การผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ภายในประเทศของ “ซาอุดีอาระเบีย” เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในเชิงเศรษฐกิจมีความคืบหน้าอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดรัฐบาลซาอุดีอาระเบียยังได้ร่วมมือกับบริษัทเทคโนโลยีและค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่หลายราย เพื่อวางรากฐานก้าวสู่การเป็นหนึ่งในผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) สำคัญระดับโลก

ไฟแนนเชียลไทมส์รายงานว่า กองทุนเพื่อการลงทุนสาธารณะ (พีไอเอฟ) ของซาอุดีอาระเบีย ได้บรรลุข้อตกลงร่วมกับบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ของไต้หวันอย่าง “ฟ็อกซ์คอนน์” (Foxconn) ในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนผลิตรถยนต์อีวีแบรนด์แรกของซาอุดีอาระเบียในชื่อ Ceer

โดยฟ็อกซ์คอนน์จะมีบทบาทในการพัฒนาสถาปัตยกรรมไฟฟ้าภายในรถยนต์ของ Ceer ไม่ว่าจะเป็นระบบความบันเทิงภายในรถยนต์ ระบบการเชื่อมต่อ รวมถึงระบบขับขี่อัตโนมัติ ขณะที่ส่วนประกอบของรถยนต์จะใช้เทคโนโลยีจากผู้ผลิตยานยนต์ชั้นนำอย่าง “บีเอ็มดับเบิลยู”

ทั้งนี้ Ceer จะเริ่มต้นผลิตรถยนต์ซีดานและเอสยูวี โดยคาดว่าจะออกสู่ตลาดได้ในปี 2025 และจัดจำหน่ายในซาอุดีอาระเบียรวมถึงกลุ่มประเทศในตะวันออกและแอฟริกาเหนือ ซึ่งปัจจุบันมีผู้เล่นรายใหญ่ที่เข้ามาตีตลาดอย่าง “เทสลา” และ “บีวายดี” จากจีน

Ceer ยังตั้งเป้าระดมทุนผ่านการดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) มากกว่า 150 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยคาดว่าจะสามารถสร้างตำแหน่งงานภายในประเทศได้ถึง 30,000 ตำแหน่ง และมีส่วนช่วยสร้างจีดีพีให้กับซาอุดีอาระเบียเพิ่มขึ้นอีกกว่า 8,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2034

แถลงการณ์ของกองทุนพีไอเอฟระบุว่า “ซาอุดีอาระเบียไม่เพียงแต่จะสร้างแบรนด์รถยนต์ใหม่ แต่เรากำลังจุดประกายอุตสาหกรรมใหม่” ทั้งนี้ เป็นไปตามวิสัยทัศน์ของ มกุฎราชกุมารโมฮัมเหม็ด บิน ซัลมาน ซึ่งเป็นประธานกองทุนพีไอเอฟ และเป็นผู้นำการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของซาอุดีอาระเบียให้ลดการพึ่งพาน้ำมัน

ซาอุดีอาระเบียได้เดินหน้าเข้าสู่อุตสาหกรรมอีวีมาอย่างต่อเนื่อง โดยรอยเตอร์รายงานว่า ก่อนหน้านี้ กองทุนพีไอเอฟยังได้เข้าถือหุ้นกว่า 60% ใน “ลูซิด กรุ๊ป” บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ที่ขณะนี้กำลังสร้างโรงงานอีวีในเมืองเจดดาห์ของซาอุดีอาระเบีย ซึ่งเมื่อแล้วเสร็จคาดว่าจะมีกำลังการผลิตสูงถึง 150,000 คัน/ปี

ก.ค.ที่ผ่านมา กองทุนพีไอเอฟยังได้เข้าถือหุ้นใน “แอสตันมาร์ติน” รวม 16.7% ด้วยเม็ดเงินลงทุน 78 ล้านปอนด์และหุ้นเพิ่มทุนอีก 575 ล้านปอนด์ ส่งผลให้ซาอุดีอาระเบียกลายเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่อันดับสองในค่ายรถหรูเก่าแก่ของอังกฤษ ที่กำลังประสบปัญหาการเงินและแสวงหาเงินทุนสำหรับการพัฒนารถยนต์รุ่นใหม่

