นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ปตท. ได้รับรางวัลโครงการประเมินและจัดระดับธุรกิจคาร์บอนต่ำและยั่งยืน (Low Carbon and Sustainable Business: LCSB) ประจำปี 2565 ในระดับยอดเยี่ยม จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) สะท้อนความมุ่งมั่นของการดำเนินธุรกิจโดยมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2040 และเป้าหมายปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในปี 2050 ผ่านกลยุทธ์ 3P ได้แก่ Pursuit of Lower Emissions ที่พร้อมผลักดันโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกลุ่ม ปตท. รวมถึง Portfolio Transformation การปรับแผนการลงทุนสู่ธุรกิจพลังงานแห่งอนาคตและธุรกิจใหม่ที่ไกลกว่าพลังงาน

นอกจากนี้ ปตท. ยังให้ความสำคัญกับ Partnership with Nature and Society ความร่วมมือกับภาครัฐและชุมชนปลูกป่าบกและป่าชายเลน เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ด้วยวิธีทางธรรมชาติอีกด้วย ปตท. มุ่งมั่นพัฒนาธุรกิจควบคู่กับการดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วน และพร้อมขับเคลื่อนประเทศไทยก้าวสู่สังคมคาร์บอนต่ำไปด้วยกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

Source : Energy News Center

จากผู้ที่อยู่เบื้องหลังการผลิตผ้าผืนย่านเยาวราช สำเพ็ง สู่การต่อยอดเป็นผ้าเบอร์ 5 พร้อมเปิดประตูบ้านสู่ตลาดออนไลน์ 100% เน้นย้ำการพัฒนาผ้าเบอร์ 5 ให้มีคุณภาพ พร้อมเจาะกลุ่มลูกค้าที่สวมใส่ชุดเครื่องแบบข้าราชการ หน่วยงานภาครัฐและเอกชน พร้อมทั้งชุดแฟชั่นเพื่อเอาใจกลุ่มลูกค้าทุกรูปแบบ สร้างการเรียนรู้ว่าผ้าเบอร์ 5 สามารถลดโลกร้อนและประหยัดพลังงานได้เป็นอย่างดี

นายสกลธีร์ ชีพชล ผู้จัดการบริษัท กัมพล สิ่งทอ จำกัด เล่าว่า เดิมทีนั้นทางบริษัทฯ เป็นผู้ผลิตผ้าขายในย่านเยาวราชและสำเพ็ง ซึ่งเปิดกิจการมาหลายสิบปีและในปัจจุบันทางบริษัทฯ ได้มีการขยายธุรกิจจากผู้ผลิตผ้าผืนในประเทศและต้องการยกระดับผ้าผืนจากเดิมให้ตอบโจทย์ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น พร้อมทั้งสร้างการเรียนรู้ให้ผู้บริโภคได้รู้จักและรับรู้การยกระดับผ้าผืนให้แตกต่างจากเดิมด้วยการต่อยอดเป็นผ้าประหยัดพลังงาน ซึ่งทางบริษัทฯ เองได้เข้าร่วมโครงการผ้าเบอร์ 5 ที่ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ร่วมมือกับสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ที่มีจุดประสงค์เพื่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) โดยโครงการดังกล่าวจะเน้นศึกษาและวิเคราะห์คุณสมบัติผ้าเพื่อส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าอย่างมีประสิทธิภาพผ่านโครงการผ้าเบอร์ 5 ทำให้ธุรกิจการค้าผ้าผืนของ กัมพล สิ่งทอ มองเห็นโอกาสที่จะเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อพัฒนาผ้าผืนจากเดิมให้กลายเป็นผ้าเบอร์ 5 ที่ตอบโจทย์การลดการใช้พลังงานได้อีกด้วย โดยทางบริษัทฯ ได้เข้าโครงการผ้าเบอร์ 5 เมื่อปลายปีที่แล้ว

ทั้งนี้ในส่วนของการตลาดนั้นทางบริษัทฯ ให้ข้อมูลว่า ทางแบรนด์เองได้มีการโปรโมทสินค้าให้ลูกค้าได้มองเห็นและได้มีการผลิตชุดเครื่องแบบต่างๆ ออกมา เช่น เครื่องแบบข้าราชการ ชุดสูท ชุดพนักงาน รวมถึงชุดแฟชั่น ที่ถูกผลิตมาจากผ้าเบอร์ 5 และสร้างการเรียนรู้ให้กับลูกค้าผ่านชุดเหล่านี้ เพื่อที่จะได้มีลูกค้าสนใจและสอบถามกลับมาว่า ชุดที่ผลิตจากผ้าเบอร์ 5 นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไรผ่านร้านค้าผ้าที่รับผ้าจากทางบริษัทฯ ไปผลิตเป็นชุดต่างๆ นั่นเอง โดยในปัจจุบันเริ่มมีการโปรโมทผ่านช่องทางออนไลน์เพิ่มมากขึ้น เพื่อเน้นการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้หลากหลายกลุ่มยิ่งขึ้น นอกจากนี้กำลังการผลิตนั้นเพียงพอต่อความต้องการของกลุ่มลูกค้าและพาร์ทเนอร์

