<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>carbon credit &#8211; คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<atom:link href="https://energy-thaichamber.org/tag/carbon-credit/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<description>Energy Thai Chamber</description>
	<lastBuildDate>Thu, 18 Sep 2025 13:21:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/03/cropped-favorite-icon-32x32.png</url>
	<title>carbon credit &#8211; คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เปลี่ยนขยะอินทรีย์เป็นเงิน สร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยคาร์บอนเครดิต</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/carbon-credit-t-ver/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 19 Sep 2025 02:59:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight & Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิตจากขยะอินทรีย์]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=25107</guid>

					<description><![CDATA[ทุกๆ วัน ประเทศไทยผลิตขยะมูลฝอยออกมามหาศาล และส่วนประกอบหลักของขยะเหล่านั้นคือ ขยะอินทรีย์ ไม่ว่าจะเป็นเศษอาหารจากครัวเรือน ตลาดสด หรือของเหลือจากภาคเกษตรกรรม ขยะเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นภาระที่ต้องกำจัด ต้องใช้พื้นที่ฝังกลบมหาศาล และที่สำคัญคือการปลดปล่อยก๊าซมีเทน (CH4​) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาวะโลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2​) ถึง 28-34 เท่า แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าขยะอินทรีย์ที่ดูไร้ค่าเหล่านี้ สามารถเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า สามารถสร้างรายได้ และยังช่วยโลกของเราไปพร้อมๆ กันได้ บทความนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจโลกของ คาร์บอนเครดิตจากขยะอินทรีย์ เราจะมาทำความเข้าใจว่า ขยะที่ทุกคนเบือนหน้าหนี สามารถกลายเป็น “ทองคำสีเขียว” ได้อย่างไร ผ่าน โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER ที่ดูแลโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. จากปัญหาที่ต้องกำจัด สู่โอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน ที่ไม่ว่าจะเป็นระดับชุมชน องค์กร หรือโรงงานอุตสาหกรรมก็สามารถมีส่วนร่วมได้ ทำความเข้าใจแก่นหลัก คาร์บอนเครดิต และ T-VER คืออะไร ก่อนจะไปสู่กระบวนการสร้างรายได้ เราต้องทำความเข้าใจคำศัพท์สำคัญสองสามคำให้ตรงกันก่อน เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดอย่างชัดเจน 1. ขยะอินทรีย์ และตัวร้ายที่ชื่อ “ก๊าซมีเทน” [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ทุกๆ วัน ประเทศไทยผลิตขยะมูลฝอยออกมามหาศาล และส่วนประกอบหลักของขยะเหล่านั้นคือ <strong>ขยะอินทรีย์</strong> ไม่ว่าจะเป็นเศษอาหารจากครัวเรือน ตลาดสด หรือของเหลือจากภาคเกษตรกรรม ขยะเหล่านี้มักถูกมองว่าเป็นภาระที่ต้องกำจัด ต้องใช้พื้นที่ฝังกลบมหาศาล และที่สำคัญคือการปลดปล่อยก๊าซมีเทน (CH4​) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อภาวะโลกร้อนมากกว่าคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2​) ถึง 28-34 เท่า</p>



<p>แต่ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองใหม่ล่ะ จะเกิดอะไรขึ้นถ้าขยะอินทรีย์ที่ดูไร้ค่าเหล่านี้ สามารถเปลี่ยนเป็นสินทรัพย์ที่มีมูลค่า สามารถสร้างรายได้ และยังช่วยโลกของเราไปพร้อมๆ กันได้</p>



<p>บทความนี้จะพาทุกท่านไปสำรวจโลกของ <strong>คาร์บอนเครดิตจากขยะอินทรีย์</strong> เราจะมาทำความเข้าใจว่า ขยะที่ทุกคนเบือนหน้าหนี สามารถกลายเป็น “ทองคำสีเขียว” ได้อย่างไร ผ่าน <strong>โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย</strong> หรือ <strong>T-VER</strong> ที่ดูแลโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก.</p>



<p>จากปัญหาที่ต้องกำจัด สู่โอกาสทางธุรกิจที่ยั่งยืน ที่ไม่ว่าจะเป็นระดับชุมชน องค์กร หรือโรงงานอุตสาหกรรมก็สามารถมีส่วนร่วมได้</p>



<h2 class="wp-block-heading">ทำความเข้าใจแก่นหลัก คาร์บอนเครดิต และ T-VER คืออะไร</h2>



<p>ก่อนจะไปสู่กระบวนการสร้างรายได้ เราต้องทำความเข้าใจคำศัพท์สำคัญสองสามคำให้ตรงกันก่อน เพื่อให้เห็นภาพรวมทั้งหมดอย่างชัดเจน</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>1. ขยะอินทรีย์ และตัวร้ายที่ชื่อ “ก๊าซมีเทน”</strong></h4>



<p>ขยะอินทรีย์ คือ ขยะที่ย่อยสลายได้ตามธรรมชาติ เช่น เศษอาหาร เศษผักผลไม้ ใบไม้ กิ่งไม้ ซากพืชซากสัตว์ เมื่อขยะเหล่านี้ถูกนำไปกองรวมกันในหลุมฝังกลบ (Landfill) ซึ่งเป็นสภาวะไร้อากาศ แบคทีเรียชนิดหนึ่งจะทำการย่อยสลายและปล่อยก๊าซมีเทน (CH4​) ออกมาสู่ชั้นบรรยากาศ ก๊าซมีเทนนี้เองที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้โลกร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้น การป้องกันไม่ให้ขยะอินทรีย์ไปจบที่หลุมฝังกลบ จึงเป็นการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>2. คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) สินทรัพย์จากการทำดี</strong></h4>



<p>ลองจินตนาการว่า “การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก” เป็นสิ่งที่สามารถวัดผลและตีราคาได้ <strong>คาร์บอนเครดิต</strong> ก็คือหน่วยวัดนั้นนั่นเอง</p>



<p><strong>1 คาร์บอนเครดิต มีค่าเท่ากับการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือเทียบเท่า (tCO₂e) ปริมาณ 1 ตัน</strong></p>



<p>เมื่อเราดำเนินโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ เช่น การนำขยะอินทรีย์ไปทำปุ๋ยหมักแทนการฝังกลบ เราจะ “ได้รับสิทธิ์” ในปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงไปนั้นในรูปแบบของคาร์บอนเครดิต ซึ่งเครดิตนี้สามารถนำไป “ขาย” ให้กับองค์กรหรือบริษัทอื่นที่ต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองได้ มันจึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้กลับมาให้ผู้ดำเนินโครงการ</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>3. โครงการ T-VER มาตรฐานไทยที่เชื่อถือได้</strong></h4>



<p>เพื่อให้การซื้อขายคาร์บอนเครดิตมีความน่าเชื่อถือและเป็นมาตรฐานสากล ประเทศไทยจึงมี <strong>โครงการ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program)</strong> ที่ทำหน้าที่เหมือนเป็นผู้ตรวจสอบและให้การรับรอง</p>



<p><strong>T-VER</strong> พัฒนาโดย อบก. เพื่อส่งเสริมให้เกิดโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศ โดยมีกระบวนการและหลักเกณฑ์ที่ชัดเจน ตั้งแต่การขึ้นทะเบียนโครงการ การคำนวณปริมาณก๊าซที่ลดได้ การตรวจสอบโดยผู้ประเมินภายนอก (Validation and Verification Body หรือ VVB) จนถึงการออกใบรับรองคาร์บอนเครดิตที่เรียกว่า “TVERs Credit”</p>



<p>ดังนั้น โครงการ T-VER จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ทำให้การจัดการขยะอินทรีย์ของเราสามารถแปลงเป็นคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการยอมรับและสามารถซื้อขายในตลาดได้จริง</p>



<h2 class="wp-block-heading">จากกองขยะสู่คาร์บอนเครดิต ต้องทำอย่างไร</h2>



<p>เส้นทางในการเปลี่ยนขยะอินทรีย์ให้กลายเป็นคาร์บอนเครดิตภายใต้โครงการ T-VER นั้นมีขั้นตอนที่ชัดเจนและเป็นระบบ ซึ่งพอจะสรุปเป็นกระบวนการหลักๆ ได้ดังนี้</p>



<p><strong>ขั้นตอนที่ 1 การพัฒนาโครงการ (Project Development)</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>เลือกเทคโนโลยี</strong> ผู้พัฒนาโครงการต้องเลือกว่าจะจัดการขยะอินทรีย์ด้วยวิธีใด โดยวิธีที่ได้รับการยอมรับและเป็นที่นิยมสำหรับโครงการ T-VER มีอยู่ 2 วิธีหลักคือ
<ul class="wp-block-list">
<li><strong>การทำปุ๋ยหมัก (Composting)</strong> เป็นกระบวนการย่อยสลายขยะอินทรีย์ในสภาวะที่มีอากาศ (Aerobic Digestion) เพื่อเปลี่ยนขยะให้เป็นปุ๋ยที่มีประโยชน์ต่อดิน</li>



<li><strong>การผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas Production)</strong> เป็นกระบวนการหมักขยะอินทรีย์ในสภาวะไร้อากาศ (Anaerobic Digestion) ซึ่งจะได้ผลผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ (มีมีเทนเป็นส่วนประกอบหลัก) ที่สามารถนำไปผลิตไฟฟ้าหรือพลังงานความร้อน และได้กากตะกอนที่นำไปทำปุ๋ยได้</li>
</ul>
</li>



<li><strong>จัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการ (Project Design Document หรือ PDD)</strong> นี่คือเอกสารสำคัญที่สุด ที่จะอธิบายรายละเอียดทั้งหมดของโครงการ ตั้งแต่ข้อมูลพื้นฐาน เทคโนโลยีที่ใช้ วิธีการคำนวณปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก แผนการติดตามผล และการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน</li>
</ul>



<p><strong>ขั้นตอนที่ 2 การตรวจสอบความถูกต้องของโครงการ (Validation)</strong></p>



<p>เอกสาร PDD จะต้องถูกตรวจสอบโดย <strong>ผู้ประเมินภายนอก (VVB)</strong> ที่ขึ้นทะเบียนกับ อบก. เพื่อยืนยันว่าโครงการที่ออกแบบไว้นั้นถูกต้องตามหลักเกณฑ์ของ T-VER และสามารถลดก๊าซเรือนกระจกได้จริงตามที่กล่าวอ้าง</p>



<p><strong>ขั้นตอนที่ 3 การขึ้นทะเบียนโครงการ (Project Registration)</strong></p>



<p>หลังจากผ่านการตรวจสอบจาก VVB แล้ว ผู้พัฒนาโครงการสามารถยื่นเอกสารทั้งหมดเพื่อขอ <strong>ขึ้นทะเบียนโครงการ</strong> กับ อบก. ได้ เมื่อได้รับการอนุมัติ โครงการก็จะอยู่ในสถานะ “โครงการที่ขึ้นทะเบียน” อย่างเป็นทางการ</p>



<p><strong>ขั้นตอนที่ 4 การดำเนินโครงการและการติดตามผล (Implementation and Monitoring)</strong></p>



<p>ผู้พัฒนาโครงการต้องเริ่มดำเนินการจัดการขยะตามแผนที่วางไว้ พร้อมทั้งเก็บข้อมูลและบันทึกผลอย่างสม่ำเสมอ เช่น ปริมาณขยะที่รับเข้ามา ปริมาณปุ๋ยที่ผลิตได้ หรือปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตจากก๊าซชีวภาพ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งสำหรับขั้นตอนต่อไป</p>



<p><strong>ขั้นตอนที่ 5 การทวนสอบข้อมูล (Verification)</strong></p>



<p>เมื่อดำเนินโครงการไปได้ระยะหนึ่ง (โดยทั่วไปคือ 1 รอบการทวนสอบ เช่น 1 ปี) ผู้พัฒนาจะต้องรวบรวมข้อมูลที่ติดตามผลไว้ทั้งหมดและจัดทำรายงาน จากนั้น VVB เจ้าเดิมหรือเจ้าใหม่จะเข้ามา <strong>ทวนสอบ</strong> ว่าข้อมูลที่บันทึกไว้นั้นถูกต้องและปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจกที่คำนวณได้นั้นเป็นจริง</p>



<p><strong>ขั้นตอนที่ 6 การรับรองคาร์บอนเครดิต (Credit Issuance)</strong></p>



<p>เมื่อผ่านการทวนสอบเรียบร้อยแล้ว อบก. จะทำการ <strong>รับรองและออกคาร์บอนเครดิต (TVERs Credit)</strong> ให้กับโครงการตามปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้จริงในรอบนั้นๆ เครดิตเหล่านี้จะถูกบันทึกในระบบทะเบียนของ อบก.</p>



<p><strong>ขั้นตอนที่ 7 การซื้อขายคาร์บอนเครดิต (Trading)</strong></p>



<p>ผู้พัฒนาโครงการสามารถนำคาร์บอนเครดิตที่ได้รับ ไปขายในตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) ให้กับบริษัทหรือองค์กรที่ต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเองเพื่อเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อม หรือเพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขององค์กร (ESG)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="576" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/09/47923932187_9e39b1af96_o-1024x576.jpg" alt="" class="wp-image-25108" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/09/47923932187_9e39b1af96_o-1024x576.jpg 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/09/47923932187_9e39b1af96_o-300x169.jpg 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/09/47923932187_9e39b1af96_o-768x432.jpg 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/09/47923932187_9e39b1af96_o-770x433.jpg 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/09/47923932187_9e39b1af96_o.jpg 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption class="wp-element-caption">Source : https://tver.tgo.or.th/</figcaption></figure>
</div>


<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เจาะลึกเทคโนโลยีเปลี่ยนขยะให้เป็นทรัพย์</h2>



<p>เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนยิ่งขึ้น เรามาลงลึกในรายละเอียดของ 2 เทคโนโลยียอดนิยมที่ใช้ในโครงการ T-VER สำหรับการจัดการขยะอินทรีย์</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>1. การทำปุ๋ยหมัก (Composting)</strong></h4>



<p>เป็นวิธีที่ไม่ซับซ้อนและใช้เงินลงทุนเริ่มต้นไม่สูงมากนัก เหมาะสำหรับชุมชน เทศบาล หรือโรงงานที่มีขยะอินทรีย์ในปริมาณที่ไม่สูงมาก</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>หลักการทำงาน</strong> คือการนำขยะอินทรีย์มาหมักรวมกับวัสดุอื่นๆ เช่น ใบไม้แห้ง แกลบ ขี้เลื่อย เพื่อควบคุมสัดส่วนคาร์บอนต่อไนโตรเจน (C/N Ratio) และมีการพลิกกลับกองปุ๋ยเป็นประจำเพื่อให้อากาศ (ออกซิเจน) เข้าไปได้อย่างทั่วถึง ทำให้จุลินทรีย์ชนิดที่ใช้อากาศสามารถย่อยสลายขยะอินทรีย์ได้อย่างรวดเร็วและไม่เกิดก๊าซมีเทน</li>