ก่อนหน้านี้ยังมีกระแสข่าวว่า ซาอุดีอาระเบียมีแผนผลักดันการทำเหมืองและสร้างโรงงานผลิตแบตเตอรี่อีวี และในช่วงต้นปีนี้ วอลล์สตรีตเจอร์นัลยังรายงานว่า ซาอุดีอาระเบียได้เจรจากับฟ็อกซ์คอนน์ เพื่อร่วมทุนสร้างโรงงานมูลค่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในเมืองแห่งอนาคต “นิอุม” ที่ซาอุดีอาระเบียกำลังพัฒนาขึ้น ซึ่งจะเป็นแหล่งสำหรับการผลิตไมโครชิป ส่วนประกอบรถอีวี และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ต่าง ๆ

ทั้งหมดนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนการผลักดันอุตสาหกรรมใหม่และกระจายเศรษฐกิจออกจากการพึ่งพาน้ำมันของซาอุดีอาระเบียที่เปิดตัวครั้งแรกในปี 2021 ด้วยเป้าหมายในการดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศให้ได้ไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ/ปี

อย่างไรก็ตาม ความฝันของซาอุดีอาระเบียเหมือนจะยาวไกล เห็นได้จากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศช่วงครึ่งแรกของปีนี้ที่อยู่ในระดับ 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แต่ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญสำหรับซาอุดีอาระเบียในการก้าวสู่ธุรกิจอีวีที่กำลังจะกลายเป็นเทรนด์หลักของโลกในอีกไม่ช้า

Source : ประชาชาติธุรกิจ

กระทรวงพลังงาน เคาะพลังงานหมุนเวียน 1 หมื่นเมกะวัตต์ บรรจุอยู่ในแผนพลังงานชาติ เน้นส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์ถึง 6 พันเมกะวัตต์ ดัน กฟผ.เป็นผู้ลงทุนพลังงานสะอาดในอนาคต เดินหน้าสู่ Net Zero

นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากที่ประเทศไทยได้มีเป้าหมายบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ปี ค.ศ. 2065 (Net Zero) จำเป็นต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคพลังงานเป็นสำคัญ เนื่องจากมีสัดส่วนการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์คิดเป็นสัดส่วนกว่า 30 % โดยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนฯราว 256 ล้านตันต่อปี

ทั้งนี้องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ความต้องการใช้พลังงานของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พบว่ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสำหรับทุกประเภทเชื้อเพลิงทั้งน้ำมัน ก๊าซฯ ถ่านหิน และพลังงานหมุนเวียน(RE) ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งหากต้องการให้บรรลุเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก จะต้องเน้นการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเพิ่มสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำให้มากขึ้น

ดันพลังงานสะอาด ผลิตไฟฟ้า 1 หมื่นเมกะวัตต์ เคลื่อนไทย Net Zero

ดังนั้น ปัจจัยขับเคลื่อนให้ประเทศไทยก้าวสู่ความยั่งยืนและเกิดความสมดุลด้านพลังงาน จะต้องการพัฒนาโครงการสร้างพื้นฐานด้านพลังงานให้เพียงพอรองรับความต้องการพลังงานในอนาคต รองรับพลังงานสะอาดที่จะเกิดขึ้น(Green Energy) รวมทั้งการพัฒนาระบบบริหารจัดการพลังงานที่มีประสิทธิภาพ ตอบโจทย์รูปแบบธุรกิจพลังงานที่เปลี่ยนแปลงไปตามแนวโน้มพลังงานในอนาคต เช่น รถยนต์ไฟฟ้า(EV) และสมาร์ทกริด ( Smart Grid) 

รวมทั้งการพัฒนาหรือนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาช่วยสนับสนุน เช่น เทคโนโลยีการดักจับการใช้ประโยชน์และการกักเก็บคาร์บอนของประเทศ (Carbon Capture, Utilization and Storage : CCUS) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่มีบทบาทสำคัญในอนาคต การเตรียมบุคลากรด้านต่าง ๆ ให้มีความรู้และทักษะที่สนับสนุนการดำเนินงานตามแนวโน้มการพัฒนาพลังงานในอนาคต

รวมถึงการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนเป้าหมายและนโยบายของประเทศ ทั้งภาคธุรกิจที่จะเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมพลังงาน ภาควิชาการที่สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้และนวัตกรรมเทคโนโลยีพลังงานในประเทศ และภาคประชาชนที่ให้ความร่วมมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รวมถึงมีส่วนร่วมในโครงการด้านพลังงาน เช่น โครงการผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน

