<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Net Zero &#8211; คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<atom:link href="https://energy-thaichamber.org/tag/net-zero/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<description>Energy Thai Chamber</description>
	<lastBuildDate>Thu, 04 Sep 2025 13:11:45 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/03/cropped-favorite-icon-32x32.png</url>
	<title>Net Zero &#8211; คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>รู้จักกับไฮโดรเจนและแอมโมเนีย เชื้อเพลิงแห่งอนาคตที่ไร้คาร์บอน</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/carbon-free-fuels/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 Sep 2025 01:57:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight & Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=25067</guid>

					<description><![CDATA[การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง หนึ่งในแนวทางที่ถูกพูดถึงและพัฒนาอย่างรวดเร็วคือการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ เชื้อเพลิงสะอาด หรือ เชื้อเพลิงที่ไร้คาร์บอน (Carbon-free fuels) ซึ่งในบรรดาเชื้อเพลิงทางเลือกมากมาย ไฮโดรเจน และ แอมโมเนีย โดดเด่นขึ้นมาในฐานะความหวังใหม่ของโลกพลังงานที่จะช่วยปลดปล่อยเราจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างแท้จริง บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับเชื้อเพลิงทั้งสองชนิดนี้อย่างเจาะลึก ตั้งแต่คุณสมบัติ การผลิต ไปจนถึงบทบาทสำคัญในอนาคต ไฮโดรเจน (Hydrogen) เชื้อเพลิงแห่งจักรวาล ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่เบาที่สุดและมีปริมาณมากที่สุดในจักรวาล แต่มันไม่ได้มีอยู่ในรูปบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องมีการสกัดออกมาจากสารประกอบต่างๆ การผลิตไฮโดรเจนมีหลายวิธีและแต่ละวิธีก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน จึงมีการแบ่งประเภทของไฮโดรเจนตามวิธีการผลิตและระดับการปล่อยคาร์บอนออกเป็นสีต่างๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น สีของไฮโดรเจน วิธีการผลิต การปล่อยคาร์บอน การใช้งานหลัก ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen) ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ (Methane Reforming) มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สูง ใช้ในอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีและโรงกลั่นน้ำมัน ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน (Blue Hydrogen) ผลิตจากก๊าซธรรมชาติแต่มีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage) ลดการปล่อยคาร์บอนได้มาก พัฒนาเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมที่มีอยู่ ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) ผลิตโดยใช้กระบวนการอิเล็กโทรไลซิส (Electrolysis) แยกน้ำด้วยไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (เช่น [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ทั่วโลกหันมาให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง หนึ่งในแนวทางที่ถูกพูดถึงและพัฒนาอย่างรวดเร็วคือการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ <strong>เชื้อเพลิงสะอาด</strong> หรือ <strong>เชื้อเพลิงที่ไร้คาร์บอน</strong> (Carbon-free fuels) ซึ่งในบรรดาเชื้อเพลิงทางเลือกมากมาย <strong>ไฮโดรเจน</strong> และ <strong>แอมโมเนีย</strong> โดดเด่นขึ้นมาในฐานะความหวังใหม่ของโลกพลังงานที่จะช่วยปลดปล่อยเราจากการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลได้อย่างแท้จริง บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับเชื้อเพลิงทั้งสองชนิดนี้อย่างเจาะลึก ตั้งแต่คุณสมบัติ การผลิต ไปจนถึงบทบาทสำคัญในอนาคต</p>



<h2 class="wp-block-heading">ไฮโดรเจน (Hydrogen) เชื้อเพลิงแห่งจักรวาล</h2>



<p>ไฮโดรเจนเป็นธาตุที่เบาที่สุดและมีปริมาณมากที่สุดในจักรวาล แต่มันไม่ได้มีอยู่ในรูปบริสุทธิ์ตามธรรมชาติ จึงจำเป็นต้องมีการสกัดออกมาจากสารประกอบต่างๆ การผลิตไฮโดรเจนมีหลายวิธีและแต่ละวิธีก็มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน จึงมีการแบ่งประเภทของไฮโดรเจนตามวิธีการผลิตและระดับการปล่อยคาร์บอนออกเป็นสีต่างๆ เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น</p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><tbody><tr><td><strong>สีของไฮโดรเจน</strong></td><td><strong>วิธีการผลิต</strong></td><td><strong>การปล่อยคาร์บอน</strong></td><td><strong>การใช้งานหลัก</strong></td></tr><tr><td>ไฮโดรเจนสีเทา (Grey Hydrogen)</td><td>ผลิตจากก๊าซธรรมชาติ (Methane Reforming)</td><td>มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สูง</td><td>ใช้ในอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีและโรงกลั่นน้ำมัน</td></tr><tr><td>ไฮโดรเจนสีน้ำเงิน (Blue Hydrogen)</td><td>ผลิตจากก๊าซธรรมชาติแต่มีการดักจับและกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture and Storage)</td><td>ลดการปล่อยคาร์บอนได้มาก</td><td>พัฒนาเพื่อลดการปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมที่มีอยู่</td></tr><tr><td>ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen)</td><td>ผลิตโดยใช้กระบวนการอิเล็กโทรไลซิส (Electrolysis) แยกน้ำด้วยไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม)</td><td>ไร้การปล่อยคาร์บอน</td><td>เชื้อเพลิงแห่งอนาคตสำหรับภาคขนส่งและอุตสาหกรรมหนัก</td></tr><tr><td>ไฮโดรเจนสีชมพู (Pink Hydrogen)</td><td>ผลิตโดยกระบวนการอิเล็กโทรไลซิสโดยใช้พลังงานจากนิวเคลียร์</td><td>ไร้การปล่อยคาร์บอน</td><td>ใช้ในอุตสาหกรรมและภาคส่วนที่ต้องการพลังงานสะอาดแต่มีต้นทุนต่ำกว่าไฮโดรเจนสีเขียว</td></tr></tbody></table></figure>



<p><strong>ข้อดีของไฮโดรเจน</strong> คือ เมื่อถูกเผาไหม้ในเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) หรือเครื่องยนต์จะให้ผลผลิตเพียงแค่น้ำและพลังงานความร้อนเท่านั้น <strong>ไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก</strong> หรือมลพิษใดๆ เลย ทำให้เป็นเชื้อเพลิงที่สะอาดอย่างแท้จริง นอกจากนี้ยังมีค่าพลังงานต่อน้ำหนักสูงมาก ทำให้เป็นเชื้อเพลิงที่เหมาะสำหรับยานพาหนะขนาดใหญ่ เช่น รถบรรทุก เรือ และเครื่องบิน ซึ่งต้องการพลังงานมหาศาล</p>



<p><strong>ข้อจำกัดของไฮโดรเจน</strong> คือ การจัดเก็บและการขนส่งทำได้ยากและมีค่าใช้จ่ายสูง เนื่องจากไฮโดรเจนเป็นก๊าซที่เบามาก ต้องเก็บในถังความดันสูงหรือทำให้อยู่ในรูปของเหลวที่อุณหภูมิต่ำมาก (-253 องศาเซลเซียส) ซึ่งต้องใช้พลังงานจำนวนมาก อีกทั้งโครงสร้างพื้นฐานในการรองรับการใช้งานไฮโดรเจนก็ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพัฒนา</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="458" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/09/carbonfuel1.webp" alt="" class="wp-image-25069" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/09/carbonfuel1.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/09/carbonfuel1-300x134.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/09/carbonfuel1-768x344.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/09/carbonfuel1-770x344.webp 770w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">แอมโมเนีย (Ammonia) ผู้ช่วยที่มาพร้อมความหวัง</h2>



<p>แอมโมเนีย (NH₃) เป็นสารประกอบที่เกิดจากไนโตรเจนและไฮโดรเจน แม้จะไม่ได้ถูกจัดอยู่ในกลุ่มเชื้อเพลิงดั้งเดิม แต่ด้วยคุณสมบัติที่น่าสนใจ ทำให้แอมโมเนียกลายเป็นอีกหนึ่งความหวังใหม่ในฐานะเชื้อเพลิงไร้คาร์บอน</p>



<p><strong>ข้อดีของแอมโมเนีย</strong> คือสามารถผลิตจากไฮโดรเจนสีเขียวได้ (Green Ammonia) โดยใช้ไนโตรเจนจากอากาศ ซึ่งเป็นกระบวนการที่สะอาด และที่สำคัญกว่านั้นคือ <strong>การจัดเก็บและขนส่งทำได้ง่ายกว่าไฮโดรเจน</strong> มาก เพราะแอมโมเนียสามารถทำให้อยู่ในรูปของเหลวได้ที่ความดันต่ำและอุณหภูมิที่สูงกว่าไฮโดรเจน (-33 องศาเซลเซียส) ทำให้สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีการจัดเก็บที่มีอยู่แล้วในอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมปุ๋ยได้เลย</p>



<p><strong>บทบาทของแอมโมเนีย</strong> ในฐานะเชื้อเพลิงสะอาดกำลังได้รับการพัฒนาอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะใน <strong>ภาคการเดินเรือ</strong> และ <strong>การผลิตไฟฟ้า</strong> เรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ปรับเปลี่ยนมาใช้แอมโมเนียสามารถลดการปล่อยคาร์บอนได้อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ แอมโมเนียยังสามารถนำไปใช้ในโรงไฟฟ้าเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้าได้โดยตรง หรือนำไปแตกตัวกลับเป็นไฮโดรเจนเพื่อใช้ในเซลล์เชื้อเพลิงต่อไป</p>



<p><strong>ข้อจำกัดของแอมโมเนีย</strong> คือการเผาไหม้แอมโมเนียจะทำให้เกิด <strong>ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx)</strong> ซึ่งเป็นก๊าซพิษและเป็นหนึ่งในสาเหตุของฝนกรด จึงต้องมีการพัฒนาเทคโนโลยีควบคุมและลดการปล่อย NOx ควบคู่ไปด้วย นอกจากนี้ แอมโมเนียยังเป็นสารที่มีพิษและมีกลิ่นฉุนรุนแรง การจัดการและการจัดเก็บจึงต้องเป็นไปอย่างรัดกุมและปลอดภัย</p>



<h2 class="wp-block-heading">ศักยภาพและการใช้งานในอนาคตของไฮโดรเจนและแอมโมเนีย</h2>



<p>การเปลี่ยนผ่านสู่สังคมพลังงานไร้คาร์บอนไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไฮโดรเจนและแอมโมเนียคือตัวขับเคลื่อนสำคัญที่จะช่วยให้เป้าหมายนี้เป็นจริงได้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ภาคการขนส่ง</strong> ไฮโดรเจนเหมาะสำหรับยานยนต์ขนาดใหญ่ที่ต้องวิ่งในระยะทางไกล เช่น รถบรรทุก รถโดยสารประจำทาง และรถไฟ รวมถึงเรือและเครื่องบินในอนาคต ในขณะที่แอมโมเนียจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในอุตสาหกรรมการเดินเรือ</li>



<li><strong>ภาคอุตสาหกรรม</strong> อุตสาหกรรมหนักอย่างการผลิตเหล็กและปูนซีเมนต์ซึ่งปัจจุบันปล่อยคาร์บอนจำนวนมหาศาลสามารถหันมาใช้ไฮโดรเจนสีเขียวเพื่อเป็นแหล่งพลังงานความร้อนแทนถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติ</li>



<li><strong>การผลิตไฟฟ้า</strong> ไฮโดรเจนและแอมโมเนียสามารถเป็นแหล่งเชื้อเพลิงสำหรับโรงไฟฟ้าที่ใช้เทคโนโลยีกังหันก๊าซหรือโรงไฟฟ้าพลังงานความร้อนร่วม เพื่อสร้างความมั่นคงทางพลังงานในอนาคต</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading">เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อขับเคลื่อนไฮโดรเจนและแอมโมเนีย</h2>



<p>การพัฒนาเชื้อเพลิงไร้คาร์บอนไม่ได้หยุดอยู่แค่การผลิต แต่ยังรวมถึงเทคโนโลยีที่ช่วยให้การใช้งานมีประสิทธิภาพและคุ้มค่ามากยิ่งขึ้น</p>



<h4 class="wp-block-heading">1. เซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) หัวใจของพลังงานไฮโดรเจน</h4>



<p><strong>เซลล์เชื้อเพลิง</strong> คืออุปกรณ์ที่เปลี่ยนพลังงานเคมีจากไฮโดรเจนให้เป็นพลังงานไฟฟ้าโดยตรง โดยไม่มีการเผาไหม้ ไม่มีการปล่อยมลพิษ และมีประสิทธิภาพสูงกว่าเครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วไป เซลล์เชื้อเพลิงแบ่งออกเป็นหลายประเภท แต่ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในปัจจุบันคือ <strong>เซลล์เชื้อเพลิงแบบเมมเบรนแลกเปลี่ยนโปรตอน (PEM Fuel Cell)</strong> ซึ่งใช้ในยานยนต์ไฟฟ้าที่ขับเคลื่อนด้วยไฮโดรเจน (FCEV) และกำลังพัฒนาเพื่อใช้ในรถบรรทุก รถไฟ และเรือในอนาคต</p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><tbody><tr><td><strong>ประเภทของเซลล์เชื้อเพลิง</strong></td><td><strong>อุณหภูมิการทำงาน</strong></td><td><strong>การใช้งานหลัก</strong></td></tr><tr><td>PEM Fuel Cell</td><td>ต่ำ (60-80°C)</td><td>ยานยนต์, รถโดยสาร</td></tr><tr><td>Solid Oxide Fuel Cell (SOFC)</td><td>สูง (600-1,000°C)</td><td>โรงไฟฟ้าขนาดใหญ่, ระบบสำรองไฟ</td></tr><tr><td>Alkaline Fuel Cell (AFC)</td><td>ต่ำ (&lt;100°C)</td><td>การใช้งานในอวกาศ</td></tr></tbody></table></figure>



<p>นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเทคโนโลยี <strong>เครื่องยนต์สันดาปภายในที่ใช้ไฮโดรเจน</strong> (Hydrogen Internal Combustion Engine) ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนเครื่องยนต์แบบเดิมให้สามารถใช้ไฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงได้โดยตรง ซึ่งถือเป็นอีกทางเลือกในการลดคาร์บอนในภาคยานยนต์</p>



<h4 class="wp-block-heading">2. เทคโนโลยีการแตกรวม (Cracking) และการเผาไหม้แอมโมเนีย</h4>



<p>แม้ว่าแอมโมเนียจะถูกมองว่าเป็นเชื้อเพลิงได้โดยตรง แต่ก็มีการพัฒนาเทคโนโลยีที่น่าสนใจอีก 2 อย่างเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการใช้งาน</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>Ammonia Cracking</strong> หรือการแตกโมเลกุลแอมโมเนียกลับเป็นไฮโดรเจนและไนโตรเจนอีกครั้งด้วยความร้อน เทคโนโลยีนี้ช่วยให้สามารถใช้แอมโมเนียเป็นพาหะในการขนส่งไฮโดรเจน แล้วนำไฮโดรเจนที่ได้ไปใช้ในเซลล์เชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าที่สะอาดกว่าการเผาไหม้แอมโมเนียโดยตรง</li>



<li><strong>เทคโนโลยีการเผาไหม้ร่วม (Co-Firing)</strong> เป็นการใช้แอมโมเนียผสมกับเชื้อเพลิงฟอสซิล เช่น ถ่านหินหรือก๊าซธรรมชาติในโรงไฟฟ้าเดิม เทคโนโลยีนี้ช่วยให้โรงไฟฟ้าสามารถลดการปล่อยคาร์บอนลงได้ในทันทีโดยไม่ต้องเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานครั้งใหญ่ แต่ก็ยังคงต้องพัฒนาเพื่อลดการปล่อย <strong>ไนโตรเจนออกไซด์ (NOx)</strong> ซึ่งเป็นก๊าซพิษที่เกิดขึ้นจากกระบวนการนี้</li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="1024" height="921" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/09/carbonfuel2.webp" alt="" class="wp-image-25070" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/09/carbonfuel2.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/09/carbonfuel2-300x270.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/09/carbonfuel2-768x691.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/09/carbonfuel2-770x693.webp 770w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">เส้นทางสู่เศรษฐกิจไฮโดรเจนและแอมโมเนีย</h2>



<p>การเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียในวงกว้างไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่ครอบคลุมตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิต การจัดเก็บ การขนส่ง ไปจนถึงการใช้งานจริง หัวข้อนี้จะเจาะลึกถึงความท้าทายและโอกาสในการสร้าง &#8220;เศรษฐกิจไฮโดรเจน&#8221; (Hydrogen Economy) และ &#8220;เศรษฐกิจแอมโมเนีย&#8221; (Ammonia Economy)</p>



<h4 class="wp-block-heading">1. การผลิตขนาดใหญ่ โอกาสและความท้าทาย</h4>



<p>การจะทำให้ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นเชื้อเพลิงที่ราคาเข้าถึงได้และมีปริมาณเพียงพอต่อความต้องการของโลกจำเป็นต้องมีการลงทุนในโครงการผลิตขนาดใหญ่ (Gigawatt-scale projects) ปัจจุบันหลายประเทศทั่วโลกกำลังเร่งพัฒนาโรงงานผลิตไฮโดรเจนสีเขียวและแอมโมเนียสีเขียว เช่น ประเทศในตะวันออกกลางและออสเตรเลียที่มีศักยภาพสูงด้านพลังงานแสงอาทิตย์และลม รวมถึงโครงการในสหรัฐอเมริกา ยุโรป และเอเชีย อย่างไรก็ตาม ความท้าทายหลักอยู่ที่ <strong>ต้นทุนการผลิต</strong> ที่ยังคงสูงกว่าเชื้อเพลิงฟอสซิล และการขาดแคลนกำลังการผลิตอุปกรณ์สำคัญอย่างเครื่องอิเล็กโทรไลเซอร์ (Electrolyzer)</p>



<h4 class="wp-block-heading">2. โครงสร้างพื้นฐาน การจัดเก็บ และการขนส่ง</h4>



<p>หัวใจสำคัญของเศรษฐกิจพลังงานใหม่คือโครงสร้างพื้นฐานที่รองรับ การจัดเก็บและการขนส่งไฮโดรเจนและแอมโมเนียมีความแตกต่างกันอย่างมากและเป็นปัจจัยกำหนดการเลือกใช้งานที่เหมาะสม</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ไฮโดรเจน</strong> จำเป็นต้องเก็บในถังความดันสูงหรือในรูปของเหลวอุณหภูมิต่ำสุดขีด ทำให้การสร้างโครงข่ายท่อส่งก๊าซ (Pipeline) หรือสถานีเติมเชื้อเพลิงมีความซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายสูง</li>



