<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>Nature Climate Change &#8211; คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<atom:link href="https://energy-thaichamber.org/tag/nature-climate-change/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<description>Energy Thai Chamber</description>
	<lastBuildDate>Fri, 01 Sep 2023 08:18:27 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=7.0</generator>

<image>
	<url>https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/03/cropped-favorite-icon-32x32.png</url>
	<title>Nature Climate Change &#8211; คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>เกษตร เคาะแผนรับมือโลกร้อนฉบับใหม่ ประกาศใช้ปลายปีนี้</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/climate-change-strategies-2023/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 31 Aug 2023 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Climate Change]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=22033</guid>

					<description><![CDATA[เกษตรฯ ลุยต่อแผนปฏิบัติการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ 2566-2570 เตรียมประกาศใช้ปลายปีนี้ ยก5 แนวทางพัฒนาสร้างสมรรถนะ ภูมิคุ้มกันให้ภาคการเกษตรไทย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ว่า จากการที่ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2560 – 2565 ได้สิ้นสุดลง ประกอบกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น กระทรวงเกษตรฯ ตระหนักถึงความสำคัญ จึงมอบหมายให้ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร โดยมีนายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ขึ้น  สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน ได้ยกร่างแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2566 – 2570ขึ้น โดยการสนับสนุนของโครงการ Support Programme on Scaling up Climate Ambition on Land Use and Agriculture through NDCs and NAPs ซึ่งแผนปฏิบัติการฯ มีวิสัยทัศน์ “ภาคเกษตรไทยมีสมรรถนะและภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">เกษตรฯ ลุยต่อแผนปฏิบัติการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศฉบับใหม่ 2566-2570 เตรียมประกาศใช้ปลายปีนี้ ยก5 แนวทางพัฒนาสร้างสมรรถนะ ภูมิคุ้มกันให้ภาคการเกษตรไทย</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>นายฉันทานนท์ วรรณเขจร เลขาธิการสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) </strong>กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ว่า จากการที่ยุทธศาสตร์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร พ.ศ. 2560 – 2565 ได้สิ้นสุดลง ประกอบกับสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศได้ทวีความรุนแรงมากขึ้น</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2023/08/AcSOvk3Ngqxboazq0sZM.webp" alt="เกษตร เคาะแผนรับมือโลกร้อนฉบับใหม่ ประกาศใช้ปลายปีนี้"/></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph"></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2023/08/IeuTQznBz8kgD6A1Oq0Q.webp" alt="เกษตร เคาะแผนรับมือโลกร้อนฉบับใหม่ ประกาศใช้ปลายปีนี้"/></figure>
</div>


<p class="wp-block-paragraph"></p>



<p class="wp-block-paragraph">กระทรวงเกษตรฯ ตระหนักถึงความสำคัญ จึงมอบหมายให้ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนนโยบายการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศด้านการเกษตร โดยมี<strong>นายพีรพันธ์ คอทอง รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์</strong> เป็นประธาน ดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการฯ ฉบับใหม่ขึ้น</p>



<p class="wp-block-paragraph"> สศก. ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะอนุกรรมการ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน ได้<strong>ยกร่างแผนปฏิบัติการด้านการเกษตรเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ พ.ศ. 2566 – 2570</strong>ขึ้น โดยการสนับสนุนของโครงการ Support Programme on Scaling up Climate Ambition on Land Use and Agriculture through NDCs and NAPs ซึ่งแผนปฏิบัติการฯ มีวิสัยทัศน์ “ภาคเกษตรไทยมีสมรรถนะและภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บนพื้นฐานของสารสนเทศและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวย” </p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ประกอบด้วยประเด็นการพัฒนา 5 แนวทาง</strong> ได้แก่ แนวทางที่ 1 ยกระดับขีดความสามารถในการปรับตัวของเกษตรกรและภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรแนวทางที่ 2 มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตลอดห่วงโซ่อุปทานสินค้าเกษตรเพื่อลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระยะยาว</p>