ดังนั้น การดำเนินงานของกระทรวงพลังงาน ได้มีจัดทำแผนพลังงาน ภายใต้กรอบความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อนำไปสู่เป้าหมายดังกล่าว ได้กำหนดกรอบที่จะเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 50% ของกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ ร่วมกับระบบกักเก็บพลังงาน

ภายใต้กรอบแผนพลังงานชาติ จะมีแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าหรือพีดีพี(ปี 2565-2580) เป็นแผนย่อยรวมอยู่ด้วย ซึ่งจะมีการบรรจุเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนราว 10,900 เมกะวัตต์ แยกเป็น การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 6,000 เมกะวัตต์ แยกเป็นโซลาร์ฟาร์ม 3,000 เมกะวัตต์ และมีโซลาร์ลอยน้ำในเขื่อนของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย(กฟผ.) 2,700 เมกะวัตต์ โซลาร์รูฟท็อป 300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 1,500 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลและก๊าซชีวภาพ รวม 800 เมกะวัตต์ ผลิตไฟฟ้าจากขยะ 600 เมกะวัตต์ แยกเป็นจากขยะชุมชน 400 เมกะวัตต์ และขยะอุตสากรรม 200 เมกะวัตต์

“กฟผ.มีศักยภาพพัฒนาโซลาร์ลอยน้ำได้ถึง 10,000 เมกะวัตต์ใน 20 ปี ตลอดจนพื้นที่เหมืองแม่เมาะใน 20 ปีข้างหน้า หากต้องเลิกใช้โรงไฟฟ้าถ่านหิน จึงมีศักยภาพของพื้นที่ที่จะทำโซลาร์ฟาร์มได้อีก ซึ่งกฟผ.จะกลายเป็นผู้ลงทุนพลังงานสะอาดในอนาคต”

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยว่า การจัดทำแผนพลังงานชาติ ขณะนี้อยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นแผนย่อย และหลังจากนั้นจะเปิดรับฟังความเห็นของแผนพลังงานชาติทั้งหมด และจะนำเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาได้ราวไตรมาสแรกของปี 2566 นำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.)เห็นชอบต่อไป คาดว่าจะประกาศใช้แผนพลังงานชาติได้ราวไตรมาสที่ 2 ของปี 2566

Source : ฐานเศรษฐกิจ

คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) กางแผนรับมือหลายแนวทาง กรณีคลังปรับขึ้นภาษีดีเซล หลังหมดมาตรการลดภาษีดีเซล 5 บาทต่อลิตร 20 พ.ย. 2565 ชี้การปรับขึ้นราคาเพียง 1 บาทต่อลิตร ก็กระทบเงินกองทุนฯแน่นอน เหตุเงินกู้ 1 หมื่นล้าน แค่เข้ามาเสริมสภาพคล่องชำระหนี้ ไม่สามารถรองรับภาระที่เพิ่มขึ้นได้มากนัก ประกอบกับสิ้นเดือน พ.ย.นี้ เงินช่วยเหลือ 3,000 ล้านบาทของ ปตท. จะสิ้นสุดลงด้วย ระบุรอผลสรุปมาตรการภาษีดีเซลที่ชัดเจนเร็วๆนี้ก่อนพิจารณามาตรการด้านราคาดีเซลต่อไป  

ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center-ENC) รายงานว่า ที่ผ่านมาคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(กบน.) ได้หารือเตรียมความพร้อมรองรับกรณีกระทรวงการคลังปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล หลังหมดมาตรการลดภาษีน้ำมันดีเซล 5 บาทต่อลิตร ในวันที่ 20 พ.ย. 2565 นี้  โดยก่อนหน้านี้ได้จัดทำแบบจำลองการปรับขึ้นภาษีดีเซลไว้ 3-4 แนวทาง พร้อมการบริหารเงินกองทุนฯ  ทั้งกรณีไม่ปรับขึ้นภาษีดีเซลจนถึงสิ้นปี 2565  รวมถึงกรณีทยอยปรับขึ้น หรือ ขึ้นภาษีทีเดียว 5 บาทต่อลิตร 