<li><strong>แอมโมเนีย</strong> มีข้อได้เปรียบที่สำคัญคือสามารถจัดเก็บในรูปของเหลวได้ง่ายกว่ามาก ทำให้สามารถใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้วในอุตสาหกรรมปุ๋ยได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น เรือขนส่งขนาดใหญ่ ถังเก็บขนาดมหึมา และท่าเรือเฉพาะทาง ทำให้แอมโมเนียกลายเป็น <strong>&#8220;พาหะพลังงาน&#8221; (Energy Carrier)</strong> ที่เหมาะสำหรับการขนส่งไฮโดรเจนในระยะทางไกล</li>
</ul>



<h4 class="wp-block-heading">3. ความปลอดภัยและข้อกำหนดด้านกฎหมาย</h4>



<p>เช่นเดียวกับเชื้อเพลิงชนิดอื่น ไฮโดรเจนและแอมโมเนียก็มีความเสี่ยงเฉพาะตัวที่ต้องจัดการอย่างรอบคอบ <strong>ไฮโดรเจน</strong> ติดไฟง่ายและมีคุณสมบัติที่ซึมผ่านได้สูง ต้องใช้ระบบตรวจจับการรั่วไหลและการระบายอากาศที่ทันสมัยเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ส่วน <strong>แอมโมเนีย</strong> มีพิษและฤทธิ์กัดกร่อน การจัดการจึงต้องเป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัยที่เข้มงวด ทั้งหมดนี้จำเป็นต้องมีกฎระเบียบและมาตรฐานสากลที่ชัดเจนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ใช้งานและสาธารณชน</p>



<h3 class="wp-block-heading">บทสรุป</h3>



<p>ไฮโดรเจนและแอมโมเนียเป็นคู่หูที่มาเติมเต็มซึ่งกันและกันในการเป็นเชื้อเพลิงแห่งอนาคตที่ปลอดคาร์บอน <strong>ไฮโดรเจน</strong> โดดเด่นด้วยความสะอาดบริสุทธิ์และค่าพลังงานสูง ในขณะที่ <strong>แอมโมเนีย</strong> มีข้อได้เปรียบด้านการจัดการและโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่แล้ว แม้จะมีข้อจำกัดที่ต้องแก้ไข แต่การลงทุนด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมอย่างต่อเนื่องจะช่วยให้เชื้อเพลิงทั้งสองชนิดนี้เข้ามามีบทบาทหลักในระบบพลังงานโลกได้ในที่สุด การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ทุกคนต้องร่วมมือกันเพื่อสร้างโลกที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นต่อไป</p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title> หอการค้าไทยจับมือกลุ่มเซ็นทรัลเปิดตัวโครงการ “ฮักโลก”ปลุกสำนึกรักษ์โลกชวนเลือกช้อปสินค้าฉลากสิ่งแวดล้อม</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/hug-the-earth-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 08 Aug 2025 09:18:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=24959</guid>

					<description><![CDATA[กรุงเทพฯ 29 ม.ค.68 : การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในความท้าทายระดับโลกที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันรับมือ โดยประเทศไทยได้เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP 26) พร้อมประกาศเป้าหมาย สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน หนึ่งในแนวทางสำคัญที่ช่วยผลักดันเป้าหมายนี้คือการเลือกใช้สินค้าฉลากรักษ์โลกหรือฉลากสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการผลิตและการบริโภคที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) อย่างไรก็ตามด้วยจำนวนและความหลากหลายของฉลากสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่อาจทำให้ผู้บริโภคจดจำและเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้ได้ยากหอการค้าไทยจึงมุ่งหาแนวทางที่ช่วยให้การเข้าถึงสินค้ารักษ์โลกเป็นเรื่องง่ายช่วยให้ผู้บริโภคสามารถมองหาและเลือกซื้อสินค้ารักษ์โลกได้สะดวกยิ่งขึ้น คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย ร่วมกับ กลุ่มเซ็นทรัลนำโดย เซ็นทรัลรีเทล พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน เปิดตัว โครงการฮักโลก (Hug The Earth) เดินหน้ามุ่งสร้างโลกสีเขียวอย่างยั่งยืน ชวนลูกค้าช้อปสินค้ารักษ์โลกที่มีฉลากสิ่งแวดล้อมหรือฉลากรักษ์โลกได้สะดวกยิ่งขึ้นโดยสินค้าที่มีฉลากสิ่งแวดล้อมจะถูกคัดสรรและรวบรวมไว้ในพื้นที่จำหน่ายหรือจุดแสดงสินค้าของธุรกิจในเครือเซ็นทรัลรีเทลเพียงสังเกตสัญลักษณ์โครงการ “ฮักโลก” (Hug The Earth) ส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้ารักษ์โลกได้ง่ายขึ้น พร้อมมั่นใจได้ว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง โดย เซ็นทรัลรีเทลผู้นำค้าปลีก-ค้าส่งชั้นนำของไทยเป็นรีเทลรายแรกของประเทศไทยที่นำร่องโครงการดังกล่าว&#160; ทั้งนี้ โครงการฮักโลกจะถูกขยายผลความสำเร็จโดยหอการค้าไทยสู่ภาคค้าปลีกและสมาชิกหอการค้าฯรวมทั้งเครือข่ายทั่วประเทศต่อไปเพื่อร่วมขับเคลื่อนให้การเลือกซื้อสินค้าฉลากรักษ์โลกกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสังคมไทยร่วมกัน&#160; สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หอการค้าไทยในฐานะองค์กรภาคเอกชนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>กรุงเทพฯ<em> 29 </em>ม<em>.</em>ค<em>.68 :</em></strong> การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหนึ่งในความท้าทายระดับโลกที่ทุกภาคส่วนต้องร่วมมือกันรับมือ โดยประเทศไทยได้เข้าร่วมการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP 26) พร้อมประกาศเป้าหมาย <strong>สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2050 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2065 </strong>ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศสู่ความยั่งยืน <strong>หนึ่งในแนวทางสำคัญที่ช่วยผลักดันเป้าหมายนี้คือการเลือกใช้สินค้าฉลากรักษ์โลกหรือฉลากสิ่งแวดล้อม</strong> ซึ่งสะท้อนถึงแนวทางการผลิตและการบริโภคที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ (SDGs) อย่างไรก็ตาม<strong>ด้วยจำนวนและความหลากหลายของฉลากสิ่งแวดล้อมที่มีอยู่อาจทำให้ผู้บริโภคจดจำและเลือกซื้อสินค้าเหล่านี้ได้ยากหอการค้าไทยจึงมุ่งหาแนวทางที่ช่วยให้การเข้าถึงสินค้ารักษ์โลกเป็นเรื่องง่ายช่วยให้ผู้บริโภคสามารถมองหาและเลือกซื้อสินค้ารักษ์โลกได้สะดวกยิ่งขึ้น</strong></p>



<p><strong>คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</strong> ร่วมกับ <strong>กลุ่มเซ็นทรัลนำโดย</strong> <strong>เซ็นทรัลรีเทล</strong> พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชน เปิดตัว <strong>โครงการฮักโลก (Hug The Earth)</strong> เดินหน้ามุ่งสร้างโลกสีเขียวอย่างยั่งยืน <strong>ชวนลูกค้าช้อปสินค้ารักษ์โลกที่มีฉลากสิ่งแวดล้อมหรือฉลากรักษ์โลกได้สะดวกยิ่งขึ้น</strong>โดยสินค้าที่มีฉลากสิ่งแวดล้อมจะถูก<strong>คัดสรรและรวบรวมไว้ในพื้นที่จำหน่ายหรือจุดแสดงสินค้าของธุรกิจในเครือเซ็นทรัลรีเทลเพียงสังเกตสัญลักษณ์โครงการ “ฮักโลก” (Hug The Earth)</strong> ส่งผลให้ผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้ารักษ์โลกได้ง่ายขึ้น พร้อมมั่นใจได้ว่าเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง โดย <strong>เซ็นทรัลรีเทลผู้นำค้าปลีก-ค้าส่งชั้นนำของไทยเป็นรีเทลรายแรกของประเทศไทยที่นำร่องโครงการดังกล่าว</strong>&nbsp; ทั้งนี้ <strong>โครงการฮักโลกจะถูกขยายผลความสำเร็จโดยหอการค้าไทยสู่ภาคค้าปลีกและสมาชิกหอการค้าฯรวมทั้งเครือข่ายทั่วประเทศต่อไป</strong>เพื่อร่วมขับเคลื่อนให้การเลือกซื้อสินค้าฉลากรักษ์โลกกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของสังคมไทยร่วมกัน&nbsp;</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/1-พิชัย-จิราธิวัฒน์สนั่น-อังอุบลกุลญนน์-โภ-1-1024x683.webp" alt="" class="wp-image-24965" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/1-พิชัย-จิราธิวัฒน์สนั่น-อังอุบลกุลญนน์-โภ-1-1024x683.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/1-พิชัย-จิราธิวัฒน์สนั่น-อังอุบลกุลญนน์-โภ-1-300x200.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/1-พิชัย-จิราธิวัฒน์สนั่น-อังอุบลกุลญนน์-โภ-1-768x512.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/1-พิชัย-จิราธิวัฒน์สนั่น-อังอุบลกุลญนน์-โภ-1-770x513.webp 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/1-พิชัย-จิราธิวัฒน์สนั่น-อังอุบลกุลญนน์-โภ-1.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p><strong>สนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย</strong> กล่าวว่า หอการค้าไทยในฐานะองค์กรภาคเอกชนไทยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการสร้างความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม เพื่อขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ด้วยแนวคิด “Connect-Competitive-Sustainable”&nbsp; โดยเฉพาะในมิติของ Sustainableที่เน้นยกระดับมาตรฐานใหม่สำหรับผู้ประกอบการด้วยการให้ความสำคัญกับโมเดลเศรษฐกิจ BCG (Bio-Circular-Green Economy) ประกอบด้วย เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และ เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) โดยมีเป้าหมายเพื่อเปลี่ยนผ่านสู่ <strong>ระบบเศรษฐกิจที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติ (Nature Positive Economy)</strong></p>



<p>การริเริ่ม <strong>โครงการ “ฮักโลก” (Hug The Earth) ของคณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</strong> ถือเป็นตัวอย่างสำคัญที่สะท้อนถึงเจตนารมณ์ในการสนับสนุนสินค้ารักษ์โลกและตอบโจทย์พฤติกรรมของผู้บริโภคที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม โดยโครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์หลัก <strong>เพื่อสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้บริโภคและผู้ประกอบการถึงความสำคัญของสินค้ารักษ์โลกรวมทั้งเพิ่มความสะดวกสบายโดยให้ผู้บริโภคมีส่วนร่วมรักษ์โลกได้ง่ายขึ้น</strong> ด้วยการเลือกช้อปสินค้าฉลากรักษ์โลก ซึ่งถูกรวบรวมไว้ในพื้นที่จัดจำหน่าย <strong>ภายใต้สัญลักษณ์โครงการฮักโลก (Hug The Earth) </strong>ทั้งนี้บริษัท เซ็นทรัล รีเทล คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ถือเป็นองค์กรค้าปลีกรายแรกที่นำร่องโครงการดังกล่าวภายในร้านค้าเครือเซ็นทรัล รีเทล&nbsp; โดย <strong>โครงการฮักโลกจะถูกขยายผลความสำเร็จโดยหอการค้าไทยสู่ภาคค้าปลีกอื่นๆทั้งในเครือข่ายของหอการค้าไทยและทั่วประเทศ</strong>สะท้อนถึงการร่วมใจกันรณรงค์เลือกซื้อสินค้าฉลากรักษ์โลกอย่างเข้มข้นและเป็นรูปธรรม”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/2.-พิชัย-จิราธิวัฒน์_0-1024x683.webp" alt="" class="wp-image-24962" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/2.-พิชัย-จิราธิวัฒน์_0-1024x683.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/2.-พิชัย-จิราธิวัฒน์_0-300x200.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/2.-พิชัย-จิราธิวัฒน์_0-768x512.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/2.-พิชัย-จิราธิวัฒน์_0-770x513.webp 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/2.-พิชัย-จิราธิวัฒน์_0.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p><strong>พิชัย จิราธิวัฒน์ กรรมการบริหารกลุ่มเซ็นทรัลและกรรมการและกรรมการบรรษัทภิบาลและการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนบริษัทเซ็นทรัลรีเทลคอร์ปอเรชั่นจำกัด</strong> กล่าวว่า “&#8221;กลุ่มเซ็นทรัลให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ตั้งแต่ธุรกิจค้าปลีก ธุรกิจโรงแรม อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงธุรกิจบริการ โดยมีเป้าหมายในการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงบวกทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เราเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้ด้วยความร่วมมือของทุกภาคส่วน และการสนับสนุนให้เกิดพฤติกรรมการบริโภคที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนเป้าหมายนี้</p>



<p>เซ็นทรัล รีเทล ผู้นำธุรกิจค้าปลีกและค้าส่งชั้นนำของไทยในเครือกลุ่มเซ็นทรัล มีปรัชญาในการดำเนินธุรกิจที่เรียกว่า “CRC Care” ซึ่งเป็น Commitment ที่จะดูแลและยกระดับทุกภาคส่วนให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืนทั้งอีโคซิสเต็ม จนสามารถก้าวขึ้นเป็น Green &amp; Sustainable Retail and Wholesale อย่างเต็มรูปแบบ โดยให้ความสำคัญกับด้านสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนองค์กรไปสู่ Net Zero ผ่าน กลยุทธ์ CRC ‘ReNEW’&nbsp;ซึ่งเป็นแนวทางในการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ครอบคลุม 4 แนวทาง ได้แก่ <strong>Reduce Greenhouse Gas Emissions </strong>การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก&nbsp; <strong>Navigate Environmental Responsibility </strong>สร้างทักษะและปลูกฝังความรับผิดชอบด้าน ESG ให้กับพนักงานทุกระดับ<strong> Eco-Friendly Materials</strong> การส่งเสริมสินค้าและบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม <strong>Waste Management Solutions </strong>การบริหารจัดการขยะมูลฝอย <strong>โครงการ “ฮักโลก” จึงเป็นอีกหนึ่งความร่วมมือที่สะท้อนถึงแนวทางของ CRC ‘ReNEW’ อีกทั้งคำนึงถึงเรื่อง Responsible Sourcing โดยช่วยให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้ารักษ์โลกได้ง่ายขึ้นพร้อมผลักดันให้ผู้ผลิตให้ความสำคัญกับกระบวนการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/3.-Label-Hug-The-Earth_0-1024x683.webp" alt="" class="wp-image-24963" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/3.-Label-Hug-The-Earth_0-1024x683.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/3.-Label-Hug-The-Earth_0-300x200.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/3.-Label-Hug-The-Earth_0-768x512.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/3.-Label-Hug-The-Earth_0-770x513.webp 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/3.-Label-Hug-The-Earth_0.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p><strong>เซ็นทรัลรีเทลนับเป็นองค์กรค้าปลีกรายแรกของประเทศไทยที่คิกออฟโครงการนี้โดยผู้บริโภคสามารถเลือกซื้อสินค้าที่มีฉลากรักษ์โลกที่มีอยู่มากมายได้ง่ายและสะดวกสบายยิ่งขึ้น</strong> เพียงแค่สังเกต <strong>สัญลักษณ์โครงการ “ฮักโลก” (Hug The Earth) ซึ่งเป็นรูปมือกำลังโอบกอดโลก</strong> สื่อถึงความใส่ใจต่อโลกอย่างยั่งยืน ถูกรวบรวมไว้ในพื้นที่จำหน่ายหรือจุดแสดงสินค้าของห้างสรรพสินค้าและร้านค้าในเครือเซ็นทรัล รีเทล อาทิ ไทวัสดุ เพาเวอร์บาย เซ็นทรัล โรบินสัน ท็อปส์ โก โฮลเซลล์ บีทูเอส ออฟฟิศเมท ซูเปอร์สปอร์ต ซีเอ็มจี เป็นต้น ช่วยให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อกรีนโปรดักส์ได้ง่ายและมั่นใจได้ว่าสินค้าดังกล่าวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง อีกทั้งยังกระตุ้นให้ผู้ประกอบการให้ความสำคัญกับการผลิตและจำหน่ายสินค้าที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมอีกด้วย</p>



<p>จากพลังความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ในครั้งนี้ เซ็นทรัล รีเทล เชื่อมั่นว่าโครงการฮักโลกจะสร้างแรงขับเคลื่อนให้ผู้บริโภคและผู้ผลิตให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อและผลิตสินค้าเพื่อโลกได้เป็นอย่างดี เพื่อส่งต่ออนาคตโลกที่น่าอยู่อย่างยั่งยืนสู่เจเนอเรชันรุ่นต่อไป”</p>



<p>สามารถดูรายละเอียดโครงการฮักโลกเพิ่มเติมได้ที่ <a href="http://www.centralretail.com/hug-the-earth" target="_blank" rel="noopener">www.centralretail.com/hug-the-earth</a> และรับชมวีดีโอโครงการฮักโลกได้ทาง <a href="https://www.youtube.com/watch?v=HBXvsIYPMO4" target="_blank" rel="noopener">https://www.youtube.com/watch?v=HBXvsIYPMO4</a></p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<div class="epyt-video-wrapper"><iframe  id="_ytid_17831"  width="847" height="476"  data-origwidth="847" data-origheight="476"  data-relstop="1" src="https://www.youtube.com/embed/HBXvsIYPMO4?enablejsapi=1&#038;autoplay=0&#038;cc_load_policy=0&#038;cc_lang_pref=&#038;iv_load_policy=1&#038;loop=0&#038;rel=0&#038;fs=1&#038;playsinline=0&#038;autohide=2&#038;theme=dark&#038;color=red&#038;controls=1&#038;disablekb=0&#038;" class="__youtube_prefs__  epyt-is-override  no-lazyload" title="YouTube player"  allow="fullscreen; accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen data-no-lazy="1" data-skipgform_ajax_framebjll=""></iframe></div>
</div></figure>