ปัจจุบันทำการตลาดในประเทศ 100% เนื่องจากสาเหตุของโควิด-19 และเมื่อเข้าร่วมโครงการฯ กับ กฟผ. แล้วนั้น ในอนาคตก็อาจจะมีการขยายตลาดออกสู่ต่างประเทศได้ และหลังจากได้ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 มา ทางแบรนด์ได้มีการเริ่มโปรโมทการตลาดออนไลน์ ซึ่งได้มีการวางแผนเจาะตลาดออนไลน์ให้ได้ทุกแพลตฟอร์ม เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากที่สุด

พฤติกรรมการดำเนินชีวิตของคนในยุคปัจจุบันแคบลง จากเดิมที่เคยเดินจับจ่ายซื้อขายผ้าในตลาดสำเพ็ง แต่ในปัจจุบันนั้นมีค่อนข้างน้อย และส่วนมากจะเน้นไปสั่งซื้อทางออนไลน์มากกว่า ทำให้ทางบริษัทฯ ต้องปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การขายเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้มากขึ้น ทั้งนี้ในปัจจุบันคู่แข่งทางการตลาดทั้งในไทยและต่างประเทศที่เข้ามาขายผ้าในประเทศไทยมีจำนวนมาก ทำให้ทางแบรนด์มีการพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพสามารถมัดใจกลุ่มลูกค้าได้ นอกจากนี้ผลตอบรับจากลูกค้าที่ได้ทดลองใช้ผ้าเบอร์ 5 นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ดี ทางแบรนด์เองก็ได้มีการบอกกล่าวลูกค้าว่าคุณสมบัติของผ้าเบอร์ 5 นั้นมีความพิเศษอย่างไรบ้าง

คุณสมบัติของผ้าเบอร์ 5 นั้นจากข้อมูลของ กฟผ. ผ้าเบอร์ 5 จะมีจุดเด่นและความพิเศษคือเป็นผ้าที่สามารถสวมใส่สบาย ไม่จำเป็นต้องรีดหลังการซักและสามารถอยู่ในห้องปรับอากาศที่มีอุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ได้โดยไม่อึดอัด จึงสามารถช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ รวมไปถึงช่วยประหยัดเวลาในการรีดผ้าได้อีกด้วย คุณสมบัติของผ้าเบอร์ 5 จึงตอบโจทย์ต่อกลุ่มลูกค้าที่มีเวลาจำกัดและต้องการลดเวลาในการรีดผ้าเพื่อดำเนินชีวิตและทำอย่างอื่นได้ทันท่วงที นอกจากนี้ผ้าเบอร์ 5 นั้นยังสามารถรีดด้วยไฟต่ำ ซึ่งเป็นจุดขายหลักๆ ของผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 อีกด้วย

การต่อยอดจากผ้าเบอร์ 5 เป็นผลิตภัณฑ์อื่นนอกจากชุดยูนิฟอร์มแล้ว ทางบริษัทฯ ได้มีการวางแผนต่อยอดธุรกิจให้เป็นไปในทิศทางของการเพิ่มโปรดักส์สินค้าในหมวดของพรมหรือผ้าที่แอนตี้ไวรัส เพื่อให้ลูกค้าในประเทศไทยได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีต่อสุขภาพ ทางแบรนด์จึงเล็งเห็นโอกาสในส่วนนี้ได้ในอนาคต นอกจากนี้ยังได้ริเริ่มส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยเริ่มต้นจากแถบเพื่อนบ้านหรือประเทศใกล้เคียง ทั้งนี้ในปัจจุบันผ้าไทยมีวางขายแถวชายแดนจำนวนมาก แต่ช่วงปีที่ผ่านมาโดนผลกระทบจากโควิด-19 และอีกหลายปัจจัยทำให้ตลาดผ้าในพื้นที่ดังกล่าวจำเป็นต้องหยุดชะงักลง ถ้าหากจะส่งออกไปยังต่างประเทศทางแบรนด์มองว่าอาจจะเป็นชุดสำเร็จรูป ไม่ใช่ผ้าผืนธรรมดา เพราะว่าง่ายต่อการซื้อขายทั้งผู้ซื้อและผู้ขาย ทั้งนี้ทั้งนั้นยังอยู่ในแผนของการต่อยอดธุรกิจในอนาคต

สำหรับราคาขายของผ้าเบอร์ 5 นั้นอาจจะมีราคาที่สูงกว่าราคาผ้าทั่วไปตามท้องตลาด แต่ถ้าหากเทียบคุณภาพและคุณสมบัติของผ้าเบอร์ 5 ที่สามารถช่วยลดพลังงานและลดการรีดผ้านานๆ ได้นั้นถือว่าราคาเหมาะสมกับตลาด ซึ่งทางบริษัทฯ เองมีผ้าที่หลากหลายและมีราคาขายที่ลูกค้าสามารถจับต้องได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ในส่วนของยอดขายของผ้ารุ่น Sigma ที่เป็นผ้าชุดเครื่องแบบข้าราชการนั้นยอดขายค่อนข้างดี

การเข้าร่วมกับโครงการฯ ทางบริษัทเองได้มีการติดต่อกับสถาบันฯ สิ่งทอมาเป็นเวลานาน และในช่วงที่โควิด-19 ระบาด ธุรกิจเองก็ค่อนข้างซบเซา ประจวบเหมาะกับทางสถาบันฯ สิ่งทอได้ชักชวนให้เข้าร่วมโครงการฯ ทางบริษัทจึงมองว่าเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้พัฒนาผ้าและพัฒนาสินค้าให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้น จึงตัดสินใจเข้าร่วมโครงการฯ ทั้งนี้ได้มีการตั้งเป้าความสำเร็จเอาไว้ว่าเสียงของหน่วยงานภาครัฐและเอกชนจะส่งไปถึงกลุ่มผู้บริโภคให้หันมาสนใจผ้าที่สามารถประหยัดพลังงานได้อย่างผ้าเบอร์ 5 ได้ เป็นต้น