โดยหากมีการปรับขึ้นภาษีดีเซล ไม่ว่าจะกรณีใด ก็จะกระทบเงินกองทุนฯ อย่างแน่นอน เนื่องจากเงินกู้ 10,000 ล้านบาท ที่ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการกู้เงินกับสถาบันการเงิน เป็นเงินสำหรับนำมาเสริมสภาพคล่องในการชำระหนี้ต่างๆ เท่านั้น ไม่ได้เตรียมไว้สำหรับภาระที่เพิ่มขึ้น 

ส่วนกรณีมีกระแสข่าวว่าจะมีการปรับขึ้นภาษีดีเซลแบบขั้นบันได เดือนละ 1 บาทต่อลิตรไปจนครบ 5 บาทต่อลิตรนั้นหากเป็นจริง ทางสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง(สกนช.) คงต้องกลับไปจัดทำกรณีตัวอย่างเพื่อเสนอ กบน.พิจารณาหาแนวทางดูแลราคาดีเซลไม่ให้กระทบต่อประชาชนให้ได้มากที่สุด  

ปัจจุบันกองทุนฯชดเชยราคาดีเซลอยู่ 2.15 บาทต่อลิตร หรือ 130 ล้านบาทต่อวัน หากขึ้นภาษี 1 บาทต่อลิตร และกองทุนฯเข้าไปแบกรับภาระแทน ก็จะต้องชดเชยราคาดีเซลเป็น 3.15 บาทต่อลิตร ถือเป็นภาระที่หนักสำหรับกองทุนฯ เช่นกัน เนื่องจากต้องมีภาระการพยุงราคาดีเซลที่เพิ่มขึ้นแล้ว เงินช่วยเหลือจากบริษัท ปตท. จำกัด(มหาชน) 3,000 ล้านบาท ก็จะสิ้นสุดในเดือน พ.ย.2565 ด้วย 

อย่างไรก็ตามคงต้องรอความชัดเจนจากกระทรวงการคลัง ที่จะต้องพิจารณาให้รอบคอบทั้งด้านภาระเงินกองทุนฯ ที่ตึงตัว ผลกระทบต่อราคาดีเซลประชาชน รวมถึงราคาน้ำมัน ณ เวลานั้น และภาพรวมทางเศรษฐกิจประเทศด้วย 

ส่วนความคืบหน้าการกู้เงิน 10,000 ล้านบาท จากสถาบันการเงินนั้น คาดว่าจะมีความชัดเจนเร็วๆนี้ ว่าจะเลือกกู้กับสถาบันการเงินใด โดยคาดว่าเงินจะเข้าบัญชีกองทุนฯ ได้ในสัปดาห์หน้า 

สำหรับที่ผ่านมากระทรวงการคลังได้ลดภาษีสรรพสามิตดีเซลมาแล้ว 4 ครั้ง โดยครั้งแรกลด 3 บาทต่อลิตร เมื่อ 18 ก.พ.-30 พ.ค. 2565 หลังจากนั้นลดภาษี 5 บาทต่อลิตร ต่อเนื่อง 3 ครั้ง ครั้งละ 2 เดือน นับตั้งแต่ 21 พ.ค.- 20 ก.ค.2565, 21 ก.ค.-20 ก.ย. และวันที่ 21 ก.ย.-20 พ.ย. 2565 

ทั้งนี้สถานะกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุด ณ วันที่ 30 ต.ค. 2565 กองทุนฯ ติดลบถึง 129,701 ล้านบาท โดยมาจากบัญชีน้ำมันติดลบ 86,781 ล้านบาท และมาจากบัญชี LPG ติดลบ 42,920 ล้านบาท  

ส่วนสถานการณ์ราคาน้ำมันโลก ณ วันที่ 4 พ.ย. 2565 เวลาประมาณ 15.00 น.  ราคาน้ำมันดิบดูไบอยู่ที่ระดับ 91.13 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ 90.27 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2.10 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล  และราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) อยู่ที่ 96.67 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้น 2 เหรียญสหรัฐฯต่อบาร์เรล