<p></p>



<p><strong>โครงการ<em> “</em>ฮักโลก<em>” </em>นับได้ว่าโอกาสสำคัญสำหรับผู้ประกอบการค้าปลีกในการแสดงความมุ่งมั่นด้านความยั่งยืนด้วยการส่งเสริมและจัดจำหน่ายสินค้าฉลากรักษ์โลกซึ่งไม่เพียงตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่แต่ยังช่วยขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างแข็งแกร่งควบคู่ไปกับการมีส่วนร่วมใส่ใจโลกอย่างยั่งยืนระหว่างผู้ประกอบการและผู้บริโภคทุกคน<em>.</em></strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="724" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/4.Key-Visual_0-1024x724.webp" alt="" class="wp-image-24960" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/4.Key-Visual_0-1024x724.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/4.Key-Visual_0-300x212.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/4.Key-Visual_0-768x543.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/4.Key-Visual_0-770x545.webp 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/08/4.Key-Visual_0.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p>สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม กรุณาติดต่อ กลุ่มเซ็นทรัล<br>สุวิทย์ จารุศรีวรกุล (วิทย์) โทร 089-663-1516 <br>อภัสนันท์ รุ่งเรืองเลิศสกุล (นุ่น) โทร 099-226-4262</p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กลุ่ม ปตท. ผนึกกำลัง พัฒนานวัตกรรมและเทคโนโลยี มุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/ptt-net-zero-5/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Nov 2024 02:04:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=24000</guid>

					<description><![CDATA[ผู้บริหารกลุ่ม ปตท. นำโดย ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (กลาง) ลงนามความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม กลุ่ม ปตท. อาทิ การดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) ผลักดันโมเดลการพัฒนา Eastern Thailand CCS Hub ยกระดับความร่วมมือการพัฒนาพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ การทำธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ร่วมกันในกลุ่ม ปตท. และศึกษาการเพิ่มมูลค่าวัสดุคาร์บอน นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. จะแบ่งปันประสบการณ์ด้านการลงทุนและแสวงหาความร่วมมือเพื่อต่อยอดธุรกิจนวัตกรรมใหม่ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและพัฒนา อาทิ ทรัพย์สินทางปัญญา และผลิตภัณฑ์ภายใต้บัญชีนวัตกรรม มุ่งวางรากฐานและขับเคลื่อนนวัตกรรมกลุ่ม ปตท. และประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมี ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ผู้บริหารกลุ่ม ปตท. นำโดย ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (กลาง) ลงนามความร่วมมือเพื่อขับเคลื่อนการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรม กลุ่ม ปตท. อาทิ การดักจับ ใช้ประโยชน์ และกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) ผลักดันโมเดลการพัฒนา Eastern Thailand CCS Hub ยกระดับความร่วมมือการพัฒนาพลังงานไฮโดรเจน ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ของประเทศ การทำธุรกิจรีไซเคิลแบตเตอรี่ร่วมกันในกลุ่ม ปตท. และศึกษาการเพิ่มมูลค่าวัสดุคาร์บอน</p>



<p>นอกจากนี้ กลุ่ม ปตท. จะแบ่งปันประสบการณ์ด้านการลงทุนและแสวงหาความร่วมมือเพื่อต่อยอดธุรกิจนวัตกรรมใหม่ ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากผลงานวิจัยและพัฒนา อาทิ ทรัพย์สินทางปัญญา และผลิตภัณฑ์ภายใต้บัญชีนวัตกรรม มุ่งวางรากฐานและขับเคลื่อนนวัตกรรมกลุ่ม ปตท. และประเทศให้เติบโตอย่างยั่งยืน โดยมี ดร.บุรณิน รัตนสมบัติ ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจใหม่และความยั่งยืน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) นายมนตรี ลาวัลย์ชัยกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) นายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) นายเทอดเกียรติ พร้อมมูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) นายณะรงค์ศักดิ์ จิวากานันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) นายวรวัฒน์ พิทยศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) นางวนิดา บุญภิรักษ์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ด้านการเงินและบัญชี บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) และนายสวรา แขวงโสภา กรรมการ บริษัท เอ็กซ์เพรสโซ เอ็นบี จำกัด ร่วมในพิธีลงนาม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.energynewscenter.com/wp-content/uploads/2024/11/IMG_7779-1024x631.jpeg" alt="" class="wp-image-58800"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>Source : <a href="https://www.energynewscenter.com/%e0%b8%81%e0%b8%a5%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%a1-%e0%b8%9b%e0%b8%95%e0%b8%97-%e0%b8%9c%e0%b8%99%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87-%e0%b8%9e%e0%b8%b1%e0%b8%92%e0%b8%99/" target="_blank" rel="noopener">Energy News Center</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยเหลือเวลา 6 ปี ต้องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือ 333 ล้านตันคาร์บอน</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/road-to-net-zero-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Oct 2024 02:26:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=23853</guid>

					<description><![CDATA[เหลือเวลาอีกไม่มากที่ไทยต้องก้าวสู่ Net Zero หากนับถอยหลังไทยเหลือเวลา 6 ปี ต้องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือ 333 ล้านตันคาร์บอน เดินหน้าชงใช้ “ภาษีคาร์บอน” พร้อมดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ บังคับใช้ในปี 2026 เรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในไทย คือ เรื่องเร่งด่วนที่หน่วยงานรัฐ และเอกชน ต้องเร่งขับเคลื่อนให้รวดเร็วขึ้น เพราะผลกระทบของโลกรวนทุกวันนี้เห็นได้ชัดเจนขึ้น เช่น หน้าร้อนที่ผ่านมา ร้อนและแล้งมาก หน้าฝนก็ฝนฉ่ำ น้ำท่วมหลายพื้นที่ใหญ่ในรอบหลาย 10 ปี บางพื้นที่ใหญ่สุดรอบ 100 ปีก็มี ดังนั้นต้องเร่งแก้ไขปัญหา และรับมือโลกรวนให้ทัน หนึ่งในเวทีที่มีการพูดถึงเรื่องนี้ และแนวทางการรับมือทั้งโลกรวน และเรื่องของเศรษฐกิจการค้า นั่นก็คือ เวทีสัมมนา Road to Net Zero 2024: The Extraodinary Green จัดโดยฐานเศรษฐกิจ  โดยเวทีแห่งนี้มีมุมมอง และเรื่องราวมากมายที่น่าสนใจ อย่างเช่น นางสาวรัชฎา วานิชกร ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต ที่ได้กล่าวในหัวข้อ&#160;ภาษีคาร์บอน&#160;กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&#160;ในงานสัมมนา Road to [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เหลือเวลาอีกไม่มากที่ไทยต้องก้าวสู่ Net Zero หากนับถอยหลังไทยเหลือเวลา 6 ปี ต้องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือ 333 ล้านตันคาร์บอน เดินหน้าชงใช้ “ภาษีคาร์บอน” พร้อมดัน พ.ร.บ.การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฯ บังคับใช้ในปี 2026</p>



<p>เรื่อง<strong>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</strong>ในไทย คือ เรื่องเร่งด่วนที่หน่วยงานรัฐ และเอกชน ต้องเร่งขับเคลื่อนให้รวดเร็วขึ้น เพราะผลกระทบของโลกรวนทุกวันนี้เห็นได้ชัดเจนขึ้น เช่น หน้าร้อนที่ผ่านมา ร้อนและแล้งมาก หน้าฝนก็ฝนฉ่ำ น้ำท่วมหลายพื้นที่ใหญ่ในรอบหลาย 10 ปี บางพื้นที่ใหญ่สุดรอบ 100 ปีก็มี ดังนั้นต้องเร่งแก้ไขปัญหา และรับมือโลกรวนให้ทัน หนึ่งในเวทีที่มีการพูดถึงเรื่องนี้ และแนวทางการรับมือทั้งโลกรวน และเรื่องของเศรษฐกิจการค้า นั่นก็คือ เวทีสัมมนา Road to Net Zero 2024: The Extraodinary Green จัดโดย<strong>ฐานเศรษฐกิจ </strong></p>



<p>โดยเวทีแห่งนี้มีมุมมอง และเรื่องราวมากมายที่น่าสนใจ อย่างเช่น นางสาวรัชฎา วานิชกร ผู้อำนวยการสำนักแผนภาษี กรมสรรพสามิต ที่ได้กล่าวในหัวข้อ&nbsp;<strong>ภาษีคาร์บอน&nbsp;</strong>กลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ&nbsp;ในงานสัมมนา Road to Net Zero 2024: The Extraodinary Green จัดโดยฐานเศรษฐกิจ&nbsp; ว่า ประเทศไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 372 ตันคาร์บอนต่อปี โดยส่วนใหญ่มาจากภาคพลังงานและภาคขนส่ง คิดเป็น 70% รองลงมาเป็นภาคการเกษตร อุตสาหกรรม และการจัดการของเสีย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.springnews.co.th/uploads/images/contents/w1024/2024/09/wa5elXP1yDwLYkDMFuJs.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="ไทยเหลือเวลา 6 ปี ต้องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือ 333 ล้านตันคาร์บอน"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>สำหรับประเทศไทยในปี 2050 ประเทศไทยได้ประกาศและให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะเดินหน้าประเทศสู่&nbsp;<strong>Net Zero</strong>&nbsp;หรือ การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ และตั้งเป้าหมายที่ใกล้กว่านั้นคือปี 2030 จะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 30-40%</p>



<p>อย่างไรก็ตามหากนับถอยหลังไทยจะมีเวลาอีก 6 ปี ที่จะต้องพยายามลดการปล่อย<strong>ก๊าซเรือนกระจก</strong>&nbsp;ในปี 2030 จาก 555 ล้านตันคาร์บอน ลงมาที่ 333 ล้านตันคาร์บอน ซึ่งกลไกราคาคาร์บอนจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการทำให้เราก้าวไปสู่จุดมุ่งหมายนี้ได้ ดังนั้น&nbsp;<strong>กรมสรรพสามิต</strong>&nbsp;จึงได้เสนอให้มีการใช้กลไกของ พ.ร.บ.ภาษีสรรพสามิต เป็นการเก็บภาษีคาร์บอนนำร่องไปพลาง ก่อนที่กฎหมายใหม่จะมีผลบังคับใช้ โดยการเก็บภาษีของสินค้าที่ปล่อยมลพิษสูงและอยู่ในพิกัดสรรพสามิต</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow">
<p>จากการศึกษากรณีตัวอย่างในต่างประเทศในการคำนวณกลไกราคาคาร์บอน โดยการนำสินค้าเชื้อเพลิงจำนวนเท่ากันไปเผาไหม้แล้วบันทึกปริมาณคาร์บอนที่ปล่อยออกมา ซึ่งเชื้อเพลิงแต่ละชนิดมีความสะอาดไม่เท่ากัน โดยเบื้องต้นภาครัฐได้มีการกำหนดราคาคาร์บอนเป็นราคาเดียว ซึ่งยุโรปราคาคาร์บอนสูงกว่า 100 ดอลลาร์ ญี่ปุ่นอยู่ที่ 3 ดอลลาร์ สิงคโปร์จากเริ่มต้น 5 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้นเป็น 25 ดอลลาร์ ส่วนประเทศไทยยังไม่กำหนด ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณา เบื้องต้น กำหนดไว้ที่ 200 บาท หรือประมาณ 6 ดอลลาร์</p>
</blockquote>



<p>อย่างไรก็ตาม<strong>กรมสรรพสามิต</strong>&nbsp;ต้องการบรรลุเป้าหมายในการขับเคลื่อนนโยบายภาษีคาร์บอน คือ สะท้อนให้ผู้ใช้ตระหนักและเห็นว่าต้นทุนในการใช้เชื้อเพลิงที่ปล่อยคาร์บอนออกมา แต่ยังไม่ต้องกังวลว่าภาษีคาร์บอนจะทำให้ราคาขายปลีกเพิ่มขึ้น และเป็นต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ส่วนการดำเนินการในช่วงแรกจะเป็นการสร้างความตระหนักสำหรับภาคอุตสาหกรรมรวมถึงประชาชน ว่ากิจกรรมที่ทำนั้นมีราคาของคาร์บอน แต่จะไม่ให้กระทบกับต้นทุนในการใช้ชีวิตและประกอบธุรกิจ สำหรับแนวนโยบายดังกล่าวเตรียมที่จะมีการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในเร็ววันนี้ ก่อนจะมีความชัดเจนว่าสุดท้ายแล้วจะกำหนดราคาคาร์บอนที่ 200 บาทหรือไม่</p>



<p>ด้าน&nbsp;<strong>ดร.พิรุณ สัยยะสิทธิ์พานิช</strong>&nbsp;อธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม&nbsp; อภิปรายในหัวข้อ Action Green Transition บนเวที ROAD TO NET ZERO 2024 THE EXTRAORDINARY GREEN จัดขึ้นวันนี้ (26 กันยายน 2567 ) ว่า อยากชวนให้ทุกคนคิดถึงเรื่องวิกฤตโลกเดือด หรือระบบของโลกในทุกวันนี้แปรปรวนและส่งสัญญาณออกมาเป็นภัยพิบัติซึ่งยากที่จะคาดการณ์ได้ ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนคือ พายุยางิที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการส่งสัญญาณว่าภัยเรื่องนี้ใกล้ตัวกว่าที่คิด พี่น้องประชาชนเสียหายมาก และการฟื้นฟูจะต้องใช้เงินอีกเท่าไหร่ที่จะต้องฟื้นฟูระบบเศรษฐกิจพื้นฐานกลับมา</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.springnews.co.th/uploads/images/contents/w1024/2024/09/XUjVYrM4wixOHtwi6k9E.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="ไทยเหลือเวลา 6 ปี ต้องลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหลือ 333 ล้านตันคาร์บอน"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>ทั้งนี้มองว่า ความแปรปรวนนี้ยากจะรับมือขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งการแปรปรวนเป็นสิ่งที่เราไม่อยากได้ เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพการรับมือต่ำลง ในมุมของธุรกิจผลที่ตามมาคือ วันนี้การคุมอุณหภูมิให้ได้ 1 องศา&nbsp; งบประมาณจาก 100% ถูกใช้ไปแล้วกว่า 83% เหลือเพียง 17% ซึ่งในนี้มากกว่า 10% จะถูกใช้ไปก่อนปี ค.ศ. 2030 เพราะฉะนั้นการอยากจะคุมอุณหภูมิที่พุ่งสูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียสจึงเป็นเรื่องที่ยากลำบากและท้าทาย</p>



<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow">
<p>ทั้งนี้หากคุมไม่ได้ และมากเกิน 2 องศาเซลเซียส ปะการังจะหายไปหมด แต่ถ้าไปถึง 3 องศาเซลเซียส จะกระทบต่อระบบเศรษฐกิจมหาศาล ส่วนตัวมองอีกว่า วันนี้ยังไม่ถึงจุดนั้น เราจึงต้องพยายามทุกวิถีทางให้จำกัดการเพิ่มขึ้นให้ต่ำสุดเท่าที่จะทำได้</p>
</blockquote>



<p>สำหรับประเทศไทย ได้มีแผนในการลดการปล่อย<strong>ก๊าซเรือนกระจก</strong>&nbsp;ซึ่งมีการกำหนดว่าในปี 2030 เราจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงให้ได้ราว 30-40% (NDC1) การลดก๊าซเรือนกระจกเกี่ยวข้องกับหลายสาขา บางส่วนเข้าสู่สภาพัฒน์แล้ว และจะมีการบังคับใช้ในเดือนตุลาคมนี้&nbsp; ซึ่งที่ผ่านมาได้มีติดตามผลการลดก๊าซเรือนกระจกมาแล้ว</p>



<p>อย่างไรก็ตามในปี 2025 เป้าหมายเพิ่มขึ้นเป็น 60% ซึ่งเป็นความท้าทายว่าประเทศไทยจะทำได้หรือไม่? ซึ่งเป็นแรงกดดันที่สำคัญมาก เพราะจะถูกพูดถึงบนเวที&nbsp;<strong>COP29</strong>&nbsp;ที่จะเกิดขึ้นหรือในเวทีต่างประเทศ จึงไม่มีช่องว่างให้นักธุรกิจหรือภาครัฐลังเลใจว่าจะต้องทำเรื่องนี้หรือไม่</p>



<p>นายพิรุณ กล่าวทิ้งท้ายว่า ในปี 2025 สิ่งที่อยากเห็นที่สุดคือ&nbsp;<strong>พ.ร.บ.</strong>ผ่านครม. เนื่องจาก ณ ปัจจุบันไม่มีกฎหมายหรือเครื่องมือที่ชัดเจนในการบังคับใชั อีกทั้งยังอยากให้เกิดความร่วมมือ สองมิติที่อยากได้ ก็คือ การขับเคลื่อนจากภาครัฐ และภาคเอกชนช่วยกันขับเคลื่อน เพราะเมื่อไหร่ที่ถึงปี ค.ศ.2030 และยังทำไม่ได้ตามเป้า การลดอุณหภูมิจะยากมากที่สุด</p>



<p>Source : <a href="https://www.springnews.co.th/keep-the-world/sustainable/853031" target="_blank" rel="noopener">Spring News</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>สตาร์บัคส์ ลุย Net Zero ขยาย “ร้านกาแฟสีเขียว” ลดใช้แก้วพลาสติก-ลด CO2</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/starbucks-netzero/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 22 Apr 2024 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=23107</guid>

					<description><![CDATA[สตาร์บัคส์ เปิดเส้นทาง Net Zero ลุยลดขยะ ลดคาร์บอนไดออกไซด์ ลดการใชน้ำลง 50% ภายในปี 2030 สานต่อแคมเปญ Little Choices Big Change การใช้แก้ว Reuseable / แก้วส่วนตัว พร้อมขยาย Green Stores จาก 12 เป็น 20 สาขาสิ้นปีนี้ ปี ค.ศ.2011 สตาร์บัคส์ได้จดบันทึกการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) เพื่อติดตามและวัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ประเมินการปล่อยก๊าซจากร้านและกิจกรรมการคั่วอบกาแฟของทั่วโลก โดยอิงจากระเบียบการว่าด้วยเรื่องก๊าซเรือนกระจกของสถานบัน World Resources Institute และพบว่ากว่า 80% ของก๊าซเรือนกระจกของสตาร์บัคส์ เป็นผลมาจากพลังงานที่ใช้ในร้าน สำนักงาน และโรงงานคั่วอบกาแฟ สตาร์บัคส์จึงมุ่งเน้นการประหยัดพลังงานและการเลือกใช้พลังงานหมุนเวียน สตาร์บัคส์ได้ใช้ระเบียบ WRI/WBCSD GHG มาตรฐานองค์กร เพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีงบประมาณ 2010 จากรายงานในปี 2011 พบว่าประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยก๊าซ GHG ลงไปกว่า [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>สตาร์บัคส์ เปิดเส้นทาง Net Zero ลุยลดขยะ ลดคาร์บอนไดออกไซด์ ลดการใชน้ำลง 50% ภายในปี 2030 สานต่อแคมเปญ Little Choices Big Change การใช้แก้ว Reuseable / แก้วส่วนตัว พร้อมขยาย Green Stores จาก 12 เป็น 20 สาขาสิ้นปีนี้</p>