<li><strong>การคำนวณคาร์บอนเครดิต</strong> จะคำนวณจากปริมาณก๊าซมีเทนที่ “หลีกเลี่ยง” ได้ จากการไม่นำขยะอินทรีย์จำนวนนั้นไปฝังกลบตามวิธีปกติ</li>



<li><strong>ข้อดี</strong> ลงทุนต่ำ เทคโนโลยีไม่ซับซ้อน ได้ผลผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพดีเพื่อใช้ในการเกษตร</li>



<li><strong>ข้อควรพิจารณา</strong> ต้องใช้พื้นที่พอสมควร อาจมีปัญหาเรื่องกลิ่นหากจัดการไม่ดี และปริมาณคาร์บอนเครดิตที่ได้อาจไม่สูงเท่าวิธีผลิตก๊าซชีวภาพ</li>
</ul>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>2. การผลิตก๊าซชีวภาพ (Anaerobic Digestion)</strong></h4>



<p>เป็นเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง เหมาะสำหรับโรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ฟาร์มปศุสัตว์ หรือเทศบาลขนาดใหญ่ที่มีปริมาณขยะอินทรีย์ที่แน่นอนและต่อเนื่อง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>หลักการทำงาน</strong> คือการนำขยะอินทรีย์ไปหมักในบ่อหรือถังหมักที่ปิดสนิท ป้องกันไม่ให้อากาศเข้าไปได้ ในสภาวะไร้อากาศนี้ จุลินทรีย์อีกกลุ่มหนึ่งจะย่อยสลายขยะและผลิตก๊าซชีวภาพ ซึ่งมีก๊าซมีเทนเป็นองค์ประกอบหลัก (ประมาณ 50-70%)</li>



<li><strong>การคำนวณคาร์บอนเครดิต</strong> มาจาก 2 ส่วนหลักคือ
<ol start="1" class="wp-block-list">
<li>การหลีกเลี่ยงการปล่อยมีเทนจากการฝังกลบ (เช่นเดียวกับการทำปุ๋ยหมัก)</li>



<li>การนำก๊าซชีวภาพที่ได้ไปใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น นำไปปั่นไฟฟ้าใช้แทนการซื้อไฟฟ้าจากสายส่ง หรือนำไปใช้เป็นพลังงานความร้อนแทนการใช้ก๊าซ LPG ซึ่งเป็นการลดการปล่อย CO2​ อีกทอดหนึ่ง</li>
</ol>
</li>



<li><strong>ข้อดี</strong> ได้คาร์บอนเครดิตในปริมาณสูง ได้ผลพลอยได้เป็นพลังงานทดแทน (ไฟฟ้า/ความร้อน) ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงานขององค์กร</li>



<li><strong>ข้อควรพิจารณา</strong> ใช้เงินลงทุนเริ่มต้นสูงมาก ระบบมีความซับซ้อน ต้องการผู้เชี่ยวชาญในการดูแล</li>
</ul>



<p><strong>ตารางเปรียบเทียบเทคโนโลยีการจัดการขยะอินทรีย์เพื่อคาร์บอนเครดิต</strong></p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><tbody><tr><td>คุณสมบัติ</td><td>การทำปุ๋ยหมัก (Composting)</td><td>การผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas)</td></tr><tr><td>กระบวนการ</td><td>ย่อยสลายแบบใช้อากาศ (Aerobic)</td><td>ย่อยสลายแบบไม่ใช้อากาศ (Anaerobic)</td></tr><tr><td>ผลิตภัณฑ์หลัก</td><td>ปุ๋ยอินทรีย์</td><td>ก๊าซชีวภาพ (พลังงาน), กากปุ๋ยหมัก</td></tr><tr><td>การลงทุนเริ่มต้น</td><td>ต่ำถึงปานกลาง</td><td>สูง</td></tr><tr><td>ความซับซ้อน</td><td>น้อย</td><td>มาก ต้องการการบำรุงรักษาเชิงเทคนิค</td></tr><tr><td>พื้นที่ที่ต้องการ</td><td>ต้องการพื้นที่ค่อนข้างมากสำหรับการกลับกอง</td><td>ต้องการพื้นที่น้อยกว่าสำหรับบ่อหมัก</td></tr><tr><td>ศักยภาพในการลด GHG</td><td>ปานกลาง (จากการหลีกเลี่ยงมีเทน)</td><td>สูง (จากการหลีกเลี่ยงมีเทน + ทดแทนพลังงาน)</td></tr><tr><td>เหมาะสำหรับ</td><td>ชุมชน, เกษตรกร, โรงงานขนาดเล็ก</td><td>โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่, ฟาร์ม, เทศบาล</td></tr></tbody></table></figure>



<h2 class="wp-block-heading">ประโยชน์ที่ได้รับมากกว่าแค่ “ตัวเงิน”</h2>



<p>แม้ว่ารายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตจะเป็นแรงจูงใจสำคัญ แต่การหันมาจัดการขยะอินทรีย์อย่างถูกวิธีนั้นให้ประโยชน์ในมิติอื่นๆ ที่กว้างขวางและยั่งยืนกว่ามาก</p>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>มิติด้านสิ่งแวดล้อม</strong></h4>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ลดภาวะโลกร้อนโดยตรง</strong> เป็นการต่อสู้กับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ต้นตอ ด้วยการลดการปล่อยก๊าซมีเทนซึ่งเป็นตัวการสำคัญ</li>



<li><strong>ลดปริมาณขยะฝังกลบ</strong> ช่วยยืดอายุการใช้งานของหลุมฝังกลบที่มีอยู่อย่างจำกัด ลดความจำเป็นในการหาพื้นที่ใหม่ซึ่งมักก่อให้เกิดปัญหากับชุมชนโดยรอบ</li>



<li><strong>สร้างทรัพยากรหมุนเวียน</strong> เปลี่ยนขยะให้เป็นปุ๋ยบำรุงดิน ลดการใช้ปุ๋ยเคมี หรือเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทน ลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล สอดคล้องกับหลัก <strong>เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)</strong></li>



<li><strong>ลดมลพิษทางน้ำและดิน</strong> การจัดการขยะที่ถูกสุขลักษณะช่วยลดปัญหาน้ำเสียจากกองขยะที่ไหลซึมลงสู่แหล่งน้ำและชั้นดิน</li>
</ul>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>มิติด้านเศรษฐกิจ</strong></h4>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>สร้างรายได้ช่องทางใหม่</strong> การขายคาร์บอนเครดิตถือเป็นรายได้เพิ่มเติมที่จับต้องได้สำหรับผู้ประกอบการ</li>



<li><strong>ลดต้นทุน</strong> การผลิตพลังงานใช้เองจากก๊าซชีวภาพช่วยลดค่าไฟฟ้าหรือค่าเชื้อเพลิง การผลิตปุ๋ยใช้เองช่วยลดต้นทุนการจัดหาปุ๋ย</li>



<li><strong>สร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม</strong> ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูงที่ผลิตได้สามารถนำไปจำหน่าย สร้างรายได้อีกทางหนึ่ง</li>



<li><strong>เสริมสร้างภาพลักษณ์องค์กร</strong> การดำเนินธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (ESG) ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกยุคใหม่</li>
</ul>



<h4 class="wp-block-heading"><strong>มิติด้านสังคม</strong></h4>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>สร้างงานในชุมชน</strong> กระบวนการรวบรวม คัดแยก และจัดการขยะอินทรีย์สามารถสร้างการจ้างงานในท้องถิ่นได้</li>



<li><strong>พัฒนาสุขอนามัยของชุมชน</strong> การลดปริมาณขยะในพื้นที่ช่วยลดแหล่งเพาะพันธุ์ของเชื้อโรคและสัตว์พาหะนำโรค ทำให้ชุมชนมีสภาพแวดล้อมที่ดีขึ้น</li>



<li><strong>ส่งเสริมการมีส่วนร่วม</strong> โครงการจัดการขยะในระดับชุมชนช่วยสร้างความตระหนักรู้และส่งเสริมให้คนในพื้นที่เข้ามามีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อม</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading">บทสรุป เปลี่ยนภาระให้เป็นพลังขับเคลื่อนสู่สังคมคาร์บอนต่ำ</h2>



<p>การเดินทางจากกองขยะอินทรีย์สู่การเป็นคาร์บอนเครดิตที่มีมูลค่า ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า <strong>“ขยะ”</strong> ไม่ใช่จุดสิ้นสุด แต่สามารถเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรใหม่ที่สร้างประโยชน์ได้อย่างมหาศาล</p>



<p>การจัดการขยะอินทรีย์ผ่านโครงการ T-VER ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือในการลดภาวะโลกร้อนอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังเป็นโมเดลธุรกิจที่ยั่งยืนที่สามารถสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ ควบคู่ไปกับการพัฒนาสังคมและรักษาสิ่งแวดล้อม มันคือการเปลี่ยน “ภาระค่าใช้จ่ายในการกำจัด” ให้กลายเป็น “แหล่งรายได้และพลังงาน”</p>



<p>ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้ประกอบการในโรงงานอุตสาหกรรม ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือแม้แต่ผู้นำชุมชนที่กำลังมองหาวิธีจัดการขยะอย่างยั่งยืน คาร์บอนเครดิตจากขยะอินทรีย์คือคำตอบที่น่าสนใจและเป็นไปได้จริง</p>



<p>ถึงเวลาแล้วที่เราจะเลิกมองขยะอินทรีย์เป็นเพียงของเหลือทิ้ง และเริ่มต้นมองมันในฐานะทรัพยากรที่มีค่า เป็นจุดเริ่มต้นของเศรษฐกิจหมุนเวียน และเป็นหนึ่งในจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่จะนำพาสังคมไทยไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนและสังคมคาร์บอนต่ำได้อย่างแท้จริง</p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รู้จักป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง สร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตได้กว่า 7,099,500 บาท</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/t-ver-7m/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 11 Oct 2024 02:21:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight & Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=23865</guid>

					<description><![CDATA[ใครจะไปคิดว่าการมีป่า และการดูแลรักษาป่า จะสามารถสร้างรายได้กว่า 7 ล้านบาทได้ แต่ก็เกิดขึ้นจริงแล้ว ที่ชุมชนบ้านโค้งตาบาง ซึ่งเป็นป่าชุมชนขนาดใหญ่ มีเนื้อที่กว่า 3,276 ไร่ ตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ป่าชุมชนแห่งนี้มีการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ด้วยพื้นที่ 1,397 ไร่ เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558 ที่มาที่ไปของป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางนี้ ก็เป็นความร่วมมือระหว่าง คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง กรมป่าไม้ และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมมือกันจัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ขึ้น ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากทาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และบริษัท ราชกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อีกด้วย ทำให้โครงการนี้สามารถประสบความสำเร็จ โดยทางคณะกรรมการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง และสมาชิก ได้ช่วยกับควบคุมดูแลป่าชุมชนแห่งนี้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ใครจะไปคิดว่าการมีป่า และการดูแลรักษาป่า จะสามารถสร้างรายได้กว่า 7 ล้านบาทได้ แต่ก็เกิดขึ้นจริงแล้ว ที่ชุมชนบ้านโค้งตาบาง ซึ่งเป็นป่าชุมชนขนาดใหญ่ มีเนื้อที่กว่า 3,276 ไร่ ตามพระราชบัญญัติป่าชุมชน พ.ศ. 2562 ตั้งอยู่ที่ ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี ป่าชุมชนแห่งนี้มีการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ด้วยพื้นที่ 1,397 ไร่ เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558</p>



<p>ที่มาที่ไปของป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางนี้ ก็เป็นความร่วมมือระหว่าง คณะกรรมการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง กรมป่าไม้ และองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ร่วมมือกันจัดทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย หรือ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) ขึ้น ซึ่งได้รับแรงสนับสนุนเพิ่มเติมจากทาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และบริษัท ราชกรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อีกด้วย ทำให้โครงการนี้สามารถประสบความสำเร็จ</p>



<iframe width="560" height="315" src="https://www.youtube.com/embed/xlYLFZ4fECY?si=hxDkxJ7WKveqEIek" title="YouTube video player"  allow="accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen></iframe>



<p></p>



<p>โดยทางคณะกรรมการป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง และสมาชิก ได้ช่วยกับควบคุมดูแลป่าชุมชนแห่งนี้ และยังทำหน้าที่ปกป้องรักษาป่าชุมชน รวมถึงการปลูกป่าฟื้นฟูป่าชุมชนแห่งนี้ ซึ่งถือว่าเป็นโครงการที่ได้รับความร่วมมือจากชุมชนเป็นอย่างดี ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการถูกทำลายของป่า รวมถึงความเสื่อมโทรมที่เกิดขึ้น และยังช่วยเพิ่มการกักเก็บคาร์บอน ซึ่งป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง มีคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการรับรอง มากถึง 5,259 ตัวคาร์บอนไดออกไซต์เทียบเท่า คิดเป็นมูลค่ากว่า 7 ล้านบาท </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/1672041379_123679-tnamcot-1024x683.jpg.webp" alt="" class="wp-image-23898" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/1672041379_123679-tnamcot-1024x683.jpg.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/1672041379_123679-tnamcot-1024x683.jpg-300x200.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/1672041379_123679-tnamcot-1024x683.jpg-768x512.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/1672041379_123679-tnamcot-1024x683.jpg-770x514.webp 770w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption class="wp-element-caption">ภาพ : สำนักข่าวไทย</figcaption></figure>
</div>


<p></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="750" height="500" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/carbon-credit-forest-2441222_1.webp" alt="" class="wp-image-23899" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/carbon-credit-forest-2441222_1.webp 750w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/carbon-credit-forest-2441222_1-300x200.webp 300w" sizes="(max-width: 750px) 100vw, 750px" /><figcaption class="wp-element-caption">ภาพ : สำนักข่าวสิ่งแวดล้อม</figcaption></figure>
</div>


<p></p>



<p>ที่มาที่ไปของตัวเลขรายได้นี้ก็มาจาก ทางกรมป่าไม้ได้มีการจัดแถลงข่าว เปิดตัวการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตจากป่าชุมชน สู่การจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืน เมื่อวันที่ 25 กันยายน ที่ผ่านมา ซึ่งมีภาคเอกชนจำนวน 3 บริษัท ได้ให้ความสนใจแจ้งความประสงค์ในการจองการซื้อขายคาร์บอนเครดิตของป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง ได้แก่ บริษัท ณ.ฤทธิ์ จำกัด บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท โปรเจค แพลนนิ่ง เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 7,099,500 บาท ซึ่งรายได้ทั้งหมดนี้จะเข้าบัญชีทรัพย์สินส่วนกลางของป่าชุมชนบ้านโค้งตาบางทั้งหมด</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="667" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/news-09252024-10d.jpg" alt="" class="wp-image-23900" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/news-09252024-10d.jpg 1000w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/news-09252024-10d-300x200.jpg 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/news-09252024-10d-768x512.jpg 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/news-09252024-10d-770x514.jpg 770w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /><figcaption class="wp-element-caption">ภาพ : สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม</figcaption></figure>
</div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ป่า<strong>ชุมชนบ้านโค้งตาบาง</strong></h3>