ส่วนสถานการณ์ค่าการตลาดของผู้ค้าน้ำมัน ณ วันที่  4 พ.ย. 2565 ซึ่งรายงานโดยสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) ระบุว่าค่าการตลาดผู้ค้าดีเซลอยู่ที่  1.57 บาทต่อลิตร ส่วนค่าการตลาดกลุ่มเบนซินอยู่ที่ 2-3 บาทต่อลิตร ในขณะที่ค่าการตลาดเฉลี่ยระหว่าง  1-4 พ.ย. 2565 อยู่ที่  2.17 บาทต่อลิตร โดยภาครัฐขอความร่วมมือผู้ค้าน้ำมันตรึงค่าการตลาดไว้ไม่เกิน 1.40 บาทต่อลิตร  

Source : Energy News Center

กลุ่มบางจากจัดสัมมนาประจำปีครั้งที่ 12 “Energy Security and Carbon Sequestration” เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2565 โดยมีภาคธุรกิจจากต่างประเทศร่วมนำเสนอทิศทางเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ

โมจี คาริมี ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร บริษัท Cemvita Factory กล่าวในหัวข้อ “Gold Hydrogen: Key to Net Zero Economy” ว่า การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมในอนาคตอยู่บนพื้นฐานสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ 1.กระบวนการสกัดทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนที่ลดการเกิดคาร์บอนฟุตปริ้นส์ และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 2.กระบวนการผลิตปิโตรเคมีและเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 3.การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งเชื่อว่าไฮโดรเจนสีทองจะเป็นหนึ่งในโซลูชันที่ตอบโจทย์ข้างต้น

สำหรับนิยามของไฮโดรเจนสีทองเป็นการผลิตไฮโดรเจนด้วยเทคโนโลยีทางชีวภาพ ผ่านการใช้จุลินทรีย์ใต้ผิวดินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในบ่อน้ำมันและแก๊สธรรมชาติที่ว่างเปล่าและถูกทิ้งร้าง โดยนักวิทยาศาสตร์ของ Cemvita พบว่าจุลินทรีย์ใต้ผิวดินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติใช้คาร์บอนที่มีอยู่ในเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก และปล่อยไฮโดรเจนได้ 20-50 ตันต่อพื้นที่ โดยจากการทดลองในห้องปฏิบัติการได้เพิ่มประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ขึ้น 6 เท่าครึ่งของอัตราที่จําเป็นในการผลิตไฮโดรเจนที่ 1 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม ซึ่งถือเป็นการผลิตไฮโดรเจนที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในปัจจุบัน

ก่อนหน้านี้การผลิตไฮโดรเจนโดยไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ ไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น ลม พลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังน้ำ โดยจากการศึกษาล่าสุด ขนาดตลาดไฮโดรเจนสีเขียวทั่วโลกมีมูลค่า 0.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2020 เติบโตที่ CAGR 54.7% จากปี 2021 ถึง 2028 และคาดว่าจะสูงถึง 9.8 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2028

อย่างไรก็ตาม การผลิตไฮโดรเจนสีเขียวนั้นใช้พลังงานมากและมีราคาแพง ตามรายงานจาก S&P Global Commodity Insights ต้นทุนของไฮโดรเจนอิเล็กโทรไลต์จากพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงถึง 16.80 ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม

สำหรับแผนการลงทุนระยะต่อไป Cemvita จะใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมของอุตสาหกรรมบ่อน้ำมันและก๊าซที่หมดลงหลายพันบ่อเพื่อผลิตไฮโดรเจนราคาถูก สะอาด และปราศจากคาร์บอน และเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน

โรเบิร์ต โดบริค ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนว่า ทุกวันนี้ ความต้องการใช้พลังงานไม่มีทางลดลง ประชากรโลกเพิ่มต่อเนื่อง ทำให้ต้องมองหาแนวทางการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ และลดการปล่อยคาร์บอน ซึ่งทางเชฟรอนได้สำรวจแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้มากถึง 10% โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือคาร์บอนเป็นศูนย์ มองหาแหล่งหมุนเวียนที่เชื่อถือได้ และปล่อยคาร์บอนต่ำ

เชฟรอนได้ค้นพบเทคโนโลยี Carbon Capture Utilization and Storage (CCUS) ในการดักจับ ใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน เพื่อทำควบคู่กับการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ เพราะเราเชื่อว่า ไม่มีวิธีการอย่างเดียวที่ได้ผลทั้งหมด

