ในยุคที่วิกฤตการณ์การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงขึ้น การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO₂) สู่ชั้นบรรยากาศจึงกลายเป็นภารกิจเร่งด่วนของทุกประเทศทั่วโลก เพื่อให้บรรลุเป้าหมายสำคัญ คือ ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) และ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในช่วงเวลาที่กำหนด

นอกเหนือจากการเปลี่ยนไปใช้พลังงานหมุนเวียนและปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานแล้ว ยังมี “พระเอก” อีกตัวที่กำลังได้รับความสนใจและถูกผลักดันอย่างจริงจังในระดับโลก นั่นคือเทคโนโลยี CCUS หรือ Carbon Capture Utilization and Storage ซึ่งเปรียบเสมือนทางลัดที่มีศักยภาพในการจัดการกับคาร์บอนที่ถูกปล่อยออกมาจากภาคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่ยากต่อการลดการปล่อย (Hard-to-abate sectors) ได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

1. CCUS คืออะไร และทำงานอย่างไร

CCUS คือกลุ่มเทคโนโลยีและกระบวนการที่ทำงานร่วมกัน 3 ขั้นตอนหลัก เพื่อดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากแหล่งกำเนิดหรือจากอากาศโดยตรง นำไปใช้ประโยชน์ หรือกักเก็บไว้อย่างถาวร เพื่อไม่ให้ก๊าซเรือนกระจกเหล่านี้กลับเข้าสู่ชั้นบรรยากาศโลก

องค์ประกอบหลักคำอธิบายบทบาทสำคัญ
Carbon Capture (การดักจับ)กระบวนการแยกก๊าซ CO₂ ออกจากก๊าซไอเสียที่ปล่อยจากโรงงานอุตสาหกรรม หรือดักจับจากอากาศโดยตรง (Direct Air Capture: DAC)หัวใจของเทคโนโลยี ดักจับ CO₂ ก่อนถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศ
Utilization (การใช้ประโยชน์)การนำ CO₂ ที่ถูกดักจับมาใช้เป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิตต่างๆ หรือเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่ CO₂ ลดปริมาณก๊าซที่จะต้องนำไปกักเก็บ
Storage (การกักเก็บ)การขนส่ง CO₂ ที่ถูกบีบอัดจนเป็นของเหลวไปกักเก็บไว้ในชั้นหินใต้ดินอย่างถาวร (Geological Storage) ในระดับความลึกที่เหมาะสมเป็นวิธีการลด CO₂ ระยะยาว ป้องกันการรั่วไหลกลับสู่บรรยากาศ

หลักการทำงานเบื้องต้น

  1. ดักจับ (Capture) ดักจับ CO₂ ที่แหล่งกำเนิด เช่น โรงไฟฟ้าพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิล โรงงานปูนซีเมนต์ โรงงานเหล็ก โดยใช้สารละลายเคมีหรือวิธีการทางกายภาพที่เหมาะสม
  2. ขนส่ง (Transport) CO₂ ที่ถูกดักจับจะถูกบีบอัดให้อยู่ในสภาพของเหลวเพื่อลดปริมาตร และขนส่งผ่านท่อส่งเฉพาะ (Pipeline) เรือ หรือรถบรรทุกไปยังปลายทาง
  3. ใช้ประโยชน์ (Utilization) หรือ กักเก็บ (Storage) ที่ปลายทาง CO₂ จะถูกแบ่งออกเพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ หรือถูกอัดลงไปกักเก็บในชั้นหินใต้ดินที่เป็นรูพรุนอย่างถาวร

2. เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน (Carbon Capture Technologies)

การดักจับคาร์บอนเป็นขั้นตอนที่มีความซับซ้อนและใช้พลังงานสูง โดยมีเทคโนโลยีหลักๆ ที่ถูกนำมาใช้และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนหลัก

