<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Net Zero Carbon &#8211; คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<atom:link href="https://energy-thaichamber.org/tag/net-zero-carbon/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<description>Energy Thai Chamber</description>
	<lastBuildDate>Sun, 27 Nov 2022 14:43:05 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/03/cropped-favorite-icon-32x32.png</url>
	<title>Net Zero Carbon &#8211; คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>EGCO Group มุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ในปี 2050 หนุนไทยเป็นศูนย์กลางพลังงานสะอาดในภูมิภาค</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/egco-forum/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 28 Nov 2022 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[egco group]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero Carbon]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=20846</guid>

					<description><![CDATA[งาน “EGCO Group Forum 2022 : Carbon Neutral Pathway ปฏิบัติการสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” ในโอกาสที่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ครบรอบ 30 ปี ชี้ให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมของธุรกิจไฟฟ้าและพลังงาน รวมถึงสถาบันการเงิน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี ค.ศ. 2050 สอดคล้องกับเป้าหมายของภาครัฐที่นายกรัฐมนตรีไทยประกาศไว้ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP26 ว่า ประเทศไทยจะยกระดับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่และด้วยทุกวิถีทาง เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2065 โดยเอ็กโก กรุ๊ป นำเสนอให้ฝ่ายนโยบายพิจารณาปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP 2022 ให้รองรับพลังงานทางเลือกใหม่ ๆ ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในภูมิภาคเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>งาน “</strong>EGCO Group Forum 2022 : Carbon Neutral Pathway ปฏิบัติการสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน” ในโอกาสที่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป ครบรอบ 30 ปี ชี้ให้เห็นถึงการเตรียมความพร้อมของธุรกิจไฟฟ้าและพลังงาน รวมถึงสถาบันการเงิน เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ภายในปี ค.ศ. 2050 สอดคล้องกับเป้าหมายของภาครัฐที่นายกรัฐมนตรีไทยประกาศไว้ในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 หรือ COP26 ว่า ประเทศไทยจะยกระดับการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างเต็มที่และด้วยทุกวิถีทาง เพื่อให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอนภายในปี ค.ศ. 2050 และบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี ค.ศ. 2065 โดยเอ็กโก กรุ๊ป นำเสนอให้ฝ่ายนโยบายพิจารณาปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า หรือ PDP 2022 ให้รองรับพลังงานทางเลือกใหม่ ๆ ที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ รวมถึงผลักดันให้ไทยเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยีพลังงานสะอาดในภูมิภาคเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ</p>



<p><strong>นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป</strong> นำเสนอมุมมองที่น่าสนใจว่า เมื่อไทยกำลังจะก้าวไปสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ประเทศไทยต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล เนื่องจากที่ผ่านมาการส่งเสริมพลังงานสะอาดมีการซื้อเทคโนโลยีเข้ามาทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นแผงโซลาร์เซลล์ รวมถึงเทคโนโลยีการกักเก็บคาร์บอน หรือ CCUS ดังนั้นเมื่อไทยเป็นผู้ใช้เทคโนโลยีแล้ว ก็ควรจะต้องส่งเสริมให้เกิดการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและดึงการลงทุนเข้ามา เพื่อใช้โอกาสนี้ทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตและส่งออกเทคโนโลยีไปยังประเทศในแถบอาเซียน เพื่อนำรายได้เข้าสู่ประเทศด้วย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.energynewscenter.com/wp-content/uploads/2022/11/4.EGCO-Group-Forum-2022-PSD-Thepparat-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-35532"/><figcaption class="wp-element-caption">นายเทพรัตน์ เทพพิทักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป</figcaption></figure>
</div>


<p>นอกจากนี้ ยังเห็นว่าภาครัฐควรปรับ PDP 2022 เพื่อส่งเสริมพลังงานสะอาดอื่น ๆ ที่เป็นพลังงานทางเลือกด้วย เช่น ไฮโดรเจน และการผลิตไฟฟ้าจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor – SMR) ซึ่งเป็นพลังงานที่ไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ มีเสถียรภาพ และราคาเริ่มเแข่งขันได้ เพราะพลังงานสะอาดอย่างแสงอาทิตย์และพลังงานลมที่มีอยู่ในแผน PDP 2022 นั้น อาจจะยังไม่เพียงพอตอบโจทย์ความเป็นกลางทางคาร์บอนตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้โดยสมบูรณ์ เพราะปัจจุบันสามารถพึ่งพาได้เพียง 20% ของกำลังการผลิตติดตั้ง หากจะให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอด 24 ชั่วโมง ก็จะต้องมีการลงทุนระบบแบตเตอรี่เพิ่มเติม ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนสูง</p>