<p>บ้านโค้งตาบาง เป็นหมู่บ้านที่จัดตั้งขึ้นใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๔๒ โดยแยกตัวออกมาจาก บ้านไร่หลวง หมู่ที่ 7 ตำบลท่าไม้รวก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรีโดยมี นายฉันท์ อัครสกุลภิญโญ เป็นผู้ใหญ่บ้านคนแรก จนถึงปัจจุบัน เดิมทีราษฎรที่ชื่อ นายบาง และครอบครัว ตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนตรงบริเวณทางโค้ง ถนนสายเขื่อนเพชร – เขาลูกช้าง ซึ่งเป็นถนนสายหลักของหมู่บ้าน จนชาวบ้านเรียกบริเวณนี้ว่า “โค้งตาบาง” และให้เรียกชื่อหมู่บ้านว่า “หมู่บ้านโค้งตาบาง” จนถึงปัจจุบัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="768" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/k-tab.webp" alt="" class="wp-image-23897" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/k-tab.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/k-tab-300x225.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/k-tab-768x576.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2024/10/k-tab-770x578.webp 770w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption class="wp-element-caption">ภาพ : กรมป่าไม้</figcaption></figure>
</div>


<p></p>



<p>ชื่อป่าชุมชน : ป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง<br>ปีที่เริ่มโครงการ : 2558<br>ที่ตั้ง : ต.ท่าไม้รวก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี<br>เนื้อที่ : 3276 ไร่ 0 งาน 0 ตารางวา<br>ประเภทป่า : ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าชะอำและป่าบ้านโรง จ.เพชรบุรี<br>สถาพทั่วไป : เป็นพื้นที่ราบภูเขา เป็นดินทรายปนลูกรัง การคมนาคมสะดวก บางแห่งเป็นพื้นที่ราบ มีพันธุ์ไม้ขนาดเล็กทั่วๆไป<br>หมู่บ้าน : โค้งตาบาง (หมู่ 10)</p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><tbody><tr><td><strong>ปีที่ขึ้นทะเบียน : </strong>2558</td><td><strong>ปีที่สิ้นสุด : </strong>2568</td></tr><tr><td colspan="2"><strong>เลขที่หนังสืออนุมัติโครงการ : </strong>ทส 1604.43/15364 ลว 17 ตุลาคม 2557</td></tr></tbody></table></figure>



<iframe src="https://www.google.com/maps/embed?pb=!1m10!1m8!1m3!1d75716.63614253778!2d99.85079958557574!3d12.82139544121531!3m2!1i1024!2i768!4f13.1!5e1!3m2!1sen!2sth!4v1728550999714!5m2!1sen!2sth" width="600" height="450" style="border:0;" allowfullscreen="" loading="lazy" referrerpolicy="no-referrer-when-downgrade"></iframe>



<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ทำไมป่าชุมชนบ้านโค้งตาบาง ถึงขายคาร์บอนเครดิตได้</h3>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>การอนุรักษ์ป่า</strong> ชมชุนบ้านโค้งตาบาง ได้มีคณะกรรมการ และสมาชิกของป่าชุมชมแห่งนี้ ได้ร่วมมือกันดูแล และอนุรักษ์ผืนป่าชุมชมมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้ป่าสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ได้มากขึ้น</li>



<li><strong>การขึ้นทะเบียน</strong>โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ด้วยพื้นที่ 1,397 ไร่ เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2558</li>



<li><strong>การวัดปริมาณคาร์บอน</strong> ชุมชนได้มีการวัดและประเมินปริมาณคาร์บอนที่ป่าชุมชนดูดซับได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานสากล</li>
</ol>



<h3 class="wp-block-heading">ประโยชน์ของการขายคาร์บอนเครดิต</h3>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>สร้างรายได้ให้ชุมชน</strong> รายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตสามารถนำไปพัฒนาชุมชน สร้างรายได้ให้แก่สมาชิกชุมชน และส่งเสริมการอนุรักษ์ป่าในระยะยาว</li>



<li><strong>ส่งเสริมการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</strong> การขายคาร์บอนเครดิตเป็นการสร้างแรงจูงใจให้ชุมชนและภาคเอกชนร่วมกันอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม</li>



<li><strong>สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ชุมชน</strong> ชุมชนบ้านโค้งตาบางได้รับการยอมรับในระดับประเทศและนานาชาติในฐานะชุมชนที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม</li>
</ul>



<p>ความสำเร็จของชุมชนบ้านโค้งตาบางในการขายคาร์บอนเครดิต เกิดจากความร่วมมือของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชุมชนเอง ซึ่งเป็นตัวอย่างที่ดีในการนำป่าชุมชนมาใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน</p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดตัวโครงการตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจ นำคาร์บอนเครดิต แลกคะแนน The 1 ของเครือเซ็นทรัล</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/carbon-market-project-cep/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 18 Jun 2024 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=23378</guid>

					<description><![CDATA[มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน เปืดตัวโครงการตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจ ภายใต้งบประมาณหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)  ให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถแลกคะแนน The 1 ของเครือเซ็นทรัล ได้ พร้อมนำร่องจากโครงการบ้านพลังงานเป็นศูนย์ของเสนา ตั้งเป้าหมายไว้ไม่น้อยกว่า 300 ครัวเรือน วันนี้  14 มิถุนายน 2567 ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานกรรมการมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน แถลงข่าวประชาสัมพันธ์โครงการตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจ ภายใต้งบประมาณหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคครัวเรือน เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการเปิดรับพลังงานสะอาด และการมีส่วนร่วมในโครงการ ตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจ ซึ่งจะนำไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อนาคตสะอาดและความยั่งยืนในที่สุด ณ ห้อง Lotus 3-4 Centara Grand &#038; Bangkok Convention Centre at CentralWorld [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>มูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน เปืดตัวโครงการตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจ ภายใต้งบประมาณหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน)  ให้ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถแลกคะแนน The 1 ของเครือเซ็นทรัล ได้ พร้อมนำร่องจากโครงการบ้านพลังงานเป็นศูนย์ของเสนา ตั้งเป้าหมายไว้ไม่น้อยกว่า 300 ครัวเรือน</p>



<p>วันนี้  14 มิถุนายน 2567<strong> </strong>ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานกรรมการมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน แถลงข่าวประชาสัมพันธ์โครงการตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจ ภายใต้งบประมาณหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ร่วมกับ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ , กลุ่มเซ็นทรัล และบริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) ด้วยความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคครัวเรือน เป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญในการส่งเสริมประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกด้วยการเปิดรับพลังงานสะอาด และการมีส่วนร่วมในโครงการ ตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจ ซึ่งจะนำไปสู่เศรษฐกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม อนาคตสะอาดและความยั่งยืนในที่สุด ณ ห้อง Lotus 3-4 Centara Grand & Bangkok Convention Centre at CentralWorld</p>



<p>ศาสตราจารย์ ดร.อาภาณี เหลืองนฤมิตชัย ประธานคณะอนุกรรมการแผนงานกลุ่มพลังงาน เคมีและวัสดุชีวภาพ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) กล่าวว่า ในฐานะหน่วยงานที่ให้ทุนโครงการ วิจัยและพัฒนาตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดในการสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำภายใต้แผนงานพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมการใช้ประโยชน์พลังงานสะอาด พัฒนาระบบเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (Bio-Circular-GreenEconomy: BCG) ในด้านพลังงานสะอาด พลังงานหมุนเวียน วัสดุชีวภาพ และเคมีชีวภาพให้เป็นระบบเศรษฐกิจมูลค่าสูง มีความยั่งยืนและเพิ่มรายได้ของประเทศพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยเศรษฐกิจสร้างคุณค่าและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ให้มีความสามารถในการแข่งขัน และพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน </p>



<p>พร้อมก้าวสู่อนาคตโดยใช้วิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม และดำเนินการร่วมกับการทำแพลตฟอร์มตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจ โดยสามารถติดตามข้อมูลการผลิตพลังงานจากระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาและปริมาณการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงสามารถนำก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้ไปแลกเปลี่ยนกับสินค้าหรือบริการของภาคธุรกิจที่เข้าร่วม รวมถึงการจัดทำระบบนิเวศของแพลตฟอร์มตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้ใช้แพลตฟอร์ม เช่น ภาคครัวเรือนต้องการผลตอบแทนจากการใช้พลังงาน ภาคธุรกิจต้องการปริมาณคาร์บอน เพื่อดำเนินการเกี่ยวกับเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในการดำเนินธุรกิจโดยมีอัตราแลกเปลี่ยนที่จูงใจในการทำธุรกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจสร้างคุณค่าสังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน</p>



<p><strong>ดร.สุวิทย์ ธรณินทร์พานิช ประธานกรรมการมูลนิธิพลังงานสะอาดเพื่อประชาชน </strong>กล่าวว่า โครงการ”วิจัยและพัฒนาตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจ เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ในการสนับสนุนเศรษฐกิจหมุนเวียนและเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ “มีปัจจัยที่เอื้ออำนวยต่อการดำเนินโครงการเนื่องจาก นโยบายด้านการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทย ซึ่งตอบรับกับความร่วมมือในการลดภาวะโลกร้อนของนานาประเทศ การสนับสนุนตลาดคาร์บอนทั้งในระดับนานาชาติและระดับประเทศ การเติบโตของจำนวนผู้ใช้พลังงานทดแทนและพลังงานสะอาด และปัจจุบันมีการนำหลักการเศรษฐกิจหมุนเวียนมาปรับใช้ในภาคธุรกิจ โดยในโครงการจะพัฒนาตลาดคาร์บอนครัวเรือนภาคสมัครใจ ด้วยการจัดทำแพลตฟอร์มในการติดตามการผลิตพลังงานทดแทนและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งจะมุ่งเน้นครัวเรือนที่ติดตั้ง Solar Cell ก่อน เนื่องจากมีจำนวนผู้ใช้งานมากและมีนโยบายจากภาครัฐที่ชัดเจน ทั้งนี้แพลตฟอร์มที่จะพัฒนาขึ้นจะสามารถแลกเปลี่ยนก๊าซเรือนกระจกที่สามารถลดได้ไปเป็นสินค้าหรือบริการกับภาคธุรกิจที่เข้าร่วม โดยภาคธุรกิจสามารถนำคาร์บอนที่ได้ไปใช้ในการดำเนินธุรกิจด้วยแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียน และการดำเนินการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net zero emissions) ซึ่งจะเกิดประโยชน์แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องดังนี้ </p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ภาคครัวเรือน มีช่องทางการสร้างรายได้จากการใช้พลังงานสะอาด หรือสามารถแลกเป็นสินค้าและบริการจากภาคธุรกิจที่เข้าร่วมผ่านแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้น ทั้งยังสร้างคุณค่าให้กับผู้ใช้พลังงานสะอาดในการเป็นส่วนหนึ่งของการลดภาวะโลกร้อน </li>



<li>ภาคธุรกิจ สามารถดำเนินธุรกิจด้วยแนวทางเศรษฐกิจหมุนเวียนในส่วนการใช้พลังงานสะอาด โดยการซื้อคาร์บอนเครดิต หรือแลกเปลี่ยนเป็นสินค้าและบริการให้กับครัวเรือนที่เข้าร่วมผ่านแพลตฟอร์มที่พัฒนาขึ้น ซึ่งจะส่งเสริมภาพลักษณ์ของการดำเนินธุรกิจซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในการเพิ่มยอดขาย สร้างการเติบโตของธุรกิจอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน สอดคล้องกับเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในระยะยาว </li>



<li>ประเทศไทย สามารถพัฒนาตลาดคาร์บอนครัวเรือนแบบภาคสมัครใจให้เกิดขึ้นจริงในประเทศ ซึ่งจะส่งผลให้เป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศประสบความสำเร็จ โดยจะส่งผลให้ทั้งประชาชนและภาคธุรกิจหันมาใช้พลังงานสะอาดรวมถึงการดำเนินการด้านอื่นที่สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงได้มากขึ้น และยังสร้างผลประโยชน์ร่วมในหลายด้าน เช่น การบรรเทาผลกระทบจากมลพิษทางอากาศ, การรักษาความมั่นคงทางพลังงาน, นวัตกรรมเทคโนโลยี การลดต้นทุนทางพลังงาน การจ้างงาน และลดการย้ายถิ่นฐานเข้าเมือง เป็นต้น ส่งผลให้ประเทศไทยเติบโตอย่างก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป</li>
</ol>



<p>รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า สถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหน่วยงานที่ได้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจของประเทศไทย ได้ดำเนินการประเมินปริมาณก๊าซเรือนกระจก ตามมาตรฐานต่างๆ เช่น Thailand Voluntary Emission Reduction Program (T-VER) หรือที่รู้จักในวงกว้างว่า คาร์บอนเครดิต ที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. กำหนด โดยมีขั้นตอนการดำเนินการเบื้องต้น 6 ขั้นตอน คือ </p>



<ol class="wp-block-list">
<li>การจัดทำเอกสารโครงการ </li>



<li>การตรวจสอบเอกสาร หรือ Validation</li>



<li>การขึ้นทะเบียนโครงการ Solar ดังกล่าวกับ อบก. </li>



<li>การดำเนินการโครงการพร้อมการตรวจวัดต่างๆ </li>



<li>การจัดทำเอกสารขอทวนสอบผลคาร์บอนเครดิตที่ได้ ก่อนที่จะนำไป </li>



<li>ยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิตจากทาง อบก.ในท้ายที่สุด </li>
</ol>



<p>ทั้งนี้การตรวจสอบเอกสารและทวนสอบต่างๆถือเป็นความสำคัญและจำเป็นที่ประเทศต้องการ รวมถึงเป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศในอนาคต</p>



<p>คุณพิชัย จิราธิวัฒน์   กรรมการบริหาร กลุ่มเซ็นทรัล กล่าวว่า ณ ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีความต้องการคาร์บอนเครดิตเป็นอย่างมาก และในอนาคตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นสูง จากกระแสความตื่นตัวและความมุ่งมั่นทั้งในระดับประเทศและระดับองค์กรที่มีการตั้งเป้าหมายที่จะเป็น Carbon Neutrality และ Net Zero Emissions และกระแสโลกเรื่อง Climate Change เป็นเรื่องที่สำคัญมากและทุกคนต้องลงมือแก้ปัญหานี้ด้วยกันโดยเฉพาะภาคธุรกิจ เป็นภาคส่วนที่มีศักยภาพในการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมต่างๆ กลุ่มเซ็นทรัล จึงมีความต้องการที่จะซื้อคาร์บอนเครดิตมาชดเชยในการจัดกิจกรรมอีเวนท์ต่างๆ โดยผู้เข้าร่วมโครงการ สามารถนำ Carbon Credit 1 ตันคาร์บอน มาแลกเป็นคะแนน The 1 ได้ 1,600 คะแนน เพื่อนำไปเป็นส่วนลดสินค้าและบริการ รวมถึงรับสิทธิประโยชน์ในกลุ่มเซ็นทรัลทั่วประเทศ และกลุ่มเซ็นทรัลมีความมุ่งหวังให้การเติบโตของธุรกิจจะต้องควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อมให้ยั่งยืน และตระหนักว่าต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทางของห่วงโซ่อุปทานตลอดจนถึงปลายทางของการจัดการอย่างถูกหลัก โดยหนึ่งในเป้าหมายคือการปรับเปลี่ยนหันมาใช้พลังงานสะอาดและยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินธุรกิจ ทั้งยังช่วยลดปัญหามลพิษด้วยพลังงานสะอาด และสอดคล้องกับเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมของโลก  </p>