<p>ปี ค.ศ.2011 สตาร์บัคส์ได้จดบันทึกการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) เพื่อติดตามและวัดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ประเมินการปล่อยก๊าซจากร้านและกิจกรรมการคั่วอบกาแฟของทั่วโลก</p>



<p>โดยอิงจากระเบียบการว่าด้วยเรื่องก๊าซเรือนกระจกของสถานบัน World Resources Institute และพบว่ากว่า 80% ของก๊าซเรือนกระจกของสตาร์บัคส์ เป็นผลมาจากพลังงานที่ใช้ในร้าน สำนักงาน และโรงงานคั่วอบกาแฟ สตาร์บัคส์จึงมุ่งเน้นการประหยัดพลังงานและการเลือกใช้พลังงานหมุนเวียน</p>



<p>สตาร์บัคส์ได้ใช้ระเบียบ WRI/WBCSD GHG มาตรฐานองค์กร เพื่อประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปีงบประมาณ 2010 จากรายงานในปี 2011 พบว่าประสบความสำเร็จในการลดการปล่อยก๊าซ GHG ลงไปกว่า 2.7% (เมื่อคิดแบบสัมบูรณ์) เมื่อเทียบกับ GHG ฟุตพริ้นท์ปริมาณ 1,006,954 เมตริกตันในปี 2010</p>



<p>การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สตาร์บัคได้มุ่งเน้นในมิติหลัก ๆ ได้แก่ การรีไซเคิลและการลดขยะ การประหยัดพลังงาน การประหยัดนํ้า การสร้างร้านสีเขียว และการรับมือกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ โดยให้ความสำคัญตลอดซัพพลายเชน ตั้งแต่ต้นนํ้าถึงปลายนํ้า</p>



<p><strong>ตั้งเป้าลดขยะ 50%</strong></p>



<p><strong>นางเนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย</strong>&nbsp;กล่าวว่า สตาร์บัคส์มีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ลดการใช้นํ้าและลดปริมาณขยะลง 50% ภายในปี 2030 (พ.ศ.2573) โดยส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนสู่เป้าหมาย คือ การจัดทำแคมเปญ Little Choices Big Changes ชวนลูกค้าใช้แก้วส่วนตัว (การใช้แก้ว Reuseable) ด้วยการมอบส่วนลด 10 บาท สำหรับลูกค้าที่นำแก้วส่วนตัวมาใช้ที่ร้านสตาร์บัคส์ทุกสาขาทั่วประเทศ เริ่มตั้งแต่ 21 มีนาคม ถึง 23 เมษายน ค.ศ.2024 สำหรับสมาชิกสตาร์บัคส์ Reward จะได้ส่วนลด 20 บาท</p>



<p class="has-text-align-center"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="683" src="https://medias.thansettakij.com/uploads/images/contents/w1024/2024/04/KXyysWyqaGTVencdoYAu.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="เนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย "><br><em>เนตรนภา ศรีสมัย กรรมการผู้จัดการ สตาร์บัคส์ ประเทศไทย</em></p>



<p></p>



<p>ที่ผ่านมา สตาร์บัคส์สามารถลดขยะแก้วพลาสติกไปได้ราว 29 ล้านใบ โดยส่วนหนึ่งเกิดจากการใช้แก้ว For Here  (พร้อมบริการทุกสาขาแล้ว) แทนแก้วพลาสติก To Go สำหรับเป้าหมายในการรณรงค์ปีนี้ตั้งเป้า 3 ล้านใบ เพิ่มขึ้น 50% จากปี 2023 ที่ลดได้ประมาณ 2 ล้านใบ</p>



<p>สตาร์บัคส์ได้ริเริ่มดำเนินโครงการ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มาจากแก้วใช้ครั้งเดียวทิ้งอย่างต่อเนื่อง มีการพัฒนาปลอกสวมแก้วจากกระดาษรีไซเคิล ใช้ถ้วยกระดาษเครื่องดื่มร้อน ซึ่งประกอบด้วยเยื่อกระดาษรีไซเคิลที่ผ่านการใช้งานแล้วถึง 10% ใช้ถ้วยพลาสติกใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมน้อยลง</p>



<p></p>



<p><strong>ขยาย “ร้านกาแฟสีเขียว”</strong></p>



<p>อีกหนึ่งแนวทางสำคัญสู่เป้าหมาย Net Zero คือการทำร้านกาแฟสีเขียว หรือ Greener Stores ซึ่งเป็นร้านกาแฟของสตาร์บัคส์ที่ใช้พลังงานไฟฟ้า ควบคุมด้วยระบบการบริหารจัดการพลังงานที่จัดเก็บข้อมูลแบบเรียลไทม์ เพื่อการคงสถานะการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด รวมไปถึงการระบุการใช้พลังงานที่บกพร่อง เพื่อปรับปรุงการใช้พลังงานให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นในครั้งต่อไป</p>



<p>สตาร์บัคส์รับอาสาเป็นผู้นำร่วมกับผู้ค้าปลีกรายอื่นและ USGBC (US Green Building Council) ตั้งแต่ปี 2001 เพื่อสร้างระบบการรับรองร้านค้าปลีกและสร้างต้นแบบของร้าน LEED กระบวนการนี้เป็นการรับรองร้านสีเขียวแบบล่วงหน้า คือตั้งแต่การออกแบบ การก่อสร้าง ไปจนถึงกลยุทธ์การปฏิบัติงาน หลังจากที่ได้รับการรับรองแล้ว จะมีการสุ่มตรวจสอบและทบทวนการรับรองอยู่เสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าเราปฏิบัติงานตรงตามมาตรฐานขั้นสูงที่กำหนดไว้</p>



<p>สตาร์บัคส์ ประเทศไทย พัฒนาร้านภายใต้แนวคิด&nbsp;<strong>“ร้านกาแฟสีเขียว”&nbsp;</strong>ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 โดยในขณะนี้ ได้รับการรับรองจาก LEED แล้ว 8 สาขา ถึงสิ้นปีนี้จะได้เพิ่มอีก 12 สาขา รวมเป็น 20 สาขา ภายในปี ค.ศ.2024 จากจำนวนสาขาที่มีอยู่ปัจจุบัน 490 สาขา โดยสตาร์บัคส์มีแผนขยายสาขาปีละ 30-40 สาขาต่อปี</p>



<p><strong>ดูแลนํ้า ดูแลชุมชน</strong></p>



<p>นอกจากนี้ สตาร์บัคส์ยังร่วมกับ NGO พัฒนาคุณภาพชีวิตชาวเขา ด้วยการนำผลผลิตกาแฟมาใช้ในสตาร์บัคส์ ให้ได้เมล็ดกาแฟให้ได้ตามคุณภาพ CAFE Practices นำมาขายให้กับสตาร์บัคส์ได้ในราคาสูง และผลิตภัณฑ์อื่น ๆ นอกจากกาแฟ อย่างชุดน้องหมี กระเป๋าจากผ้าย้อมคราม เพื่อสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชน และไม่ลืมที่จะกลับไปเยี่ยมเยียนชุมชน</p>



<p>ส่วนของนํ้า มีการลดการใช้นํ้าภายในร้าน เช่น การใช้ก๊อกนํ้าที่ใช้มือเปิดแทน ลดการใช้นํ้าลงถึง 15% แทนการเลิกใช้ถัง Dipper Well ซึ่งเป็นอ่างขนาดเล็กมีนํ้าไหลตลอดเวลาและใช้ล้างช้อนสำหรับเทนมลงในเอสเพรสโซ่</p>



<p>ร้านสตาร์บัคส์ในหลายประเทศใช้นํ้าแรงดันสูงฉีดล้างถังผสมแทนการเปิดก๊อกนํ้าตามปกติ นอกจากนี้ ยังตั้งโปรแกรมให้เครื่องชงเอสเพรสโซ่ปล่อยนํ้าออกมาน้อยลงในการล้างแก้วเอสเพรสโซ่ช็อต อีกทั้ง ยังฝึกอบรมพาร์ทเนอร์ (พนักงาน) ให้รักษาความสะอาดคอยล์ทำความเย็นของเครื่องทำนํ้าแข็งอยู่เสมอ เพื่อลดปริมาณความร้อนแฝงจากเครื่องจักรและลดนํ้าแข็งละลาย</p>



<p>นอกจากนี้ ทีมงานของสตาร์บัคส์ ยังได้ร่วมกิจกรรม World Water Day เป็นประจำทุกปี และได้สร้าง Aqua Towers ไปแล้วถึง 5 โครงการ เพื่อส่งมอบนํ้าสะอาดให้ชุมชนที่ต้องการ รวมทั้งได้เปิดตัวโปรแกรม Grounds for Your Garden ลูกค้าสามารถนำกากกาแฟที่สตาร์บัคส์กลับไปผสมดินเพื่อปลูกต้นไม้หรือทำสวนที่บ้านได้ โดยในปีพ.ศ. 2566 สตาร์บัคส์ได้แจกกากกาแฟไปแล้วกว่า 4,000 กิโลกรัมทั่วประเทศ</p>



<p>Source : <a href="https://www.thansettakij.com/sustainable/zero-carbon/593358" target="_blank" rel="noopener">ฐานเศรษฐกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ &#8216;สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์&#8217; แก้ปัญหาโลกเดือด</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/saraburi-sandbox/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 05 Mar 2024 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=22900</guid>

					<description><![CDATA[ปัจจุบัน ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ&#160;‘ภาวะโลกรวน’ ยังส่งผลกระทบชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนระอุขึ้นทุกปี ภาวะน้ำท่วมรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำซากดูจะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและสภาพอากาศที่แปรปรวนผิดฤดู ทั้งหมดนี้ส่งผลเป็นห่วงโซ่ต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และคุณภาพชีวิตของผู้คน รวมไปถึงการสร้างผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องและความมั่นคงในชีวิต การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เกิดจากการที่ก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมากเกินขีดความสามารถที่ธรรมชาติจะดูดซับได้ทั้งหมด สาเหตุหลักเนื่องมาจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในบ้าน โรงงาน และยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ เมื่อมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เชื้อเพลิงเหล่านี้ก็จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา โดยก๊าซที่ถูกปล่อยออกมามากที่สุด คือ&#160;ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์&#160;ก๊าซเรือนกระจก ดูดซับคลื่นรังสีความร้อนในชั้นบรรยากาศใกล้กับพื้นผิวโลกเอาไว้ เป็นสาเหตุให้โลกของเราร้อนขึ้น และกระตุ้นให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนจากเดิม ไม่เพียงแค่ร้อนผิดปกติ แต่ยังเกิดปรากฏการณ์และภัยพิบัติต่างๆ ในหลายพื้นที่บนโลกที่ผันผวนและรุนแรงมากขึ้นทุกปี การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ส่งผลให้ฤดูหนาวในปี 2566 ที่ผ่านมา มีอากาศที่ร้อนและอบอ้าว ทั้ง ๆ ที่เรากำลังอยู่ในฤดูหนาว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้สรุปแล้วว่า&#160;“ปี 2023 เป็นปีที่อุณหภูมิอากาศโลกเฉลี่ยสูงที่สุดตั้งแต่มีการบันทึก”&#160;และได้พยากรณ์ต่อไปอีกว่า&#160;“อุณภูมิอากาศเฉลี่ยของปี 2024 จะสูงกว่าของปี 2023” อย่างไรก็ตาม ในการรับมือกับปัญหาโลกร้อนในปัจจุบัน BBC NEWS ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลเกือบ 200 ประเทศได้ลงนามร่วมกันในความตกลงปารีสในปี 2015 โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะพยายามรักษาอุณหภูมิโลกให้สูงขึ้นไม่เกิน 1.5 [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ปัจจุบัน ปัญหา<strong>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ</strong>&nbsp;‘ภาวะโลกรวน’ ยังส่งผลกระทบชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย ด้วยสภาพอากาศที่ร้อนระอุขึ้นทุกปี ภาวะน้ำท่วมรุนแรงที่เกิดขึ้นซ้ำซากดูจะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและสภาพอากาศที่แปรปรวนผิดฤดู ทั้งหมดนี้ส่งผลเป็นห่วงโซ่ต่อการดำรงชีวิต การประกอบอาชีพ และคุณภาพชีวิตของผู้คน รวมไปถึงการสร้างผลกระทบโดยตรงต่อปากท้องและความมั่นคงในชีวิต</p>



<p>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เกิดจากการที่ก๊าซเรือนกระจกถูกปล่อยสู่ชั้นบรรยากาศในปริมาณมากเกินขีดความสามารถที่ธรรมชาติจะดูดซับได้ทั้งหมด สาเหตุหลักเนื่องมาจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลในบ้าน โรงงาน และยานพาหนะ ไม่ว่าจะเป็นถ่านหิน น้ำมัน หรือก๊าซธรรมชาติ เมื่อมีการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เชื้อเพลิงเหล่านี้ก็จะปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมา</p>



<p>โดยก๊าซที่ถูกปล่อยออกมามากที่สุด คือ<strong>&nbsp;ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์</strong>&nbsp;ก๊าซเรือนกระจก ดูดซับคลื่นรังสีความร้อนในชั้นบรรยากาศใกล้กับพื้นผิวโลกเอาไว้ เป็นสาเหตุให้โลกของเราร้อนขึ้น และกระตุ้นให้สภาพภูมิอากาศแปรปรวนจากเดิม ไม่เพียงแค่ร้อนผิดปกติ แต่ยังเกิดปรากฏการณ์และภัยพิบัติต่างๆ ในหลายพื้นที่บนโลกที่ผันผวนและรุนแรงมากขึ้นทุกปี</p>



<p>การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศที่รุนแรง ส่งผลให้ฤดูหนาวในปี 2566 ที่ผ่านมา มีอากาศที่ร้อนและอบอ้าว ทั้ง ๆ ที่เรากำลังอยู่ในฤดูหนาว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้สรุปแล้วว่า&nbsp;“ปี 2023 เป็นปีที่อุณหภูมิอากาศโลกเฉลี่ยสูงที่สุดตั้งแต่มีการบันทึก”&nbsp;และได้พยากรณ์ต่อไปอีกว่า&nbsp;“อุณภูมิอากาศเฉลี่ยของปี 2024 จะสูงกว่าของปี 2023”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/02/oMJ5fIHNKioMqk6zoC7p.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>อย่างไรก็ตาม ในการรับมือกับปัญหาโลกร้อนในปัจจุบัน BBC NEWS ให้ข้อมูลว่า รัฐบาลเกือบ 200 ประเทศได้ลงนามร่วมกันในความตกลงปารีสในปี 2015 โดยให้คำมั่นสัญญาว่าจะพยายามรักษาอุณหภูมิโลกให้สูงขึ้นไม่เกิน 1.5 องศาเซลเซียส เพื่อที่จะบรรลุเป้าหมายดังกล่าว เป้าในการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นศูนย์ หรือที่เรียกว่า เน็ตซีโร่ (net zero) หมายถึง การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้</p>



<p>รวมไปถึงการขจัดมลพิษทางอากาศที่เหลืออยู่จากชั้นบรรยากาศด้วย และควรจะบรรลุให้ได้ภายในปี 2050 ซึ่งประเทศไทยกำลังโอบรับเป้าหมายนี้อยู่ ด้วยโครงการ&nbsp;<strong>“สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์”</strong>&nbsp;เมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำแห่งแรกในไทย เพื่อตั้งเป้าหมายในการแก้ปัญหาโลกเดือด และปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์</p>



<h2 class="wp-block-heading">จุดเริ่มต้นของโครงการ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์”</h2>



<p>ดร. กิติพงค์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ&nbsp;สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.)&nbsp;เปิดเผยถึงที่มาของโครงการ “สระบุรีแซนด์บ็อกซ์” ว่า ตามที่ประเทศไทยได้ประกาศเจตนารมณ์ในการยกระดับการแก้ไขปัญหาภูมิอากาศอย่างเต็มที่ด้วยทุกวิถีทาง เพื่อบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ในปี ค.ศ. 2065</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/02/Odvn9zo3PGcefblhy8Yq.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ หรือ (สอวช.) จึงได้ขับเคลื่อนโดยนำการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เข้ามาเพื่อสนับสนุนเป้าหมายดังกล่าว โดยได้วางแนวทางข้อริเริ่มในการทำงานเชิงพื้นที่ มุ่งเน้นนวัตกรรม และเชื่อมโยงกลไกระดับนานาชาติ ร่วมกับ อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ โดยสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย (Thai Cement Manufactures Association: TCMA) สมาคมคอนกรีตแห่งประเทศไทย (Thailand Concrete Association: TCA) ในพื้นที่จังหวัดสระบุรี แหล่ง<strong>อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์</strong>ที่ใหญ่ที่สุดในไทย</p>



<p>ซึ่งมีความท้าทายในการเป็นฐานการผลิตของอุตสาหกรรมหนักและการขับเคลื่อนองคาพยพในรายสาขาต่างๆ (Sector) ภายใต้เป้าหมายเดียวกัน หากสามารถเปลี่ยนให้เป็นเมืองคาร์บอนต่ำได้สำเร็จ จ.สระบุรี จะสามารถเป็นต้นแบบให้กับจังหวัดหรือพื้นที่อื่นๆ ในการแก้ปัญหาได้</p>



<p>ดร. กิติพงศ์ กล่าวต่อไปว่า สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์ เป็นส่วนย่อของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และเชื่อว่าจังหวัดสระบุรีจะเป็นจังหวัดแรกที่ประสบความสำเร็จ เพราะว่ามีองคาพยพที่พร้อมและสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม TCMA ที่เข้มแข็ง รวมไปถึงชุมชน เกษตรกรรม และการมีส่วนร่วมในภาคครัวเรือน องคาพยพทั้งหมดนี้ส่งเสริมให้สระบุรีมีการทำงานร่วมกันที่ดี จึงเหมาะสมที่จะเป็นจังหวัดนำร่องในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ในประเทศไทย</p>



