สถานการณ์ราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องจากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก กำลังส่งแรงกระเพื่อมอย่างหนักต่อภาคการประมงและกิจกรรมทางทะเลของไทย ทั้งการจับปลา การท่องเที่ยวดำน้ำ และอุตสาหกรรมเกี่ยวเนื่อง ซึ่งล้วนพึ่งพาเชื้อเพลิงเป็นต้นทุนหลัก
“ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์” ผู้เชี่ยวชาญด้านนิเวศทางทะเล และรองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันที่พุ่งสูงกำลังสร้างความกังวลต่อชาวประมงและผู้ประกอบอาชีพที่พึ่งพาทะเลเป็นหลัก เนื่องจากการทำประมงมีความแตกต่างจากการขนส่งบนบกอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก
“ในทะเล เราไม่มีตัวเลือกมากนัก แม้จะมีงานวิจัยเกี่ยวกับเรือไฟฟ้า แต่ในทางปฏิบัติยังไม่สามารถใช้งานได้จริงในวงกว้าง เนื่องจากแบตเตอรี่มีน้ำหนักมากและไม่เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มีความชื้นและน้ำเค็มสูง ปัจจุบันชีวิตของชาวประมงยังคงผูกพันกับน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งส่วนใหญ่ต้องนำเข้าและอยู่นอกเหนือการควบคุมของประเทศไทย”
ต้นทุนเพิ่มทั้งระบบ ไม่ใช่เฉพาะประมง
“ผศ.ดร.ธรณ์” อธิบายว่า ผลกระทบจากราคาน้ำมันไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะภาคประมง แต่กระจายไปสู่ภาคท่องเที่ยว เกษตรกรรม และภาคการผลิตอื่น ๆ ทำให้การขอความช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มทำได้ยาก เพราะทุกภาคส่วนล้วนได้รับผลกระทบพร้อมกัน
“เราคงช่วยประมงอย่างเดียวไม่ได้ ภาคท่องเที่ยวก็ต้องการน้ำมันราคาถูก ขณะที่ภาคเกษตรก็เผชิญต้นทุนปุ๋ยและพลังงานที่สูงขึ้น ความหวังที่จะได้รับการดูแลเป็นพิเศษจึงเป็นเรื่องท้าทาย เพราะทุกคนได้รับผลกระทบทั้งหมด”
แม้มาตรการระยะสั้น เช่น การตรึงราคาเชื้อเพลิง หรือการอุดหนุนเฉพาะกลุ่ม จะช่วยบรรเทาภาระได้บางส่วน แต่ประเทศไทยจำเป็นต้องมองไกลไปกว่านั้น และใช้วิกฤติครั้งนี้เป็นโอกาสในการปรับโครงสร้างภาคประมงให้ยั่งยืนมากขึ้น
3 จุดเปลี่ยนสำคัญ สู่ความมั่นคงประมงไทย
1) ลดการพึ่งพาน้ำมัน ด้วยการพัฒนาเพาะเลี้ยงชายฝั่ง
หนึ่งในแนวทางสำคัญคือการยกระดับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เพื่อลดความจำเป็นในการออกเรือไกลเพื่อจับปลา โดยเสนอให้มีการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น กระชังขนาดใหญ่ รวมถึงการทบทวนกฎระเบียบด้านพื้นที่เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในทะเล และเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ประกอบการ SMEs
แม้การเพาะเลี้ยงจะมีต้นทุนด้านอาหารสัตว์ พลังงาน และการจัดการ แต่เมื่อเปรียบเทียบกับต้นทุนน้ำมันที่ต้องใช้ในการออกเรือระยะไกล แนวทางดังกล่าวอาจช่วยลดความเสี่ยงด้านต้นทุนได้ในระยะยาว
2) ใช้น้ำมันให้น้อยลง ผ่านการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพ
อีกแนวทางคือการวิจัยและพัฒนาเครื่องยนต์เรือที่สามารถใช้เชื้อเพลิงชีวภาพได้มากขึ้น เช่น ไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์ม ซึ่งประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ส่งออกรายสำคัญของโลก