<p>ผศ.ดร.เกษรา ธัญลักษณ์ภาคย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสนาดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า เสนาฯ ถือเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายแรกของไทยที่เริ่มสร้างบ้านพร้อมติดโซลาร์รูฟให้พร้อมใช้งานตั้งแต่ซื้อบ้านทั้งโครงการเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ขณะนั้นมองว่าการใช้พลังงานทดแทนคือเทรนด์ของอนาคต ที่นอกจากจะช่วยลดค่าใช้จ่ายของลูกบ้านแล้ว ยังลดการสร้างคาร์บอนที่เป็นต้นเหตุของปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก ทั้งนี้สิ่งที่เสนาให้ความสำคัญคือการพัฒนาโครงการและสนับสนุนการคิดค้นนวัตกรรมใหม่ๆ ด้านการใช้พลังงานทดแทนที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของลูกบ้าน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการลดคาร์บอนขององค์กร </p>



<p>โดยเฉพาะการนำแนวคิดบ้านพลังงานเป็นศูนย์ (Zero Energy Housing) ซึ่งสามารถประหยัดการใช้ไฟฟ้าของบ้านได้สูงสุดถึง 38% และการส่งเสริม Decarbonized Lifestyle ให้ลูกบ้านสามารถใช้ชีวิตรักษ์โลกได้ง่ายๆ เพียงอยู่กับเราเท่านั้น ปัจจุบันเสนาติดตั้งโซลาร์รูฟให้กับลูกบ้าน ทั้งบ้านเดี่ยวและทาวน์โฮมแล้วทั้งหมดทุกโครงการรวมกว่า 1,000 หลังสำหรับความร่วมมือในครั้งนี้ลูกบ้านเสนาที่ติดโซลาร์ สามารถสมัครเข้าร่วมโครงการฯ ได้ โดยปริมาณคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจะสามารถนำไปแลกคะแนนเพื่อใช้เป็นส่วนลดหรือซื้อของต่อไปได้ เช่น ลูกบ้านที่ติดตั้งโซลาร์ 5kw คาร์บอนเครดิตจะถูกคำนวณและสามารถเปลี่ยนเป็นคะแนน The 1 ได้ 600 คะแนนต่อเดือน หรือ 7,200 คะแนนต่อปี โดยในเบื้องต้นตั้งเป้าว่าจะมีลูกบ้านเข้าร่วมโครงการนี้ไม่น้อยกว่า 300 หลังคาเรือน ทั้งนี้ต้องขอขอบคุณโครงการดีๆ ที่ให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาด รวมถึงให้โอกาสทุกภาคส่วนได้มีส่วนร่วมในการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง เพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืนต่อไป</p>



<p>Source : <a href="https://www.energynewscenter.com/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b7%e0%b8%94%e0%b8%95%e0%b8%b1%e0%b8%a7%e0%b9%82%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c/" target="_blank" rel="noopener">Energy News Center</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ &#8216;สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์&#8217; แก้ปัญหาโลกเดือด</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/saraburi-sandbox/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Mar 2024 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=22900</guid>

					<description><![CDATA[ปัจจุบัน ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ ‘ภาวะโลกรวน’ ยังส่งผลกระทบชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนระอุขึ้นทุกปี ภาวะน้ำท่วมรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำซากดูจะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและสภาพอากาศที่แปรปรวนผิดฤดู ทั้งหมดนี้ส่งผลเป็นห่วงโซ่ต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และคุณภาพชีวิตของผู้คน รวมไปถึงการสร้างผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องและความมั่นคงในชีวิต การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เกิดจากการที่ก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมากเกินขีดความสามารถที่ธรรมชาติจะดูดซับได้ทั้งหมด สาเหตุหลักเนื่องมาจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในบ้าน โรงงาน และยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ เมื่อมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เชื้อเพลิงเหล่านี้ก็จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา โดยก๊าซที่ถูกปล่อยออกมามากที่สุด คือ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ก๊าซเรือนกระจก ดูดซับคลื่นรังสีความร้อนในชั้นบรรยากาศใกล้กับพื้นผิวโลกเอาไว้ เป็นสาเหตุให้โลกของเราร้อนขึ้น และกระตุ้นให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนจากเดิม ไม่เพียงแค่ร้อนผิดปกติ แต่ยังเกิดปรากฏการณ์และภัยพิบัติต่างๆ ในหลายพื้นที่บนโลกที่ผันผวนและรุนแรงมากขึ้นทุกปี การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ส่งผลให้ฤดูหนาวในปี 2566 ที่ผ่านมา มีอากาศที่ร้อนและอบอ้าว ทั้ง ๆ ที่เรากำลังอยู่ในฤดูหนาว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้สรุปแล้วว่า “ปี 2023 เป็นปีที่อุณหภูมิอากาศโลกเฉลี่ยสูงที่สุดตั้งแต่มีการบันทึก” และได้พยากรณ์ต่อไปอีกว่า “อุณภูมิอากาศเฉลี่ยของปี 2024 จะสูงกว่าของปี 2023” อย่างไรก็ตาม ในการรับมือกับปัญหาโลกร้อนในปัจจุบัน BBC NEWS ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลเกือบ 200 ประเทศได้ลงนามร่วมกันในความตกลงปารีสในปี 2015 โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะพยายามรักษาอุณหภูมิโลกให้สูงขึ้นไม่เกิน 1.5 [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ปัจจุบัน ปัญหา<strong>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ</strong> ‘ภาวะโลกรวน’ ยังส่งผลกระทบชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนระอุขึ้นทุกปี ภาวะน้ำท่วมรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำซากดูจะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและสภาพอากาศที่แปรปรวนผิดฤดู ทั้งหมดนี้ส่งผลเป็นห่วงโซ่ต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และคุณภาพชีวิตของผู้คน รวมไปถึงการสร้างผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องและความมั่นคงในชีวิต</p>



<p>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เกิดจากการที่ก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมากเกินขีดความสามารถที่ธรรมชาติจะดูดซับได้ทั้งหมด สาเหตุหลักเนื่องมาจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในบ้าน โรงงาน และยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ เมื่อมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เชื้อเพลิงเหล่านี้ก็จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา</p>



<p>โดยก๊าซที่ถูกปล่อยออกมามากที่สุด คือ<strong> ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์</strong> ก๊าซเรือนกระจก ดูดซับคลื่นรังสีความร้อนในชั้นบรรยากาศใกล้กับพื้นผิวโลกเอาไว้ เป็นสาเหตุให้โลกของเราร้อนขึ้น และกระตุ้นให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนจากเดิม ไม่เพียงแค่ร้อนผิดปกติ แต่ยังเกิดปรากฏการณ์และภัยพิบัติต่างๆ ในหลายพื้นที่บนโลกที่ผันผวนและรุนแรงมากขึ้นทุกปี</p>



<p>การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ส่งผลให้ฤดูหนาวในปี 2566 ที่ผ่านมา มีอากาศที่ร้อนและอบอ้าว ทั้ง ๆ ที่เรากำลังอยู่ในฤดูหนาว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้สรุปแล้วว่า “ปี 2023 เป็นปีที่อุณหภูมิอากาศโลกเฉลี่ยสูงที่สุดตั้งแต่มีการบันทึก” และได้พยากรณ์ต่อไปอีกว่า “อุณภูมิอากาศเฉลี่ยของปี 2024 จะสูงกว่าของปี 2023”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/02/oMJ5fIHNKioMqk6zoC7p.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>อย่างไรก็ตาม ในการรับมือกับปัญหาโลกร้อนในปัจจุบัน BBC NEWS ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลเกือบ 200 ประเทศได้ลงนามร่วมกันในความตกลงปารีสในปี 2015 โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะพยายามรักษาอุณหภูมิโลกให้สูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เป้าในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ หรือที่เรียกว่า เน็ตซีโร่ (net zero) หมายถึง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้</p>



<p>รวมไปถึงการขจัดมลพิษทางอากาศที่เหลืออยู่จากชั้นบรรยากาศด้วย และควรจะบรรลุให้ได้ภายในปี 2050 ซึ่งประเทศไทยกำลังโอบรับเป้าหมายนี้อยู่ ด้วยโครงการ <strong>“สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์”</strong> เมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำแห่งแรกในไทย เพื่อตั้งเป้าหมายในการแก้ปัญหาโลกเดือด และปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์</p>



<h2 class="wp-block-heading">จุดเริ่มต้นของโครงการ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์”</h2>



<p>ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) เปิดเผยถึงที่มาของโครงการ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ว่า ตามที่ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ในการยกระดับการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศอย่างเต็มที่ด้วยทุกวิถีทาง เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ในปี ค.ศ. 2065</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/02/Odvn9zo3PGcefblhy8Yq.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ (สอวช.) จึงได้ขับเคลื่อนโดยนำการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เข้ามาเพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว โดยได้วางแนวทางข้อริเริ่มในการทำงานเชิงพื้นที่ มุ่งเน้นนวัตกรรม และเชื่อมโยงกลไกระดับนานาชาติ ร่วมกับ อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ โดยสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (Thai Cement Manufactures Association: TCMA) สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย (Thailand Concrete Association: TCA) ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี แหล่ง<strong>อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์</strong>ที่ใหญ่ที่สุดในไทย</p>



<p>ซึ่งมีความท้าทายในการเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมหนักและการขับเคลื่อนองคาพยพในรายสาขาต่างๆ (Sector) ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน หากสามารถเปลี่ยนให้เป็นเมืองคาร์บอนต่ำได้สำเร็จ จ.สระบุรี จะสามารถเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดหรือพื้นที่อื่นๆ ในการแก้ปัญหาได้</p>



<p>ดร. กิติพงศ์ กล่าวต่อไปว่า สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์ เป็นส่วนย่อของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และเชื่อว่าจังหวัดสระบุรีจะเป็นจังหวัดแรกที่ประสบความสำเร็จ เพราะว่ามีองคาพยพที่พร้อมและสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม TCMA ที่เข้มแข็ง รวมไปถึงชุมชน เกษตรกรรม และการมีส่วนร่วมในภาคครัวเรือน องคาพยพทั้งหมดนี้ส่งเสริมให้สระบุรีมีการทำงานร่วมกันที่ดี จึงเหมาะสมที่จะเป็นจังหวัดนำร่องในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ในประเทศไทย</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การจะทำให้ไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองคาร์บอนต่ำได้สำเร็จนั้นต้องใช้นวัตกรรมและรูปแบบการทำงานข้ามภาคส่วน ความเข้มแข็งของเจ้าของพื้นที่และผู้นำของแต่ละภาคส่วนที่มีบทบาทแตกต่างกัน รวมทั้งการขอรับการสนับสนุนจากระดับนานาชาติที่มากพอให้เกิดการสร้างความเปลี่ยนแปลง และเพิ่มโอกาสของการได้รับการสนับสนุน จึงเป็นที่มาของการเกิดเป็นโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ มุ่งเน้นการลดก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ระดับนโยบายและปฏิบัติ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/02/I6gd5Tv3d2pYqcUJr3mn.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด"/></figure>
</div>


<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050</h2>



<p>ศาณิต เกษสุวรรณ ที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย กล่าวว่า สภาพอากาศในปีที่ผ่านมานั้นถือว่ามีอุณหภูมิสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ดังนั้นเราต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ด้วยการให้ภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากที่สุด และช่วยดึงคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศออกมา เช่น การปลูกป่า เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับโลก นอกจากนี้ ยังได้ให้ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ด้วยการใช้ไฟฟ้าจากโซลาเซลล์ งดการใช้ถ่านหินและหินปูนให้ได้มากที่สุด</p>



<p>ขณะที่ ดร.ชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย กล่าวว่า TCMA ในฐานะสมาคมที่เป็นความร่วมมือของผู้ผลิตปูนซีเมนต์ชั้นนำของประเทศ และเป็นอุตสาหกรรมหลักของจังหวัดสระบุรี จึงเป็นสาขา สำคัญที่จะมีบทบาทต่อการสนับสนุนการดำเนินการของโมเดลสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ แนวทางปฏิบัติที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และดำเนินอุตสาหกรรมด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม</p>



<p>มุ่งสู่เป้าหมายการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ตาม “แผนที่นำทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตของไทยมุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ พ.ศ. 2593” (2050 Net Zero Cement and Concrete Roadmap)</p>



<p>ความร่วมมือระหว่าง สอวช. และ TCMA มีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมสมาชิกของ TCMA ซึ่งเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ของไทยทุกราย เข้ามาร่วมกันดำเนินการ ด้วยการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และการใช้กลไกการสนับสนุนจากระดับนานาชาติ เชื่อมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ให้เกิดการทำงานร่วมกัน</p>



<p>เพื่อพัฒนาระบบนิเวศเมืองของจังหวัดสระบุรี ผ่านการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียว ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้แผนงานลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศประสบความสำเร็จ และสนับสนุนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/02/RNDcE3v2wYxzwZdfRl1T.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด"/></figure>
</div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">การดำเนินงานครอบคลุมด้านหลักๆ ดังนี้</h3>



<ol class="wp-block-list">
<li>การวิจัยพัฒนาใช้วัสดุทดแทนปูนเม็ดเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต และการใช้นาโนเทคโนโลยีเพื่อให้ปูนซีเมนต์มีคุณสมบัติดีขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการพัฒนาความรู้ การปรับเปลี่ยนเครื่องจักร รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนข้อกำหนด มาตรฐานการใช้งานของแต่ละหน่วยงานให้สอดคล้องกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการส่งเสริมใช้งาน</li>



<li>การพัฒนาผลิตภัณฑ์คอนกรีตที่ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในกระบวนการผลิตและการก่อสร้าง</li>



<li>การพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ช่วยลดระยะเวลา แรงงาน รวมทั้งลด Waste ในการก่อสร้าง</li>



<li>การวิจัยพัฒนาการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) และเชื้อเพลิงขยะ (RDF) เพื่อใช้ทดแทนถ่านหิน ซึ่งจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 9 – 12 ล้านตัน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ /ปี และลดการเกิดฝุ่น PM 2.5 จากการเผาของภาคเกษตร และช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร รวมทั้งทำให้การจัดการขยะของจังหวัดสระบุรีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ</li>