<p>อย่างไรก็ตาม การจะทำให้ไปสู่เป้าหมายการเป็นเมืองคาร์บอนต่ำได้สำเร็จนั้นต้องใช้นวัตกรรมและรูปแบบการทำงานข้ามภาคส่วน ความเข้มแข็งของเจ้าของพื้นที่และผู้นำของแต่ละภาคส่วนที่มีบทบาทแตกต่างกัน รวมทั้งการขอรับการสนับสนุนจากระดับนานาชาติที่มากพอให้เกิดการสร้างความเปลี่ยนแปลง และเพิ่มโอกาสของการได้รับการสนับสนุน จึงเป็นที่มาของการเกิดเป็นโครงการสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ มุ่งเน้นการลดก๊าซเรือนกระจกตั้งแต่ระดับนโยบายและปฏิบัติ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/02/I6gd5Tv3d2pYqcUJr3mn.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด"/></figure>
</div>


<p></p>



<h2 class="wp-block-heading">อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050</h2>



<p>ศาณิต เกษสุวรรณ ที่ปรึกษาสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย กล่าวว่า สภาพอากาศในปีที่ผ่านมานั้นถือว่ามีอุณหภูมิสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ ดังนั้นเราต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้อย่างเร่งด่วน ด้วยการให้ภาคอุตสาหกรรมลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ให้ได้มากที่สุด และช่วยดึงคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศออกมา เช่น การปลูกป่า เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้กับโลก นอกจากนี้ ยังได้ให้ลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ จากอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ด้วยการใช้ไฟฟ้าจากโซลาเซลล์ งดการใช้ถ่านหินและหินปูนให้ได้มากที่สุด</p>



<p>ขณะที่ ดร.ชนะ ภูมี นายกสมาคมอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ไทย กล่าวว่า TCMA ในฐานะสมาคมที่เป็นความร่วมมือของผู้ผลิตปูนซีเมนต์ชั้นนำของประเทศ และเป็นอุตสาหกรรมหลักของจังหวัดสระบุรี จึงเป็นสาขา สำคัญที่จะมีบทบาทต่อการสนับสนุนการดำเนินการของโมเดลสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ แนวทางปฏิบัติที่จะพัฒนาอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และดำเนินอุตสาหกรรมด้วยความรับผิดชอบต่อสังคม</p>



<p>มุ่งสู่เป้าหมายการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emission) ตาม “แผนที่นำทางการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์และคอนกรีตของไทยมุ่งสู่การปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ พ.ศ. 2593” (2050 Net Zero Cement and Concrete Roadmap)</p>



<p>ความร่วมมือระหว่าง สอวช. และ TCMA มีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมสมาชิกของ TCMA ซึ่งเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์ของไทยทุกราย เข้ามาร่วมกันดำเนินการ ด้วยการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยี และการใช้กลไกการสนับสนุนจากระดับนานาชาติ เชื่อมสร้างการมีส่วนร่วมของภาคส่วนต่าง ๆ ให้เกิดการทำงานร่วมกัน</p>



<p>เพื่อพัฒนาระบบนิเวศเมืองของจังหวัดสระบุรี ผ่านการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสีเขียว ด้วยนวัตกรรมและเทคโนโลยี โดยการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เป็นส่วนสำคัญในการช่วยให้แผนงานลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศประสบความสำเร็จ และสนับสนุนอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์เปลี่ยนผ่านสู่ Net Zero 2050</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/02/RNDcE3v2wYxzwZdfRl1T.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด"/></figure>
</div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">การดำเนินงานครอบคลุมด้านหลักๆ ดังนี้</h3>



<ol class="wp-block-list">
<li>การวิจัยพัฒนาใช้วัสดุทดแทนปูนเม็ดเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิต และการใช้นาโนเทคโนโลยีเพื่อให้ปูนซีเมนต์มีคุณสมบัติดีขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ทั้งการพัฒนาความรู้ การปรับเปลี่ยนเครื่องจักร รวมไปถึงการปรับเปลี่ยนข้อกำหนด มาตรฐานการใช้งานของแต่ละหน่วยงานให้สอดคล้องกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ และการส่งเสริมใช้งาน</li>



<li>การพัฒนาผลิตภัณฑ์คอนกรีตที่ลดการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ในกระบวนการผลิตและการก่อสร้าง</li>



<li>การพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ ช่วยลดระยะเวลา แรงงาน รวมทั้งลด Waste ในการก่อสร้าง</li>



<li>การวิจัยพัฒนาการใช้เชื้อเพลิงชีวมวล (Biomass) และเชื้อเพลิงขยะ (RDF) เพื่อใช้ทดแทนถ่านหิน ซึ่งจะสามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ประมาณ 9 – 12 ล้านตัน ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ /ปี และลดการเกิดฝุ่น PM 2.5 จากการเผาของภาคเกษตร และช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร รวมทั้งทำให้การจัดการขยะของจังหวัดสระบุรีเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ</li>



<li>การวิจัยและพัฒนา Carbon Capture and Utilization/Storage (CCUS) เป็นโครงการสำคัญที่จะช่วยลด ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เนื่องจากยังมีสัดส่วนของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ยังเหลืออยู่จากกระบวนการต่างๆ ในสัดส่วนที่ค่อยข้างสูง โครงการ CCUS ยังเป็นเรื่องใหม่ของประเทศและเทคโนโลยีด้านนี้ยังมีอยู่อย่างจำกัด ซึ่งการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก มีความจำเป็นที่จะต้องได้รับความร่วมจากทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ในการสนับสนุนข้อมูล เทคโนโลยี และเงินทุนทั้งในและต่างประเทศในการศึกษาและวิจัย</li>
</ol>



<p>ดร. กิติพงศ์ พร้อมวงค์ ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวว่า สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์เป็นส่วนย่อของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และเชื่อว่าจังหวัดสระบุรีจะเป็นจังหวัดแรกที่ประสบความสำเร็จ เพราะว่ามีองคาพยพที่พร้อมและสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มอุตสาหกรรม TCMA ที่เข้มแข็ง รวมไปถึงชุมชน เกษตรกรรม และการมีส่วนร่วมในภาคครัวเรือน องคาพยพทั้งหมดนี้ส่งเสริมให้สระบุรีมีการทำงานร่วมกันที่ดี จึงเหมาะสมที่จะเป็นจังหวัดนำร่องในการลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้เป็นศูนย์ในประเทศไทย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/02/NXXEH5P6iefnbYMNxsq5.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด"/></figure>
</div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">จาก “หญ้าเนเปียร์” สู่พืชพลังงานทดแทนในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์</h3>



<p>ด้าน เจริญชัย เฉลียวเกรียงไกร ประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี กล่าวว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานสู่ Net Zero 2050 หรือ Energy Transition เป็นหนึ่งในมาตรการหลักของการขับเคลื่อนสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ เมืองคาร์บอนต่ำ จึงได้มีความร่วมมือดำเนินงานระหว่างภาคส่วนที่เกี่ยวข้องด้วยการสร้างงานในพื้นที่บนฐานนิเวศการลงทุนพืชพลังงาน โดยส่งเสริมการปลูกหญ้าเนเปียร์เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมที่จะยกระดับสระบุรีสู่การเป็นเมืองคาร์บอนต่ำที่น่าอยู่ (Low Carbon and Livable City)</p>



<p>เป็นหนึ่งในความร่วมมือดำเนินงานระหว่างจังหวัดสระบุรี สภาอุตสาหกรรมจังหวัดสระบุรี และ TCMA โดยการสนับสนุนของหน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.) สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เพื่อศึกษาวิจัยการส่งเสริมและยกระดับพื้นที่ชุมชนเป็นพื้นที่ต้นแบบระบบนิเวศพืชพลังงานนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงทดแทนถ่านหินในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์</p>



<p>โดยดำเนินการนำร่องทดลองปลูกหญ้าเนเปียร์ ในพื้นที่ประมาณ 100 ไร่ ในตำบลเขาเกตุ อำเภอทับกวาง จังหวัดสระบุรี และสร้างกลไกการมีส่วนรวมของภาคประชาชนระดับพื้นที่ในรูปแบบวิสาหกิจชุมชนที่คาดหวังการนำพลังงานสะอาดนี้เข้ามาทดแทนพลังงานจากถ่านหินซึ่งเป็นเชื้อเพลิงหลักของกระบวนการผลิตปูนซีเมนต์</p>



<p>สำหรับหญ้าเนเปียร์เมื่อมีอายุเกิน 4-5 เดือน จะเป็นเส้นใยแล้วค่อยทำให้แห้ง ส่งเข้าที่โรงปูน โรงปูนจะรับซื้อตันละ 1,500 บาท กิโลกรัมละ 1.50 บาท เพื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงที่ใช้ทดแทนถ่านหิน แต่การดูแลหญ้าเนเปียร์ยังยากลำบากอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปุ๋ย น้ำ การเก็บเกี่ยว เพราะเกษตรกรมีความสามารถที่จำกัดในการทำให้หญ้าเนเปียร์ย่อยและแห้งได้เอง อาจจะต้องมีการลงทุนโรงอบเพิ่มเติมในอนาคต</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/02/fQqyoxrXpB1bTo8dNRM3.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>ขณะที่ สมาน แก่นพุทธา สมาชิกสภาเทศบาลเมืองทับกวาง และประธานกรรมการผู้จัดการบริษัท เฟิร์ส์ เอนเนอร์ยี่ครอป จำกัด กล่าวว่า หญ้าเนเปียร์ เป็นพืชพลังงานที่มีอายุยาวนานถึง 7-8 ปี สามารถดูดซึมคาร์บอนได้เร็ว นอกจากนำไปเป็นพืชพลังงานแล้ว หญ้าเนเปียร์ยังสามารถนำไปเป็นอาหารสัตว์ได้ด้วย ทำให้ชาวบ้านมีรายได้หลายทางจากการปลูกหญ้าเนเปียร์ ถือเป็นอีกตัวเลือกให้เกษตรกร นอกจากการทำนาและไร่ข้าวโพด</p>



<h3 class="wp-block-heading">เปลี่ยนขยะธรรมดาๆ ให้เป็นพลังงาน ด้วย “ตาลเดี่ยวโมเดล”</h3>



<p>ดร.เรวดี อนุวัฒนา ผู้เชี่ยวชาญวิจัยสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กล่าวถึงโครงการ “ตาลเดี่ยวโมเดล” ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนสระบุรีแซนด์บ็อกซ์ว่า วว. ร่วมกับหน่วยงานท้องถิ่น องค์การบริการส่วนตำบลตาลเดี่ยว และจังหวัดสระบุรี ในการขับเคลื่อนการพัฒนาความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์มาแก้ไขปัญหาขยะชุมชน เน้นการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรและพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีนวัตกรรมและเทคโนโลยีการจัดการขยะ 2 แนวทาง คือ การเปลี่ยนขยะเป็นพลังงาน (Waste to Energy) และการเปลี่ยนขยะเพื่อสร้างรายได้ (Waste to Wealth)</p>



<p>โดยการสร้างแรงจูงใจให้กับชุมชนในการจัดการขยะที่ต้นทาง ร่วมกับการเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อเปลี่ยนขยะเป็นพลังงานสะอาดรวมถึงผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม ด้วยการยกระดับขยะที่ดำและสกปรกให้กลายเป็นเกล็ดที่มีคุณภาพสูง และนำไปต่อยอดทำเส้นใยให้มีราคา ทำให้เกิดการจ้างงาน สร้างรายได้สู่ชุมชน ลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังลดความเสี่ยงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศด้วย</p>



<p>“การขับเคลื่อนโครงการดำเนินงานใน 2 มิติ คือ การฝึกอบรมถ่ายทอดองค์ความรู้และงานวิจัย เพื่อลดปริมาณการเกิดขยะมูลฝอยจากครัวเรือนด้วยหลักการ 3Rs ให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ สร้างรายได้ให้แก่ชุมชน ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมสร้างเครื่องจักรในการคัดแยกขยะระบบกึ่งอัตโนมัติ รองรับการแก้ไขปัญหาทั้งขยะเก่าและขยะใหม่ ประมาณ 20 ตัน/วัน ในการแปรรูปขยะมูลฝอยเป็นพลาสติกรีไซเคิล สารปรับปรุงดิน น้ำหมักชีวภาพ เชื้อเพลิงจากขยะ (Refuse Derived Fuels: RDF) และพลังงานชีวภาพสะอาด ร่วมกับการลดมลพิษทางสิ่งแวดล้อม และการสร้างมูลค่าเพิ่มจากขยะที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อพัฒนาให้เป็นต้นแบบการจัดการขยะชุมชนด้วยนวัตกรรมอย่างครบวงจร”</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2024/02/DmXyGKbbUZCfr4Y1K6Sl.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="เปิดเมืองต้นแบบคาร์บอนต่ำ 'สระบุรีแซนด์บ๊อกซ์' แก้ปัญหาโลกเดือด"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/environment/1114953" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>Net Zero คืออะไร? ทำยังไงให้ไปถึงศูนย์</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/what-is-net-zero/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 03 Jan 2024 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=22617</guid>

					<description><![CDATA[ชวนไปหาคำตอบว่า Net Zero คืออะไร ทำไมหลายบริษัทใหญ่ๆ จึงให้ความสำคัญ แล้วจะทำอย่างไรให้ไปถึงศูนย์ท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ คลิปนี้มีคำตอบ โลกเรากําลังป่วยจริงๆ นักวิทยาศาสตร์รู้มานานมากกว่า 50 ปีแล้ว ว่าโลกเรากำลังแย่ และอุณหภูมิกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนคนกำลังเป็นไข้เรื้อรัง และอาการของโลกที่กำลังเป็นไข้เริ่มแผลงฤทธิ์ เพราะตอนนี้&#160;โลกร้อน&#160;ขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น เฉลี่ยประมาณหนึ่งองศานิดๆ เราจึงประสบกับภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นอย่างที่เห็น&#160; ตอนนี้เรากำลังแข่งกับเวลาที่เดินหน้าทุกวัน แข่งกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ภารกิจจับมือกันกู้โลกจึงต้องรีบทำโดยด่วน ไม่ใช่ว่าบริษัทใดหรือประเทศใดประเทศหนึ่งถึง Net Zero ก่อนแล้วจะชนะ แต่ถ้าเรา Net Zero ไม่ได้ทั้งโลก เราก็จะอยู่ไม่ได้กันหมด แล้วจะทำยังไงให้อุณหภูมิไม่เกิน มาหาคำตอบกันในคลิปนี้ Source : กรุงเทพธุรกิจ]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ชวนไปหาคำตอบว่า Net Zero คืออะไร ทำไมหลายบริษัทใหญ่ๆ จึงให้ความสำคัญ แล้วจะทำอย่างไรให้ไปถึงศูนย์ท่ามกลางอุณหภูมิโลกที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ คลิปนี้มีคำตอบ</p>



<p>โลกเรากําลังป่วยจริงๆ นักวิทยาศาสตร์รู้มานานมากกว่า 50 ปีแล้ว ว่าโลกเรากำลังแย่ และอุณหภูมิกำลังสูงขึ้นเรื่อยๆ เหมือนคนกำลังเป็นไข้เรื้อรัง และอาการของโลกที่กำลังเป็นไข้เริ่มแผลงฤทธิ์ เพราะตอนนี้&nbsp;<strong>โลกร้อน&nbsp;</strong>ขึ้นกว่าที่ควรจะเป็น เฉลี่ยประมาณหนึ่งองศานิดๆ เราจึงประสบกับภัยธรรมชาติรุนแรงขึ้นอย่างที่เห็น&nbsp;</p>



<p>ตอนนี้เรากำลังแข่งกับเวลาที่เดินหน้าทุกวัน แข่งกับอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น ภารกิจจับมือกันกู้โลกจึงต้องรีบทำโดยด่วน ไม่ใช่ว่าบริษัทใดหรือประเทศใดประเทศหนึ่งถึง <strong>Net Zero</strong> ก่อนแล้วจะชนะ แต่ถ้าเรา Net Zero ไม่ได้ทั้งโลก เราก็จะอยู่ไม่ได้กันหมด แล้วจะทำยังไงให้อุณหภูมิไม่เกิน มาหาคำตอบกันในคลิปนี้</p>



<figure class="wp-block-embed is-type-video is-provider-youtube wp-block-embed-youtube wp-embed-aspect-16-9 wp-has-aspect-ratio"><div class="wp-block-embed__wrapper">
<div class="epyt-video-wrapper"><iframe  id="_ytid_32286"  width="847" height="476"  data-origwidth="847" data-origheight="476"  data-relstop="1" src="https://www.youtube.com/embed/CFiVKV5oBFc?enablejsapi=1&#038;autoplay=0&#038;cc_load_policy=0&#038;cc_lang_pref=&#038;iv_load_policy=1&#038;loop=0&#038;rel=0&#038;fs=1&#038;playsinline=0&#038;autohide=2&#038;theme=dark&#038;color=red&#038;controls=1&#038;disablekb=0&#038;" class="__youtube_prefs__  epyt-is-override  no-lazyload" title="YouTube player"  allow="fullscreen; accelerometer; autoplay; clipboard-write; encrypted-media; gyroscope; picture-in-picture; web-share" referrerpolicy="strict-origin-when-cross-origin" allowfullscreen data-no-lazy="1" data-skipgform_ajax_framebjll=""></iframe></div>
</div></figure>



<p></p>



<p>Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/corporate-moves/environment/1105960" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ACER ปักหมุด Net Zero ท้าพิสูจน์ใช้พลังงานหมุนเวียน 60% ปี 2025</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/acer-net-zero/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Dec 2023 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=22525</guid>

					<description><![CDATA[เอเซอร์ เดินแผนขยายไลน์โปร์ดักส์ไลฟ์สไตล์รักษ์โลกเต็มสตรีม พุ่งสู่เป้า Net Zero 2050 นำวัสดุ PCR ใช้ในผลิตภัณฑ์หลักทั้งโน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป และมอนิเตอร์ พร้อมร่วมโครงการ RE100 ระดับโลก ประกาศคำมั่นใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2035 Acer Group&#160;ได้ให้คำมั่นว่าจะปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ. 2050) ซึ่งปีที่แล้ว&#160;นายอลัน เจียง กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีนบริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด ให้ข้อมูลว่า เอเซอร์ในปี พ.ศ.2565 สามารถเติบโตได้กว่า 40% กลับมาครองตำแหน่งผู้นำในตลาดคอมพิวเตอร์ด้วยส่วนแบ่งกว่า 23% ขณะเดียวกันได้ประกาศกลยุทธ์ใหม่ในการก้าวข้ามธุรกิจพีซี สู่การเป็น&#160;“ไลฟ์สไตล์แบรนด์”&#160;สร้างการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้กว้างขึ้น จากสินค้าที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่เครื่องฟอกอากาศ จนถึงเครื่องดื่มชูกำลัง นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เอเซอร์&#160;กล่าวว่า การทรานสฟอร์มเอเซอร์สู่ไลฟ์สไตล์แบรนด์ ดำเนินการภายใต้เป้าหมายการสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ ที่ครอบคลุมถึงพันธมิตร อีโคซิสเต็มพาร์ตเนอร์ และสิ่งแวดล้อม โดยเอเซอร์ได้เข้าร่วมโครงการ RE100 ระดับโลก และประกาศคำมั่นที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน 100% [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เอเซอร์ เดินแผนขยายไลน์โปร์ดักส์ไลฟ์สไตล์รักษ์โลกเต็มสตรีม พุ่งสู่เป้า Net Zero 2050 นำวัสดุ PCR ใช้ในผลิตภัณฑ์หลักทั้งโน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป และมอนิเตอร์ พร้อมร่วมโครงการ RE100 ระดับโลก ประกาศคำมั่นใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี 2035</p>