<p class="wp-block-paragraph">แนวทางที่ 3พัฒนาฐานข้อมูล องค์ความรู้ และสนับสนุนการสร้างความตระหนักรู้ถึงผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความสำคัญในการปรับตัวและการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแนวทางที่ 4 พัฒนาศักยภาพกำลังคนในภาคเกษตรและส่งเสริมความร่วมมือของภาคีเครือข่ายเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในทุกภาคส่วนและทุกระดับ และแนวทางที่5 ผลักดันและขับเคลื่อนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>นางสาวกาญจนา ขวัญเมือง รองเลขาธิการสศก.</strong>  กล่าวว่า  5 แนวทางการพัฒนา ได้กำหนดกิจกรรมให้ครอบคลุม  เช่น แนวทางที่ 1 ยกระดับการปรับตัวด้วยเกษตรเท่าทันภูมิอากาศ เช่น การปลูกข้าวแบบเปียกสลับแห้ง การทำประกันภัยผลผลิต การทำเกษตรผสมผสาน เพิ่มการยอมรับและปรับใช้เทคโนโลยีตลอดห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตร เพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ความเพียงพอและการเข้าถึงแหล่งน้ำ และระบบนิเวศ</p>



<p class="wp-block-paragraph">แนวทางที่ 2 สนับสนุนการผลิตสินค้าเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและคาร์บอนต่ำที่สอดคล้องกับNDCและLong-term Strategies (LTS)สนับสนุนด้านการตลาดสินค้าเกษตรคาร์บอนต่ำ แนวทางที่ 3 พัฒนาระบบการบริหารจัดการทรัพยากรและความเสี่ยงให้มีประสิทธิภาพเพิ่มองค์ความรู้และงานวิจัย พัฒนาฐานข้อมูลและถ่ายทอดองค์ความรู้</p>



<p class="wp-block-paragraph">แนวทางที่ 4 สร้างความตระหนักรู้ต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสริมสร้างสมรรถนะของบุคลากรที่สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ การUpskillและReskillเกษตรกรให้มีความรู้และได้ทดลองฝึกปฏิบัติจริงเกี่ยวกับวิธีการปรับตัวที่เหมาะสม รวมทั้งพัฒนาและจัดหานักวิจัยรุ่นใหม่ </p>



<p class="wp-block-paragraph">และแนวทางที่ 5 ยกระดับการบูรณาการกับหน่วยงานทั้งในและนอกสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เช่น พัฒนาหลักสูตรด้านClimate Changeที่ทันสมัยมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ส่งเสริมการเข้าถึงแหล่งสินเชื่อ และการสนับสนุนทางด้านการเงิน ส่งเสริมและสนับสนุนการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในภาคเกษตร ส่งเสริมให้หน่วยงานระดับกรมในกระทรวงเกษตรฯ จัดทำแผนรองรับClimate changeของตนเอง ตลอดจนปรับปรุงและพัฒนากฎระเบียบ กฎหมาย แรงจูงใจ และสิ่งแวดล้อม เพื่อปรับพฤติกรรม เช่น จัดตั้งศูนย์เรียนรู้ในระดับภูมิภาค หรือ จังหวัด ด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร การนำมาตรการทางเศรษฐศาสตร์และการเงินมาใช้เพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านการปรับตัวและลดการปล่อยGHGในภาคเกษตร เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">หลังจากนี้ สศก. จะนำ (ร่าง) แผนปฏิบัติการฯ เสนอต่อคณะกรรมการนโยบายและแผนพัฒนาการเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธาน เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ภายในปีงบประมาณ 2566 ก่อนเสนอคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ เพื่อรับทราบจากนั้น จะประกาศใช้ภายในปี 2566 </p>