สำหรับการกักเก็บคาร์บอนจะเป็นกุญแจสำหรับที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลได้ชัด และเทคโนโลยีก็เป็นปัจจัยสำคัญเชื่อมต่อโอกาสกับการค้นพบแหล่งพลังงานที่ยั่งยืน ถ้ารัฐมีนโยบายที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนทั้งระบบ เชื่อว่า การลดปล่อยคาร์บอนก็จะมีประสิทธิภาพ

“CCUS เป็นเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน กักเก็บคาร์บอน และอัดคาร์บอน เป็นก้อนฝั่งไว้ในชั้นใต้ดินที่รอบรับได้หลายล้านตัน นี่จะเป็นโซลูชันในรุ่นเรา เชื่อว่าคนรุ่นต่อไปก็จะพัฒนาเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าขึ้นอีกในอนาคต” โดบริค

“เชฟรอน ใช้เทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน หรือ CCUS ลงใต้ดินเพื่อคืนสู่ธรรมชาติ นี่จะเป็นกุญแจสำคัญของบริษัท นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในปี 2030” นายโดบิค กล่าว

อนิรุทธ์ ชามา ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอบริษัทคาร์บอนคลีนโซลูชัน และสตาร์ตอัปชั้นนำของสหราชอาณาจักร กล่าวในหัวข้อ Innovating CO2 Recovery Technology ว่า ความท้าทายในปัจจุบันคือ การดักจับคาร์บอนที่มีอยู่มหาศาล เราต้องการเทคโนโลยี แต่ตอนนี้ราคายังแพงอยู่ ขณะที่เราต้องการดักจับคาร์บอนให้ได้ 5,000 ล้านตันภายในปี ค.ศ.2050 ที่จะทำให้อุณหภูมิโลกไม่สูงเพิ่มขึ้น 1.5 องศา ตามความตกลงปารีส

ขณะนี้บริษัทคาร์บอนคลีน 49 แห่งทั่วโลกดำเนินงานอยู่ในอินเดีย บราซิล และหลายประเทศในยุโรปอย่างอังกฤษ และสเปนดักจับคาร์บอนแล้ว 1,000 ล้านตัน และมีเป้าหมายดักจับคาร์บอนให้ได้อีก 1,000 ล้านตันใน ค.ศ.2030

กระบวนการดักจับคาร์บอนมีมานานแล้วตั้งแต่ ค.ศ.2009 ในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆจะมีการพัฒนาวิธีการดักจับคาร์บอนที่มุ่งลดค่าใช้จ่ายอาทิ สารละลายคาร์บอนที่ช่วยลดลง 20 เท่าและลดการใช้พลังงานลดลงถึง 30%

“เทคโนโลยี CycloneCC ของบริษัทคาร์บอนคลีน เป็นโซลูชันดักจับคาร์บอนดีกว่าแบบเดิมถึงสิบเท่า และจะช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจได้มากถึง 50% โดยเทคโนฯนี้จะสนับสนุนเป้าหมายเราในการดักจับคาร์บอนให้ได้ 5,000 ล้านต้นในปี2050” อนิรุทธ์กล่าว

ฟลอร่า จี่ ชิง รองประธานฝ่าย Nature-Based Solutions ของบริษัทเชลล์ กล่าวในหัวข้อ “Nature-Based Solutions: Shell” ว่า การปรับเปลี่ยนระบบบริหารจัดการพลังงานให้ตอบโจทย์กับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมมีความจำเป็นต้องให้ประชาชนร่วมรับมือกับความท้าทายด้วยกัน ซึ่งบริษัทเชลล์กำหนดเป้าหมายเน็ตซีโร่ในปี 2050 ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำถึงปลายน้ำ โดยการดำเนินงาน 85%ของบริษัทได้คำนึงถึงการปรับสัดส่วนการใช้พลังงานที่มุ่งพลังงานสะอาดมากขึ้น เช่นพลังงานน้ำ แสงอาทิตย์ และลม

เชลล์ต้องการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมน้ำมันให้ได้ 1 ล้านตันเพื่อบรรลุเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์ ค.ศ.2030 รวมถึงลดปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติให้น้อยลงด้วย