ด้าน ดร.ชาญชัย สิริเกษมเลิศ ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ให้ข้อมูลว่า ความร่วมมือระหว่างสถาบันฯ สิ่งทอและ กฟผ. นั้น เป็นความร่วมมือที่ตอบโจทย์การลดพลังงานและลดโลกร้อนได้เป็นอย่างดี ซึ่งชุดต้นแบบที่ทางโครงการฯ ได้นำเสนอนั้นคือ ชุดนักเรียนประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่ได้ส่งมอบให้แก่โรงเรียนในพื้นที่จังหวัดนนทบุรีกว่า 15 โรงเรียน ซึ่งคุณสมบัติของชุดนักเรียนเบอร์ 5 นั้นสามารถสวมใส่ได้โดยไม่จำเป็นต้องรีดหรือถ้าหากต้องการรีดก็สามารถรีดได้ด้วยไฟต่ำ เนื้อผ้ามีความเบาสบาย สวมใส่แล้วเป็นมิตรต่อผู้สวมใส่

ทั้งนี้นอกจากชุดนักเรียนเบอร์ 5 แล้วนั้น ทางสถาบันฯ ยังมองถึงโอกาสที่จะต่อยอดไปยังชุดเครื่องแบบต่างๆ เช่น ชุดข้าราชการตำรวจ ชุดทางการแพทย์ ชุดพยาบาล ชุดข้าราชการทหาร เนื่องจากชุดเหล่านี้สามารถใช้ซ้ำได้ ถ้าหากโครงการฯ ได้มีบทบาทและสร้างการเรียนรู้ให้กับหน่วยงานรัฐและเอกชนเหล่านี้ได้ก็จะเป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง เพราะว่าชุดดังกล่าวข้างต้นในบางครั้งผู้สวมใส่อาจมีเวลาค่อนข้างจำกัด ถ้าหากผ้าเบอร์ 5 สามารถช่วยลดเวลาในการรีดได้นั้นก็จะเป็นเรื่องที่ตอบโจทย์ผู้สวมใส่ รวมถึงประหยัดพลังงานได้มากมายอีกด้วย นอกจากนี้ชุดเครื่องแบบต่างๆ ทางบริษัท กัมพล สิ่งทอ จำกัด ก็ตอบโจทย์ในเรื่องการผลิตชุดเครื่องแบบด้วยผ้าเบอร์ 5 ได้เป็นอย่างดี

ด้านเด็กหญิงโสภิตา ประณามวงศ์ หรือ น้องมิว นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์บางกรวย จังหวัดนนทบุรีซึ่งเป็นผู้ใช้งานชุดนักเรียนเบอร์ 5 ให้ข้อมูลว่า จากการที่ได้ลองสวมใส่ชุดนักเรียนเบอร์ 5 นั้นรู้สึกได้ว่าใส่สบาย เนื้อผ้ามีความหนากว่าชุดนักเรียนแบบเดิมที่เคยสวมใส่ ในขณะที่นายพชรพล มิ่งเมือง หรือน้องโบนัส นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์บางกรวย จังหวัดนนทบุรีและเป็นผู้ใช้งานจริง ระบุว่า เนื้อผ้าของชุดนักเรียนเบอร์ 5นั้นมีความหนากว่าชุดนักเรียนแบบเดิมที่เคยสวมใส่เช่นเดียวกัน รวมถึงรู้สึกเย็นสบายเมื่อสวมใส่ เนื้อผ้าสามารถระบายอากาศได้ดี นอกจากนี้ยังให้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกว่า ชุดนักเรียนเบอร์ 5 ที่สามารถช่วยประหยัดไฟนั้นเป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะว่าสามารถสวมใส่ได้โดยที่ไม่ต้องรีด เนื้อผ้าเกิดการยับค่อนข้างน้อย รวมถึงช่วยเรื่องการประหยัดเวลาและพลังงานที่ไม่จำเป็นอีกด้วย

อย่างไรก็ตามทั้งบริษัท กัมพล สิ่งทอ จำกัด และความร่วมมือระหว่างสถาบันฯ สิ่งทอและกฟผ. นั้น เป็นจุดเริ่มต้นในการหันมาลดการใช้พลังงานในปัจจุบัน โดยเริ่มต้นจากการใช้ผ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 และสร้างการเรียนรู้ให้กับผู้สวมใส่ทั้งชุดนักเรียนและชุดเครื่องแบบข้าราชการและชุดเครื่องแบบต่างๆ ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน

Source : MGROnline

ปตท.ย้ำ การก้าวสู่ Net Zero เทคโนโลยี-นโยบายภาครัฐสำคัญ เพราะมีค่าใช้จ่ายที่สูง ทำช้าไม่ได้ ทำเร็วก็ไม่ดี องค์กรต้องแข่งขัน ชี้ภายในปี 2030 กลุ่มปตท.ต้องมีรายได้จากธุรกิจใหม่ 30%

นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลยุทธ์องค์กรและความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) กล่าวในงานเสวนา “Special Forum Innovation Keeping The World : Rethink Recover นวัตกรรมรักษ์โลก” หัวข้อ “Rethink Recover คิดใหม่เพื่อโลก : Innovation for Zero Carbon” จัดโดย “สปริงนิวส์” และ “เนชั่น กรุ๊ป” ว่า ปตท. เติบโตมาจากอุตสาหกรรมพลังงาน โดยธุรกิจของปตท. ในอดีต เริ่มจากน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ ระยะหลังเริ่มมีปิโตรเคมี

ทั้งนี้ อุตสาหกรรมพลังงานถือว่ามีการปลดปล่อยคาร์บอนเยอะที่สุดในสัดส่วนกว่า 60% ของประเทศไทย เมื่อสังคมโลกได้เริ่มบีบคั้นเกี่ยวกับคาร์บอน โดยเฉพาะประเทศทางยุโรป น้ำแข็งกำลังละลายและท่วมบ้าน ภูมิอากาศเปลี่ยนไป แม้แต่กระทั่งประเทศไทย จะเห็นว่าเมื่อช่วงเดือนเม.ย. ช่วงปี 2 ปีที่ผ่านมา อากาศเย็นมาก ถือเป็นโอกาสให้เห็นว่าการปลดปล่อยคาร์บอนมีผลกับสภาพอากาศ ที่เรียกว่าสภาวะเรือนกระจก และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ

อย่างไรก็ตาม ปตท. อยู่ระหว่างการปรับเปลี่ยนว่าธุรกิจเดิมที่อยู่กับไฮโดรคาร์บอน มีบริษัทลูกที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อาทิ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ดำเนินธุรกิจด้านพลังงานไฟฟ้า จากโซล่าเซลล์ และพลังงานลม ปรับรูปแบบดำเนินธุรกิจขายน้ำมันผ่านบริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ โออาร์ ซึ่งเมื่อจะมุ่งสู่พลังความสะอาดพลังงาน หรือ Go Green คนมาเติมน้ำมันในปั๊มปตท. จะลดลงหรือไม่ นอกจากนี้ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจ EV Value Chain ปตท. ได้จัดตั้ง บริษัท อรุณพลัส เพื่อวัตถุประสงค์สนับสนุนทั้งอุตสาหกรรมรถยนต์ที่กำลังจะเปลี่ยนไป โดยการสร้างโรงงานผลิตยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี)

อย่างไรก็ตาม การดำเนินธุรกิจต้องปรับตัว ในการทำธุรกิจกับต่างประเทศประเทศที่เขาให้ความสำคัญโดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตกยุโรปหรืออเมริกาไม่ว่าองค์กรเดินเรือหรือการบินระหว่างประเทศคำนึงถึงปัญหาคาร์บอน ปตท.อยู่ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้มีคำถามเรื่องเป้าหมายเน็ตซีโร่ หรือแม้แต่การจะกู้เงินเพื่อลงทุนธุรกิจต่าง ๆ ของบริษัทใหญ่ ๆ จะถูกธนาคารถามเรื่องของเป้าหมายคาร์บอน หากไม่คำนึงอาจจะไม่ปล่อยเงินกู้หรือไม่ก็ดอกเบี้ยแพง เป็นต้น

ปตท. จากที่เคยทำน้ำมัน ก๊าซฯ ปิโตรเคมี เมื่อทุกคนให้ความสนใจมุ่งสู่ Go Green ดังนั้น ทุกอย่างต้องสะอาด รวมถึง Go Electric การผลิตไฟฟ้าจากเดิมที่เป็นน้ำมัน จะต้องเปลี่ยนไป ปตท. เป็นองค์กรขนาดใหญ่สำหรับประเทศไทยเกิดขึ้นจากที่ประเทศขาดแคลนน้ำมันปี 2521 ดำเนินธุรกิจรวม 44 ปี สร้างความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ”

ทั้งนี้ ปัจจุบันปตท. ปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม พลังงานไม่ขาดแคลน มีไฟฟ้าใช้ตลอด แม้ราคาจะแพง เพราะนำเข้าน้ำมันกว่า 90% แต่การขาดแคลนไม่เกิดขึ้นเหมือนบางประเทศที่ต้องรอคิว และไม่มีเงินซื้อน้ำมันมาให้ประชาชนในประเทศ ขณะเดียวกัน ด้วยสภาวะแวดล้อมเปลี่ยนไป ปตท. จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนสู่พลังงานสะอาดด้วย ไม่เช่นนั้นจะโดนบีบลงเรื่อย ๆ และอนาคตสัดส่วนของการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้น สถานีบริการน้ำมันของโออาร์จึงเริ่มติดตั้งเครื่องชาร์จไฟฟ้า เพื่อตอบสนองไลฟ์สไตล์ผู้ใช้งาน

“ปัจจุบันลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการสถานีบริการน้ำมันพีทีที สเตชั่น จำนวน 50% เข้ามาเติมน้ำมัน ส่วนอีก 50% มาใช้บริการด้านอื่น ๆ ซึ่งทางโออาร์มีร้านกาแฟ สะดวกซื้อ ร้านอาหาร บริการต่าง ๆ อีกมากมาย”

นายเทอดเกียรติ กล่าวว่า จากการที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กาศเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2050 และ Net Zero ปี 2065 บนเวที COP26 นั้น การจะทำให้ทั้งประเทศเป็น Net Zero จะต้องใช้เงินค่อนข้างเยอะ ซึ่งต้องคิดดี ๆ ดังนั้น ปตท. ในฐานะที่เป็นหน่วยงานของรัฐ และบริษัทธุรกิจขนาดใหญ่ ต้องมีความรับผิดชอบจะต้องช่วยประเทศไทยให้ดีขึ้น และบรรลุเป้าหมายที่นายกฯ ประกาศ ซึ่งจะต้องทำเป้าหมายให้สำเร็จก่อนเป้าหมายประเทศให้ได้