<p>ทั้งนี้ เอ็กโก กรุ๊ป ให้ความสนใจที่จะมุ่งสู่พลังงานไฮโดรเจนมากขึ้น จึงเข้าไปลงทุนในโรงไฟฟ้าลินเดน โคเจน ในสหรัฐอเมริกา ที่ได้มีการนำโฮโดรเจนเป็นเชื้อเพลิงผสมในสัดส่วน 40% ร่วมกับเชื้อเพลิงที่เป็นก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นการช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลง และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการผลิต นอกจากนั้น บริษัทฯ ยังได้มีการดำเนินการสำหรับโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศไทย คือ BLCP โดยมีการศึกษาโครงการต้นแบบใช้แอมโมเนีย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของไฮโดรเจน เข้าไปเป็นเชื้อเพลิงประมาณ 20% ในโรงไฟฟ้าถ่านหิน ทำให้การผลิตไฟฟ้าจากถ่านหินเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น เพราะมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ลดลง</p>



<p>นายเทพรัตน์ยังได้สะท้อนมุมมองโดยสรุปได้ว่า หากประเทศไทยมีการปรับแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า ให้มีนโยบายส่งเสริมโรงไฟฟ้าที่ใช้เชื้อเพลิงไฮโดรเจนเข้าไว้ด้วย ก็จะเป็นพลังงานทางเลือกอีกชนิดหนึ่งที่สามารถนำมาเป็นเชื้อเพลิงทดแทนในการผลิตไฟฟ้าได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG ที่เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า มีราคาแพงอย่างในปัจจุบัน ซึ่งเมื่อเทียบราคาไฮโดรเจนกับราคา LNG ตลาดจร (Spot LNG) ในปัจจุบันแล้ว หากนำไฮโดรเจนมาเป็นเชื้อเพลิงผลิตไฟฟ้า จะมีต้นทุนต่ำกว่าการผลิตไฟฟ้าจาก LNG  </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.energynewscenter.com/wp-content/uploads/2022/11/12.EGCO-Group-Forum-2022-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-35533"/></figure>
</div>


<p>สำหรับไฮโดรเจนที่นำมาผลิตไฟฟ้า ปัจจุบันมีวิธีการได้มาหลายแบบ จึงมีการกำหนดสีของไฮโดรเจนตามวิธีการผลิตไฮโดรเจน อาทิ สีน้ำตาล สีเทา เป็นไฮโดรเจนที่มาจากก๊าซธรรมชาติ ไฮโดรเจนจากถ่านหินจะเรียกว่าบลูไฮโดรเจน ส่วนไฮโดรเจนจากพลังงานหมุนเวียนอย่างโซลาร์เซลล์และพลังงานลม จะเรียกว่า กรีนไฮโดรเจน นอกจากนี้ ยังมีพิงค์ไฮโดรเจนที่ได้จากพลังงานนิวเคลียร์ โดยเทคโนโลยีเชื้อเพลิงจากไฮโดรเจนนั้น ยังไม่ได้มีนโยบายส่งเสริมให้เกิดการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานรองรับเหมือนก๊าซธรรมชาติ</p>



<p>นอกเหนือจากพลังงานไฮโดรเจนแล้ว เอ็กโก กรุ๊ป ยังได้ศึกษาเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture, Utilization and Storage: CCUS) แบตเตอรี่ และการลงทุนเซลล์เชื้อเพลิง (Fuel Cell) รวมถึงการผลิตไฟฟ้าจากเครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก <a>(</a>Small Modular Reactor) ที่สามารถผลิตกำลังไฟฟ้าในระบบขนาด 50-300 เมกะวัตต์ด้วย</p>



<p>ปัจจุบัน เอ็กโก กรุ๊ป ได้กำหนดแนวทางการขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้ทิศทาง <strong>Cleaner, Smarter, and Stronger to Drive Sustainable Growth </strong>มุ่งไปสู่การใช้พลังงานสะอาด โดยมีกำลังผลิตไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนรวมอยู่ที่ 1,424 เมกะวัตต์ หรือคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 22% จากกำลังผลิตไฟฟ้ารวมของบริษัทอยู่ที่ 6,377 เมกะวัตต์ ใน 8 ประเทศ และมี<strong>เป้าหมายระยะกลางที่จะเพิ่มสัดส่วนกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนให้อยู่ที่ 30% และลดการปล่อยปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ต่อหน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ลง 10% ภายในปี ค.ศ. 2030</strong> และได้ตั้ง<strong>เป้าหมายระยะยาว มุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutral) ไว้ในปี ค.ศ. 2050</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.energynewscenter.com/wp-content/uploads/2022/11/8.EGCO-Group-Forum-2022-Kulit-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-35534"/><figcaption class="wp-element-caption">นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน และประธานกรรมการ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) หรือ เอ็กโก กรุ๊ป</figcaption></figure>
</div>