<p class="wp-block-paragraph">อย่างไรก็ดี แผนปฏิบัติการฯ ฉบับนี้มีความสำคัญต่อการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของภาคเกษตร เนื่องจากเป็นครั้งแรกที่มีการกำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสนับสนุนเป้าหมายNDCsของประเทศตามที่นายกรัฐมนตรีได้ประกาศเจตนารมณ์ระหว่างการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 26 (COP26) ว่าประเทศไทยจะยกระดับเป้าหมายNDCsจากเดิม 20-25% เป็น30-40% ในปี ค.ศ. 2030 </p>



<p class="wp-block-paragraph">Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/environment/1084952" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>รวมลิสต์ ‘ภัยธรรมชาติ’ ครึ่งปีแรก 2023 สัญญาณเตือน หายนะ ‘วันสิ้นโลก’ ?</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/climate-change-2023/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 22 Aug 2023 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Climate Change]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=21906</guid>

					<description><![CDATA[ในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 ที่ผ่านมา มีรายงานพบ “ภัยธรรมชาติ” เกิดขึ้นบนโลกบ่อยขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักๆ แน่นอนว่าเป็นผลกระทบที่เชื่อมโยงกับ “ภาวะโลกร้อน” ซึ่งเกิดจากฝีมือมนุษย์ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีรายงานผลกระทบจากภาวะโลกร้อนให้เห็นบ่อยขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ทะเลหลายชนิดตายปริศนา, สัตว์ป่าบางชนิดใกล้สูญพันธุ์เนื่องจากที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติถูกทำลาย, กระแสน้ำกัลฟ์สตรีมอาจล่มสลายหายไป, หิมะขั้วโลกอาจละลายเร็วกว่าที่คิด, สภาพอากาศแปรปรวน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นผลพวงจาก “ภาวะโลกร้อน” ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้มนุษย์รู้ว่า อีกไม่นาน “วันสิ้นโลก” อาจเกิดขึ้นจริงภายในไม่กี่ชั่วอายุคน ? “การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” หรือ “Climate Change” คือ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และสภาพอากาศในระยะยาว เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ แต่หลังจากนั้นตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1800 การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กลับเกิดบ่อยขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลจำนวนมหาศาล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ จนเกิดเป็น “ปรากฏการณ์เรือนกระจก” ที่มีลักษณะคล้ายโดมกระจกใสคลุมชั้นบรรยากาศโลกไว้ ความร้อนจากดวงอาทิตย์ระบายออกไม่ได้ ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ (ภาวะโลกร้อน) เมื่อโลกร้อนขึ้นอย่างผิดปกติ ก็ส่งผลต่อเนื่องให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง เกิดภัยแล้ง พายุรุนแรง น้ำท่วมหนัก และจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคตอันใกล้ โดยผลกระทบจากภาวะโลกร้อนที่เห็นได้อย่างชัดเจน ได้แก่ การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสัตว์โลก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">ในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 ที่ผ่านมา มีรายงานพบ “ภัยธรรมชาติ” เกิดขึ้นบนโลกบ่อยขึ้น ซึ่งสาเหตุหลักๆ แน่นอนว่าเป็นผลกระทบที่เชื่อมโยงกับ “ภาวะโลกร้อน” ซึ่งเกิดจากฝีมือมนุษย์</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา มีรายงานผลกระทบจากภาวะโลกร้อนให้เห็นบ่อยขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น สัตว์ทะเลหลายชนิดตายปริศนา, สัตว์ป่าบางชนิดใกล้สูญพันธุ์เนื่องจากที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติถูกทำลาย, กระแสน้ำกัลฟ์สตรีมอาจล่มสลายหายไป, หิมะขั้วโลกอาจละลายเร็วกว่าที่คิด, สภาพอากาศแปรปรวน ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นผลพวงจาก “<strong>ภาวะโลกร้อน</strong>” ที่รุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนให้มนุษย์รู้ว่า อีกไม่นาน “<strong>วันสิ้นโลก</strong>” อาจเกิดขึ้นจริงภายในไม่กี่ชั่วอายุคน ?</p>