เทคโนโลยีหลักการทำงานเหมาะสำหรับ
Post-Combustion Captureดักจับ CO₂ จากก๊าซไอเสียหลังจากการเผาไหม้ โดยใช้สารละลายดูดซับ (Solvents) เช่น สาร Amineโรงไฟฟ้าถ่านหินและก๊าซธรรมชาติที่มีอยู่เดิม และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ
Pre-Combustion Captureดักจับ CO₂ ก่อนการเผาไหม้ โดยการเปลี่ยนเชื้อเพลิงให้เป็นก๊าซสังเคราะห์ (Syngas) ที่มี CO₂ และ H₂ เป็นส่วนประกอบหลัก แล้วแยก CO₂ ออกโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยี Integrated Gasification Combined Cycle (IGCC) หรือการผลิตไฮโดรเจน
Oxyfuel Combustion Captureเผาไหม้เชื้อเพลิงด้วยออกซิเจนบริสุทธิ์แทนอากาศ ทำให้ได้ก๊าซไอเสียที่มี CO₂ เข้มข้นสูงและง่ายต่อการดักจับโรงไฟฟ้าและโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นใหม่
Direct Air Capture (DAC)ดักจับ CO₂ โดยตรงจากอากาศในชั้นบรรยากาศ โดยไม่ขึ้นอยู่กับแหล่งกำเนิดการจัดการ CO₂ ที่ปล่อยจากแหล่งกระจาย (Diffuse Sources) และการสร้างสมดุลคาร์บอนสุทธิเป็นลบ

3. การใช้ประโยชน์คาร์บอน (Carbon Utilization)

การเปลี่ยนคาร์บอนไดออกไซด์ที่เป็นของเสียให้เป็น “ทรัพยากร” เป็นแนวคิดที่น่าสนใจและช่วยส่งเสริมความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของ CCUS โดยมีแนวทางการนำไปใช้ประโยชน์ที่หลากหลาย (Carbon Capture and Utilization: CCU)

  • Enhanced Oil Recovery (EOR) การฉีด CO₂ ลงไปในแหล่งกักเก็บน้ำมันที่ใกล้หมด เพื่อเพิ่มความดันและผลักดันน้ำมันที่เหลืออยู่ให้ไหลออกมา วิธีนี้เป็นวิธีการใช้ประโยชน์ CO₂ ที่มีมายาวนานและเป็นที่ยอมรับ
  • การผลิตเชื้อเพลิงสังเคราะห์ (Synthetic Fuels) นำ CO₂ ไปทำปฏิกิริยากับไฮโดรเจนที่ได้จากพลังงานหมุนเวียน (Green Hydrogen) เพื่อผลิตเชื้อเพลิงเหลว เช่น เชื้อเพลิงอากาศยานที่ยั่งยืน (Sustainable Aviation Fuel: SAF) หรือเมทานอล
  • อุตสาหกรรมเคมีและวัสดุก่อสร้าง ใช้ CO₂ เป็นวัตถุดิบในการผลิตสารเคมี เช่น ยูเรีย โพลิเมอร์ หรือใช้ในกระบวนการบ่มคอนกรีตเพื่อเพิ่มความแข็งแรงและกักเก็บคาร์บอนไว้ในวัสดุ
  • การเกษตรและอาหาร ใช้ CO₂ ในการควบคุมบรรยากาศในเรือนกระจกเพื่อเพิ่มผลผลิตพืช หรือใช้ในการผลิตเครื่องดื่มอัดลม (Carbonation)

4. การกักเก็บคาร์บอนอย่างปลอดภัย (Carbon Storage)

ขั้นตอนสุดท้ายและสำคัญที่สุดของ CCUS คือการกักเก็บ CO₂ อย่างปลอดภัยและถาวร เพื่อป้องกันไม่ให้รั่วไหลกลับสู่บรรยากาศ