<p><strong>นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน</strong> และ<strong>ประธานกรรมการ</strong> <strong>บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน)</strong> หรือ <strong>เอ็กโก กรุ๊ป </strong>กล่าวถึงสถานการณ์การปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศว่า อยู่ที่ 131.8 ล้านตันคาร์บอน เพิ่มขึ้น 6.7% จากปีก่อน โดยภาคที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุด คือ ภาคพลังงานและภาคอุตสาหกรรม มีสัดส่วนเท่า ๆ กันอยู่ที่ 32% หรือกว่า 42 ล้านตันคาร์บอน ส่วนภาคขนส่ง มีสัดส่วนอยู่ที่ 30% และภาคอื่น ๆ อีกประมาณ 7% ดังนั้น เมื่อรวมภาคพลังงานและภาคขนส่งทำให้มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนออกไซด์อยู่ที่ 62% ถือเป็นสัดส่วนที่สูง เพราะว่าประเทศไทยมีการใช้รถยนต์สันดาปภายในที่ขับเคลื่อนด้วยน้ำมันเชื้อเพลิงมีสัดส่วนประมาณ 98%</p>



<p>ดังนั้น เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2565 ที่ผ่านมา ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้มีมติเห็นชอบแนวทางการกำหนดอัตราค่าบริการไฟฟ้าสีเขียว (Utility Green Tariff) ในโครงสร้างอัตราค่าไฟฟ้าขายปลีก เพื่อส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด ซึ่งต่อไปจะมีการปรับแยกระบบสายส่งไฟฟ้าต่างหากเพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียน ถ้าหากบริษัทที่ต้องการไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดก็สามารถนำไปใช้ได้เลย เช่นเดียวกับทาง เอ็กโก กรุ๊ป ก็จะมุ่งไปที่กรีนไฮโดรเจน ที่เป็นพลังงานสะอาดมากขึ้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.energynewscenter.com/wp-content/uploads/2022/11/7.EGCO-Group-Forum-2022-Kiatchai-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-35535"/><figcaption class="wp-element-caption">นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)</figcaption></figure>
</div>


<p><strong>นายเกียรติชาย ไมตรีวงษ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)</strong>  กล่าวว่า สิ่งที่ไทยประกาศแนวทางความเป็นกลางทางคาร์บอนเอาไว้ในปี ค.ศ. 2050 ซึ่งหมายถึงว่าปล่อยคาร์บอนออกมาเท่าไร ก็ต้องมีวิธีการที่จะดูดซับกลับไปเท่านั้น ทำให้ต้องมีมาตรการต่าง ๆ ออกมาเพิ่มเติมกว่าที่เป็นอยู่ ทั้งในส่วนของการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างจริงจัง การปลูกป่าเพิ่มพื้นที่การดูดซับคาร์บอน รวมไปถึงการมีมาตรการด้านกฎหมายที่จะจัดเก็บภาษีคนที่ปล่อยคาร์บอน หรือ carbon tax เช่นเดียวกับหลายประเทศในยุโรป เช่น สวิสเซอร์แลนด์ และเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์  ที่มีกฎหมายเรื่องนี้ออกมาใช้แล้ว โดยมองว่าเรื่องของการลดการปล่อยคาร์บอน หากไทยไม่เดินตามทิศทางของโลก จะถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกีดกันทางการค้าจากกลุ่มประเทศที่เอาจริงเอาจังในเรื่องนี้</p>