<p class="wp-block-paragraph">“<strong>การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</strong>” หรือ “<strong>Climate Change</strong>” คือ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และสภาพอากาศในระยะยาว เกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ แต่หลังจากนั้นตั้งแต่ประมาณปี ค.ศ.1800 การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้กลับเกิดบ่อยขึ้นด้วยฝีมือมนุษย์ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากการเผาเชื้อเพลิงฟอสซิลจำนวนมหาศาล เช่น ถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซ จนเกิดเป็น “<strong>ปรากฏการณ์เรือนกระจก</strong>” ที่มีลักษณะคล้ายโดมกระจกใสคลุมชั้นบรรยากาศโลกไว้ ความร้อนจากดวงอาทิตย์ระบายออกไม่ได้ ทำให้อุณหภูมิโลกสูงขึ้นเรื่อยๆ (ภาวะโลกร้อน) เมื่อโลกร้อนขึ้นอย่างผิดปกติ ก็ส่งผลต่อเนื่องให้สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปในทางที่เลวลง เกิดภัยแล้ง พายุรุนแรง น้ำท่วมหนัก และจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นในอนาคตอันใกล้</p>



<p class="wp-block-paragraph">โดยผลกระทบจาก<strong>ภาวะโลกร้อน</strong>ที่เห็นได้อย่างชัดเจน ได้แก่ การสูญพันธุ์ครั้งใหญ่ของสัตว์โลก ความเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ในมหาสมุทร สภาพอากาศแปรปรวนทั่วโลก จำนวนป่าไม้ที่ลดลง และอื่นๆ อีกมากมาย กรุงเทพธุรกิจขอหยิบยกเอาสัญญาณเตือนภัยจากธรรมชาติบางส่วน ที่เกิดขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปี 2023 มาสรุปให้ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ปัญหาสัตว์ป่าเสี่ยงสูญพันธุ์ และสัตว์ตายปริศนา</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">แม้จะมีสัตว์หลายชนิดทั่วโลกทยอยสูญพันธุ์ไปตามกาลเวลา และสภาพแวดล้อม แต่ปัจจุบันเริ่มพบปรากฏการณ์การสูญพันธุ์แบบผิดปกติเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แม้ว่าจะมีเทคโนโลยีมากมายที่อาจป้องกันการสูญพันธุ์ของพวกมันได้ แต่สุดท้ายก็ไม่สามารถสู้กับปัญหาสภาพอากาศ และการถูกล่าจากมนุษย์ได้ โดย<strong>สัตว์เสี่ยงสูญพันธุ์</strong>ล่าสุด ได้แก่</p>