<p><strong>Acer Group</strong>&nbsp;ได้ให้คำมั่นว่าจะปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ.2593 (ค.ศ. 2050) ซึ่งปีที่แล้ว<strong>&nbsp;นายอลัน เจียง กรรมการผู้จัดการประจำประเทศไทยและภูมิภาคอินโดจีน</strong>บริษัท เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ จำกัด ให้ข้อมูลว่า เอเซอร์ในปี พ.ศ.2565 สามารถเติบโตได้กว่า 40% กลับมาครองตำแหน่งผู้นำในตลาดคอมพิวเตอร์ด้วยส่วนแบ่งกว่า 23% ขณะเดียวกันได้ประกาศกลยุทธ์ใหม่ในการก้าวข้ามธุรกิจพีซี สู่การเป็น&nbsp;<strong>“ไลฟ์สไตล์แบรนด์”</strong>&nbsp;สร้างการเข้าถึงกลุ่มผู้บริโภคให้กว้างขึ้น จากสินค้าที่มีความหลากหลาย ตั้งแต่เครื่องฟอกอากาศ จนถึงเครื่องดื่มชูกำลัง</p>



<p><strong>นายนิธิพัทธ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด เอเซอร์</strong>&nbsp;กล่าวว่า การทรานสฟอร์มเอเซอร์สู่ไลฟ์สไตล์แบรนด์ ดำเนินการภายใต้เป้าหมายการสร้างความยั่งยืนของธุรกิจ ที่ครอบคลุมถึงพันธมิตร อีโคซิสเต็มพาร์ตเนอร์ และสิ่งแวดล้อม โดยเอเซอร์ได้เข้าร่วมโครงการ RE100 ระดับโลก และประกาศคำมั่นที่จะใช้พลังงานหมุนเวียน 100% ภายในปี พ.ศ.2578 (ค.ศ.2035) และยังสร้างความท้าทายให้กับองค์กรด้วยการประกาศเป้าใช้พลังงานหมุนเวียน 60% ภายในปี พ.ศ. 2568 (ค.ศ.2025) หลังประสบความสำเร็จกับการปรับใช้พลังงานหมุนเวียน 45% ในปี พ.ศ.2564 (ค.ศ.2021)</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>เอเซอร์ กรุ๊ป Net Zero 2050</strong></li>
</ul>



<p>เมื่อเมษายนที่ผ่านมา เอเซอร์ กรุ๊ป ที่ไต้หวัน ได้ประกาศให้คำมั่นที่จะบรรลุการปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปีพ.ศ.2593 (ค.ศ.2050) และประกาศกลยุทธ์ 9 ประการ ภายใต้ 3 เสาหลักของการปฏิบัติการ ผลิตภัณฑ์และบริการ และห่วงโซ่คุณค่า</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://medias.thansettakij.com/uploads/images/contents/w1024/2023/12/VXy7u8Rn79Q6HQGcq6ed.webp" alt="ACER ปักหมุด Net Zero ท้าพิสูจน์ใช้พลังงานหมุนเวียน 60% ปี 2025"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>กลยุทธ์ 9 ประการ ได้แก่ ลดการใช้พลังงานให้เหลือน้อยที่สุด ใช้พลังงานทดแทน การกำจัดและการชดเชยคาร์บอน ผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคาร์บอนตํ่า เลือกวัสดุที่ยั่งยืน แอปพลิเคชันอัจฉริยะ หมุนเวียน และหมุนเวียน มุ่งมั่นที่จะลดคาร์บอน การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และโลจิสติกส์ และตระหนักถึงเศรษฐกิจคาร์บอนตํ่าและเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนโดยรวม</p>



<p>เอเซอร์ ยังได้ลงนามในข้อตกลงการซื้อพลังงานระดับองค์กร (CPPA) ระยะยาวเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนกับ Energy Helper TCC Corp. ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Taiwan Cement Corp. จะจัดหาพลังงานลมประมาณ 10 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมงต่อปี เพื่อเดินหน้าสู่เป้าหมายในการจัดหาไฟฟ้าหมุนเวียน 100% ภายในปี พ.ศ. 2578 และมุ่งไปสู่การปล่อยก๊าซคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ภายในปี พ.ศ. 2593</p>



<p>พร้อมกันนี้ ยังดำเนินการนำวัสดุ PCR หรือพลาสติกรีไซเคิล กลับมาใช้ในผลิตภัณฑ์หลักทั้งโน้ตบุ๊ก เดสก์ท็อป และมอนิเตอร์ เริ่มจาก Acer Vero ที่วางจำหน่ายและได้รับผลตอบรับที่ดีจากผู้บริโภค โดยมีเป้าใช้วัสดุที่เป็นพลาสติก PCR ในผลิตภัณฑ์หลักสูงถึง 30% ในปี พ.ศ.2568</p>



<p>นายนิธิพัทธ์ กล่าวอีกว่า เอเซอร์ คอมพิวเตอร์ เดินเครื่องโครงการ Earthion พัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เปิดตัว Acer Aspire Vero โน้ตบุ๊กรักษ์โลกที่เป็น Eco Design ใช้วัสดุ PCR (Post-Consumer Recycled) โดยเอเซอร์คิดว่า ต้องตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนเกี่ยวกับความยั่งยืน ที่แบ่งเป็น 3 หมวดหมู่ ได้แก่ Climate change มุ่งเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียน ผลิตภัณฑ์คอมพิวเตอร์ มีการใช้พลังงาน น้อยลง 45% ภายในปี 2025 โดยเทียบกับปี 2016 เอเซอร์มีส่วนผลักดันให้ ซัพพลายเออร์ มุ่งมั่นในการปฏิบัติตาม RE100 และ SBT เพื่อช่วยลดคาร์บอน, Circular Economy เพิ่มปริมาณการนำพลาสติก PCR 20-30% มาใช้ในสินค้ากลุ่มต่างๆ และ Social Impact พนักงานมีส่วนร่วมในโครงการและกิจกรรมเพื่อสังคมมากกว่า 90%</p>



<p>เอเซอร์ยังได้ขยายไลน์การผลิตในกลุามสินค้ารักษ์โลก ไม่เพียงแต่ โน๊ตบุ๊ค Acer Aspire Vero แต่ยังมีเครื่องฟอกอากาศ Router Wifi โปรเจอเตอร์ และอื่นๆ ที่ใช้วัสดุรีไซเคิลในการผลิต รวมถึงการปรับเปลี่ยนแพคเกจจิิ้งไปสู่วัสดุรีไซเคิลทั้งหมด</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>อัดกิจกรรมลด E-Waste</strong></li>
</ul>



<p>นอกจากการปรับแผนการผลิตในองค์กร เอเซอร์ยังจัดกิจกรรมร่วมกับคู่ค้า เพื่อลดปริมาณขยะอิเลคทรอนิกส์ (E-Waste) อาทิ “ถูกทิ้ง | ทิ้งถูก” โครงการด้าน E-Waste ที่ให้ความสำคัญกับการจัดการขยะอิเล็กทรอนิกส์ โดยตั้งจุดทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ ณ ศูนย์บริการเอเซอร์กว่า 10 สาขา และมีแผนจะเพิ่มจุดวางให้ได้มากขึ้น คาดว่าในปีนี้จะเพิ่มขึ้นปริมาณการจัดเก็บได้อีก 20%</p>



<p>อีกหนึ่งกิจกรรมคือ&nbsp;<strong>“ทอใหม่ (จาก) เส้นใย ขวดเก่า”&nbsp;</strong>รวบรวมและนำส่งขวดนํ้าพลาสติก สให้กับศูนย์การเรียนรู้และจัดการขยะชุมชน “วัดจากแดง” เพื่อนำไปรีไซเคิลเป็นเส้นใยพลาสติกและผลิตเป็นผ้าไตรจีวรสำหรับพระสงฆ์ ตั้งแต่เริ่มกิจกรรมจนถึงขณะนี้ได้ส่งต่อขวดนํ้าพลาสติกไปยังวัดจากแดง รวมแล้วมากกว่า 1,800 ขวด ช่วยผลิตผ้าไตรจีวรได้มากว่า 120 ชุด และกิจกรรม<strong>“เหลือขอ : ขอที่เหลือ เพื่อแบ่งปัน”</strong>&nbsp;ร่วมกับมูลนิธิบ้านนกขมิ้นสร้างคุณค่าให้กับของเหลือใช้ ส่งต่อเป็นโอกาส รายได้สำหรับค่าอาหาร ค่าเทอมให้กับเด็ก ๆ</p>



<p>นอกจากนี้ ยังร่วมกับคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เก็บข้อมูลขยะต่าง ๆ และจัดทำเสื้อยูนิฟอร์มเอเซอร์ ที่ทำจากขวดพลาสติก ให้กับพนักงานของเอเซอร์ รวมทั้งแคมเปญลดการใช้ลิฟท์ ลดการใช้ขวดพลาสติก เป็นต้น</p>



<p>นายนิธิพัทธ์ ยํ้าว่า การเลือกผลิตสินค้าออกสู่ตลาด รวมทั้งการสร้างสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จะต้องคำนึงถึงความเหมาะสมกับวิถีชีวิตของผู้ใช้งาน และต้องเป็นสินค้าที่มีโอกาสในการทำตลาดได้ เป้าของบริษัทแม่ดูเรื่องความยั่งยืน ตัวไหนที่สามารถแทนด้วยวัสดุรีไซเคิลได้ เอเซอร์ทำแน่นอน และต้องขยายไลน์ออกไปเรื่อย ๆ</p>



<p>Source : <a href="https://www.thansettakij.com/sustainable/zero-carbon/582952" target="_blank" rel="noopener">ฐานเศรษฐกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รับมือกติกาโลกใหม่ อียูจับมือไทยแก้ “โลกรวน” สรรพสามิตชงเก็บภาษีคาร์บอน</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/road-to-net-zero/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 18 Sep 2023 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=22085</guid>

					<description><![CDATA[อียูพร้อมช่วยไทยรับมือภาวะโลกรวน เปิดเวทีติวเข้มเอกชนไทยปรับตัวรับกติกาค้าโลกใหม่ สรรพสามิตจ่อชงรัฐบาล “เศรษฐา” เก็บภาษีปล่อยคาร์บอน “พาณิชย์” ดัน BCG Model เป็นทางออกผู้ประกอบการสู้ศึกค้าโลก ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย และเนชั่นกรุ๊ป จัดงานสัมมนา&#160;“Road to Net Zero โอกาสและความท้าทายทางธุรกิจ”&#160;โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสบการณ์ที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ นางสาวซารา เรโซอาลญิ&#160;อุปทูตรักษาการคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า สหภาพยุโรปหรืออียู และไทย ต่างมีความมุ่งหมายร่วมกัน มุ่งหน้าสู่การเป็นสังคมที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์โดยทางอียูตั้งเป้าไว้ที่ปี ค.ศ. 2050 อย่างไรก็ตามประชาคมโลกมีความก้าวหน้า ในการรับมือกับภัยคุกคามสภาพอากาศ จากการที่มีการทำข้อตกลงปารีสซึ่งมีเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียสโดยพยายามให้เพิ่มขึ้นที่ระดับเพียง1.5 องศาเซลเซียส ให้ได้ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่นานาประเทศในโลกต้องทำให้คำมั่นสัญญากลายเป็นการลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม ก้าวต่อไปที่สำคัญของความพยายามระดับโลกในการรับมือกับปัญหาสภาพอากาศคือการประชุม COP28 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พ.ย.ถึง 12 ธ.ค. 2566 ซึ่งอียูจะเดินหน้าสนับสนุนข้อเสนอเกี่ยวกับ&#160;“พันธกิจการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานโลก”&#160;(Global Energy Transition Pledge) ซึ่งมี 3 องค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวโยงกัน นั่นคือ ทั้งนี้ อียูมีนโยบายที่เรียกว่า European Green Deal ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของข้อตกลงปารีสถือเป็นพันธกิจที่มีความผูกพันตามกฎหมาย [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>อียูพร้อมช่วยไทยรับมือภาวะโลกรวน เปิดเวทีติวเข้มเอกชนไทยปรับตัวรับกติกาค้าโลกใหม่ สรรพสามิตจ่อชงรัฐบาล “เศรษฐา” เก็บภาษีปล่อยคาร์บอน “พาณิชย์” ดัน BCG Model เป็นทางออกผู้ประกอบการสู้ศึกค้าโลก</p>



<p>ฐานเศรษฐกิจ มัลติมีเดีย และเนชั่นกรุ๊ป จัดงานสัมมนา&nbsp;<strong>“Road to Net Zero โอกาสและความท้าทายทางธุรกิจ”</strong>&nbsp;โดยได้รับเกียรติจากผู้ทรงคุณวุฒิเข้าร่วมเป็นวิทยากรแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และประสบการณ์ที่จะรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p>



<p><strong>นางสาวซารา เรโซอาลญิ</strong>&nbsp;อุปทูตรักษาการคณะผู้แทนสหภาพยุโรปประจำประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษว่า สหภาพยุโรปหรืออียู และไทย ต่างมีความมุ่งหมายร่วมกัน มุ่งหน้าสู่การเป็นสังคมที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สุทธิเป็นศูนย์โดยทางอียูตั้งเป้าไว้ที่ปี ค.ศ. 2050</p>



<p>อย่างไรก็ตามประชาคมโลกมีความก้าวหน้า ในการรับมือกับภัยคุกคามสภาพอากาศ จากการที่มีการทำข้อตกลงปารีสซึ่งมีเป้าหมายควบคุมอุณหภูมิโลกให้เพิ่มขึ้นไม่เกิน 2 องศาเซลเซียสโดยพยายามให้เพิ่มขึ้นที่ระดับเพียง1.5 องศาเซลเซียส ให้ได้ดังนั้นจึงเป็นช่วงเวลาที่นานาประเทศในโลกต้องทำให้คำมั่นสัญญากลายเป็นการลงมือทำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>เสนอ 3 ข้อพันธกิจใน COP28</strong></li>
</ul>



<p>ก้าวต่อไปที่สำคัญของความพยายามระดับโลกในการรับมือกับปัญหาสภาพอากาศคือการประชุม COP28 ที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์จะเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 พ.ย.ถึง 12 ธ.ค. 2566 ซึ่งอียูจะเดินหน้าสนับสนุนข้อเสนอเกี่ยวกับ&nbsp;<strong>“พันธกิจการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานโลก”&nbsp;</strong>(Global Energy Transition Pledge) ซึ่งมี 3 องค์ประกอบสำคัญที่เกี่ยวโยงกัน นั่นคือ</p>



<ol class="wp-block-list">
<li> เพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนโดยเฉลี่ย 3 เท่าระหว่างปีนี้และปี 2030</li>



<li> เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานอัตราเฉลี่ยรายปีในช่วงทศวรรษนี้เป็นสองเท่า</li>



<li> ทยอยยกเลิกการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลอย่างสิ้นเชิงก่อนปีค.ศ. 2050</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://medias.thansettakij.com/uploads/images/contents/w1024/2023/09/i6jUknRVU96HwrAkB8fv.webp" alt="รับมือกติกาโลกใหม่ อียูจับมือไทยแก้ “โลกรวน” สรรพสามิตชงเก็บภาษีคาร์บอน"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>ทั้งนี้ อียูมีนโยบายที่เรียกว่า <strong>European Green Deal </strong>ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจของข้อตกลงปารีสถือเป็นพันธกิจที่มีความผูกพันตามกฎหมาย เกิดจากกฎหมายสภาพอากาศยุโรป หรือ European Climate Law ประกอบด้วยแผนดำเนินการต่าง ๆ 50 มาตรการที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2021 ภายใต้กฎหมายดังกล่าว มีการกำหนดเป้าหมายใหม่ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอย่างน้อย 55% (เมื่อเทียบกับปี 1990) ภายในปี 2030 และพร้อม ๆ กับกฎหมายดังกล่าว มีการนำเสนอแพ็คเกจที่เรียกว่า Fit for 55 ที่มีความริเริ่มต่าง ๆ มากมายที่จะชักจูงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้มุ่งไปสู่เป้าหมายเดียวกัน</p>



<p>อุปทูตอียูอธิบายเพิ่มเติมว่า ในขณะที่ลดการปล่อยก๊าซที่เป็นมลพิษ นโยบายของอียูจะสร้างกลยุทธ์การเติบโตใหม่ ๆ ควบคู่กันไป มีแผนการเปลี่ยนผ่านการใช้พลังงานไปสู่พลังงานสะอาด (green transition)ที่จะช่วยยกระดับเศรษฐกิจและสังคมได้ด้วยวิธีการต่างๆ</p>



<p>ความสำเร็จของ EU Emission Trading Scheme (ETS) ซึ่งเป็นระบบซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เป็นกลไกทางการตลาดรูปแบบหนึ่งและทำให้เกิดตลาดซื้อขายคาร์บอนขนาดใหญ่ที่สุดและเป็นแห่งแรกของโลก ซึ่งเป็นสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่าการลดปล่อยก๊าซโลกร้อนนั้นสามารถทำได้ด้วยการใช้กลไกที่คุ้มค่ากับการลงทุน</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>เร่งหารือลดผลกระทบ</strong></li>
</ul>