<li>การวิจัยและพัฒนา Carbon Capture and Utilization/Storage (CCUS) เป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยลด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากยังมีสัดส่วนของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ยังเหลืออยู่จากกระบวนการต่างๆ ในสัดส่วนที่ค่อยข้างสูง โครงการ CCUS ยังเป็นเรื่องใหม่ของประเทศและเทคโนโลยีด้านนี้ยังมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนข้อมูล เทคโนโลยี และเงินทุนทั้งในและต่างประเทศในการศึกษาและวิจัย</li>
</ol>



<p>ดร. กิติพงศ์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์เป็นส่วนย่อของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และเชื่อว่าจังหวัดสระบุรีจะเป็นจังหวัดแรกที่ประสบความสำเร็จ เพราะว่ามีองคาพยพที่พร้อมและสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม TCMA ที่เข้มแข็ง รวมไปถึงชุมชน เกษตรกรรม และการมีส่วนร่วมในภาคครัวเรือน องคาพยพทั้งหมดนี้ส่งเสริมให้สระบุรีมีการทำงานร่วมกันที่ดี จึงเหมาะสมที่จะเป็นจังหวัดนำร่องในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ในประเทศไทย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/02/NXXEH5P6iefnbYMNxsq5.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด"/></figure>
</div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">จาก “หญ้าเนเปียร์” สู่พืชพลังงานทดแทนในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์</h3>



<p>ด้าน เจริญชัย เฉลียวเกรียงไกร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ Net Zero 2050 หรือ Energy Transition เป็นหนึ่งในมาตรการหลักของการขับเคลื่อนสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เมืองคาร์บอนต่ำ จึงได้มีความร่วมมือดำเนินงานระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยการสร้างงานในพื้นที่บนฐานนิเวศการลงทุนพืชพลังงาน โดยส่งเสริมการปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะยกระดับสระบุรีสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำที่น่าอยู่ (Low Carbon and Livable City)</p>



<p>เป็นหนึ่งในความร่วมมือดำเนินงานระหว่างจังหวัดสระบุรี สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี และ TCMA โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อศึกษาวิจัยการส่งเสริมและยกระดับพื้นที่ชุมชนเป็นพื้นที่ต้นแบบระบบนิเวศพืชพลังงานนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหินในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์</p>



<p>โดยดำเนินการนำร่องทดลองปลูกหญ้าเนเปียร์ ในพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ในตำบลเขาเกตุ อำเภอทับกวาง จังหวัดสระบุรี และสร้างกลไกการมีส่วนรวมของภาคประชาชนระดับพื้นที่ในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนที่คาดหวังการนำพลังงานสะอาดนี้เข้ามาทดแทนพลังงานจากถ่านหินซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์</p>



<p>สำหรับหญ้าเนเปียร์เมื่อมีอายุเกิน 4-5 เดือน จะเป็นเส้นใยแล้วค่อยทำให้แห้ง ส่งเข้าที่โรงปูน โรงปูนจะรับซื้อตันละ 1,500 บาท กิโลกรัมละ 1.50 บาท เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ทดแทนถ่านหิน แต่การดูแลหญ้าเนเปียร์ยังยากลำบากอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปุ๋ย น้ำ การเก็บเกี่ยว เพราะเกษตรกรมีความสามารถที่จำกัดในการทำให้หญ้าเนเปียร์ย่อยและแห้งได้เอง อาจจะต้องมีการลงทุนโรงอบเพิ่มเติมในอนาคต</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/02/fQqyoxrXpB1bTo8dNRM3.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>ขณะที่ สมาน แก่นพุทธา สมาชิกสภาเทศบาลเมืองทับกวาง และประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท เฟิร์ส์ เอนเนอร์ยี่ครอป จำกัด กล่าวว่า หญ้าเนเปียร์ เป็นพืชพลังงานที่มีอายุยาวนานถึง 7-8 ปี สามารถดูดซึมคาร์บอนได้เร็ว นอกจากนำไปเป็นพืชพลังงานแล้ว หญ้าเนเปียร์ยังสามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย ทำให้ชาวบ้านมีรายได้หลายทางจากการปลูกหญ้าเนเปียร์ ถือเป็นอีกตัวเลือกให้เกษตรกร นอกจากการทำนาและไร่ข้าวโพด</p>



<h3 class="wp-block-heading">เปลี่ยนขยะธรรมดาๆ ให้เป็นพลังงาน ด้วย “ตาลเดี่ยวโมเดล”</h3>



<p>ดร.เรวดี อนุวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญวิจัยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กล่าวถึงโครงการ “ตาลเดี่ยวโมเดล” ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ว่า วว. ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น องค์การบริการส่วนตำบลตาลเดี่ยว และจังหวัดสระบุรี ในการขับเคลื่อนการพัฒนาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาแก้ไขปัญหาขยะชุมชน เน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการขยะ 2 แนวทาง คือ การเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) และการเปลี่ยนขยะเพื่อสร้างรายได้ (Waste to Wealth)</p>



<p>โดยการสร้างแรงจูงใจให้กับชุมชนในการจัดการขยะที่ต้นทาง ร่วมกับการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานสะอาดรวมถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ด้วยการยกระดับขยะที่ดำและสกปรกให้กลายเป็นเกล็ดที่มีคุณภาพสูง และนำไปต่อยอดทำเส้นใยให้มีราคา ทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้สู่ชุมชน ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังลดความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย</p>



<p>“การขับเคลื่อนโครงการดำเนินงานใน 2 มิติ คือ การฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และงานวิจัย เพื่อลดปริมาณการเกิดขยะมูลฝอยจากครัวเรือนด้วยหลักการ 3Rs ให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างเครื่องจักรในการคัดแยกขยะระบบกึ่งอัตโนมัติ รองรับการแก้ไขปัญหาทั้งขยะเก่าและขยะใหม่ ประมาณ 20 ตัน/วัน ในการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลาสติกรีไซเคิล สารปรับปรุงดิน น้ำหมักชีวภาพ เชื้อเพลิงจากขยะ (Refuse Derived Fuels: RDF) และพลังงานชีวภาพสะอาด ร่วมกับการลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากขยะที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อพัฒนาให้เป็นต้นแบบการจัดการขยะชุมชนด้วยนวัตกรรมอย่างครบวงจร”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/02/DmXyGKbbUZCfr4Y1K6Sl.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/environment/1114953" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เขย่าวงการ &#8220;ธ.ก.ส.&#8221; รับซื้อคาร์บอนเครดิต ราคากึ่ง CSR ตันละ 3,000 บาท</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/baac-carbon-credit-3000/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 22 Feb 2024 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=22842</guid>

					<description><![CDATA[คาร์บอนเครดิตเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งการซื้อขายต่างๆ เพื่อนำมาชดเชยคาร์บอนที่ปล่อยไป แต่การทำคาร์บอนเครดิตนั้นยังมีข้อจำกัดในหลายด้าน อย่างงบประมาณในการประเมินที่สูงซึ่งทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงยาก หากการช่วยเหลือจากภาคต่างๆ จะสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) กล่าวว่า  โครงการ BAAC Carbon Credit  เป็นการซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ การครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ และตามมาตรฐานประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) เริ่มจากการขึ้นทะเบียนโครงการ การตรวจนับจำนวนต้นไม้ การตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตจากผู้ประเมินภายนอก  การรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจาก อบก. เพื่อนำปริมาณการกักเก็บดังกล่าว ตอบโจทย์ความต้องการของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน  และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์  โดยนำร่องโครงการธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่และธนาคารต้นไม้บ้านแดง จังหวัดขอนแก่น  ซึ่งจำนวนคาร์บอนเครดิต 400 ตันคาร์บอน โดย ธ.ก.ส. ซื้อและขายกึ่ง CSR (ความรับผิดชอบทางสังคมเชิงบรรษัท)  ในราคาตันละ 3,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงที่สุดในโลก  โดยคิดเป็นเงินรวม 1,200,000 บาท และเมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเกษตรกรในชุมชนจะมีรายได้ 842,100 บาท โครงการนี้ช่วยสร้างรายได้กลับคืนผู้ปลูกต้นไม้แล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่จะมาดูดซับปริมาณคาร์บอน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และบรรเทาผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน และผลักดันให้ประเทศไทย สามารถบรรลุข้อตกลงความเป็นกลางทางคาร์บอนตามเป้าหมายที่วางไว้ ทั้งนี้ยังสนับสนุนให้เกษตรกร “ปลูกป่า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>คาร์บอนเครดิตเข้ามามีบทบาทมากขึ้นทั้งการซื้อขายต่างๆ เพื่อนำมาชดเชยคาร์บอนที่ปล่อยไป แต่การทำคาร์บอนเครดิตนั้นยังมีข้อจำกัดในหลายด้าน อย่างงบประมาณในการประเมินที่สูงซึ่งทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงยาก หากการช่วยเหลือจากภาคต่างๆ จะสามารถเข้าถึงได้มากขึ้น</p>



<p>ฉัตรชัย ศิริไล ผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (<strong>ธ.ก.ส.</strong>) กล่าวว่า<strong>  โครงการ BAAC Carbon Credit </strong> เป็นการ<strong>ซื้อขายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้</strong> การครั้งแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นโครงการ<strong>ลดก๊าซเรือนกระจก</strong>ภาคสมัครใจ และตามมาตรฐานประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: <strong>T-VER</strong>) เริ่มจากการขึ้นทะเบียนโครงการ การตรวจนับจำนวนต้นไม้ การตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตจากผู้ประเมินภายนอก  การรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตจาก อบก. เพื่อนำปริมาณการกักเก็บดังกล่าว ตอบโจทย์ความต้องการของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ในการบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน  และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์  โดยนำร่องโครงการธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่และธนาคารต้นไม้บ้านแดง จังหวัดขอนแก่น </p>



<p>ซึ่งจำนวน<strong>คาร์บอนเครดิต</strong> 400 ตันคาร์บอน โดย ธ.ก.ส. <strong>ซื้อและขายกึ่ง CSR</strong> (ความรับผิดชอบทางสังคมเชิงบรรษัท)  ในราคาตันละ 3,000 บาท ซึ่งเป็นราคาที่สูงที่สุดในโลก  โดยคิดเป็นเงินรวม 1,200,000 บาท และเมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเกษตรกรในชุมชนจะมีรายได้ 842,100 บาท โครงการนี้ช่วยสร้างรายได้กลับคืนผู้ปลูกต้นไม้แล้ว ยังเป็นการกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มพื้นที่สีเขียวที่จะมาดูดซับปริมาณคาร์บอน ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน และบรรเทาผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน และผลักดันให้ประเทศไทย สามารถบรรลุข้อตกลงความเป็นกลางทางคาร์บอนตามเป้าหมายที่วางไว้</p>



<p class="has-text-align-center"><img loading="lazy" decoding="async" width="1535" height="1024" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/02/uUZ4Ge33TrVOfXYRJElR.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="ต้นไม้"></p>



<p></p>



<p>ทั้งนี้ยังสนับสนุนให้เกษตรกร <strong>“ปลูกป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง”</strong> เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของชุมชนอย่างยั่งยืนมาอย่างต่อเนื่อง ภายใต้โครงการธนาคารต้นไม้ จนปัจจุบันมีชุมชนธนาคารต้นไม้ 6,814 ชุมชน มีสมาชิก 124,071 คน มีต้นไม้ขึ้นทะเบียนในโครงการกว่า 12.4 ล้านต้น มูลค่าต้นไม้กว่า 43,000 ล้านบาท และการยกระดับไปสู่ชุมชนไม้มีค่า มีการนำต้นไม้ที่ปลูกมาแปลงเป็นสินทรัพย์ เพิ่มมูลค่าให้กับที่ดิน และนำมาใช้เป็นหลักประกันเงินกู้</p>



<p>ในปัจจุบัน ธ.ก.ส. สมาชิกในชุมชนมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ที่ได้จากต้นไม้/ป่าไม้ ปีละ 116 ล้านบาท และเพื่อเป็นการสร้างโอกาสให้กับชุมชนที่ดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ธ.ก.ส. จึงได้ร่วมกับชุมชนธนาคารต้นไม้ดำเนินโครงการ<strong> BAAC Carbon Credit </strong>เพื่อเดินหน้าแนวทางการส่งเสริมการซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิตในประเทศ ด้านหลักการคิดคำนวณต้นไม้ 1 ต้น สร้างปริมาณคาร์บอนเครดิตได้เฉลี่ย 9.5 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี    </p>



<p>ซึ่งพื้นที่ขนาด 1 ไร่ ปลูกต้นไม้ได้เฉลี่ย 100 ต้น/ไร่ จะได้ปริมาณคาร์บอนเครดิต 950 กิโลกรัมคาร์บอนต่อปี ณ ราคาขายกึ่ง CSR 3,000 บาทต่อตันคาร์บอน บนอัตราคำนวณรายได้หลังหักค่าใช้จ่าย 70/30) เมื่อหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน อย่าง ค่าขึ้นทะเบียนต้นไม้ในแต่ละต้น การตรวจนับและประเมิน การออกใบรับรอง เป็นต้น คิดเป็น 30% ของมูลค่าการขาย ดังนั้น เกษตรกรจะได้รับผลตอบแทนหลังหักค่าใช้จ่ายที่ 70% ของราคาขาย หรือประมาณ 2,000 บาทต่อไร่ต่อปี </p>



<p>หรือกรณีปลูกต้นไม้แบบหัวไร่ปลายนา จะสามารถปลูกได้เฉลี่ย 40 ต้น/ไร่ คิดเป็น 380 กิโลกรัมคาร์บอนต่อไร่ต่อปี จะทำให้เกษตรกรมีรายได้จากการขายหลังหักค่าใช้จ่ายเฉลี่ย 800 บาทต่อไร่ต่อปี โดยปัจจุบันมีชุมชนที่ได้รับการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจก และได้รับใบประกาศเกียรติคุณ LESS จาก อบก. แล้ว 84 ชุมชน ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่กักเก็บได้กว่า 2.7 ล้านตันคาร์บอน โดย ธ.ก.ส. ได้สนับสนุนเงินทุนให้กับชุมชนธนาคารต้นไม้ในการกักเก็บคาร์บอนแล้ว จำนวนกว่า 3.8 ล้านบาท</p>



<p class="has-text-align-center"><img loading="lazy" decoding="async" width="1535" height="1024" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/02/9PW4g0MfC53B9QK0oIc8.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="ต้นไม้"></p>



<p></p>



<p>และยังขยายผลการสร้างคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้ไปยังชุมชนที่เข้าร่วมโครงการธนาคารต้นไม้ โดยสนับสนุนการปลูกป่าเพิ่มในที่ดินของตนเองและชุมชน ปีละประมาณ 108,000 ต้น ซึ่งคาดว่าจะมีปริมาณคาร์บอนเครดิตที่จะนำมาซื้อ – ขายได้กว่า 510,000 ตันคาร์บอน ภายใน 5 ปี การส่งเสริมกิจกรรมที่ช่วยดูแลสิ่งแวดล้อม เช่น การเพาะกล้าไม้ เพื่อสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ  </p>