<p class="wp-block-paragraph">1. โลมาวากีตา (Vaquita) สัตว์ทะเลเลี้ยงลูกด้วยนมขนาดเล็กที่สุดในโลก มีขนาดประมาณ 1.2-1.5 เมตร ที่พบได้เฉพาะในอ่าวแคลิฟอร์เนียเท่านั้น จากข้อมูลของ <a href="https://www.theguardian.com/environment/2023/aug/07/extinction-alert-issued-over-critically-endangered-vaquita" target="_blank" rel="noopener">The Guardian</a> ล่าสุดระบุว่า พวกมันเหลืออยู่เพียง 10 ตัวเท่านั้น จากเดิม 567 ตัว ซึ่งคณะกรรมาธิการ ล่าวาฬระหว่างประเทศ หรือ International Whaling Commission (IWC) ออกประกาศแจ้งเตือนการสูญพันธุ์ของ “<strong>โลมาวากีตา</strong>” ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 70 ปี โดยปัญหาส่วนใหญ่เกิดจากการทำประมงผิดกฎหมาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">2. ซาวลา หรือ วัวหวูกวาง (Vu Quang ox) สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ค้นพบครั้งแรกเมื่อปี 1992 บริเวณพรมแดนระหว่างเวียดนามกับลาว ปัจจุบันแทบไม่มีใครพบเห็นอีกเลย ครั้งสุดท้ายที่มีการถ่ายภาพ “<strong>ซาวลา</strong>” ได้ก็คือปี 2013 ตามข้อมูลจาก <a href="https://www.iucn.org/content/last-chance-save-saola-extinction-iucn" target="_blank" rel="noopener">IUCN</a> พวกมันอาจเริ่มลดลงตั้งแต่มีการค้นพบแล้ว และยังมีความเสี่ยงสูญพันธุ์เพิ่มมากขึ้นเมื่อเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีขนาดตัวใกล้เคียงกันในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังไม่มีเคยมีซาวลาในสวนสัตว์มาก่อน จึงคาดว่าสัตว์ชนิดนี้ไม่สามารถผสมพันธุ์เทียมเพื่อการอนุรักษ์ได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">3. แรดสุมาตรา หรือ กระซู่ (Sumatran rhino) ในอดีตการพบเจอ “<strong>แรดสุมาตรา</strong>” ในพื้นที่ส่วนใหญ่ของเอเชียตะวันออก และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้คือ เรื่องปกติ แต่จากปัญหาการตัดไม้ทำลายป่า ส่งผลให้ที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติของพวกมันเริ่มหายไป รวมถึงถูกฆ่าเพื่อเอานอไปขาย พวกมันจึงเหลืออยู่ไม่กี่ตัวบนเกาะสุมาตรา และบอร์เนียว โดยในมาเลเซียแรดสุมาตราตัวสุดท้ายตายไปเมื่อปี 2019 ส่วนในไทยมีรายงานพบเจอแรดสุมาตราเมื่อปี 1997 ก่อนที่จะไม่มีใครพบเจอพวกมันอีก</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ยังมีสัตว์อีกหลายชนิดที่กำลังเสี่ยงต่อการ “สูญพันธุ์” ได้แก่ <strong>นกสเตรสแมนน์บริสเติลฟรอนต์</strong>(Strassmann Bristlefront), <strong>เสือดาวอามูร์</strong> (Amur Leopard), <strong>หมาป่าแดง</strong> (Canis rufus) และ <strong>กอริลลาครอสริเวอร์ </strong>(Cross River gorilla) โดยสัตว์หลายชนิดต้องเจอกับปัญหาที่อยู่อาศัยตามธรรมชาติถูกทำลาย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ไม่ใช่ปัญหาการสูญพันธุ์เท่านั้น แต่ยังมีสัตว์ที่ตายอย่างปริศนาด้วย โดยในช่วงสิ้นเดือนก.ค. ที่ผ่านมา พบว่า “<strong>เพนกวินมาเจลลัน</strong>” หรือ “<strong>Magellanic Penguins</strong>” กว่า 2,000 ตัว ถูกซัดมาเกยตื้นตายอยู่บริเวณชายหาดอุรุกวัย ในสภาพซูบผอมผิดปกติ จากการตรวจสอบพบว่าร้อยละ 90 ของเพนกวินเหล่านั้น ไม่มีไขมันสำรองในร่างกาย ไม่มีอาหารเหลืออยู่ในท้อง และยังมีอายุน้อย</p>



<p class="wp-block-paragraph">ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นปัญหาที่น่าเป็นห่วงอย่างมาก เพราะพายุไซโคลนที่เกิดขึ้นนอกชายฝั่งอุรุกวัย (คาดว่าพายุรุนแรงขึ้นจากภาวะโลกร้อน) ได้พัดเอาอาหารของพวกมันไปที่อื่น ทำให้อดอาหารจนอ่อนแอลงเรื่อยๆ และไม่ใช่แค่เพนกวินเท่านั้น แต่ในบริเวณนั้นยังมีซากนกทะเล ซากเต่า และซากสิงโตทะเลที่ร่างกายไร้อาหารในท้องรวมอยู่ด้วย</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>พื้นดินร้อนระอุ มหาสมุทรเดือด ไฟป่าลุกลาม น้ำแข็งขั้วโลกละลาย</li>
</ul>