อย่างไรก็ตาม ในการดำเนินธุรกิจให้สำเร็จ สิ่งสำคัญคือ เทคโนโลยี ปตท.มีสถาบันวิจัยที่ปัจจุบันได้เปลี่ยนชื่อเป็นสถาบันนวัตกรรม มีทั้งเทคโนโลยีที่ใช้ภายในธุรกิจเพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่ดีและเหมาะสมที่สุด จะเป็นการประหยัดงบประมาณได้ดี ปตท. อีกทั้งยังมีสถาบันวิทยสิริเมธีถือเป็นสถาบันการศึกษาทั้งชั้นนำตั้งอยู่ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่วังจันทร์วัลเลย์ เป็นสถาบันที่มีผลการวิจัยสำคัญต่อนักศึกษาและอาจารย์ โดยผลการวิจัยหลาย ๆ อย่างได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์มากมาย

“ในอดีตเราเป็นบริษัทน้ำมันแห่งชาติ เมื่อเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2544 ได้พัฒนาและประสบความสำเร็จ มีธุรกิจอยู่ในหลายประเทศทั้งในยุโรป มีออฟฟิศอยู่ในลอนดอน และอเมริกา ทำการค้ากับหลายประเทศในเอเซีย จนต้นปีที่ผ่านมา ได้เปลี่ยนวิสัยทัศน์ใหม่ powering life with future energy and beyond หรือ ขับเคลื่อนทุกชีวิตด้วยพลังงานแห่งอนาคต ดังนั้น แผนธุรกิจก็ต้องเปลี่ยนไป”

อย่างไรก็ตาม กำไรจากการดำเนินธุรกิจในอดีตจากน้ำมันและก๊าซฯ แต่ตอนนี้ ปตท.มีบริษัทลูกกว่า 400 บริษัท ทำให้กำไรจากปตท. ดำเนินการเองอยู่ที่ 10-15% และ ปตท.ได้ตั้งกำไรจากธุรกิจใหม่ อาทิ ธุรกิจยา อาหารและสุขภาพ ธุรกิจพลังงานสะอาดต่างๆ เป็นต้น ในปี 2030 ต้องได้กำไรอย่างน้อย 30% ในปี 2030

“การจะก้าวสู่ Net Zero หรือ Go Green หรือความเป็นกลางทางคาร์บอน นโยบายภาครัฐสำคัญ ด้วยเทรนด์ของ Carbon Zero เป็นเรื่องที่ทุกคนสนใจ โดยเฉพาะสังคมระดับสากล ค่าใช้จ่ายที่สูงไม่ใช่ของฟรีทำช้าคงไม่ได้ทำเร็วมากก็อาจจะไม่ดี ทุกคนต้องวิเคราะห์เพราะเป็นต้นทุนของเรา ต้องอย่าลืมว่าการทำธุรกิจสุดท้ายจะต้องแข่งขันได้ หากทำเรื่องสิ่งแวดล้อมแล้วใส่เงินเข้าไปเยอะในเวลาที่ไม่เหมาะสม จะทำให้บั่นทอนความสามารถในการแข่งขันได้”

Source : กรุงเทพธุรกิจ

ยักษ์เอกชนแห่ใช้พลังงานทดแทนลดต้นทุนค่าไฟ “ศรีตรัง-CPF-WHA-S&P” เดินหน้าขยายลงทุน “โซลาร์รูฟ” เคแบงก์-SCB อัดแคมเปญดอกเบี้ยหนุนสินเชื่อธุรกิจ-บ้านติดตั้ง “solar roof” ชี้ประหยัดได้กว่า 60% พร้อมเดินหน้าเข้าสู่ net zero

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ปัจจุบันภาคเอกชนโรงงานและภาคธุรกิจ ตื่นตัวติดตั้งแผงโซลาร์รูฟบนหลังคาโรงงานมากถึง 1,000 เมกะวัตต์ เนื่องจากคุ้มค่าต่อการลงทุนที่ต้องใช้ไฟตอนกลางวัน ซึ่งโซลาร์รูฟท็อปช่วยประหยัดค่าไฟได้ 3-4 บาทต่อหน่วย ล่าสุดรัฐก็มีนโยบายรับซื้อไฟฟ้าส่วนที่เหลือ หากโรงงานมีขนาดหลังคาใหญ่ก็จะสามารถติดตั้งแผงโซลาร์ได้คุ้มค่าการลงทุนมากขึ้น

จากที่ราคา LNG ปรับสูงขึ้นส่งผลต่อต้นทุนการผลิตไฟฟ้า กกพ.จึงประกาศรับซื้อไฟฟ้าคืน โดยโรงงานที่ติดตั้งโซลาร์ต้องการขายไฟส่วนที่เหลือใช้ หรือส่วนที่เก็บไว้ช่วงออฟพีกคืนกลับระบบของ 3 การไฟฟ้า เพียงแต่ระดับราคารับซื้ออาจไม่สูง ซึ่งรัฐต้องบริหารจัดการต่อภาระต้นทุน ขณะที่ภาคประชาชนก็ได้รับการส่งเสริมตาม “โครงการโซลาร์ประชาชน” โดยปี 2562-2564 มีผู้ติดตั้งโซลาร์รูฟรวม 1,290 ราย กำลังการผลิตรวม 7.1 MW