<p>การ<strong>ทำนาเปียกสลับแห้ง </strong>เพื่อลดการปล่อยก๊าซมีเทน การลดพื้นที่การเผาตอซังข้าว อ้อย และข้าวโพด เพื่อลด PM 2.5 การเพิ่มพื้นที่ปลูกป่าชายเลน การนำผลิตผลจากต้นไม้มาสร้างมูลค่าเพิ่ม และรายได้ให้กับชุมชนทั้งทางตรง และทางอ้อม อย่าง การนำวัตถุดิบจากไม้มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ เฟอร์นิเจอร์ ผลิตน้ำส้มควันไม้ ปลูกสมุนไพร และการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์ </p>



<h2 class="wp-block-heading"> โครงการ BAAC Carbon Credit</h2>



<p>สำหรับโครงการ BAAC Carbon Credit เป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการทำให้องค์กรและหน่วยงานต่างๆ สามารถบรรลุเป้าหมายในการลดก๊าซเรือนกระจกที่ตั้งไว้ ซึ่งนอกจากหน่วยงานจะได้รับประโยชน์ในด้านธุรกิจ ที่มีความห่วงใยต่อสิ่งแวดล้อมแล้ว ยังเป็นการช่วยสนับสนุน และให้กำลังใจชุมชนในการดูแล และปลูกต้นไม้เพิ่มขึ้น ทำให้ประเทศไทยมีพื้นที่สีเขียวที่ได้รับการปกป้องโดยคนในชุมชน สะท้อนถึงความเข้มแข็งในการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมที่เป็นประโยชน์ต่อคนทั้งโลกอีกด้วย และสำหรับหน่วยงานที่สนใจในการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และต้องการร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม สร้างรายได้ และสร้างเศรษฐกิจที่เข้มแข็งให้กับชุมชน และมีส่วนพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืนมากขึ้นทั้งปัจจุบัน และอนาคต  </p>



<p>Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/environment/1112833" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ปลูกต้นไม้เพิ่มสีเขียว พร้อมสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิต</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/carbon-credit-tree/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 14 Feb 2024 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=22811</guid>

					<description><![CDATA[สวัสดีครับที่ผ่านมาเรามักได้ยินเกี่ยวกับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมากหรือความชำนาญเฉพาะทาง อาทิ การสร้างโรงงานพลังงานหมุนเวียน หรือการนำก๊าซมีเทนมาใช้ประโยชน์ ซึ่งอาจจะยังดูห่างไกลสำหรับคนทั่วไปหรือแม้แต่องค์กรเล็กๆ  แต่ทราบไหมครับว่าเพียงการปลูกต้นไม้บางชนิดอย่างจำปี ปีป ทุเรียน มะขาม สะเดา หรือไผ่ในที่ดินของเราแล้วบำรุงรักษาตามระเบียบวิธีที่กำหนด ก็สามารถนับเป็นโครงการที่ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมทั้งสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตได้ด้วย โครงการที่มาตอบโจทย์เรื่องนี้ได้พอดี คือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ซึ่งเป็นกลไกที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. พัฒนาขึ้นประมาณ 10 ปีมาแล้ว  โครงการ T-VER แบ่งได้หลายประเภท อาทิ ประเภทการพัฒนาพลังงานทดแทน ประเภทการจัดการในภาคขนส่ง  แต่ในที่นี้ ผมขอยกตัวอย่างประเภทที่บุคคลหรือนิติบุคคลทั่วไปสามารถจัดทำในพื้นที่ของตนเองได้ นั่นคือโครงการประเภทการลด ดูดซับ และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้และการเกษตร  เน้นการปลูกป่าอย่างยั่งยืน หรือสวนไม้เศรษฐกิจโตเร็ว เพื่อเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่โครงการ  ข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับการทำโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ มีดังนี้ มีพื้นที่สำหรับดำเนินโครงการไม่น้อยกว่า 10 ไร่ โดยสามารถรวมหลายๆ พื้นที่เข้าด้วยกัน และจะเป็นพื้นที่โล่งหรือมีต้นไม้อยู่แล้วก็ได้  พื้นที่ต้องมีเอกสารแสดงสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมาย อาทิ โฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>สวัสดีครับที่ผ่านมาเรามักได้ยินเกี่ยวกับโครงการลดก๊าซเรือนกระจกในรูปแบบกิจกรรมต่างๆ ที่ต้องอาศัยเงินลงทุนจำนวนมากหรือความชำนาญเฉพาะทาง อาทิ การสร้างโรงงานพลังงานหมุนเวียน หรือการนำก๊าซมีเทนมาใช้ประโยชน์</em></p>



<p>ซึ่งอาจจะยังดูห่างไกลสำหรับคนทั่วไปหรือแม้แต่องค์กรเล็กๆ  แต่ทราบไหมครับว่าเพียงการปลูกต้นไม้บางชนิดอย่าง<strong>จำปี ปีป ทุเรียน มะขาม สะเดา หรือไผ่ในที่ดินของเราแล้วบำรุงรักษาตามระเบียบวิธีที่กำหนด </strong>ก็สามารถนับเป็นโครงการที่ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ พร้อมทั้งสร้างรายได้จากคาร์บอนเครดิตได้ด้วย</p>



<p>โครงการที่มาตอบโจทย์เรื่องนี้ได้พอดี คือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) ซึ่งเป็นกลไกที่องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. พัฒนาขึ้นประมาณ 10 ปีมาแล้ว </p>



<p>โครงการ T-VER แบ่งได้หลายประเภท อาทิ ประเภทการพัฒนาพลังงานทดแทน ประเภทการจัดการในภาคขนส่ง  แต่ในที่นี้ ผมขอยกตัวอย่างประเภทที่บุคคลหรือนิติบุคคลทั่วไปสามารถจัดทำในพื้นที่ของตนเองได้ นั่นคือ<strong>โครงการประเภทการลด ดูดซับ และการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้และการเกษตร  </strong>เน้นการปลูกป่าอย่างยั่งยืน หรือสวนไม้เศรษฐกิจโตเร็ว เพื่อเพิ่มพูนการกักเก็บคาร์บอนในพื้นที่โครงการ  ข้อกำหนดเบื้องต้นสำหรับการทำโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ มีดังนี้</p>



<p>มีพื้นที่สำหรับดำเนินโครงการไม่น้อยกว่า 10 ไร่ โดยสามารถรวมหลายๆ พื้นที่เข้าด้วยกัน และจะเป็นพื้นที่โล่งหรือมีต้นไม้อยู่แล้วก็ได้ </p>



<p>พื้นที่ต้องมีเอกสารแสดงสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินตามกฎหมาย อาทิ โฉนดที่ดิน หนังสือรับรองการทำประโยชน์ หรือ มีเอกสารที่ยืนยันได้ว่าเจ้าของกรรมสิทธิ์เหนือพื้นที่นั้นๆ ยินยอมให้ดำเนินการ อาทิ สัญญาเช่า หนังสืออนุญาตจากหน่วยงานราชการ </p>



<p>กรณีพื้นที่เดิมมีสภาพเป็นป่า ต้องไม่มีการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศป่าไม้ดั้งเดิม </p>



<p>ผู้สนใจสามารถเลือกปลูกไม้ใกล้ตัวตามที่ผมได้ยกตัวอย่างข้างต้น รวมถึงต้นไม้ชนิดอื่นๆ อีกมากมายเกือบ 60 ชนิดตามประกาศของ อบก. ซึ่งแต่ละชนิดก็กำหนดอัตราการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไว้แตกต่างกันไป แล้วยื่นเอกสารขอขึ้นทะเบียนโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ต่อ อบก.  สำหรับขั้นตอนนี้ อบก. มีจัดอบรมและให้คำปรึกษาเรื่องการจัดเตรียมข้อเสนอโครงการโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย</p>



<p>เมื่อขึ้นทะเบียนสำเร็จและดำเนินการปลูกดูแลต้นไม้ตามจำนวนปีที่กำหนด ก็จะมีการประเมินผลการเติบโตของต้นไม้ตามมาตรวัดต่างๆ  หากผ่านก็จะได้รับการรับรอง <strong>“คาร์บอนเครดิต”</strong> ซึ่งหมายถึงการรับรองปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดหรือกักเก็บได้เมื่อเทียบกับก่อนเริ่มโครงการ โดยโครงการมีระยะเวลาการคิดคาร์บอนเครดิตนานถึง 10 ปี และสามารถต่ออายุโครงการได้อีกครั้งละ 10 ปีแบบไม่จำกัดจำนวนครั้ง</p>



<p>บางท่านอาจสงสัยว่าคาร์บอนเครดิตสามารถเอาไปทำอะไรได้บ้าง  แน่นอนครับนำไปสร้างรายได้ด้วยการแลกเปลี่ยนซื้อขายระหว่างผู้มีบัญชีคาร์บอนเครดิตในตลาดคาร์บอน (Trading) โดย ณ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2567 มีราคาประมาณ 280 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2eq)  หรือใช้ในการชดเชยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กรหรือผลิตภัณฑ์ (Offsetting)  หรือใช้เพิ่มความน่าเชื่อถือในการรายงานความสำเร็จของการลดก๊าซเรือนกระจกในรายงานความยั่งยืนองค์กร (Reporting) เป็นต้น </p>



<p>จากข้อมูล ณ เดือนมกราคม 2567  มีโครงการ T-VER ภาคป่าไม้ที่ได้รับการขึ้นทะเบียนแล้วทั้งหมด 51 โครงการทั่วประเทศ   มีทั้งที่ดำเนินการโดยวัด ชุมชน เทศบาลตำบล สนามกอล์ฟ และมหาวิทยาลัย  คาดว่าปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่จะกักเก็บได้จากโครงการเหล่านี้คือประมาณ 361,966 tCO2eq ต่อปี</p>



<p>จะเห็นได้ว่ากิจกรรมการลดและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างโครงการ T-VER ภาคป่าไม้นี้เป็นการปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิตซึ่งเป็นอีกหนทางสร้างรายได้สำหรับผู้ที่มีที่ดินหลายไร่ <strong>พร้อมเปิดโอกาสให้ทั้งองค์กรขนาดใหญ่ และบุคคลหรือหน่วยงานทั่วไปในทุกภาคส่วนสามารถร่วมเพิ่มพื้นที่สีเขียวพร้อมทั้งลดก๊าซเรือนกระจก ช่วยผลักดันประเทศสู่สังคมคาร์บอนต่ำไปด้วยกันครับ</strong></p>



<p>Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/environment/1112376" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;ภาษีคาร์บอน&#8221; ใกล้ได้ใช้แล้ว สรรพสามิตเปิด 5 หลักคิด จัดเก็บเป็นธรรม</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/carbon-tax-3/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 18 Jan 2024 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=22695</guid>

					<description><![CDATA[เป้าหมายที่ไทยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 40% หรือ 222 ล้านตันคาร์บอน ในปี 2573 มุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมสรรพสามิตจึงมีนโยบายสนับสนุนนโยบายภาครัฐดังกล่าว ปัจจุบันกรมสรรพสามิตกำหนดนโยบาย EASE EXCISE ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษีสรรพสามิต มุ่งเน้นสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) สร้างมาตรฐานสากล เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน” ซึ่ง ตัว E ตัวแรก หมายถึง ESG/BCG Focus เป็นนโยบายที่มุ่งเน้นการจัดเก็บภาษีเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการจัดเก็บภาษีเพื่อดูแลสุขภาพ พัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบอุตสาหกรรมภายในประเทศสู่มาตรฐานสากล เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต เผยว่า กรมฯได้ร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย เป็นต้น และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และด้านสิ่งแวดล้อม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เป้าหมายที่ไทยจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 40% หรือ 222 ล้านตันคาร์บอน ในปี 2573 มุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ในปี พ.ศ. 2608 เพื่อร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรมสรรพสามิตจึงมีนโยบายสนับสนุนนโยบายภาครัฐดังกล่าว</p>



<p>ปัจจุบันกรมสรรพสามิตกำหนดนโยบาย EASE EXCISE ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยภาษีสรรพสามิต มุ่งเน้นสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) สร้างมาตรฐานสากล เดินหน้าประเทศไทยสู่ความยั่งยืน” ซึ่ง ตัว E ตัวแรก หมายถึง ESG/BCG Focus เป็นนโยบายที่มุ่งเน้นการจัดเก็บภาษีเพื่อสร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการจัดเก็บภาษีเพื่อดูแลสุขภาพ พัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม และยกระดับศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบอุตสาหกรรมภายในประเทศสู่มาตรฐานสากล</p>



<p><strong>เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ อธิบดีกรมสรรพสามิต</strong> เผยว่า กรมฯได้ร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศ เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย เป็นต้น และหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ได้แก่ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) กระทรวงพลังงาน และนักวิชาการผู้เชี่ยวชาญด้านเศรษฐศาสตร์และด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อศึกษามาตรการและแนวทางการจัดเก็บภาษี ตลอดจนมาตรการอื่นๆ ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ทั้งนี้ คาดว่าจะได้ศึกษาแล้วเสร็จประมาณกลางปี พ.ศ. 2567 และจะดำเนินการรับฟังความคิดเห็นกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่อไป</p>



<p>กรมสรรพสามิตได้พิจารณาแนวทางการจัดเก็บภาษีคาร์บอนสำหรับผู้กำหนดนโยบาย (Carbon Tax Guide: Handbook for Policy Maker) ของธนาคารโลก ซึ่งเสนอแนวทางการกำหนดนโยบายต้องพิจารณา 5 ด้าน ได้แก่</p>



<p><strong>1.ฐานภาษี (Tax base) </strong>สามารถจำแนกได้ 2 ส่วน คือ จัดเก็บจากกระบวนการผลิต เช่นเดียวกับประเทศสิงคโปร์ที่จัดเก็บจากโรงงานที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือจากสินค้าเช่นเดียวกับญี่ปุ่นที่จัดเก็บกับผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียมหรือผลิตภัณฑ์จากฟอสซิล ทั้งนี้ ภายใต้พระราชบัญญัติภาษีสรรพสามิต พ.ศ. 2560 จะสามารถจัดเก็บภาษีได้กับสินค้าเท่านั้น โดยจัดเก็บจากทั้งผู้ประกอบอุตสาหกรรมต้นน้ำหรือโรงกลั่นฯ สำหรับอุตสาหกรรมกลางน้ำหรือโรงผลิตไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และสำหรับอุตสาหกรรมปลายน้ำอาจจัดเก็บกับสินค้าที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง</p>



<p><strong>2.อัตราภาษี (Tax rate) </strong>ในปัจจุบันมีการกำหนดอัตราภาษีคาร์บอนมีช่วงราคาที่ค่อนข้างกว้างจากประมาณ 1 เหรียญสหรัฐ จนถึงประมาณ 130 เหรียญสหรัฐ ทั้งนี้ ขึ้นกับบริบทหรือสถานการณ์ภายในแต่ละประเทศ</p>



<p><strong>3.การใช้งบประมาณ </strong>(Revenue use) เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ธนาคารโลกเสนอให้พิจารณา เนื่องจาก การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมต้องใช้งบประมาณเพื่อใช้จ่ายในโครงการต่างๆ หรือการใช้จ่าย เพื่อบรรเทาผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับกลุ่มเปราะบางที่อาจมีต้นทุนค่าครองชีพที่สูงขึ้นจากภาษีคาร์บอน</p>