<p>อีกทั้ง เดินหน้าต่อยอดกลไกนี้ให้เติบโตต่อไป ด้วยการขยายขอบเขตครอบคลุมธุรกิจใหม่ อาทิ การขนส่งทางเรือ และด้วยการให้ความสำคัญกับธุรกิจที่สร้างมลภาวะมากที่สุด ขณะเดียวกันอียูก็ได้นำมาตรการ Carbon Border Adjustment Mechanism หรือ&nbsp;<strong>CBAM</strong>&nbsp;มาใช้ หรือที่เรียกว่า มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนกำลังจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2566 เป็นต้นไป เป้าหมายเพื่อบริหารจัดการการสร้างคาร์บอนไดออกไซด์ในกระบวนการผลิตสินค้าในประเทศที่สามที่ส่งออกมายังตลาดในอียูด้วยการสร้างความเท่าเทียมต้นทุนราคาคาร์บอนระหว่างสินค้าภายในอียูที่มีการบังคับใช้ระบบการซื้อขายใบอนุญาตปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS) กับสินค้าที่ผลิตภายนอกอียูผ่านการปรับราคาคาร์บอน เพื่อเร่งให้ประเทศคู่ค้าของอียูลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง</p>



<p>ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น คณะผู้แทนอียูประจำประเทศไทยร่วมกับองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (TGO) และกระทรวงพาณิชย์ จะร่วมกันจัดสัมมนาเกี่ยวกับเรื่อง CBAM ในวันที่ 28 กันยายนนี้ เพื่อให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมของไทยสามารถปรับตัวเพื่อให้สอดรับกับกฎเกณฑ์ใหม่ของอียู เช่นเรียนรู้วิธีการคำนวณ และการแจ้งสำแดงรายละเอียด ซึ่งในวันที่ 1 ต.ค.นี้จะเป็นการเริ่มต้นช่วงแห่งการปรับตัวและเปลี่ยนผ่าน (transitional period) ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ 1 ต.ค.2566 ถึงสิ้นปี 2568</p>



<p>“ปัจจุบันถือว่าสินค้าที่อยู่ในกลุ่มที่ครอบคลุมโดยกฎเกณฑ์ CBAM อาทิ ซีเมนต์ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ปุ๋ย ไฟฟ้า และไฮโดรเจน เป็นสินค้าที่ไทยไม่ได้มีการส่งออกไปยังอียูมากนัก ดังนั้นผลกระทบที่ไทยจะได้รับจากการบังคับใช้ CBAM จึงถือว่าน้อยมาก”</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>สรรพสามิตชงเก็บภาษีคาร์บอน</strong></li>
</ul>



<p><strong>นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ</strong>&nbsp;อธิบดีกรมสรรพสามิต กล่าวว่า ประเทศไทยประกาศเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 และการปล่อยคาร์บอนจะเป็นศูนย์ หรือ<strong>&nbsp;NET ZERO</strong>&nbsp;ในปี 2065 ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ประเทศไทยลงนามพันธสัญญาระหว่างประเทศไว้ อย่างไรก็ตาม การจะไปสู่เป้าหมายจะต้องมีเครื่องมือ โดยโอกาสและความท้าทายของธุรกิจจะต้องมีการปรับตัวด้วย เพราะธุรกิจไทยจะต้องปรับตัวเข้าสู่ NET ZERO แม้ไม่ปรับตัว โลก และกติกาโลกก็จะบีบบังคับให้ปรับตัวเช่นเดียวกัน</p>



<p>ในยุโรปเห็นได้ชัด มีการบังคับธุรกิจ มีการกำหนดปริมาณคาร์บอนของแต่ละธุรกิจที่จะสามารถปล่อยออกมาได้ หากทำไม่ได้ ต้องไปหาซื้อคาร์บอนในตลาด หรือ Emission Trading Scheme (ETS) เพื่อชดเชยการปล่อยคาร์บอนเกินเกณฑ์ และหากใครปล่อยคาร์บอนตํ่ากว่าเกณฑ์ที่กำหนดก็สามารถนำคาร์บอนไปขายได้</p>



<p>นอกจากนี้ ยังมี<strong>การเก็บภาษีคาร์บอน&nbsp;</strong>ซึ่งเป็นการระบุเลยว่าจะเก็บภาษีคาร์บอนเท่าใด ขณะนี้ในยุโรปใช้ไปแล้ว ส่วนในอาเซียน มีประเทศสิงคโปร์ที่มีผลบังคับใช้ มีการกำหนดว่า 1 ตันคาร์บอน จะเก็บภาษี 5-10 เหรียญสิงคโปร์ และจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามอุตสาหกรรมบางอุตสาหกรรม ฉะนั้น ราคาหรือภาษีจึงถูกกำหนดโดยรัฐบาล</p>



<p>ทั้งนี้ ในหลักการของยุโรปนั้น เมื่อบังคับใช้ข้อจำกัดการปล่อยคาร์บอนกับคนในประเทศแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้นคือทำให้ผู้ประกอบการย้ายฐานการผลิตไปยังต่างประเทศ และส่งสินค้าเข้ามาที่ยุโรป จึงได้ออกเกณฑ์การเก็บภาษีคาร์บอนที่พรมแดน ซึ่งจะเริ่มวันที่ 1 ต.ค.นี้ ในสินค้า 7 ประเภท ได้แก่ ไฟฟ้า ปุ๋ย ซีเมนต์ อลูมิเนียม เหล็ก ไฮโดรเจน และเหล็กที่มาจากต้นนํ้าและปลายนํ้า พร้อมกันนี้สหรัฐอเมริกา ก็กำลังจะทำกฎหมายในลักษณะเดียวกัน ผู้ที่ส่งสินค้าไปอเมริกาก็จะถูกเก็บภาษีคาร์บอนที่พรมแดน ฉะนั้น ธุรกิจไทยจะได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน</p>



<p>“สินค้าที่ยุโรปเริ่มเก็บ 7 ประเภทแรก ธุรกิจไทยอาจจะยังไม่ได้รับผลกระทบเยอะ แต่ในอนาคตจะมีการขยายรายการสินค้าออกไปเรื่อย ๆ ซึ่งประเทศไทยต้องเตรียมปรับตัวเพื่อรองรับสถานการณ์โลก”</p>



<p>นายเอกนิติ กล่าวอีกว่า การรับมือดังกล่าว กรมสรรพสามิตก็ได้ปรับบทบาทตัวเอง ไม่ใช่กรมที่เก็บภาษีเฉพาะเหล้า บุหรี่ แต่จะมุ่งเน้นสิ่งแวดล้อม สังคม ธรรมาธิบาล อะไรที่ส่งเสริมสิ่งแวดล้อมทางกรมจะลดภาษีให้ ส่วนอะไรที่ทำลายสิ่งแวดล้อมจะเก็บภาษีมากขึ้น</p>



<p>ยกตัวอย่าง รถยนต์ที่ใช้ ในประเทศไทย ปล่อยคาร์บอน 400 ล้านตันต่อปี โดยปัจจุบันการปล่อยก๊าซคาร์บอนสัดส่วน&nbsp;70% มาจากภาคขนส่งและพลังงาน ภาษีสรรพสามิตเก็บทั้งขนส่งและพลังงาน แต่เราจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการเก็บภาษี เพื่อให้เชื่อมโยงกับคาร์บอน ขณะนี้เราเก็บภาษีตามปริมาณคาร์บอนที่ปล่อย จากสมัยก่อนเก็บภาษีรถยนต์ตามขนาดกระบอกสูบ ซึ่งกรมได้ร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>คิดภาษีพลังงานตามการปล่อย CO2</strong></li>
</ul>



<p>นอกจากนี้ สิ่งที่กรมสรรพสามิตจะทำต่อมา คือ พลังงาน โดยทุกวันนี้ยังเป็นดีเซล ไบโอดีเซล และอื่น ๆ อยู่ ซึ่งใครที่ใส่ไบโอ เอทานอลเข้าไป จะลดภาษีให้ แต่อนาคตจะคิดภาษีพลังงานตามอัตราการปล่อยคาร์บอน ซึ่งกรมได้เตรียมนำเสนอรัฐบาลใหม่พิจารณา จะทำรูปแบบเช่นเดียวกันกับรถยนต์ ซึ่งเปลี่ยนจากกระบอกสูบ ไปผูกกับการปล่อยคาร์บอน</p>



<p>ทั้งนี้ เพื่อรองรับหากยุโรปและอเมริกาเริ่มเก็บภาษีที่พรมแดนเพื่อลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม ซึ่งตอนนี้กรมกำลังคุยกับกระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อทำโครงสร้างภาษีที่ต่างประเทศยอมให้มีการหักลดหย่อนได้ หากส่งออกไปยังยุโรป อเมริกา เป็นต้น</p>



<p>“ถ้าเราไม่ทำแบบนี้ เราจะโดนเก็บภาษีเมื่อส่งออกไปยังยุโรป หรืออเมริกาอยู่ดี ฉะนั้น นี่คือสิ่งที่กติกาโลกจะบีบบังคับให้เราทำ ดังนั้นในภาคธุรกิจสิ่งที่ต้องเตรียมพร้อม วันนี้ไม่ใช่แค่โอกาส และความท้าทาย เราต้องเตรียมพร้อมปรับตัว ธุรกิจเองก็ต้องเริ่มมีการวัดการปล่อยคาร์บอน เพราะท้ายที่สุดอีก 3 ปีข้างหน้า จะต้องใช้มาตรฐานของยุโรปเท่านั้น”</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>พาณิชย์ หนุนขับเคลื่อน BCG</strong></li>
</ul>



<p><strong>นายพรวิช&nbsp; ศิลาอ่อน</strong>&nbsp;รองอธิบดีกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP)กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า การค้าระหว่างประเทศหรือการส่งออกในบริบทของ Climate Change หรือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ถือเป็นความท้าทายดังนั้นโอกาสที่จะใช้ประโยชน์จาก BCG Eco nomic Model จึงถือเป็นยุทธศาสตร์ระดับชาติที่สำคัญของไทย</p>



<p>ปัจจุบันตลาดส่งออกหลักของการส่งออกสินค้าไทย สัดส่วนเกือบ 60% ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป (อียู) สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือไต้หวันซึ่งเป็นท็อปเท็นของตลาดส่งออกสินค้าไทย มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดถึงเข้มงวดที่สุด รวมถึงทั่วโลกมีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น และจะมีการบังคับใช้อย่างจริงจังในเร็ววัน ทั้งนี้เพื่อส่งผ่าน Sustainability หรือความยั่งยืน ด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมสู่ประชาชนของตน</p>



<p>แน่นอนว่าเรื่องดังกล่าวจะมีความท้าทาย และมีนัยสำคัญต่อการส่งออกของไทย และมีนัยสำคัญต่อการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยแน่นอน ขณะเดียวกันก็จะเป็นโอกาสสำหรับผู้ประกอบการไทยหากมีการปรับตัวในการผลิตและส่งออกสินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมลดปล่อยก๊าซคาร์บอน</p>



<p>&nbsp;“สิ่งที่เราทำแล้วและเราก็เห็นแล้วว่าประเทศไทยถ้าเรามองเรื่องนี้เป็นโอกาส เราเห็นตัวอย่างที่ดี ๆ มากมายและได้เห็นข้อได้เปรียบของผู้ประกอบการไทยและของสังคมไทยโดยรวมมากมาย เราเปลี่ยนโลกได้ถ้าเรามองโลกเป็นโอกาส ไม่ว่ามาตรการของประเทศคู่ค้าจะออกมาในรูปแบบของมาตรการบังคับ ไม่ว่าจะเป็น CBAM หรือเป็นมาตรการที่สมัครใจก็ตาม ถ้าเราเปลี่ยนมุมมองของเราได้ นี่คือโอกาสโดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการไทยซึ่งมีข้อได้เปรียบหลาย ๆ อย่าง”</p>



<p>นายพรวิช กล่าวอีกว่า กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ได้เห็นถึงโอกาสดังกล่าว ที่มาควบคู่กับนโยบายสำคัญของรัฐบาล และเทรนด์เรื่อง Sustainability หรือความยั่งยืนที่เป็นเชิงบังคับของกระแสโลก ดังนั้นจึงได้ส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ปรับแนวคิดในการดำเนินธุรกิจโดยใช้&nbsp;<strong>BCG Economy Model&nbsp;</strong>มากขึ้นเพื่อสร้างโอกาสที่ในการเข้าสู่ตลาดใหม่ ๆ และขยายตลาดส่งออกไปในตลาดสำคัญ ๆ ที่เป็นตลาดหลัก ๆ ของไทย ไม่ว่าจะเป็นสหภาพยุโรป สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอื่น ๆ ที่ยังมีโอกาสทางการตลาดอีกมหาศาล</p>



<p>รวมทั้งในช่วงต่อไปจะผลักไปอีกระดับหนึ่งเพื่อให้สู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) เพื่อทำให้ผู้ประกอบการเหล่านี้ มีความตระหนักถึงการต้องยกระดับไปอีกขั้นหนึ่งเพื่อให้รู้ว่าแต่ละบริษัทปล่อยคาร์บอนไปเท่าไรในการผลิตของเขา รวมถึงรับมือกับภาษีคาร์บอนของประเทศคู่ค้าที่จะมีความเข้มงวดขึ้น และครอบคลุมกับสินค้าต่าง ๆ มากขึ้นนอกเหนือจากสินค้าอุตสาหกรรม</p>



<p>สรุปทางกรมฯจะเน้นใน 3 เรื่อง เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนผู้ประกอบการ ได้แก่ การมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน เรื่อง BCG และเรื่องผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงสินค้าอาหารอนาคต(Future Food) ที่เป็นเนื้อเทียม มีกระบวนการผลิตที่ปล่อยคาร์บอนตํ่าเมื่อเทียบกับสินค้าเนื้อสัตว์ ถือเป็นอีกกลุ่มสินค้าที่กำลังมาแรง ซึ่งจะร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้ใช้โอกาสนี้ในการผลิตสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>



<p>Source : <a href="https://www.thansettakij.com/sustainable/zero-carbon/575508" target="_blank" rel="noopener">ฐานเศรษฐกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไทยเข้ายุคทอง ‘ลดคาร์บอนฯ ด้วยดิจิทัล’</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/innovation-summit-bangkok-2023/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 26 Jul 2023 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=21755</guid>

					<description><![CDATA[จะไม่เรียกว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคทองของการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยดิจิทัลได้อย่างไร เมื่อชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ประกาศจัดงาน Innovation Summit Bangkok 2023 ที่ประเทศไทยเป็นปีแรกเมื่อวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2566 นัยสำคัญของเรื่องนี้คือชไนเดอร์ฯ ไม่ได้จัดงานประชุมระดับโลกในทุกประเทศ และเหตุผลที่ไทยถูกเลือกเป็นสถานที่จัดงานแสดงนวัตกรรมครั้งนี้คือความพร้อมที่เหนือกว่าทุกประเทศในภูมิภาคซึ่งทำให้ชไนเดอร์ฯ ต้องการส่งสัญญาณแบบดังๆ ว่า ไทยควรเริ่มภารกิจลดคาร์บอนฯ อย่างจริงจังได้แล้วตั้งแต่นาทีนี้ สเตฟาน&#160;นูสส์&#160;ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย พม่า&#160;และลาว&#160;ชไนเดอร์&#160;อิเล็คทริค&#160;ประเมินการจัดงาน Innovation Summit Bangkok 2023 ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามท่ามกลางผู้ร่วมงานกว่า 1,000 คน ประกอบด้วยผู้ใช้เอนด์ยูสเซอร์ ผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจในองค์กร รวมถึงทุกภาคส่วนในระบบนิเวศที่มารวมตัวกันในงาน ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าชไนเดอร์ฯ ไม่สามารถทำภารกิจลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่โลกได้ด้วยตัวคนเดียว แต่จะต้องไปพร้อมกันทั้งระบบ ‘งานนี้คืออินโนเวชันซัมมิต ไม่ได้จัดในทุกประเทศ แต่นี่คือครั้งแรกที่จัดขึ้นในประเทศไทย ทุกสาขาอาชีพมาร่วมกันในงานนี้เพื่อให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจ วัตถุประสงค์ที่ทำให้ทุกคนมารวมกันคือเพื่อร่วมแรงให้โลกใบนี้ดีขึ้น&#160;ชไนเดอร์ฯ ทำคนเดียวไม่ได้ งานนี้จะเน้นสร้างแรงบันดาลใจ ให้ทุกคนที่มาร่วมงานได้รู้ว่าทุกคนเป็นหนึ่งในแรงที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้’ ชไนเดอร์ฯ ย้ำว่าการลดคาร์บอนฯ ขององค์กรสามารถทำได้ด้วยการนำเอาดิจิทัลมาช่วย ซึ่งจะเป็นการเร่งสู่ความยั่งยืนมากขึ้นเพราะการนำเอาระบบดิจิทัลมาผสมกับระบบจัดการไฟฟ้า จะไม่เพียงทำให้เกิดการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ระบบดิจิทัลยังทำให้สามารถวัดผลได้เป็นตัวเลข เพื่อแสดงข้อมูลว่าองค์กรมีการใช้พลังงานเท่าใด นำไปสู่การจัดการพลังงานไฟฟ้าที่ทำให้เกิดการใช้คาร์บอนฯ น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ภาพฝันเรื่องการลดคาร์บอนฯ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>จะไม่เรียกว่าประเทศไทยกำลังเข้าสู่ยุคทองของการลดก๊าซเรือนกระจกด้วยดิจิทัลได้อย่างไร เมื่อชไนเดอร์ อิเล็คทริค (Schneider Electric) ประกาศจัดงาน Innovation Summit Bangkok 2023 ที่ประเทศไทยเป็นปีแรกเมื่อวันที่ 5-6 กรกฎาคม 2566 นัยสำคัญของเรื่องนี้คือชไนเดอร์ฯ ไม่ได้จัดงานประชุมระดับโลกในทุกประเทศ และเหตุผลที่ไทยถูกเลือกเป็นสถานที่จัดงานแสดงนวัตกรรมครั้งนี้คือความพร้อมที่เหนือกว่าทุกประเทศในภูมิภาคซึ่งทำให้ชไนเดอร์ฯ ต้องการส่งสัญญาณแบบดังๆ ว่า ไทยควรเริ่มภารกิจลดคาร์บอนฯ อย่างจริงจังได้แล้วตั้งแต่นาทีนี้</p>