เอกชนแห่ติดโซลาร์รูฟ

นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การที่โรงงานเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทน เช่น การติดแผงโซลาร์รูฟท็อป เป็นส่วนที่ช่วยลดต้นทุนได้ เพราะตอนนี้ทั้งราคาและคุณภาพของแผงโซลาร์ก็ดีขึ้น ธนาคารหลายแห่งก็ให้สินเชื่อพิเศษสำหรับการลงทุนในส่วนนี้ เชื่อว่าหากภาครัฐมีการสนับสนุนเพิ่มเติมให้ผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนมาใช้พลังงาน green ก็จะส่งผลดีต่อผู้ประกอบการ

นายภาณุพงศ์ สิรโยภาส ผู้จัดการกลุ่มฝ่ายความยั่งยืนองค์กร บริษัท ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) และบริษัท ศรีตรังโกลฟส์ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า บริษัทได้ส่งเสริมการผลิตและการใช้พลังงานหมุนเวียน โดยการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปบนหลังคาโรงงาน และโรงงานที่มุกดาหารก็ทำโซลาร์โฟลตติ้ง อีกทั้งพยายามใช้พลังงานจากไฟฟ้าชีวมวล (ไบโอแมส) ร่วมคู่ขนาน ทำให้ที่ผ่านมาซื้อไฟจากภายนอกลดลง และมีแผนจะขยายลงทุนการใช้พลังงานหมุนเวียนในโรงงานอื่น ๆ พร้อมกับเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกนำพลังงานสะอาดมาชดเชย ซึ่งหลายบริษัทก็สามารถผลิตไฟฟ้าและขายคืนสู่ระบบได้

CPF-WHA ขยายลงทุนโซลาร์

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานการสำรวจข้อมูลพบว่าภาคธุรกิจตื่นตัวติดตั้งแผงโซลาร์ในหลังคาอย่างมาก เช่น บมจ.เจริญโภคภัณฑ์อาหาร (CPF) มีนโยบายยกเลิกใช้ถ่านหินในปี 2565 “CPF Coal Free 2022” โดยเสริมโครงการฟาร์มและโรงงานใช้พลังงานหมุนเวียน โดยมีการได้ติดตั้งแผงโซลาร์บนหลังคาโรงงานและอาคารสำนักงานไปแล้ว 23 แห่ง โซลาร์ฟาร์ม 4 แห่ง และโซลาร์ลอยน้ำ 2 แห่ง และกำลังจะเดินหน้าโครงการนี้ระยะ 3

คาดว่าจะติดตั้งโซลาร์รูฟ โซลาร์ฟาร์ม และโซลาร์ลอยน้ำอีกไม่น้อยกว่า 60 แห่ง ในปี 2566 จะมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์รวม 43 เมกะวัตต์ เทียบเท่าการใช้ไฟฟ้า 62 ล้านหน่วยต่อปี

ขณะที่ บมจ.ดับบลิวเอชเอ ยูทิลิตี้ส์ แอนด์ พาวเวอร์ (WHAUP) จัดทำโครงการโซลาร์รูฟท็อปขนาด 820 KWp พ่วงระบบกักเก็บพลังงานขนาด 550 KWh เมื่อปี 2564 เพื่อจ่ายไฟให้ระบบสาธารณูปโภคภายในนิคมอุตสาหกรรมอีสเทิร์นซีบอร์ด (ระยอง) ช่วยลดต้นทุนด้านพลังงานได้4 ล้านบาทต่อปี และลดการปล่อย CO2 สู่ชั้นบรรยากาศได้ถึง 10,500 ตัน

ทางด้าน บมจ.เอส แอนด์ พี ซินดิเคท ผู้ผลิตเบเกอรี่ S&P ได้ขยายพื้นที่โครงการโซลาร์รูฟโรงงานเบเกอรี่ เฟส 2 เมื่อปี 2564 ส่งผลให้ผลิตไฟฟ้าได้รวม 997.5 กิโลวัตต์ โดยสามารถผลิตไฟฟ้าได้ปีละ 1.35 ล้านหน่วย ทำให้การใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในการผลิตเบเกอรี่ของบริษัทมีสัดส่วนถึง 35-40%

SCB-KBANK หนุนปล่อยกู้

นางสาวอรรัตน์ ชุติมิต รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มธุรกิจรายย่อยและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ก่อนหน้านี้ธนาคารได้ร่วมมือกับบริษัท กันกุล โซลาร์ คอมมูนิตี้ จำกัด ทำแคมเปญพิเศษให้ลูกค้าสินเชื่อบ้านที่สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟ “ร้อนนี้ ติดโซลาร์หั่นค่าไฟ” โดยลูกค้าที่สนใจติดตั้งโซลาร์รูฟกับกันกุลฯ ตั้งแต่ 1 มี.ค.-30 เม.ย. 2565 รับส่วนลดสูงสุด 59,900 บาท รับประกันการติดตั้ง 2 ปี ทั้งยังเป็นการตอบโจทย์วิถีชีวิตใหม่ที่คนทำงานที่บ้านมากขึ้น รวมถึงผู้บริโภคที่ให้ความใส่ใจกับการใช้พลังงานหมุนเวียนเพื่อลดภาวะโลกร้อน