  • การกักเก็บในชั้นธรณี (Geological Storage) เป็นวิธีการที่ถูกยอมรับและมีศักยภาพในการกักเก็บปริมาณมากที่สุด โดย CO₂ จะถูกอัดและฉีดลงไปในชั้นหินใต้ดินที่เป็นรูพรุนและมีความลึกมากกว่า 800 เมตร ซึ่งถูกปิดทับด้วยชั้นหินเนื้อแน่น (Cap Rock) ที่ทำหน้าที่เป็นเกราะป้องกันการรั่วไหล
    • แหล่งกักเก็บที่เป็นไปได้
      • แหล่งกักเก็บปิโตรเลียมที่หมดแล้ว (Depleted Oil and Gas Reservoirs)
      • ชั้นหินที่กักเก็บน้ำเกลือลึก (Deep Saline Aquifers)
      • ชั้นหินบะซอลต์และถ่านหินที่ไม่สามารถขุดได้ (Basalt and Unmineable Coal Seams)
  • ความปลอดภัยและการติดตาม โครงการ CCUS จะต้องมีการประเมินพื้นที่อย่างละเอียด มีการติดตามและตรวจสอบการรั่วไหลของ CO₂ อย่างเข้มงวดตลอดระยะเวลาการดำเนินการและภายหลังการปิดแหล่งกักเก็บ เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัยและประสิทธิภาพการกักเก็บในระยะยาว

5. ประโยชน์และความสำคัญของ CCUS ต่อการลดโลกร้อน

CCUS ไม่ใช่แค่เทคโนโลยีทางเลือก แต่เป็นเครื่องมือสำคัญที่มีบทบาทขาดไม่ได้ในการต่อสู้กับวิกฤตสภาพภูมิอากาศโลก เนื่องจากมีข้อดีที่เทคโนโลยีอื่นยังไม่สามารถทดแทนได้อย่างสมบูรณ์

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคอุตสาหกรรมหนัก CCUS ช่วยให้โรงงานที่ปล่อย CO₂ ปริมาณมาก เช่น โรงไฟฟ้า โรงงานปูนซีเมนต์ และโรงงานเหล็ก ยังคงสามารถดำเนินการต่อไปได้ ภายใต้กรอบการลดการปล่อยสู่เป้าหมาย Net Zero
  • เพิ่มความมั่นคงทางพลังงาน ช่วยยืดอายุการใช้งานของโรงไฟฟ้าพลังงานฟอสซิลบางประเภท ในขณะที่กำลังมีการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด ทำให้ประเทศมีทางเลือกในการผลิตไฟฟ้าที่มั่นคงและลดการพึ่งพาแหล่งพลังงานภายนอก
  • การผลิตไฮโดรเจนคาร์บอนต่ำ CCUS เป็นส่วนสำคัญในการผลิต “ไฮโดรเจนสีฟ้า” (Blue Hydrogen) ซึ่งเป็นไฮโดรเจนที่ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ แต่มีการดักจับและกักเก็บ CO₂ ที่ปล่อยออกมา ทำให้ได้เชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำที่ต้นทุนการผลิตต่ำ
  • สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ การนำ CO₂ กลับมาใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมต่างๆ ช่วยสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

6. ความท้าทายและการขับเคลื่อน CCUS ในประเทศไทย

แม้ว่า CCUS จะมีศักยภาพสูง แต่การนำมาปรับใช้จริงก็ยังต้องเผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งในระดับโลกและในประเทศไทย

ความท้าทายหลักแนวทางการรับมือและการขับเคลื่อนในไทย
ต้นทุนการดำเนินงานสูงการสนับสนุนด้านเงินทุนจากภาครัฐ มาตรการจูงใจทางภาษี การพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศเพื่อลดต้นทุน
การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานการลงทุนในการสร้างท่อส่ง CO₂ และการพัฒนาแหล่งกักเก็บที่มีศักยภาพ (เช่น ในอ่าวไทยและพื้นที่บนบก)
กรอบกฎหมายและข้อบังคับการออกกฎหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการกักเก็บ CO₂ สิทธิในการใช้พื้นที่ และความรับผิดชอบในระยะยาว
การยอมรับจากสาธารณะการสื่อสารข้อมูลอย่างโปร่งใสเกี่ยวกับความปลอดภัยของแหล่งกักเก็บ และประโยชน์ที่ประเทศจะได้รับ

ความคืบหน้าในประเทศไทย

ประเทศไทยได้มีการตื่นตัวและเริ่มผลักดันเทคโนโลยี CCUS อย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ มีการศึกษาสำรวจศักยภาพแหล่งกักเก็บ CO₂ ในพื้นที่อ่าวไทยและพื้นที่อื่นๆ และมีการลงนามความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐและเอกชนเพื่อเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีนี้ เพื่อให้ CCUS เป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่จะช่วยให้ไทยบรรลุเป้าหมาย Carbon Neutrality ภายในปี พ.ศ. 2593 และ Net Zero Emissions ภายในปี พ.ศ. 2608 ตามที่ได้ประกาศไว้