การผลักดันการใช้ไบโอดีเซลในระดับตั้งแต่ B20 ไปจนถึง B100 อาจเป็นทางเลือกสำคัญในอนาคต หากมีการลงทุนด้านการวิจัยและนวัตกรรมอย่างจริงจัง นอกจากนี้ ยังอาจมีการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพรูปแบบอื่นที่เหมาะกับเรือขนาดเล็กของชาวประมงพื้นบ้าน
3) ฟื้นฟูความสมบูรณ์ทะเล ลดระยะทางการจับปลา
การเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเลถือเป็นอีกคำตอบสำคัญ หากระบบนิเวศมีความสมบูรณ์ สัตว์น้ำจะเพิ่มจำนวนขึ้น ทำให้ชาวประมงสามารถจับปลาได้ในระยะทางที่ใกล้ขึ้น ช่วยลดการใช้น้ำมัน
หนึ่งในแนวทางที่ถูกนำมาใช้คือการสร้างแหล่งอาศัยสัตว์น้ำโดยมนุษย์ เช่น ปะการังเทียม หรือโครงสร้างใต้น้ำที่ช่วยดึงดูดสัตว์ทะเล และสร้างจุดหมายที่ชัดเจนในการทำประมงหรือท่องเที่ยวดำน้ำ
ตัวอย่างความร่วมมือที่ผ่านมา คือโครงการสร้างแหล่งดำน้ำใหม่ระหว่างคณะประมงและ ปตท.สผ. ซึ่งดำเนินการต่อเนื่องมากกว่า 15 ปี โดยมีการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใต้น้ำรูปแบบใหม่ เพื่อช่วยกระจายจำนวนนักท่องเที่ยวและลดการใช้พลังงานในการเดินทางไกล
ความเสี่ยงระดับโลก กำลังกระทบประมงไทยโดยตรง
“ผศ.ดร.ธรณ์” ระบุว่า วิกฤติครั้งนี้สะท้อนความเสี่ยงระดับโลกที่กำลังส่งผลต่อภาคประมงไทยอย่างชัดเจน 2 ประการ ได้แก่
1. ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์: ความไม่แน่นอนของสถานการณ์โลกสามารถทำให้ราคาพลังงานผันผวนอย่างรวดเร็ว ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาคประมงและการท่องเที่ยวทางทะเล
2. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ: ภาวะโลกร้อนทำให้อุณหภูมิน้ำทะเลสูงขึ้น ระบบนิเวศเสื่อมโทรม เกิดปรากฏการณ์แพลงก์ตอนบลูม และการเปลี่ยนแปลงสมดุลน้ำจืด-น้ำเค็ม ส่งผลให้สัตว์น้ำบางชนิดลดจำนวนลง โดยเฉพาะในพื้นที่ชายฝั่ง
เสียงเรียกร้องสู่การปรับนโยบายระยะ 3–10 ปี
“ผศ.ดร.ธรณ์” เน้นว่า การแก้ปัญหาแบบเดิมอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ท่ามกลางโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยจำเป็นต้องกำหนดทิศทางใหม่ในระยะ 3–5–10 ปี ครอบคลุมทั้งด้านนโยบาย งานวิจัย นวัตกรรม กฎหมาย และกลไกตลาด
ควรเกิดความร่วมมือข้ามสาขา เช่น วิศวกรรม พลังงาน และเทคโนโลยี เพื่อร่วมกันพัฒนาโซลูชันใหม่สำหรับภาคประมง เนื่องจากหน่วยงานด้านประมงเพียงลำพังอาจไม่สามารถรับมือกับความท้าทายระดับโลกได้
“เรากำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของประมงไทย มาตรการระยะสั้นยังจำเป็น แต่เราต้องไม่ลืมว่านี่คือจุดเปลี่ยนสำคัญ หากยังยึดติดกับแนวทางเดิม ในโลกที่เปลี่ยนไปแล้ว เราอาจเผชิญความยากลำบากมากขึ้นในอนาคต”
“ผศ.ดร.ธรณ์” ทิ้งท้ายว่า หากประเทศไทยไม่สามารถปรับตัวได้ทัน อาจต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ผู้บริโภคต้องพึ่งพาการนำเข้าสัตว์น้ำมากขึ้น เช่น ปลาแซลมอน แทนการบริโภคอาหารทะเลที่ผลิตในประเทศ
Source : กรุงเทพธุรกิจ