“เราคาดว่ากลุ่มลูกค้าที่มีค่าใช้จ่ายค่าไฟต่อเดือน 3,000 บาทขึ้นไป จะให้ความสนใจโซลูชั่นนี้ เพราะสามารถช่วยประหยัดค่าไฟได้สูงสุด 60% ต่อเดือน และยังช่วยลูกค้าเพิ่มรายได้อีกทาง โดยกรณีลูกค้ามีไฟฟ้าส่วนที่เหลือใช้สามารถนำมาขายไฟให้แก่ภาครัฐ โดยกันกุลฯจะเป็นผู้อำนวยความสะดวกในการประสานงานกับภาครัฐให้แก่ลูกค้าที่ใช้บริการดังกล่าวอีกด้วย”

นางชลารัตน์ พินิจเบญจพล รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า หลังเปิดตัวโครงการสินเชื่อ GREEN ZERO ช่วงเดือน ก.พ.ที่ผ่านมา ปัจจุบันมีลูกค้ายื่นขอสินเชื่อบ้าน “Solar Roof” แล้ว 5 ราย วงเงินกู้ประมาณ 31 ล้านบาท ซึ่งธนาคารกำลังเร่งประชาสัมพันธ์และหาพันธมิตรทั้งในส่วนบริษัทอสังหาฯและผู้ประกอบการโซลาร์รูฟ

ขณะเดียวกัน ธนาคารได้ร่วมกับผู้ประกอบการอสังหาฯรายใหญ่ที่ออกแบบโครงการติดตั้งโซลาร์รูฟพร้อมขาย ที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าในการลดค่าไฟที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ตั้งแต่เกิดวิกฤตโควิดเมื่อสองปีก่อน จึงมองว่าสินเชื่อบ้านโซลาร์รูฟจะมีแนวโน้มที่ดี สอดคล้องกับที่ทั่วโลกมีการตื่นตัวกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กระแสการดำเนินธุรกิจที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและสังคม (ESG) ในส่วนของประเทศไทย ภาครัฐประกาศ Net Zero ในปี 2065 ซึ่งในส่วนของธนาคารก็ให้ความสำคัญเรื่อง ESG มาอย่างต่อเนื่อง

Source : ประชาชาติธุรกิจ

“ปตท.” เปิดแผน 3P ขอเป็นหนึ่งองค์กรร่วมนำพาประเทศไทยมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero คาดในปีนี้ประกาศเป้า Net Zero ใหม่ ไวกว่าเป้าหมายประเทศ

การก้าวสู่ “Net Zero” ถือเป็นแนวทางหลักที่องค์กรใหญ่ระดับนานาชาติต่างทยอยประกาศเป้าหมาย เพื่อร่วมขับเคลื่อนธุรกิจสีเขียวเพื่อโลกที่ดีกว่าเดิม

เช่นเดียวกับ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ล่าสุด นายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ได้ร่วมเวทีเสวนา “ถามมา-ตอบไป เพื่อประเทศไทยที่ดีกว่าเดิม” (Better Thailand Open Dialogue) หัวข้อ “สิ่งแวดล้อมยุคใหม่ เติบโตไปพร้อมกับเศรษฐกิจ” ว่า การเดินหน้าในการลดคาร์บอนไดออกไซด์เพื่อตอบโจทย์ประชากรทั่วโลกนั้น ปตท. ได้มีการจัดตั้ง G-Net (PTT Group Net Zero Task Force) ขึ้นมาตั้งแต่ที่รัฐบาลได้ประกาศนโยบาย

สำหรับเป้าหมายของ ปตท. คือ จะทำให้เร็วกว่าเป้าหมายของประเทศ โดยภายในปีนี้ ปตท. จะประกาศเป้าหมายที่ชัดเจนอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม เพื่อบรรลุเป้าหมายในครั้งนี้ ปตท. จึงได้ใช้กลยุทธ์ “3P” สู่ความสำเร็จ ได้แก่

1. Pursuit of Lower Emissions

สิ่งที่จะทำปีแรก คือ ลดการปลดปล่อยคาร์บอน และสร้างธุรกิจที่ช่วยพาไปสู่เป้าหมายโดยเร็ว โดยในขณะนี้ ปตท. เน้นการใช้พลังงานให้คุ้มค่ามากที่สุด รวมถึงใช้เทคโนโลยีดักจับคาร์บอน (CCS) ที่ปล่อยมาจากหน่วยผลิตกลับมาเก็บไว้ใต้ดิน โดยแหล่งที่ดีที่สุด คือแหล่งก๊าซธรรมชาติและแหล่งน้ำมัน เพื่อไม่ให้ของเสียออกมาทำลายโลก โดยเริ่มดำเนินงานไปแล้วที่แหล่งอาทิตย์ โดยจะเก็บได้ประมาณ 400,000 ตันต่อปี ซึ่งดูแลโดยบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. 

