง การกระทำเหล่านี้สร้างทั้งมลพิษและสูญเสียทรัพยากรไปเปล่าๆ แต่ปัจจุบัน การรับซื้อ วัสดุเหลือใช้เหล่านี้เพื่อนำมาทำเป็น เชื้อเพลิงชีวมวล ได้เปลี่ยนสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นขยะให้กลายเป็นแหล่งรายได้ใหม่ เม็ดเงินหมุนเวียนหลายพันล้านบาทต่อปีถูกกระจายลงสู่กระเป๋าของเกษตรกรโดยตรง ช่วยยกระดับคุณภาพชีวิต ลดภาระหนี้สิน และที่สำคัญที่สุดคือ เป็นการตัดวงจรการสร้างฝุ่น PM 2.5 คืนอากาศบริสุทธิ์ให้กับคนไทยทุกคน นี่แหละครับคือพลังของ พลังงานทดแทน ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไปพร้อมกับการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนของจริง

ก้าวต่อไปของ พลังงานทดแทน ประเภทชีวมวลสู่อนาคตที่ยั่งยืน

เดินทางมาถึงตอนท้ายกันแล้วครับ อนาคตของ ไฟฟ้าชีวมวล ในประเทศไทยนั้นมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกมาก แต่ก็ต้องมีการนำนวัตกรรมใหม่ๆ เข้ามาปรับใช้อย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุน หนึ่งในเทรนด์ที่น่าจับตามองอย่างมากในขณะนี้คือการผลิต “เชื้อเพลิงชีวมวลอัดเม็ด” (Biomass Pellets) ซึ่งเป็นการนำเศษวัสดุทางการเกษตรต่างๆ มาอบไล่ความชื้น บดละเอียด แล้วอัดเป็นแท่งหรือเม็ดเล็กๆ กระบวนการนี้ทำให้ชีวมวลมีค่าความร้อนที่สูงขึ้นและสม่ำเสมอ ประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ ขนส่งง่ายขึ้น และเก็บรักษาได้นานขึ้น เทคโนโลยีนี้จะช่วยเข้ามาอุดรอยรั่วและแก้ปัญหาข้อจำกัดด้านฤดูกาลและโลจิสติกส์ได้เป็นอย่างดี

นอกจากนี้ การต่อยอดนำเทคโนโลยีการดักจับ กักเก็บ และใช้ประโยชน์จากคาร์บอน (CCUS) มาใช้ทำงานร่วมกับโรงไฟฟ้าชีวมวล ซึ่งในทางเทคนิคเรียกว่าระบบ BECCS จะยิ่งยกระดับจากพลังงานที่เป็นกลางทางคาร์บอน ไปสู่พลังงานที่สามารถดึงเอาคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศได้ หรือที่เรียกว่าปล่อยคาร์บอนติดลบ ซึ่งจะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญชิ้นหนึ่งที่ช่วยสนับสนุนให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ภายในปี 2608 ตามที่ภาครัฐได้ประกาศเจตนารมณ์เอาไว้บนเวทีโลก

การปรับตัวของภาครัฐในการสนับสนุนการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การกำหนดแผนบูรณาการร่วมกับภาคการเกษตร และการให้ความรู้แก่ชุมชนถึง ข้อดีของพลังงานชีวมวล อย่างถูกต้องโปร่งใส จะเป็นกุญแจความสำเร็จที่ทำให้โรงไฟฟ้าสามารถตั้งอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างมีความสุขและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน

สรุปได้ว่า “ไฟฟ้าชีวมวล” ไม่ได้เป็นเพียงแค่กระแสความนิยมชั่วคราว แต่เป็นฟันเฟืองหลักในการขับเคลื่อน พลังงานทดแทน ของประเทศ เป็นทางรอดที่ผสานเอาการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลก การลดฝุ่น PM 2.5 ระดับชาติ และการสร้างรายได้ระดับท้องถิ่น เข้าไว้ด้วยกันได้อย่างลงตัวที่สุดครับ หากเราสามารถบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของ เชื้อเพลิงชีวมวล และควบคุมมาตรฐานของ โรงไฟฟ้าชีวมวล ได้อย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส พลังงานชนิดนี้จะเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งที่คอยหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจไทยไปอีกนานแสนนาน

จีนยังคงให้คำมั่นว่าจะปรับปรุงยุทธศาสตร์ด้านพลังงานในช่วงห้าปีข้างหน้า โดยวาง ‘ความมั่นคงด้านพลังงาน’ ไว้เป็นหัวใจสำคัญของแผนพัฒนาใหม่ของประเทศ

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา สำนักงานบริหารพลังงานแห่งชาติของจีน ประกาศว่า จะเริ่มบังคับใช้กรอบการพัฒนาใหม่ตั้งแต่ปี 2026 นี้ เพื่อลดความเสี่ยงที่ต้องเผชิญจากปัจจัยภายนอก เช่น ปัญหาสภาพอากาศสุดขั้ว ซึ่งถูกนับเป็นภัยคุกคามต่อความมั่นคง

เพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ รัฐบาลจีนตั้งใจจะปรับปรุงการไหลเวียนของพลังงานและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศ เพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเอง โดยจะจัดให้มีแหล่งพลังงานระดับท้องถิ่น ที่ครอบคลุมมากกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของความต้องการพลังงานที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นในอีกห้าปีข้างหน้า

ขณะที่การใช้พลังงานรวมของจีนได้พุ่งทะลุ 10 ล้านล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง เป็นครั้งแรกในปี 2025 โดยมีสาเหตุมาจากการเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตขั้นสูง และการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีใหม่ๆ

ส่องยุทธศาสตร์พลังงานของจีนปี 2026 และ 5 เทรนด์ที่ต้องจับตา

และนี่คือ 5 เทรนด์สำคัญในอุตสาหกรรมพลังงานของจีนปี 2026

1. ปัญญาประดิษฐ์ในภาคพลังงาน

เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 จีนได้ร่างแผนแม่บทสำหรับการพัฒนา AI คุณภาพสูงสำหรับใช้งานทั่วทั้งระบบพลังงาน เช่น การก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังน้ำในลุ่มน้ำที่ซับซ้อน, เพิ่มประสิทธิภาพการใช้เชื้อเพลิงในโรงไฟฟ้าพลังความร้อน และปรับปรุงระบบเตือนภัยล่วงหน้าในโรงไฟฟ้านิวเคลียร์

2. การมีส่วนร่วมของภาครัฐที่มากขึ้น

หลังจากทดลองปล่อยให้กลไกตลาดทำงานมาหลายปี คาดว่าหน่วยงานของรัฐจะกลับมาควบคุมตลาดพลังงานอีกครั้งในปี 2026 มุ่งเน้นไปที่การสร้างเสถียรภาพให้กับตลาด และปกป้องความน่าเชื่อถือของระบบส่งไฟฟ้า เพื่อสร้าง ‘ตลาดพลังงานแห่งชาติที่เป็นหนึ่งเดียว’

เนื่องจากจีนมองว่าพลังงานไม่เพียงแต่เป็นปัจจัยสำคัญในภาคเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ยังเป็นสินทรัพย์ด้านความมั่นคงของชาติด้วย

3. ควบคุมแร่ธาตุสำคัญในฐานะเครื่องมือเชิงกลยุทธ์

แม้ว่าการประชุมสุดยอดระหว่างประธานาธิบดีสี จิ้นผิงและประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เมื่อเดือนตุลาคมจะจบลงด้วยการที่จีนอนุมัติให้ ‘ระงับนโยบายควบคุมการส่งออกแร่ธาตุสำคัญ’ ซึ่งมีความจำเป็นต่อการพัฒนาเทคโนโลยีต่างๆ รวมถึงการผลิตแบตเตอรี่ ไปจนถึงปลายปี 2026 แต่ต้องยอมรับว่า การครอบงำของจีนในห่วงโซ่อุปทานแร่ธาตุสำคัญระดับโลกยังคงอยู่ และคาดว่าจีนยังสามารถใช้ประโยชน์จากข้อได้เปรียบนี้ในเชิงกลยุทธ์ 

4. การส่งออกพลังงานหมุนเวียน

การที่จีนครองความเป็นผู้นำในห่วงโซ่อุปทานสำหรับการแปรรูปแร่ธาตุที่สำคัญ ทำให้จีนอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบในการครองความเป็นผู้นำด้านเทคโนโลยีสะอาดเช่นกัน ทำให้จีนครองตลาดทั้งการผลิตกังหันลม แผงโซลาร์เซลล์ และแบตเตอรี่เก็บพลังงานมากกว่า 80% ของโลก ทั้งยังมีการลงทุนในโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในต่างประเทศด้วย

ส่องยุทธศาสตร์พลังงานของจีนปี 2026 และ 5 เทรนด์ที่ต้องจับตา

5. ข้อตกลงเกี่ยวกับก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG)

แม้ว่าความต้องการก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ของจีนจะลดลงในปี 2025 แต่คาดการณ์ว่าอุปทาน LNG ทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ 7% ในปี 2026 ซึ่งสร้างเงื่อนไขที่เอื้ออำนวยต่อการกลับมาทำข้อตกลง LNG ระยะยาวอีกครั้ง เพราะ LNG ยังคงมีบทบาทสำคัญในการจัดการความผันผวนของความต้องการ สนับสนุนการใช้พลังงานในภาคอุตสาหกรรม และรักษาสมดุลของระบบไฟฟ้า

โดยรวมแล้ว ยุทธศาสตร์ด้านพลังงานของจีนในปี 2026 สะท้อนให้เห็นถึงประเทศที่กำลังกระชับระบบภายในประเทศให้แข็งแกร่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ยังคงพยายามขยายบทบาทด้านพลังงานในระดับโลกด้วย

Source : Spring News