ถ้าพูดถึงการดำเนินงานในเอเชีย อย่างในประเทศจีนได้มีโครงการ “ClimateBreathe” ทำงานร่วมกับประชาชนและชุมชนเพื่อปลูกต้นไม้คืนลมหายใจให้ผืนป่า เช่นเดียวกับที่ฟิลิปปินส์ได้รณรงค์ปลูกป่ารวมกัน 6,250 ไร่ ขณะที่ออสเตรเลียได้ทำงานร่วมกับชาวสวน ในการใช้เทคโนโลยี Nature-Based Solutions หรือ NBS เพื่อดักจับคาร์บอนแล้วนำไปฝั่งเก็บใต้ดินรวมกันมากกว่า 60,000 ไร่

“เหตุใดต้องทำงานร่วมกับธรรมชาติ Shell ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยี Nature-Based Solutions หรือ NBS ในผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า ช่วยลดคาร์บอนได้ถึง 30% ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของความตกลงปารีส ในปี 2030” นางชิงกล่าว

ไฮโดรเจน-กักเก็บคาร์บอน กุญแจบรรลุเป้าหมาย“เน็ตซีโร่”

“อาเซียน” ศูนย์กลางเปลี่ยนผ่านพลังงาน

โรแบรโต้ บาคคา ประธานด้านพลังงานและผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตและกรรมการบริหารสภาเศรษฐกิจโลก (WEF) กล่าวในหัวข้อ “Global Energy Outlook and Energy Transition” ว่า มี 3 ประเด็นสำคัญที่ WEF ต้องการแบ่งปัน ประกอบด้วย 1.มุมมองระบบพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงานในปัจจุบัน 2.สามเหลี่ยมพลังงาน 3. บริบทด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน

สำหรับประเด็นแรก การทำความเข้าใจในระบบพลังงาน ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ส่วนประกอบคือ อุปทาน การส่ง และอุปสงค์ โดยส่วนสำคัญที่ใช้สำหรับการวางแผนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน คือ “อุปสงค์” ซึ่งต้องคาดการณ์ว่าในอนาคตความต้องการพลังงานจะมาจากกลุ่มไหนเป็นหลัก

ทั้งนี้ รายงานของ WEF ระบุว่า ความต้องการพลังงานในอนาคตจะมาจากการใช้ชีวิตในเมือง กระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรม และการเดินทาง โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ ซึ่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

“ในปัจจุบันและทิศทางอนาคตของระบบพลังงานทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่าน โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก ซึ่งจะทำให้ภูมิภาคนี้มีความต้องการพลังงานที่จะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”

ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต้องการปัจจัยสนับสนุน ประกอบด้วย การพัฒนาเทคโนโลยี การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนการวางแผนการเงิน การค้นคว้าวิจัยด้านวัตถุดิบและทรัพยากร การปฏิวัติโมเดลธุรกิจเพื่อการเติบโตทางกำไรในบริบทการทำธุรกิจใหม่

และสุดท้ายที่จะเป็นกลไกหลัก คือ การสร้างโมเดลความร่วมมือใหม่ในทุกระดับและทุกภาคส่วน ตั้งแต่บริษัท ภาคอุตสาหกรรม ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภาครัฐและความร่วมมือในระดับประเทศ เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

ประเด็นที่สอง คอนเซปต์สามเหลี่ยมพลังงาน สะท้อนคุณลักษณะการใช้ประโยชน์จากพลังงาน ได้แก่ การสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน และการใช้พลังงานยั่งยืน ซึ่งต้องให้นำหนักทั้งสามมิติ

ประเด็นสุดท้าย บริบททางสังคมในปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับการปรับสมดุลของมหาอำนาจในโลก ซึ่งกระทบการปรับเปลี่ยนสมดุลพลังงาน อีกทั้งสถานการร์ดังกล่าวยังนำไปสู่ “วิกฤติพลังงาน” 

ทั้งนี้ จากรายงานดัชนีการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลกโดย WEF เผยว่า ภายในปี 2030 ต้องเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งใหญ่ทั่วโลก ทำให้ในวันนี้การเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงสำคัญมากเพื่อให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้

Source : กรุงเทพธุรกิจ

นายญนน์ โภคทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร เซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “เซ็นทรัล รีเทล บริษัทเล็งเห็นความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนธุรกิจควบคู่กับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เซ็นทรัล รีเทล ได้ปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กร และสร้าง Mindset ให้พนักงานตระหนักถึงผลกระทบรอบด้าน