ทั้งนี้ เมื่อมองไปข้างหน้า ศักยภาพของแหล่งต่างๆ ในประเทศไทยสามารถเก็บได้ถึง 40 ล้านตันต่อปี ซึ่งจะเป็นโปรเจกต์ที่ ปตท.สผ. ลงมาทำอย่างจริงจัง ส่วนการนำคาร์บอนที่เก็บไว้มาใช้ประโยชน์ (CCUS) ปตท. ยังมีโปรเจกต์ที่กำลังศึกษาอยู่หลายชิ้น โดยโปรเจกต์เหล่านี้จะช่วยเพิ่มคุณค่าทางเศรษฐกิจและดึงตัวคาร์บอนที่ปล่อยออกมาได้ประมาณ 3 แสนตันต่อปี นอกจากนี้ ยังได้นำพลังงานทดแทน (Renewable Energy) มาใช้ในหน่วยปฏิบัติการของ ปตท. อาทิ การติดตั้งพลังงานโซลาร์ ในสถานที่ตั้งอาคารและหน่วยงานต่างๆ 

ไม่เพียงเท่านี้ นายอรรถพลยังได้เผยอีกว่า ปตท. ได้เริ่มซื้อขาย คาร์บอนเครดิต โดย ปตท. ทดลองเป็นผู้ซื้อก่อน และซื้อคาร์บอนมาชดเชยเรือที่ต้องเติมน้ำมันในรอบการขนส่ง ดังนั้น ดังนั้น การขนส่งน้ำมันในรอบดังกล่าวจึงถือว่าเป็น Green Shipment 

อีกทั้ง ยังได้ทดลองใช้ไฮโดรเจน เพราะเป็นพลังงานที่ไม่มีมลพิษ หากสำเร็จประเทศไทยจะมีสถานีบริการน้ำมันไฮโดรเจนแห่งแรกเกิดขึ้นเร็วๆ นี้ ที่พัทยา รวมถึงนำน้ำมันไฮโดรเจนมาผสมในเชื้อเพลิงก๊าซธรรมชาติ ซึ่งคาดว่าจะช่วยลดการปล่อยก๊าซมลพิษได้ดี

2. Portfolio Transformation

สิ่งที่ ปตท. ตั้งมั่นไว้เสมอมา คือ การสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้แก่ประเทศ  และเมื่อสถานการณ์ของโลกเปลี่ยนแปลงไป ปตท. ก็พร้อมที่จะขยับตัว ปรับพอร์ตธุรกิจ เพื่อลดฟอสซิลลง และจะงดการทำธุรกิจถ่านหินทั้งหมดภายในปี 2565 นี้ และจไม่ขยายโรงกลั่นน้ำมัน แต่จะพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น อาทิ การผลิตน้ำมันสู่มาตรฐานยูโร

ส่วนธุรกิจก๊าซธรรมชาติยังถือเป็นเชื้อเพลิงที่ปล่อยมลพิษน้อยที่สุด และเป็นเชื้อเพลิงที่สำคัญในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานทดแทน โดย ปตท. ตั้งเป้าหมายที่จะลงทุนในพลังงานทดแทนมากขึ้น โดยตั้งในปี 2573 จะมีพลังงานทดแทนเข้ามาในพอร์ตกว่า 12,000 เมกะวัตต์

3. Partnership with Nature and Society

ปตท. ไม่สามารถดำเนินงานให้ประสบความสำเร็จได้ หากขาดความร่วมมือที่ดีจากหลายๆ ภาคส่วน หลายปีที่ผ่านมา ปตท. ได้ปลูกป่า 1 ล้านไร่ ที่สามารถดูดซับคาร์บอนได้ 2.1 ล้านตันต่อปี  และปล่อยออกซิเจนสู่บรรยากาศ 1.7 ล้านตันต่อปี ซึ่งสถิติเหล่านี้ ปตท. ไม่ได้จัดทำขึ้นเอง แต่มหาลัยเกษตรศาสตร์เป็นผู้ยืนยันความสำเร็จดังกล่าว

"อรรถพล" เปิดแผน ปตท. 3P หนุนเป้าหมายไทย Net Zero

นอกจากนี้ มหาลัยเกษตรศาสตร์ยังได้ประเมินมูลค่าทางเศรษฐกิจของป่า 1 ล้านไร่ พบว่ามีมูลค่าอยู่ที่ 280 ล้านบาท ซึ่งประโยชน์ไม่ได้แค่ก่อให้เกิดพื้นที่สีเขียวเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมอาชีพและความเป็นอยู่ของชุมชนโดยรอบอีกด้วย รวมทั้ง ปตท. ยังได้นำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ศูนย์เรียนรู้ป่าวังจันทร์ จังหวัดระยอง และศูนย์เรียนรู้ป่าในกรุง กรุงเทพฯ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ในการรักษาผืนป่าให้ผู้สนใจได้เรียนรู้ 

“จากความสำเร็จเหล่านั้น แสดงให้เห็นเลยว่าการปลูกป่าช่วยสร้างประโยชน์มากมาย กลุ่ม ปตท. จึงมีแผนจะปลูกป่าเพิ่มอีก 2 ล้านไร่ ซึ่งคาดว่าจะสามารถดูดซับคาร์บอนได้ประมาณ 4 ล้านตันต่อปี” นายอรรถพล กล่าวย้ำ 

ปตท. ถือเป็นอีกหนึ่งองค์กรที่มีความมุ่งมั่นดูแลสังคม ชุมชน และสิ่งแวดล้อมด้วยดีเสมอมา และด้วยเป้าหมายที่ท้าทายครั้งนี้เอง ยิ่งแสดงให้เห็นความตั้งใจจริงและการเสนอแนวทางที่ชัดเจน ที่จะทำให้พวกสามารถก้าวเดินไปสู่เป้าหมายสังคมคาร์บอนต่ำ ไปจนถึง Net Zero ได้อย่างแน่นอน  

Source : กรุงเทพธุรกิจ