บทสรุป

เทคโนโลยี CCUS เป็นความหวังสำคัญและเป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ในการสร้างอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนและลดวิกฤตโลกร้อนอย่างแท้จริง การผสมผสานระหว่างการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอนอย่างชาญฉลาด จะช่วยให้ภาคอุตสาหกรรมสามารถเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำได้อย่างราบรื่น และเป็นกุญแจสำคัญที่ปลดล็อกโอกาสใหม่ๆ ในการสร้างมูลค่าจากสิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็น “ของเสีย” บทบาทของ CCUS จึงไม่ใช่เพียงแค่การลดมลพิษ แต่คือการสร้างเส้นทางใหม่ที่สมดุลระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจกับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมโลกของเรา

การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นหนึ่งในองค์กรที่มุ่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด เพื่อนำพาประเทศไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี พ.ศ. 2593 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี พ.ศ.2608

ทั้งนี้ ส่วนหนึ่งของกลยุทธ์สำคัญของ กฟผ. ที่ช่วยขับเคลื่อนไทยไปสู่พลังงานสะอาดก็คือ การสนับสนุนยานยนต์ไฟฟ้า หรืออีวี (EV) ด้วยโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นสถานีชาร์จ EV ภายใต้ชื่อ EleX by EGAT ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563

“กฟผ.” ต่อยอดสถานีชาร์จ EV ปักเป้า 520 แห่งปี 68 มุ่ง “Net Zero”

อย่างไรก็ดี กฟผ. ยังมีการบริหารจัดการสถานีด้วยระบบบริหารจัดการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า BackEN EV ที่เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการเข้ามาลงทุน เพื่อต่อยอด และเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจ ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 66

ตั้งเป้าสถานีชาร์จ EV 520 แห่งปี 68

นางณิศรา ธัมมะปาละ ผู้อำนวยการฝ่ายจัดการธุรกิจนวัตกรรมพลังงาน กฟผ. ระบุว่า ปัจจุบัน กฟผ. มีสถานีชาร์จ EV อยู่ 211 แห่งที่ดำเนินการเอง และมีสถานีชาร์จอีก 88 แห่งที่เป็นรูปแบบของผู้ประกอบการเข้ามาลงทุน หรือ BackEN EV โดยตั้งเป้าสถานีชาร์จ Elex by EGAT ให้ได้ 250 แห่ง และ BackEN EV ให้ได้ 110 แห่งภายในสิ้นปี 67 ซึ่งจะทำให้ กฟผ. มีสถานีชาร์จ EV ทั้ง 2 รูปแบบทั้งหมด 360 แห่ง

ส่วนปี 68 กฟผ. ตั้งเป้าเพิ่ม Elex by EGAT ให้ได้อีก 50-60 แห่ง ส่วน BackEN EV จะเพิ่มให้ได้อีก 100 แห่ง ซึ่งจะทำให้ กฟผ. มีสถานีขาร์จ EV ทั้งหมดประมาณ 520 แห่งในปี 68

“กฟผ.” ต่อยอดสถานีชาร์จ EV ปักเป้า 520 แห่งปี 68 มุ่ง “Net Zero”

“การดำเนินการของ กฟผ. มีจุดเริ่มต้นมาจากการทำตามนโยบายของภาครัฐที่ต้องการให้ กฟผ. เป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมอีวี (EV System) ในไทยให้แข็งแกร่ง จากเดิมที่ไทยเป็นฐานการผลิตรถยนต์สันดาปในภูมิภาค โดยภาครัฐเล็งเห็นว่าอีวี กำลังจะเข้ามามีบทบาท จึงมีการเตรียมการเพื่อรองรับ”