<p>สเตฟาน&nbsp;นูสส์&nbsp;ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย พม่า&nbsp;และลาว&nbsp;ชไนเดอร์&nbsp;อิเล็คทริค&nbsp;ประเมินการจัดงาน Innovation Summit Bangkok 2023 ว่าประสบความสำเร็จอย่างงดงามท่ามกลางผู้ร่วมงานกว่า 1,000 คน ประกอบด้วยผู้ใช้เอนด์ยูสเซอร์ ผู้บริหารที่มีอำนาจตัดสินใจในองค์กร รวมถึงทุกภาคส่วนในระบบนิเวศที่มารวมตัวกันในงาน ทั้งหมดนี้สะท้อนว่าชไนเดอร์ฯ ไม่สามารถทำภารกิจลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่โลกได้ด้วยตัวคนเดียว แต่จะต้องไปพร้อมกันทั้งระบบ</p>



<p>‘งานนี้คืออินโนเวชันซัมมิต ไม่ได้จัดในทุกประเทศ แต่นี่คือครั้งแรกที่จัดขึ้นในประเทศไทย ทุกสาขาอาชีพมาร่วมกันในงานนี้เพื่อให้เกิดการร่วมแรงร่วมใจ วัตถุประสงค์ที่ทำให้ทุกคนมารวมกันคือเพื่อร่วมแรงให้โลกใบนี้ดีขึ้น&nbsp;ชไนเดอร์ฯ ทำคนเดียวไม่ได้ งานนี้จะเน้นสร้างแรงบันดาลใจ ให้ทุกคนที่มาร่วมงานได้รู้ว่าทุกคนเป็นหนึ่งในแรงที่จะช่วยลดภาวะโลกร้อนได้’</p>



<p>ชไนเดอร์ฯ ย้ำว่าการลดคาร์บอนฯ ขององค์กรสามารถทำได้ด้วยการนำเอาดิจิทัลมาช่วย ซึ่งจะเป็นการเร่งสู่ความยั่งยืนมากขึ้นเพราะการนำเอาระบบดิจิทัลมาผสมกับระบบจัดการไฟฟ้า จะไม่เพียงทำให้เกิดการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ระบบดิจิทัลยังทำให้สามารถวัดผลได้เป็นตัวเลข เพื่อแสดงข้อมูลว่าองค์กรมีการใช้พลังงานเท่าใด นำไปสู่การจัดการพลังงานไฟฟ้าที่ทำให้เกิดการใช้คาร์บอนฯ น้อยที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้</p>



<p>ภาพฝันเรื่องการลดคาร์บอนฯ สูงสุดในกระบวนการจัดการพลังงานไฟฟ้าเป็นเรื่องสำคัญมากในยุคที่ทุกอย่างเป็นระบบออนไลน์และดิจิทัล ภาวะที่เศรษฐกิจดิจิทัลแทรกตัวอยู่ในทุกพื้นที่ทำให้การใช้ไฟฟ้ามีแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวนับจากนี้ ข้อมูลจากชไนเดอร์ฯ พบว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นเกินเท่าตัวต่อเนื่องในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา และจะเพิ่มขึ้นอีกเท่าตัวในช่วง 10 ปีข้างหน้า&nbsp;</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>กระทุ้งไทยต้องเริ่มตอนนี้!</strong></h2>



<p>เมื่อถามถึงนัยสำคัญในเชิงกรอบเวลาว่าทำไมปีนี้จึงเป็นปีแรกที่ชไนเดอร์&nbsp;อิเล็คทริค&nbsp;จัดงาน&nbsp;Innovation Summit Bangkok 2023 ขึ้นที่กรุงเทพฯ&nbsp;สเตฟานตอบว่าไม่เพียงความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและตลาดที่เหนือกว่าทุกประเทศในภูมิภาคของไทย แต่การจัดงานนี้ตอกย้ำให้องค์กรไทยไม่ลืมว่าจะต้องเริ่มนำดิจิทัลมาใช้จัดการพลังงานอย่างจริงจังตั้งแต่ปีนี้&nbsp;เพื่อให้เจตจำนงเรื่อง Net Zero ของประเทศไทยเกิดขึ้นได้จริงตามแผนที่ประกาศไว้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://mpics.mgronline.com/pics/Images/566000006730803.JPEG" alt="สเตฟาน นูสส์ ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย พม่า และลาว ชไนเดอร์ อิเล็คทริค"/><figcaption class="wp-element-caption"><br>สเตฟาน นูสส์ ประธานกลุ่มคลัสเตอร์ ดูแลประเทศไทย พม่า และลาว ชไนเดอร์ อิเล็คทริค</figcaption></figure>
</div>


<p>เจตจำนงเรื่อง Net Zero ของไทยถูกประกาศอย่างเป็นทางการบนเวทีการประชุม COP 26 หรือการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 นั้นจัดขึ้นที่เมืองกลาสโกว์ สหราชอาณาจักร ระหว่างวันที่ 31 ตุลาคมถึง 12 พฤศจิกายน 2564 บนเวทีนี้ COP 26 ประเทศไทยแสดงเจตจำนงที่จะแก้ปัญหาภาวะโลกร้อนร่วมกับประชาคมโลกอย่างจริงจังโดยกำหนดเป้าหมายหลักว่าประเทศไทยจะบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี 2593 (ค.ศ.2050) และบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ให้ได้ภายในปี 2608 (ค.ศ.2065)</p>



<p>แนวทางการขับเคลื่อนนโยบายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยนั้นแบ่งได้เป็น 3 ประเด็นใหญ่ ได้แก่ 1.การเพิ่มสัดส่วนพื้นที่สีเขียวในประเทศ ผ่านแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีที่ได้กำหนดเป้าหมายให้เพิ่มพื้นที่ป่าไม้ 40% 2.การผลักดันการใช้พลังงานสะอาด ทั้งพลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ พลังงานไฟฟ้า แทนพลังงานเชื้อเพลิงแบบเดิม อันเป็นต้นเหตุของการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ 3.การลดการใช้พลังงานเชื้อเพลิง ซึ่งภาคเศรษฐกิจมีการปรับตัวโดยดำเนินการโมเดล BCG (Bio-Circular-Green Economy) ที่มุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจใน 3 ด้าน คือ ด้านเศรษฐกิจชีวภาพ ด้านเศรษฐกิจหมุนเวียน และด้านเศรษฐกิจสีเขียวที่มีการใช้เทคโนโลยีการผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมกับที่กลุ่มอุตสาหกรรมในไทยต้องตื่นตัวอย่างมากตามมาตรการปรับราคาคาร์บอนฯ ก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป ที่จะกำหนดราคาสินค้านำเข้าบางประเภทเพื่อป้องกันการนำเข้าสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงเข้ามาในกลุ่มประเทศสมาชิกสหภาพยุโรป ตรงนี้หากสินค้าไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการการผลิตตั้งแต่ต้นทางสูง อาจทำให้ต้องเสียภาษีคาร์บอน (Carbon Tax) มากขึ้น เนื่องจากเป็นเหมือนการนำเข้าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปสู่ประเทศปลายทาง</p>



<p>ชไนเดอร์ อิเล็คทริค พยายามย้ำมานานแล้วว่าการนำดิจิทัลมาใช้จัดการพลังงานเป็นสิ่งที่ต้องเกิดขึ้นเพื่อให้ประเทศไทยไม่เพียงลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ แต่ยังเป็นการเปิดประตูเพื่อให้ตลาดพลังงานหมุนเวียน หรือ Renewable Energy สามารถมีบทบาทในประเทศไทยได้มากกว่าปัจจุบันที่อยู่ในขั้นนำร่องเท่านั้น เป้าหมายของการจัดงานครั้งล่าสุดจึงเป็นการโชว์กรณีศึกษา และแนวคิดจากองค์กรชั้นนำระดับประเทศกว่า 40 องค์กร ที่จะมาร่วมแชร์กลยุทธ์ในเส้นทางไปสู่ความยั่งยืน</p>



<p>ทำไมชไนเดอร์ อิเล็คทริคจึงสามารถเสนอตัวเป็นหัวเรือใหญ่ในเรื่องนี้ได้ คำตอบคือดีกรีของชไนเดอร์ อิเล็คทริค ที่เป็นบริษัทซึ่งทำยอดขายไม่ต่ำกว่า 3.4 หมื่นล้านเหรียญ และราว 5% ถูกจัดเป็นงบสำหรับวิจัยและพัฒนา ปัจจุบัน 74% ของรายได้ชไนเดอร์ อิเล็คทริคมาจากกรีนโซลูชัน โดยในช่วง 5 ปี กรีนโซลูชันของบริษัททำให้เกิดการลดคาร์บอนฯ 458 ล้านตัน เทียบเท่ากับคาร์บอนฯ ที่ไทยปล่อยออกมาตลอดทั้งปี</p>



<p>‘แปลว่าคาร์บอนฯ ที่เรากำจัดได้นั้นเหมือนการกำจัดคาร์บอนฯ ที่เมืองไทยผลิตได้ตลอด 1 ปี’ สเตฟานกล่าว ‘ไทยต้องเริ่มตอนนี้ เพราะประเทศไทยมุ่งมั่นจะลดคาร์บอนฯ 30% ซึ่งก่อนจะมีงานนี้เกิดขึ้น เรามีการสำรวจกับลูกค้า ผลพบว่า 64% ของบริษัทที่ตอบแบบสอบถาม บอกว่าบริษัทของตัวเองกำลังทำเรื่องความยั่งยืน ขณะที่ 62% บอกว่ามีเป้าหมายและมีแผนงานทำเรื่องลดคาร์บอนฯ ที่ชัดเจน ขณะที่ 99% เห็นด้วยเรื่องการทำดิจิทัลจะเป็นตัวหลักที่ทำให้เกิดความยั่งยืน’</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://mpics.mgronline.com/pics/Images/566000006730802.JPEG" alt="การลดคาร์บอนฯ ขององค์กรสามารถทำได้ด้วยการนำเอาดิจิทัลมาช่วย ซึ่งจะเป็นการเร่งสู่ความยั่งยืนมากขึ้น"/><figcaption class="wp-element-caption"><br>การลดคาร์บอนฯ ขององค์กรสามารถทำได้ด้วยการนำเอาดิจิทัลมาช่วย ซึ่งจะเป็นการเร่งสู่ความยั่งยืนมากขึ้น</figcaption></figure>
</div>


<p>ชไนเดอร์ฯ การันตีว่าเทคโนโลยีลดคาร์บอนฯ ด้วยดิจิทัลนั้นพร้อมใช้งานแล้วโดยไม่ต้องรอ รองรับตั้งแต่ฝั่งการผลิต ฝั่งการใช้งาน และทุกส่วนที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้ เบื้องต้น คาดว่าลูกค้าจะมีการใช้พลังงานดีขึ้นและประหยัดพลังงานได้กว่า 15-30% ซึ่งเป็นการลดลงที่เกิดขึ้นได้เพราะโซลูชัน</p>



<h2 class="wp-block-heading"><strong>งานมอนิเตอร์ต้องมา</strong><a href="https://delivery.adnuntius.com/c/2e_GLRNgVC_GluiXGG5cNGVTtTV33YPkg_XBJdnv7aoAAAAQCtjQz9kbGWD4nuZy3q6HaHGLUNv_-PmRBR-IaL-OeYbx8hFTNVWuCMnfk667EnlMy13tSSEh8R21k3_CxjQzzMnz2QxPYIa9qbQhEJOlr0goHiMn0E2Yir09a9Y4GSJ6UZQTRYAZ_wgRsb3AVbvCsbrJSkw_XF7YYRuUXb4gA-v6sUoDVrPZaed7VqNsI5KfHH5-8jzINrK0mt9v2vQiNA8Y_tYc9KhlTpliQGLp6vDKpE7H_OKhpz1UOI9kSec9N87i96KCVan23HTCvi-AoqaNGJPVj0o1-zbhfAMZpIW9KWS2WyyeKL1ksJoq54Bd5oKace_U2qCkP3RU1Rltykgfy3fpUK1H1w?ct=2501&amp;r=https%3A%2F%2Fwww.add-digital.co.th%2Fbuy%2FTA-out%2FInfo%3Futm_source%3Dthan%26utm_medium%3Dpaid%26utm_campaign%3DTA-out_Jun_4000000imp" target="_blank" rel="noreferrer noopener"></a></h2>



<p>7 โซลูชันเด่นที่ถูกยกทัพมาโชว์ในงานนี้ประกอบด้วย </p>



<ol class="wp-block-list">
<li>เทคโนโลยี RM AirSeT และ SM AirSeT ซึ่งจะมีเซ็นเซอร์อัจฉริยะแบบฝังตัวช่วยให้สามารถมอนิเตอร์ข้อมูลและมีประสิทธิภาพในการควบคุมรวมถึงการตรวจสอบประสิทธิภาพของแอปพลิเคชัน การจ่ายไฟฟ้าและจะช่วยให้สามารถบำรุงรักษาเชิงป้องกันและคาดการณ์การซ่อมบำรุงได้ </li>



<li>เทคโนโลยี Wiser โฮมออโตเมชัน ที่ช่วยเปลี่ยนบ้านธรรมดาให้เป็นบ้านอัจฉริยะ พร้อมความสามารถในการควบคุมผ่านแอปพลิเคชัน หรือทำให้เป็นอัตโนมัติก็ได้ </li>



<li>โซลูชันอาคารยุค 4.0 ช่วยบริหารจัดการอาคาร โรงแรม และองค์กรด้านเฮลธ์แคร์ที่ต้องการประหยัดพลังงานและเพิ่มประสบการณ์ที่ดี</li>



<li>โซลูชันไมโครดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยั่งยืน APC Micro Data Center R-Series ถูกออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้กลุ่มโกดังโรงงาน ไซต์งาน อุตสาหกรรมน้ำมัน หรืออุตสาหกรรมเหมือง ไม่ต้องติดตั้งท่อน้ำยาแอร์ มีโครงสร้างแข็งแกร่งปิดสนิทอย่างแนบแน่น ป้องกันฝุ่น และความชื้น ใช้งานได้แม้ในพื้นที่ที่มีความร้อนสูง ผสานระบบรักษาความปลอดภัยชั้นยอด </li>



<li>โซลูชันเพื่อปลดล็อคศักยภาพด้านพลังงาน และระบบออโตเมชัน ที่มุ่งแก้ปัญหาสำหรับอุตสาหกรรมการผลิต และ </li>



<li>Electrical Digital Twin Service (EDTS) บริการยกระดับผังวงจรของระบบไฟฟ้าทั้งโรงงาน อาคาร หรือไซต์งาน ให้เป็นดิจิทัล เป็นการทำครั้งเดียวที่ใช้ได้ตลอด ช่วยให้ง่ายในการดูแล และอัปเดตอุปกรณ์เพื่อความปลอดภัย แถมยังลดค่าใช้จ่ายในการสร้างแบบจำลองที่มีราคาแพง ประหยัดเวลาในการรวบรวมข้อมูลใหม่ที่ใช้เวลานาน</li>



<li>อุปกรณ์และระบบสำหรับเครื่องชาร์จรถไฟฟ้าสำหรับอาคารและสถานีชาร์จ ได้แก่ EVlink Pro AC แบบใช้ไฟฟ้า 3 เฟส ให้พลังในการชาร์จ 7.4 kW, 11 kW, 22 kW และ EVlink Pro DC โฟกัสการทำสถานีเป็นหลัก ตัวเครื่องทนทานใช้งานในสถานที่เปิดได้อย่างดี สามารถรองรับการชาร์จได้รวดเร็ว ตั้งแต่ 120-180 kW สามารถใช้งานพร้อมกันได้ถึง 2 หัวจ่ายต่อเครื่อง มาพร้อมโซลูชัน EV Charging expert ช่วยในเรื่องการบริหารจัดการโหลดพลังงานทั้งหมดให้เพียงพอในการชาร์จ และไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้งานพลังงานในส่วนอื่น เช่น อาคาร หรืออุปกรณ์ชาร์จตัวอื่นๆ และ EV Advisor ช่วยในการมอนิเตอร์สถานะของเครื่องชาร์จทั้งหมด</li>
</ol>



<p>‘ทุกเทคโนโลยีมีความต้องการสูงในประเทศไทย แต่ที่เด่นมากนั้นมี 3 เทคโนโลยี คือ 1.สเตชันชาร์จรถไฟฟ้าที่จะใช้เวลารวดเร็ว 30 นาที 2.ซอฟต์แวร์ใหม่ที่องค์กรจะตรวจดูได้แบบเรียลไทม์ว่าหน่วยงานมีการปล่อยคาร์บอนฯ เท่าใด เพื่อให้สามารถตรวจจับและรู้ตัวเลขคาร์บอนฯ ที่แม่นยำ และ 3.ตู้สวิตช์เกียร์รุ่นใหม่ที่ไม่ใช้ก๊าซ SF6 แต่ใช้อากาศบริสุทธิ์แทน’</p>



<p>อิมแพกต์ที่จะเกิดหากประเทศไทยมีการใช้ 3 เทคโนโลยีนี้อย่างแพร่หลายคือการมีทิศทางที่ชัดเจน สเตฟานอธิบายว่าเมื่อบริษัทรู้ว่าตัวเองปล่อยคาร์บอนฯ เท่าใด จะทำให้เกิดการตรวจและวิเคราะห์ระบบภายในอย่างจริงจังจึงจะได้รู้ว่าควรจะทำอะไรต่อ ทำให้สิ่งไม่เคยเห็นมาก่อนสามารถได้เห็นชัดขึ้น นำไปสู่การแก้ปัญหาได้ถูกจุด</p>



<p>ทั้งหมดนี้จะตอบความคาดหวัง 2 ด้านของชไนเดอร์ฯ คือการใช้เทคโนโลยีที่มากขึ้น จะสร้างความยั่งยืนมากขึ้นให้องค์กรไทย และจะลดการใช้พลังงาน ลดต้นทุน เพิ่มกำไรมากขึ้น รวมถึงเพิ่มการใช้พลังงานทางเลือก และด้านที่ 2 คือการทำให้องค์กรเห็นว่าการลงทุนด้านเทคโนโลยีนั้นทำใ้ห้เกิดผลดี เกิดการผลิตมากขึ้นและปลอดภัยมากขึ้น เพราะมีการนำ AI เข้ามาเพิ่มความเสถียร ช่วยแจ้งเตือนว่าต้องทำอะไรก่อนหลัง เป็นการวิเคราะห์ล่วงหน้าที่ไม่ต้องรอว่าจะเกิดปัญหาอะไรขึ้น ทำให้ลดการเสียหายจากการแก้ปัญหาไม่ทัน</p>



<p>ยุคทองของไทยต่อการ ‘ลดคาร์บอนฯ ด้วยดิจิทัล’ จึงกำลังเกิดขึ้นในปีนี้</p>



<p>Source : <a href="https://mgronline.com/cyberbiz/detail/9660000066288" target="_blank" rel="noopener">MGRonline</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