<p>สอดคล้องกับมุมมองของ <strong>นายพูนสิทธิ์ ว่องธวัชชัย ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานการพัฒนาด้านสิ่งแวดล้อม  สังคม และธรรมาภิบาลสู่ความยั่งยืน ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน)</strong> ที่ระบุถึงนโยบายของธนาคารว่า มีเป้าหมายที่จะลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากกระบวนการทางธุรกิจของธนาคารภายในปี ค.ศ. 2030 และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์จากการให้บริการทางการเงินทั้งหมดภายในปี ค.ศ. 2050 โดยจะลดการสนับสนุนทางการเงินแก่โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินให้เหลือศูนย์ และเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืนเป็น 50,000-100,000 ล้านบาท ภายในปี ค.ศ. 2030 รวมถึงเดินหน้าส่งเสริมตลาดการเงินสีเขียวในประเทศไทยอย่างจริงจังและต่อเนื่อง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.energynewscenter.com/wp-content/uploads/2022/11/1.EGCO-Group-Forum-2022-1024x683.jpg" alt="" class="wp-image-35538"/></figure>
</div>


<p>Source : <a href="https://www.energynewscenter.com/egco-group-มุ่งสู่เป้าหมายความเป/" target="_blank" rel="noopener">Energy News Center</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คลีนเนอร์ยี่ เอบีพี” จับมือ “อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส”หนุนติดตั้งโซลาร์รูฟท็อป ใน นิคมฯ อมตะชลบุรี-ระยอง</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/cleanergy-abp/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 20 Oct 2022 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[Amata Facility Services]]></category>
		<category><![CDATA[Cleanergy ABP]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[net zero emission]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=20740</guid>

					<description><![CDATA[บริษัท คลีนเนอร์ยี่ เอบีพี จำกัด (Cleanergy ABP) โดย นายอภิเชษฐ นุ้ยตูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมลงนามสัญญาพันธมิตรทางธุรกิจกับ บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด (Amata Facility Services) โดย นาย อัครเรศร์ ชูช่วย กรรมการผู้จัดการ ในโครงการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์ รูฟท็อป (Solar rooftop) ให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยมุ่งสู่องค์กรที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon Emissions) ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้น ณ อาคารอมตะ เซอร์วิส เซ็นเตอร์ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี โดยนายอภิเชษฐ นุ้ยตูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คลีนเนอร์ยี่ เอบีพี จำกัด เปิดเผยว่า คลีนเนอร์ยี่ เอบีพี [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>บริษัท คลีนเนอร์ยี่ เอบีพี จำกัด (Cleanergy ABP) โดย นายอภิเชษฐ นุ้ยตูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ร่วมลงนามสัญญาพันธมิตรทางธุรกิจกับ บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด (Amata Facility Services) โดย นาย อัครเรศร์ ชูช่วย กรรมการผู้จัดการ ในโครงการผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ชนิดติดตั้งบนหลังคา หรือโซลาร์ รูฟท็อป (Solar rooftop) ให้แก่กลุ่มลูกค้าอุตสาหกรรม ภายในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยมุ่งสู่องค์กรที่ปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็นศูนย์ (Net-Zero Carbon Emissions) ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน พิธีลงนามดังกล่าวจัดขึ้น ณ อาคารอมตะ เซอร์วิส เซ็นเตอร์ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.energynewscenter.com/wp-content/uploads/2022/10/1665732265312-1024x731.jpg" alt="" class="wp-image-34357"/></figure>
</div>


<p>โดย<strong>นายอภิเชษฐ นุ้ยตูม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท คลีนเนอร์ยี่ เอบีพี จำกัด</strong> เปิดเผยว่า คลีนเนอร์ยี่ เอบีพี จำกัด เป็นบริษัทร่วมทุนระหว่างบริษัท อมตะ บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (Amata B.Grimm Power) และบริษัท เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่ จำกัด (SCG Cleanergy) ดำเนินธุรกิจผลิตและจำหน่ายไฟฟ้าจากโซลาร์ รูฟท็อป ด้วยเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพและนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อเสริมศักยภาพและความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจให้กับกลุ่มลูกค้าในนิคมอุตสาหกรรม พร้อมดูแลสิ่งแวดล้อมไปพร้อมๆ กัน ด้วยการส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทน เพิ่มการกักเก็บพลังงานสะอาด ก้าวสู่เป้าหมายสำคัญในการลดก๊าซเรือนกระจกและลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในระยะยาว ตามแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม</p>



<p><strong>นายอัครเรศร์ ชูช่วย กรรมการผู้จัดการ บริษัท อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จำกัด</strong> เปิดเผยว่า “อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส เป็นผู้ให้บริการด้านสาธารณูปโภคแบบครบวงจรในนิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ชลบุรี และ นิคมอุตสาหกรรมอมตะซิตี้ ระยอง มีสถานประกอบการมากกว่า 1,000 ราย ภายในพื้นที่มากกว่า 30,000 ไร่ อมตะ ฟาซิลิตี้ เซอร์วิส จึงมองหาพันธมิตรที่มองเห็นภาพเดียวกัน มีแนวคิดในการดำเนินธุรกิจด้านพลังงานทางเลือก ที่ตระหนักถึงการดูแลสังคมและสิ่งแวดล้อม</p>