อย่างไรก็ตาม การที่จะทำให้ไทยเปลี่ยนผ่านจากการเป็นแหล่งผลิตรถยนต์สันดาปไปสู่รถอีวี จะต้องทำให้มีโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการใช้รถอีวี และทำให้ผู้บริโภคในประเทศต้องการที่จะเปลี่ยนมาใช้รถอีวี เพื่อต่อยอดให้ไทยเป็นผู้ประกอบการรถอีวีของภูมิภาค กฟผ. จึงเข้ามามีบาทบาทในส่วนของโครงสร้างพื้นฐานดังกล่าว

สร้างโอกาสผู้ประกอบการ

จากแนวโนโยบายดังกล่าว อีกทั้ง กฟผ. เล็งเห็นว่าผู้ประกอบการมีความสนใจที่จะลงทุนอีวีเป็นจำนวนมาก จึงมีรูปแบบการให้บริการที่หลากหลายมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น TOTAL SOLUTION ที่มีตั้งแต่การออกแบบ แนะนำรูปแบบการติดตั้ง แนะนำการลงทุน และการพัฒนาแพลตฟอร์มเพื่อนำมาใช้สำหรับการให้บริการสถานีชาร์จ EV เรียกว่ารองรับทั้งส่วนของผู้ลงทุนสถานี และผู้ใช้งานอีวี โดยมีการพัฒนาสินค้าและบริการอย่างต่อเนื่อง

นางณิศรา ระบุอีกว่า ปัจจุบัน กฟผ. มีแพ็คเกจสำหรับผู้ที่สนใจลงทุน 3 ขนาด แบ่งเป็น S ,M และ L เพื่อให้ผู้สนใจลงทุนได้เลือกให้เหมาะสมกับสถานที่และรูปแบบธุรกิจ ทั้งขนาดของเครื่องชาร์จ เวลาในการใช้บริการในพื้นที่ ซึ่งเชื่อว่าจะเป็นการต่อยอด และช่วยสร้างโอกาสในการทำธุรกิจให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น

“กฟผ.” ต่อยอดสถานีชาร์จ EV ปักเป้า 520 แห่งปี 68 มุ่ง “Net Zero”

สำหรับแพคเกจ S นั้น ขนาดของเครื่องชาร์จที่แนะนำคือ AC 22kW จำนวน 2 เครื่อง โดยมีเวลาในการใช้บริการในพื้นที่ประมาณ 4-6 ชั่วโมง ซึ่งรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม ได้แก่ โรงแรม ,อาคารสำนักงาน ,คอนโด และพิพิธภัณฑ์

ส่วนแพคเกจ M ขนาดของของเครื่องชาร์จที่แนะนำคือ DC 30 – 60 kW 1 เครื่อง มี 1-2 หัวชาร์จต่อเครื่อง โดยมีเวลาในการใช้บริการในพื้นที่ประมาณ 2-3 ชั่วโมง ซึ่งรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม ได้แก่ ห้างสรรพสินค้า ,ร้านอาหาร และค่าเฟ่

“กฟผ.” ต่อยอดสถานีชาร์จ EV ปักเป้า 520 แห่งปี 68 มุ่ง “Net Zero”

ขณะที่แพคเกจ L ขนาดของของเครื่องชาร์จที่แนะนำคือ DC 120kW 1 เครื่อง จำนวน 2 หัวชาร์จต่อเครื่อง โดยมีเวลาในการใช้บริการในพื้นที่ประมาณ 30-45 นาที ซึ่งรูปแบบธุรกิจที่เหมาะสม ได้แก่ ปั๊มน้ำมัน ,จุดพักรถ และพื้นที่ติดถนนหลัก

“งบประมาณในการลงทุนเริ่มต้นจะอยู่ทีประมาณ 3 แสนบาทถึง 1.4 ล้านบาท โดยมีระยะเวลาในการคุ้มทุนประมาณ 4 ปี หรือไม่เกิน 5 ปี”

Source : ฐานเศรษฐกิจ

EU จ่อเก็บภาษีรถยนต์ไฟฟ้าจีนสูง 35.3% หวั่นผู้ผลิตจีนได้เปรียบจากการอุดหนุนของรัฐ จีนขู่ตอบโต้ อนาคตอุตสาหกรรมรถ EV ทั่วโลกกำลังสั่นคลอนจากปัญหาระหว่าง EU และ จีนที่ยังไม่สามารถหารือกันได้อย่างลงตัว