ต่อผู้คน ชุมชน สังคม และโลก ส่งเสริมและผสมผสานกิจกรรมที่ทำให้เกิดการเติบโตอย่างยั่งยืนในทุกกระบวนการทำงาน พร้อมกำหนดแนวทางที่ชัดเจนใน Road map ผ่านกลยุทธ์ CRC ReNEW เป็นเข็มทิศในการดำเนินธุรกิจครอบคลุมทุกมิติ เพื่อนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายระยะยาวคือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในปี 2593 นี่คือ ความเชื่อมั่นของ เซ็นทรัล รีเทล ในการสร้างอนาคตเพื่อคนรุ่นต่อไป พร้อมเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ธุรกิจค้าปลีกที่ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ตามแนวคิด CRC Green & Sustainable Retail”

ด้านสิ่งแวดล้อม และความยั่งยืนหลายโปรเจกต์อย่างจริงจัง และทำอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยโครงการสำคัญที่นำไปสู่ความสำเร็จจนได้รับรางวัล The Global CSR & ESG Awards 2022 คือ Journey to Zero: A Circular System to End Food Waste โครงการด้านการจัดการขยะอาหารตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เริ่มจากบนเกาะสมุยสู่ตัวเมืองจังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยนำแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) มาใช้ ส่งเสริมการคัดแยกขยะต้นทาง และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าเพื่อลดปริมาณขยะลงหลุมฝังกลบผ่านกระบวนการรีไซเคิล และนำกลับมาใช้ใหม่ ซึ่งผลผลิตที่ได้เป็นก๊าซชีวภาพถูกนำมาใช้แทนก๊าซ LPG ช่วยลดค่าใช้จ่าย

ให้กับวิทยาลัยนานาชาติการท่องเที่ยวเกาะสมุย มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีได้กว่า 40% และปุ๋ยอินทรีย์จากขยะอาหารถูกนำไปขยายผลเป็นเกษตรอินทรีย์ ลดค่าใช้จ่าย และเพิ่มรายได้จากการจำหน่ายผัก ผลไม้ ภายใต้แบรนด์ฟาร์มชาวเกาะของชุมชนบนเกาะสมุย สอดคล้องกับเป้าหมายของ เซ็นทรัล รีเทล ในการลดขยะอาหารลง 30% ภายในปี 2573 ทั้งนี้ ในปี 2565 โครงการ Journey to Zero สามารถช่วยลดปริมาณขยะอินทรีย์ได้กว่า 25 ตันต่อปี (ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2565) ซึ่ง เซ็นทรัล รีเทล ตั้งเป้าขยายความสำเร็จโครงการ Journey to Zero ต่อยอดไปยังพื้นที่ท่องเที่ยวอันดับต้นๆ ทั้งเชียงใหม่ ภูเก็ต พัทยา และกรุงเทพฯ พร้อมมุ่งผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืน และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมพฤติกรรมเชิงบวกแก่ลูกค้า และพนักงาน ก่อให้เกิดการสร้างคุณค่าร่วม (Creating Shared Values) ต่อชุมชน และภาคีเครือข่ายในพื้นที่ครอบคลุมทั่วประเทศ

รางวัล The Global CSR & ESG Awards 2022 เป็นรางวัลที่ได้รับการยอมรับสูงสุดด้านกิจกรรมเพื่อสังคม โดยยกย่องบริษัทที่มีความเป็นเลิศด้านนวัตกรรม หรือโครงการที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืนของ เซ็นทรัล รีเทล ในมิติต่างๆ ครอบคลุมโครงการด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาชุมชนเพื่อให้เกิดการพึ่งพาตนเอง “เซ็นทรัล รีเทล พร้อมผนึกกำลัง และความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งพนักงาน ผู้มีส่วนได้เสีย หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ และภาคีเครือข่าย ในการดูแลชุมชน และสิ่งแวดล้อม ต่อยอดโครงการ เพื่อความยั่งยืน พร้อมทั้งสานต่อเจตนารมณ์ไปยังผู้บริหารรุ่นถัดไป เพื่อส่งต่อโลกที่น่าอยู่ให้กับทุกๆ เจเนอเรชั่น” นายญนน์ กล่าวปิดท้าย

Source : กรุงเทพธุรกิจ