<p>ความร่วมมือกับ คลีนเนอร์ยี่ เอบีพี จึงตอบโจทย์ที่ชัดเจนทั้งด้านการดำเนินธุรกิจ ความรับผิดชอบต่อสังคม และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</p>



<p>Source : <a href="https://www.energynewscenter.com/%e0%b8%84%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%99%e0%b8%ad%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%a2%e0%b8%b5%e0%b9%88-%e0%b9%80%e0%b8%ad%e0%b8%9a%e0%b8%b5%e0%b8%9e%e0%b8%b5-%e0%b8%88%e0%b8%b1/" target="_blank" rel="noopener">Energy News Center</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส.อ.ท.เปิดผลสำรวจหนุนไทยสู่เป้า Net Zero ท้าทายรับมือลดฟอสซิลเพิ่มพลังงานสะอาด</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/%e0%b8%aa-%e0%b8%ad-%e0%b8%97-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[support@wisetarget.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 Feb 2022 10:26:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight & Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=19637</guid>

					<description><![CDATA[กางผลสำรวจบิ๊ก ส.อ.ท. 70.7% หนุนไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ปี ค.ศ. 2065 รับเป็นประเด็นท้าทายการปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ลดฟอสซิลและการจัดหาพลังงานสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยภาคพลังงานและขนส่งเป็นภาคสำคัญสุด กังวลมาตรการดังกล่าวดันต้นทุนพุ่ง]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="19637" class="elementor elementor-19637">
						<section class="elementor-section elementor-top-section elementor-element elementor-element-3cc799e cspt-col-stretched-none cspt-bg-color-over-image elementor-section-boxed elementor-section-height-default elementor-section-height-default" data-id="3cc799e" data-element_type="section" data-e-type="section">
						<div class="elementor-container elementor-column-gap-default">
					<div class="elementor-column elementor-col-100 elementor-top-column elementor-element elementor-element-bbcf17c cspt-bg-color-over-image" data-id="bbcf17c" data-element_type="column" data-e-type="column">
			<div class="elementor-widget-wrap elementor-element-populated">
						<div class="elementor-element elementor-element-c998de9 elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="c998de9" data-element_type="widget" data-e-type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
									<p>กางผลสำรวจบิ๊ก ส.อ.ท. 70.7% หนุนไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ปี ค.ศ. 2065 รับเป็นประเด็นท้าทายการปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ลดฟอสซิลและการจัดหาพลังงานสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยภาคพลังงานและขนส่งเป็นภาคสำคัญสุด กังวลมาตรการดังกล่าวดันต้นทุนพุ่ง</p><p><strong>นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 13</strong> ในเดือนธันวาคม 2564 ภายใต้หัวข้อ “พร้อมหรือไม่? กับเป้าหมาย Net Zero” พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท.เห็นด้วยกับเป้าหมายของประเทศไทยในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) และการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี ค.ศ. 2065 (พ.ศ. 2608) โดยมองว่าการปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการจัดหาพลังงานสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการ เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล จะเป็นประเด็นท้าทายของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ซึ่งภาคอุตสาหกรรมจะต้องปรับตัวเพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ภายใต้ระเบียบวิธีการที่มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศ เพื่อให้เกิดการใช้กลไกตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างมีประสิทธิภาพ</p><p>สำหรับรายละเอียดจากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 160 ท่าน ครอบคลุมผู้บริหารจาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด มีสรุปผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 13 จำนวน 7 คำถาม ดังนี้</p><p><img fetchpriority="high" decoding="async" class="aligncenter wp-image-19663 size-large" src="http://energy-uat.wisecampaigns.com/wp-content/uploads/2022/02/net-zero-infographic-703x1024.jpg" alt="" width="703" height="1024" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/02/net-zero-infographic-703x1024.jpg 