ปัจจุบัน สหภาพยุโรป (EU) และจีนกำลังอยู่ระหว่างการเจรจาทางการค้าที่ละเอียดอ่อน เกี่ยวกับประเด็นภาษีศุลกากรสำหรับรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่ผลิตในจีน EU มีแนวโน้มที่จะเรียกเก็บภาษีต่อต้านการอุดหนุนในอัตราที่สูงถึง “35.3%”

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องมาจากการสืบสวนที่ชี้ว่าผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าของจีนได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลอย่างไม่เป็นธรรม นำไปสู่ความได้เปรียบในการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมในตลาดยุโรป

แน่นอนว่า การดำเนินการดังกล่าว ส่งผลให้เกิดการคัดค้านจากจีน ซึ่งเรียกร้องให้มีการแก้ไขปัญหาโดยการเจรจา เพื่อหลีกเลี่ยงสถานการณ์สงครามการค้า

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

การหารือระดับสูงระหว่าง Valdis Dombrovskis กรรมาธิการการค้าของ EU และ Wang Wentao รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของจีน สะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของทั้งสองฝ่ายในการหาทางออกร่วมกัน อย่างไรก็ตาม ยังคงมีประเด็นสำคัญที่ทั้งสองฝ่าย “ยังหาข้อสรุปร่วมกันไม่ได้”

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

EU กำลังพิจารณาแนวทางแก้ไขปัญหาในรูปแบบอื่น เช่น การกำหนดราคาขั้นต่ำสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน หรือการส่งเสริมการลงทุนในโรงงานผลิตภายในยุโรป

CREDIT : REUTERS
CREDIT : REUTERS

ซึ่งมาตรการเหล่านี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเป็นธรรมในการแข่งขัน และลดผลกระทบจากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม อย่างไรก็ดี จีนแสดงท่าทีไม่เห็นด้วยกับความพยายามของ EU ในการเจรจาข้อตกลงแยกต่างหากกับบริษัทรถยนต์แต่ละราย โดยมองว่าเป็นการบั่นทอนกระบวนการเจรจาทวิภาคี

นอกจากนี้ สถานการณ์ยังมีความซับซ้อนมากขึ้นจากการที่จีนเริ่มต้นการสืบสวนการค้าสินค้าส่งออกจาก EU เช่น บรั่นดี เนื้อหมู และผลิตภัณฑ์นม ซึ่ง EU มองว่าเป็นการตอบโต้ทางการค้าต่อกรณีข้อพิพาทเรื่องภาษีรถยนต์ไฟฟ้า

แม้จะเผชิญกับความท้าทาย แต่ทั้งสองฝ่ายยังคงยืนยันที่จะดำเนินการเจรจาทางเทคนิคต่อไป ซึ่งบ่งชี้ว่าทั้งสองฝ่ายต้องการหลีกเลี่ยงการยกระดับความขัดแย้งไปสู่สงครามการค้าเต็มรูปแบบ

ผลลัพธ์ของการเจรจานี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อตลาดรถยนต์ไฟฟ้าทั่วโลก เนื่องจากจีนเป็นผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้ารายใหญ่ที่สุดของโลก และ EU เป็นตลาดสำคัญ ความล้มเหลวในการบรรลุข้อตกลงอาจส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทาน ราคาผู้บริโภค และการเปลี่ยนผ่านสู่การขนส่งด้วยไฟฟ้า

แม้จะเผชิญกับอุปสรรคทางการค้า แต่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าของจีนยังคงมีศักยภาพในการเติบโต โดยมีปัจจัยสนับสนุน เช่น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า และการขยายตัวของตลาดภายในประเทศ

อย่างไรก็ตาม ความขัดแย้งทางการค้ากับ EU อาจส่งผลกระทบต่อการขยายตัวในตลาดโลก ผู้ผลิตจีนจำเป็นต้องปรับตัว เช่น การเพิ่มการลงทุนใน EU การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตร เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

ที่มา : ArenaEV
Source : Spring News