<p><strong>4.การบริหารจัดการด้านองค์กรที่รับผิดชอบ</strong> (Institutions) ควรมีการกำหนดผู้รับผิดชอบในประเด็นต่าง ๆ เช่น การตรวจวัดค่าและการสอบทวนอัตราการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการบริหารการจัดเก็บภาษี เป็นต้น</p>



<p><strong>5.การพิจารณาผลกระทบเชิงลบ</strong> (Avoid undesirable effects) เช่น ความซ้ำซ้อนของภาระภาษี และความเท่าเทียมระหว่างผู้เสียภาษีหรือระหว่างภาคส่วน เป็นต้น นอกจากนี้ อาจต้องพิจารณาถึงมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดนของประเทศต่างๆ ที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคต เช่น สหภาพยุโรปได้กำหนดมาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ CBAM โดยสามารถนำภาษีคาร์บอนภายในประเทศไปชดเชยกับค่าธรรมเนียมคาร์บอนที่ถูกกำหนดขึ้นได้</p>



<p>ทั้งนี้ ธนาคารโลกได้แนะนำว่าทั้ง 5 ส่วนที่กล่าวมามีความเชื่อมโยงกันกันในทุกมิติ ดังนั้น จึงต้องพิจารณาออกแบบนโยบายภาษีโดยคำนึงถึงปัจจัยแวดล้อมทุกด้าน</p>



<p>“การจัดเก็บภาษีคาร์บอนมิได้มุ่งเน้นการหารายได้เป็นหลักแต่มุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทั้งพฤติกรรมของผู้ผลิตในการปรับเปลี่ยนเทคโนโลยีเพื่อให้การผลิตสินค้ามีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง และผู้บริโภคสามารถตระหนักและเลือกบริโภคสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่มีราคาเข้าถึงได้”</p>



<p>โดยในช่วงแรกอาจจัดเก็บภาษีคาร์บอนในอัตราภาษีที่ไม่สูงมากนัก เนื่องจาก เป็นการปรับตัวเพื่อเป็นการสร้างความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อม แล้วจึงทยอยปรับขึ้นอัตราภาษี ตัวอย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์ที่เริ่มจัดเก็บภาษีคาร์บอนเพียง 5 ดอลลาร์สิงคโปร์ต่อตันคาร์บอนเทียบเท่าในช่วงแรกและทยอยปรับขึ้นทุกๆ 2 ปี เป็นต้น</p>



<p>นอกจากนี้ นโยบายการจัดเก็บภาษีคาร์บอนยังมุ่งหวังการลดภาระของผู้ส่งออกสินค้าไปยังภูมิภาคที่มีการดำเนินมาตรการปรับราคาคาร์บอนข้ามพรมแดน เพราะหากประเทศไทยไม่จัดเก็บภาษีคาร์บอน ภาระดังกล่าวก็จะถูกจัดเก็บในต่างประเทศแทน ดังนั้น จึงควรจัดเก็บภาษีคาร์บอนภายในประเทศเพื่อนำรายได้ดังกล่าวกลับมาใช้ในกิจกรรมที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือที่เรียกว่า Revenue Recycling</p>



<p>ภาษีอาจถูกมองเป็นภาระทางธุรกิจ และย้อนกลับมาสู่ผู้บริโภค แต่เป้าหมายของภาษีคาร์บอนคือการเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อเปลี่ยนโลกให้เติบโตอย่างยั่งยืน ตอนนี้ถึงเวลาแล้วกับภาระทางภาษีรูปแบบใหม่ที่กำลังจะเกิดขึ้น </p>



<p>Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/environment/1104767" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กยท. ร่วม ธกส. ผุดโฉนดต้นยางพารา ค้ำประกันเงินกู้เคลื่อน Carbon Credit</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/baac-carbon-credit-2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 17 Jan 2024 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=22692</guid>

					<description><![CDATA[กระทรวงเกษตรฯ ผนึกกำลัง ธ.ก.ส. คลอดโฉนดต้นยางพารา แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน ต่อยอดอาชีพชาวสวนยางได้อย่างยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนโครงการ Carbon Credit ในสวนยางพารา เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ “การส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มสวนยางพารา และการจัดทำโฉนดต้นยางพารา” ระหว่าง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดย นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. กับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดย นายณรงค์ ขันติวิริยะกุล รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ว่า กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายจัดทำโครงการโฉนดต้นไม้สำหรับต้นไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจ เพื่อให้เกษตรกรนำไม้ยืนต้นไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินกับ ธ.ก.ส. เป็นการเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับเกษตรกร เพื่อต่อยอดอาชีพด้านการเกษตรได้อย่างยั่งยืน การร่วมมือกันของทั้งสองหน่วยงานในการจัดทำโฉนดต้นยางพาราครั้งนี้ จึงเป็นการขับเคลื่อนให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันการเงินได้มากขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพารา อาทิ การขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ Carbon Credit ในสวนยางพารา การส่งเสริมการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งจะนำไปสู่ความกินดีอยู่ดีของเกษตรกรไทย ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น กยท. จึงได้ดำเนินโครงการร่วมมือกับ ธ.ก.ส. [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>กระทรวงเกษตรฯ ผนึกกำลัง ธ.ก.ส. คลอดโฉนดต้นยางพารา แปลงสินทรัพย์ให้เป็นทุน ต่อยอดอาชีพชาวสวนยางได้อย่างยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนโครงการ Carbon Credit ในสวนยางพารา เพื่อบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์</p>



<p><strong>ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ </strong>เปิดเผยภายหลังเป็นประธานและสักขีพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความเข้าใจ <strong>“การส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่มสวนยางพารา และการจัดทำโฉนดต้นยางพารา”</strong> ระหว่าง การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) โดย นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท. กับ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) โดย นายณรงค์ ขันติวิริยะกุล รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. ว่า</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/01/00k0R9bC5xxSXjhvQOlE.webp" alt="กยท. ร่วม ธกส. ผุดโฉนดต้นยางพารา ค้ำประกันเงินกู้เคลื่อน Carbon Credit"/></figure>
</div>


<p></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/01/d67B5r2IWQQJ4r5KDmrL.webp" alt="กยท. ร่วม ธกส. ผุดโฉนดต้นยางพารา ค้ำประกันเงินกู้เคลื่อน Carbon Credit"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายจัดทำโครงการโฉนดต้นไม้สำหรับต้นไม้ที่เป็นพืชเศรษฐกิจ เพื่อให้เกษตรกรนำไม้ยืนต้นไปเป็นหลักทรัพย์ค้ำประกันการกู้เงินกับ ธ.ก.ส. เป็นการเพิ่มการเข้าถึงแหล่งเงินทุนให้กับเกษตรกร เพื่อต่อยอดอาชีพด้านการเกษตรได้อย่างยั่งยืน การร่วมมือกันของทั้งสองหน่วยงานในการจัดทำโฉนดต้นยางพาราครั้งนี้ จึงเป็นการขับเคลื่อนให้เกษตรกรชาวสวนยางสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนของสถาบันการเงินได้มากขึ้น และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทั้งสองหน่วยงานจะร่วมมือกันดำเนินกิจกรรมอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับยางพารา อาทิ<strong> การขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ Carbon Credit ในสวนยางพารา</strong> การส่งเสริมการขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจ รวมถึงกิจกรรมอื่นๆ ซึ่งจะนำไปสู่ความกินดีอยู่ดีของเกษตรกรไทย</p>



<p>ทั้งนี้ กระทรวงเกษตรฯ มีนโยบายมุ่งส่งเสริมและสนับสนุนให้เกษตรกรชาวสวนยางได้เข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากขึ้น กยท. จึงได้ดำเนิน<strong>โครงการร่วมมือกับ ธ.ก.ส. บรรจุต้นยางพาราให้เป็นไม้ชนิดหนึ่งในระบบค้ำประกันเงินกู้ และดำเนินการจัดทำโฉนดต้นยางพาราเพื่อใช้เป็นหลักประกันเงินกู้จาก ธ.ก.ส. </strong>ซึ่งเกษตรกรที่สามารถขอรับโฉนดต้นยางจะต้องขึ้นทะเบียนกับ กยท. และมีสวนยางตั้งอยู่บนดินที่มีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมาย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/01/EzkNdvV0cqFqh0ZxT3xE.webp" alt="กยท. ร่วม ธกส. ผุดโฉนดต้นยางพารา ค้ำประกันเงินกู้เคลื่อน Carbon Credit"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>ถือเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มจากการแปลงทรัพย์สินให้เป็นทุนสำหรับการประกอบอาชีพการทำสวนยาง โดยใช้โฉนดต้นยางพาราเป็นเอกสารประกอบการขอรับบริการสินเชื่อจากสถาบันการเงินที่ให้บริการ โดย กยท. จะเป็นผู้ประเมินราคาต้นยางพาราที่จะนำมาใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อกับ ธ.ก.ส. และจัดทำโฉนดต้นยางพาราเพื่อเป็นหลักฐานประกอบการพิจารณาขอสินเชื่อของ ธ.ก.ส. ทุกครั้ง</p>



<p>ทั้งนี้ จะผลักดันให้สามารถใช้ได้กับธนาคารพาณิชย์อื่นๆ ตลอดจนใช้เป็นหลักทรัพย์ประกันตัวในชั้นพนักงานสอบสวน โดยจะเร่งบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรฯ ต่อไปโดยเร็ว</p>



<p>“ภายหลังจากการ Kick off มอบโฉนดเพื่อการเกษตร ที่จะมีขึ้นในวันที่ 15 ม.ค.นี้ กระทรวงเกษตรฯ เตรียมเดินหน้าขยายผลในทุก ๆ เรื่องไม่ใช่เฉพาะต้นไม้ เพราะสินทรัพย์ของพี่น้องเกษตรกรต้องมีราคา สร้างมูลค่าได้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดต้องแปลงทรัพย์สินให้เป็นทุน เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรให้ดียิ่งขึ้น ในส่วนของไม้เศรษฐกิจที่เล็งเห็นเพิ่มเติมที่มีมูลค่าสูง เช่น ไม้พะยูง ไม้ตะเคียน และไม้ยางนา รวมถึงไม้พืชผลทุกประเภท เช่น ต้นทุเรียน ต้นมะม่วง อีกด้วย” ร้อยเอก ธรรมนัส กล่าว</p>



<p><strong>นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้ว่าการ กยท.</strong> กล่าวเพิ่มเติมว่า บทบาทและแนวทางความร่วมมือของ กยท. หลังจากลงนาม MOU ร่วมกันในครั้งนี้ กยท. และ ธ.ก.ส. จะมีการอบรมผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ทั่วประเทศ ให้มีความรู้เรื่องวิธีการประเมินมูลค่าไม้ยางพารา เพื่อให้เจ้าหน้าที่ของทั้งสองหน่วยงานร่วมกันประเมินมูลค่าไม้ยางพาราสำหรับใช้เป็นหลักประกันเงินกู้ นอกจากนี้ กยท. และ ธ.ก.ส. จะร่วมกัน บูรณาการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นวัตกรรม และพัฒนาศักยภาพด้านการส่งเสริมการสร้างมูลค่าเพิ่ม เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินโครงการ Carbon Credit ในสวนยาง ส่งเสริมให้เกษตรกรร่วมกิจกรรมลดก๊าซเรือนกระจกสร้างสมดุลเชิงนิเวศ ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้นนอกเหนือจากการขายผลผลิตจากยางพาราเพียงอย่างเดียว</p>



<p><strong>นายณรงค์ ขันติวิริยะกุล รองผู้จัดการ ธ.ก.ส. </strong>เปิดเผยว่า การร่วมมือกับ กยท. ในครั้งนี้ นับว่าเป็นประโยชน์กับและ ธ.ก.ส. เกษตรกรผู้ปลูกยางพาราอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็นการแลกเปลี่ยนและถ่ายทอดองค์ความรู้ในด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมให้แก่เกษตรกรชาวสวนยางพาราและบุคลากรของ ธ.ก.ส. เพื่อให้เกษตรกรสามารถนำนวัตกรรมไปพัฒนาประสิทธิภาพในการผลิต การส่งเสริมการจัดทำโฉนดต้นยางพารา เพื่อใช้เป็นหลักประกันในการขอสินเชื่อกับ ธ.ก.ส.</p>



<p>นอกจากนี้ ธ.ก.ส. และ กยท. พร้อมร่วมกันขับเคลื่อนภารกิจสีเขียวตามนโยบายด้านการสร้างความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมภายใต้หลักการพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs) ที่มีการส่งเสริมให้เกษตรกรนำสวนยางพาราไปขึ้นทะเบียนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) รวมถึงเข้าร่วมโครงการ <a href="https://energy-thaichamber.org/baac-carbon-credit/" data-type="post" data-id="22098">BAAC Carbon Credit</a> ที่จะช่วยสร้างอาชีพเสริมและสร้างรายได้ให้เกษตรกร ซึ่ง ธ.ก.ส. เตรียมเปิดตัวการจำหน่ายคาร์บอนเครดิตภาคป่าไม้เต็มรูปแบบอย่างเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์นี้ ที่ธนาคารต้นไม้บ้านท่าลี่และบ้านแดง จังหวัดขอนแก่น</p>



<p>Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/environment/1108191" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>แม่ฟ้าหลวง-ไทยคม ดึงดาวเทียมช่วยประเมิน “คาร์บอนเครดิต” ป่าชุมชน</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/thaicom-carboncredit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 01 Jan 2024 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=22593</guid>

					<description><![CDATA[มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง – ไทยคม ดึงเทคโนโลยีอวกาศ ประเมินปริมาณมวลชีวภาพพื้นที่ป่าชุมชน พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มคาร์บอนเครดิต ลดก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้ของประเทศ ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ได้ร่วมกับ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) นำแพลตฟอร์ม “คาร์บอนเครดิต” ที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ประเมินปริมาณมวลชีวภาพในพื้นที่ป่าชุมชน เพื่อสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมทำกับชุมชนให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น พร้อมต่อยอดไปใช้สร้างประโยชน์ในการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้ของประเทศไทยต่อไป  สำหรับความร่วมมือของแม่ฟ้าหลวงฯ และ ไทยคม ครั้งนี้ จะนำความเชี่ยวชาญด้านดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ประโยชน์ร่วมกับข้อมูลภูมิสารสนเทศ และวิเคราะห์กับเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) และ Machine Learning (ML) เพื่อพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มคาร์บอนเครดิต  ส่วนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จะแลกเปลี่ยนข้อมูลและให้ความรู้ในด้านคาร์บอนเครดิต เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้เข้าสู่โครงการการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) พัฒนาขึ้นโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศ ภาพประกอบป่าชุมชน แปลงคาร์บอนเครดิต สำหรับโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง – ไทยคม ดึงเทคโนโลยีอวกาศ ประเมินปริมาณมวลชีวภาพพื้นที่ป่าชุมชน พร้อมพัฒนาแพลตฟอร์มคาร์บอนเครดิต ลดก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้ของประเทศ</p>