703w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/02/net-zero-infographic-206x300.jpg 206w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/02/net-zero-infographic-768x1119.jpg 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/02/net-zero-infographic-1054x1536.jpg 1054w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/02/net-zero-infographic-770x1122.jpg 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/02/net-zero-infographic.jpg 1200w" sizes="(max-width: 703px) 100vw, 703px" /></p><p><strong>1. ภาคอุตสาหกรรมมีความเห็นอย่างไรกับเป้าหมายของประเทศ ในการเป็น Carbon Neutrality ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) และ Net Zero ภายในปี 2065 (พ.ศ. 2608)</strong></p><ul><li>อันดับที่ 1 : เห็นด้วย 70.7%</li><li>อันดับที่ 2 : ควรขยายเป้าหมายออกไปอีก 5-10 ปี 16.2%</li><li>อันดับที่ 3 : ควรปรับเป้าหมายให้เร็วขึ้น 13.1%</li></ul><p><strong>2. ภาคอุตสาหกรรมมีความพร้อมในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตหรือไม่ เพื่อสนับสนุนการมุ่งสู่ Carbon Neutrality </strong></p><ul><li>อันดับที่ 1 : อยู่ระหว่างศึกษา คิดเป็น72.5%</li><li>อันดับที่ 2 : มีความพร้อมดำเนินการได้ทันที 17.5%</li><li>อันดับที่ 3 : ยังไม่มีความพร้อม 10.0%</li></ul><p><strong>3. ปัจจัยใดจะช่วยส่งเสริมให้กลไกตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตและแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการเป็น Carbon Neutrality</strong></p><ul><li>อันดับที่ 1 : ระเบียบวิธีการที่มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศ 73% และไม่ซับซ้อน</li><li>อันดับที่ 2 : มาตรการหรือสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต 72.5% เช่น มาตรการด้านการเงิน</li><li>อันดับที่ 3 : การพัฒนากลไกตลาดและมาตรฐานการซื้อขายคาร์บอนเครดิต 68.1% ของประเทศให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล</li><li>อันดับที่ 4 : ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการอยู่ในระดับที่เหมาะสม 66.9%</li></ul><p><strong>4. ประเด็นท้าทายของไทยในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero</strong></p><ul><li>อันดับที่ 1 : การปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และการจัดหา 75.0% พลังงานสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล</li><li>อันดับที่ 2 : นโยบาย กฎระเบียบ และมาตรการจูงใจที่สนับสนุน 72.5% การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)</li><li>อันดับที่ 3 : เทคโนโลยี/นวัตกรรมคาร์บอนต่ำ รวมทั้งเทคโนโลยีกักเก็บ 66.9% และการนำคาร์บอนไปใช้ประโยชน์ (CCUS) ที่มีราคาเหมาะสม</li><li>อันดับที่ 4 : การสร้างจิตสำนึกและความตระหนักของผู้บริโภคเพื่อให้ความสำคัญ 62.5% กับผลิตภัณฑ์/บริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</li></ul><p><strong>5. ภาคส่วนใดที่มีส่วนสำคัญที่สุดในการทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero</strong></p><ul><li>อันดับที่ 1 : ภาคพลังงานและขนส่ง 50.0%</li><li>อันดับที่ 2 : ภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ 29.4%</li><li>อันดับที่ 3 : ภาคการจัดการของเสีย 11.3%</li><li>อันดับที่ 4 : ภาคเกษตรกรรม 9.3%</li></ul><p><strong>6. ภาคอุตสาหกรรมจะต้องปรับตัวมากน้อยเพียงใดจากเป้าหมาย Net Zero</strong></p><ul><li>อันดับที่ 1 : ต้องปรับตัวเพราะเป็นโอกาสทางธุรกิจ 55.0%</li><li>อันดับที่ 2 : ต้องปรับตัวบ้าง 24.4%</li><li>อันดับที่ 3 : ต้องปรับตัวอย่างมากเพราะได้รับผลกระทบโดยตรง 20.6%</li></ul><p><strong>7. ภาคอุตสาหกรรมมีความกังวลต่อการปฏิบัติตามมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเรื่องใด</strong></p><ul><li>อันดับที่ 1 : กฎระเบียบใหม่ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ 68.8%</li><li>อันดับที่ 2 : ต้นทุนทางการเงินในการปรับปรุงกระบวนการผลิต 68.8% เพื่อลดการปล่อย GHG และราคาพลังงานทดแทนอาจสูงขึ้น</li><li>อันดับที่ 3 : มาตรการและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ 59.4% เช่น CBAM, การติดฉลากคาร์บอน</li><li>อันดับที่ 4 : มาตรฐานการคำนวณและรับรองคาร์บอนเครดิตที่มีความแตกต่างกัน 51.2%</li></ul>								</div>
				</div>
					</div>
		</div>
					</div>
		</section>
				</div>
		]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