<p>ม.ล.ดิศปนัดดา ดิศกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ในพระบรมราชูปถัมภ์ เปิดเผยว่า มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง ได้ร่วมกับ บริษัท ไทยคม จำกัด (มหาชน) นำแพลตฟอร์ม “<strong>คาร์บอนเครดิต</strong>” ที่พัฒนาด้วยเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ประเมินปริมาณมวลชีวภาพในพื้นที่ป่าชุมชน เพื่อสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ร่วมทำกับชุมชนให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น พร้อมต่อยอดไปใช้สร้างประโยชน์ในการลดก๊าซเรือนกระจกในภาคป่าไม้ของประเทศไทยต่อไป </p>



<p>สำหรับความร่วมมือของแม่ฟ้าหลวงฯ และ ไทยคม ครั้งนี้ จะนำความเชี่ยวชาญด้านดาวเทียมและเทคโนโลยีอวกาศมาใช้ประโยชน์ร่วมกับข้อมูลภูมิสารสนเทศ และวิเคราะห์กับเทคโนโลยี Artificial Intelligence (AI) และ Machine Learning (ML) เพื่อพัฒนาเป็นแพลตฟอร์มคาร์บอนเครดิต </p>



<p>ส่วนมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จะแลกเปลี่ยนข้อมูลและให้ความรู้ในด้านคาร์บอนเครดิต เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนความร่วมมือในครั้งนี้เข้าสู่โครงการการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program: T-VER) พัฒนาขึ้นโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกในประเทศ</p>



<p class="has-text-align-center"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="667" src="https://medias.thansettakij.com/uploads/images/contents/w1024/2023/12/wY32tbkyBG85Dsc5hbvM.webp" alt="ภาพประกอบป่าชุมชน แปลงคาร์บอนเครดิต "><br><em>ภาพประกอบป่าชุมชน แปลงคาร์บอนเครดิต</em></p>



<p>สำหรับโครงการจัดการคาร์บอนเครดิตในป่าเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ได้ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ครอบคลุมพื้นที่ป่าชุมชนรวม 194,850 ไร่ โดยร่วมมือกับกรมป่าไม้ รวมทั้งมีภาคเอกชนเป็นผู้สนับสนุนงบประมาณ 14 องค์กร ให้กับชุมชน 77 แห่ง และในปี 2567 ที่มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีแผนจะขยายผลอีก 150,000 ไร่ และมากขึ้นในปีถัดไป </p>



<p>“ความร่วมมือกับไทยคมในการพัฒนาเทคโนโลยีที่สามารถประเมินมวลชีวภาพในป่าได้อย่างรวดเร็ว และนำไปสู่การประเมินคาร์บอนเครดิตที่รวดเร็วและแม่นยำขึ้น จะเป็นกุญแจสำคัญในการพัฒนาระบบนิเวศของการดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคป่าไม้ของประเทศไทย และจะช่วยให้การร่วมกันดูแลรักษาสิ่งแวดล้อมของภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชนเกิดขึ้นได้จริงอย่างรวดเร็วขึ้น มีความชัดเจนขึ้น และสามารถตรวจสอบได้”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://medias.thansettakij.com/uploads/images/contents/w1024/2023/12/IIvrCrpMpmCSNp0qMyDN.webp" alt="แม่ฟ้าหลวง-ไทยคม ดึงดาวเทียมช่วยประเมิน “คาร์บอนเครดิต” ป่าชุมชน"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>ม.ล.ดิศปนัดดา กล่าวว่า ไทยคม ได้นำเทคโนโลยีมาผสานกับฐานข้อมูลการประเมินมวลชีวภาพในพื้นที่ป่าของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ และจากนี้ เมื่อเทคโนโลยีได้รับการยอมรับจาก อบก. แล้ว มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ จะได้นำเทคโนโลยีนี้ไปสร้างการมีส่วนร่วมในระดับชุมชน เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตชุมชนและดูแลป่า รวมถึงขับเคลื่อนประเทศไทยสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายใน พ.ศ. 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายใน พ.ศ. 2608 ด้วย</p>



<p>นายปฐมภพ สุวรรณศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.ไทยคม กล่าวว่า ไทยคม จะใช้ความเชี่ยวชาญของเราในด้านดาวเทียมสำรวจระยะไกล และข้อมูลภูมิสารสนเทศ (Geospatial) มาวิเคราะห์ร่วมกับเทคโนโลยี AI และ ML เพื่อตรวจสอบสุขภาพป่าไม้ และประเมินปริมาณมวลชีวภาพในพื้นที่ป่าชุมชนของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ต่อไป</p>



<p>Source : <a href="https://www.thansettakij.com/sustainable/zero-carbon/584075" target="_blank" rel="noopener">ฐานเศรษฐกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>7 สิ่งควรรู้ก่อนเข้าสู่ &#8220;ตลาดคาร์บอนเครดิต&#8221;</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/7-carbon-credit-market/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 27 Dec 2023 02:00:35 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=22587</guid>

					<description><![CDATA[ปี 2565 การซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต มีมูลค่า 128 ล้านบาท ปี 2566 คาดว่าจะมีมูลค่า 68 ล้านบาท แต่ในปี 2567 ประเมินว่าจะมีมูลค่าที่ 55 ล้านบาท โดยมีราคาซื้อขายเฉลี่ยที่ 332 บาทต่อตันคาร์บอนเทียบเท่า (tCO2eq) ซึ่งเป็นราคาที่สูงย้อนหลัง 10 ปี  จากเม็ดเงินในตลาดคาร์บอนเครดิตชี้ให้เห็นถึงโอกาสทางเศรษฐกิจแต่ทุกๆการลงทุนมีความเสี่ยงการทำความเข้าใจเป็นสิ่งจำเป็น เกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO กล่าวว่า คาร์บอนเครดิต ความหมายตรงตัวเลยก็คือ การมี “เครดิต”ที่สามารถนำไปหัก”ลบ”กรณีธุรกิจหรือองค์กรนั้นๆปล่อยคาร์บอนสูง   ซึ่งเป็นเรื่องของภาคสมัครใจที่ประเทศไทยใช้อยู่คือ ไม่มีกฎหมายบังคับแต่เป็นการแสดงตัวว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคมจึงส่งเสริมโครงการหรือกิจกรรมที่ดูดซับคาร์บอนผ่านการเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศ มี carbon allowance   หรือสิทธิในการปล่อย -แลก เป็นเรื่องการควบคุมทางกฎหมาย เป็นสาเหตุที่ว่าทำให้ราคาคาร์บอนในต่างประเทศสูงกว่าในประเทศไทย เพราะ ในต่างประเทศเป็นเรื่องของข้อกฎหมายที่กำหนดว่าต้องมีสิทธิในการปล่อยเท่าไหร่ หากสิทธิเต็มก็ต้องไปซื้อสิทธิในตลาดเพิ่ม หรือ แลกกับกิจกรรมหรือการลงทุนต่างๆ และมีการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>ปี 2565 การซื้อ-ขายคาร์บอนเครดิต มีมูลค่า 128 ล้านบาท ปี 2566 คาดว่าจะมีมูลค่า 68 ล้านบาท แต่ในปี 2567 ประเมินว่าจะมีมูลค่าที่ 55 ล้านบาท โดยมีราคาซื้อขายเฉลี่ยที่ 332 บาทต่อตันคาร์บอนเทียบเท่า (tCO2eq)</em></p>



<p>ซึ่งเป็นราคาที่สูงย้อนหลัง 10 ปี  จากเม็ดเงินในตลาดคาร์บอนเครดิตชี้ให้เห็นถึงโอกาสทางเศรษฐกิจแต่ทุกๆการลงทุนมีความเสี่ยงการทำความเข้าใจเป็นสิ่งจำเป็น</p>



<p><strong>เกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการ องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ TGO</strong> กล่าวว่า คาร์บอนเครดิต ความหมายตรงตัวเลยก็คือ การมี “เครดิต”ที่สามารถนำไปหัก”ลบ”กรณีธุรกิจหรือองค์กรนั้นๆปล่อยคาร์บอนสูง   ซึ่งเป็นเรื่องของภาคสมัครใจที่ประเทศไทยใช้อยู่คือ ไม่มีกฎหมายบังคับแต่เป็นการแสดงตัวว่ามีความรับผิดชอบต่อสังคมจึงส่งเสริมโครงการหรือกิจกรรมที่ดูดซับคาร์บอนผ่านการเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศ มี carbon allowance   หรือสิทธิในการปล่อย -แลก เป็นเรื่องการควบคุมทางกฎหมาย เป็นสาเหตุที่ว่าทำให้ราคาคาร์บอนในต่างประเทศสูงกว่าในประเทศไทย เพราะ ในต่างประเทศเป็นเรื่องของข้อกฎหมายที่กำหนดว่าต้องมีสิทธิในการปล่อยเท่าไหร่ หากสิทธิเต็มก็ต้องไปซื้อสิทธิในตลาดเพิ่ม หรือ แลกกับกิจกรรมหรือการลงทุนต่างๆ และมีการกำหนดราคาคาร์บอน (Carbon Pricing) ที่ชัดเจนเป็นตัวควบคุมอีกทางหนึ่ง ทำให้ดีมานด์จะสูงกว่าในไทย แต่ตลาดในไทยมีเพียงการต่อรองราคาตามความพอใจในตลาดกลางเท่านั้น </p>



<p><strong>“ทั้งหมดนี้ไม่ใช่การฟอกเขียวเพราะถ้าฟอกเขียวต้องไม่เกิดการลงทุนจริง ไม่ยั่งยืน ตรวจสอบไม่ได้ แต่ตลาดคาร์บอนเครดิตของไทยได้สร้างมาตรฐานที่ตรงข้ามกับเรื่องการฟอกเขียว”</strong></p>



<p>สำหรับขั้นตอนการเข้าเป็นผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย ได้แก่ ผู้ประสงค์ซื้อคาร์บอนเครดิตยื่นคำขอเปิดบัญชีในระบบทะเบียนคาร์บอนเครดิต โดยTGO เป็นผู้พิจารณาภายใน 15 วันทำการ  จากนั้นก็เสนอซื้อในตลาด หากตกลงกับผู้ประสงค์ขายคาร์บอนเครดิตได้ ก็ทำสัญญากัน และผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตชำระราคา เสร็จสิ้นแล้วผู้ซื้อคาร์บอนเครดิตแจ้งความประสงค์ใช้คาร์บอนเครดิต สำหรับขั้นตอนนี้ TGO จะตรวจสอบการดำเนินการตามหลักเกณฑ์และวิธีการของวัตถุประสงค์การใช้ดังกล่าวและบันทึกการใช้คาร์บอนเครดิต พร้อมยกเลิกคาร์บอนเครดิตดังกล่าวจากบัญชีผู้ซื้อ </p>



<p>ด้านผู้สนใจเข้าตลาด <strong>T-VERโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program) </strong> ซึ่งจะมีผู้เกี่ยวข้อง 3 ส่วน ได้แก่ ส่วนแรก <strong>ผู้พัฒนาโครงการ (Project Participant)</strong> คือบุคคลซึ่งเป็นผู้ดำเนินการตามขั้นตอนการพัฒนา</p>



<p>โครงการ T-VER และมีความรับผิดชอบในกระบวนพัฒนาโครงการ T-VER เช่น จัดทำเอกสำรประกอบการขอขึ้นทะเบียนโครงการ และการเปิดบัญชี จัดทำเอกสารประกอบการขอรับรองคาร์บอนเครดิต  เป็นต้น ทั้งนี้ ผู้พัฒนาโครงการอาจเป็นเจ้าของโครงการด้วยก็ได้  </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2023/12/il1DpXXBsCe5vyusLsft.webp" alt="7 สิ่งควรรู้ก่อนเข้าสู่ &quot;ตลาดคาร์บอนเครดิต&quot;"/></figure>
</div>


<p></p>



<p><strong>ส่วนที่สอง เจ้าของโครงการ (Project Owner)</strong> บุคคลที่มีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินของโครงการ และ ส่วนที่สาม <strong>ผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจ</strong> (Validation and Verification Body: VVB) คือ นิติบุคคลที่สาม (Third Party) ที่ดำเนินการด้วยความเป็นกลางมีมาตรฐานการทำงานอย่างเป็นระบบได้รับการยอมรับอย่างเป็นทางการว่าหน่วยรับรองมีความสามารถในการดำเนินการตรวจสอบความใช้ได้และการทวนสอบ โดยได้รับการรับรองระบบงาน (Accreditation) และต้องได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจกับอบก. </p>



<p>สำหรับตลาดคาร์บอนเครดิต ที่รวบรวมมา มี 3 แห่ง <strong>ตลาด European  Climate Exchange (ECX) </strong>ตั้งอยู่ที่สหราชอาณาจักร และเริ่มซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการ CDM แบบล่วงหน้า (Futures) เมื่อเดือนพ.ค. 2551</p>



<p><strong>ตลาด Climate Impact (CIX) </strong> ตั้งอยู่ที่ ประเทศสิงคโปร์และเริ่มซื้อขายคาร์บอนเดครดิตจากมาตรฐานทั่วโลก แบบส่งมอบทันที (Spot) เมื่อเดือนพ.ค. 2564</p>



<p><strong>ตลาด FTIX  ตั้งอยู่ที่ประเทศไทย</strong> และเริ่มซื้อขายคาร์บอนเครดิตจากโครงการ T-VER แบบส่งมอบทันที เมื่อ ก.พ. 2566</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ก่อนกระโดดเข้าสู่ตลาดคาร์บอนเครดิต ต้องพึงระวังว่า กิจกรรมที่จะทำ T-VER  ได้นั้น กำหนดไว้ 7 ข้อใหญ่ๆได้แก่ </p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ต้องตั้งอยู่ในเมืองไทย </li>



<li>ไม่เป็นกิจกรรมผิดกฎหมาย </li>



<li>มีการดำเนินการเพิ่มเติมจากการดำเนินงานตามปกติ(BAU) </li>



<li>สามารถตรวจสอบได้จริง (Real) </li>



<li>ไม่มีการนับซ้ำ (No Double Counting)  </li>



<li>สนับสนุนให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน </li>



<li>มีการป้องกันผลกระทบด้านลบ </li>
</ol>



<p>ตลาดคาร์บอนเครดิต ยังถือเป็นเรื่องใหม่ของไทย แต่คาดการณ์ว่าจะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่น่าสนใจมีโอกาสเติบโตสูงเพราะเป็นสิ่งที่จะอยู่คู่ไปกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพราะคาร์บอนเครดิตคืออีกช่องทางที่จะ<strong>ไม่ทิ้งผู้ที่ทำความดีดูแลรักษาโลกให้ต้องหลุดออกไปจากระบบเศรษฐกิจแต่เป็นการรวมกันเข้ามาอย่างมีเงื่อนไขและตรวจสอบซึ่งกันและกันได้ </strong></p>



<p>Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/environment/1104697" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