<p class="wp-block-paragraph">เมื่อไม่นานมานี้องค์การสหประชาชาติ (<strong>UN</strong>) ระบุว่าภาวะโลกร้อนสิ้นสุดลงแล้ว และเข้าสู่ “<strong>ภาวะโลกเดือด</strong>” ซึ่งเกิดขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์ไว้มาก โดยเดือนก.ค.2023 ที่ผ่านมาถูกบันทึกว่าเป็นเดือนก.ค. ที่ร้อนที่สุดในโลก และอาจร้อนสุดในรอบ 120,000 ปี</p>



<p class="wp-block-paragraph"><strong>ภาวะโลกเดือด</strong>ส่งผลกระทบไปทุกพื้นที่ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็น ปัญหาหาคลื่นความร้อนที่เป็นอันตรายถึงชีวิต ความถี่การเกิดไฟป่า และพายุที่มากขึ้น ไปจนถึงน้ำในมหาสมุทร</p>



<p class="wp-block-paragraph">อีกหนึ่งปัญหาที่ตามมาจากภาวะโลกร้อนก็คือ “<strong>กระแสน้ำกัลฟ์สตรีม</strong>” หรือ “<strong>Gulf Stream</strong>” หนึ่งในกระแสน้ำหลักของโลกในมหาสมุทรแอตแลนติก อาจล่มสลายภายในปี 2050 หรือ 27 ปีหลังจากนี้ แต่ในกรณีเลวร้ายที่สุด นักวิชาการคาดการณ์ว่าอาจเกิดขึ้นภายในปี 2025 หรือ อีก 3 ปีข้างหน้า โดยจะทำให้เกิดหายนะต่อสภาพอากาศทั่วโลก และอาจทำให้โลกกลับไปสู่ “<strong>ยุคน้ำแข็ง</strong>”</p>



<p class="wp-block-paragraph">ภาวะโลกร้อนไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพื้นดิน และอากาศเท่านั้น แต่ยังทำให้น้ำทะเลเดือดไปด้วย เพราะ “<strong>อุณหภูมิน้ำทะเล</strong>” ในมหาสมุทรทั่วโลกร้อนขึ้น จากเดิม 21 องศาเซลเซียส เมื่อปี 2016 กลายเป็น 21.1 – 21.2 องศาเซลเซียส ในปัจจุบัน (2023) ถือเป็นอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงสุดที่เคยมีการบันทึกมา</p>



<p class="wp-block-paragraph">อีกหนึ่งปัญหาที่ร้ายแรงไม่แพ้กันก็คือ “<strong>น้ำแข็งขั้วโลกละลาย</strong>” มีข้อมูลจาก <a href="https://theconversation.com/arctic-is-warming-nearly-four-times-faster-than-the-rest-of-the-world-new-research-188474" target="_blank" rel="noopener">The Conversation</a> ว่าในช่วง 43 ปีที่ผ่านมา น้ำแข็งบริเวณอาร์กติกมีอุณหภูมิสูงขึ้นเร็วกว่าส่วนอื่นๆ ของโลกกว่า 4 เท่า เฉลี่ยแล้วจะอุ่นขึ้นกว่าปี 1980 ประมาณ 3 องศาเซลเซียส เมื่ออุณหภูมิบริเวณดังกล่าวสูงขึ้นอย่างรวดเร็วทำให้อุณหภูมิน้ำในมหาสมุทรเพิ่มขึ้นตามไปด้วย รวมถึงปัญหาน้ำแข็งละลายที่อาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันตามมา และที่เลวร้ายที่สุดก็คือ น้ำแข็งขั้วโลกอาจจะหายไปตลอดกาล และอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตท้องถิ่น เช่น หมีขั้วโลก หรือ เพนกวิน เป็นต้น</p>



<p class="wp-block-paragraph">ขณะที่จุดเสี่ยงอีกจุดที่เป็นผลกระทบจากอุณหภูมิที่สูงขึ้นก็คือ “แผ่นน้ำแข็งกรีนแลนด์” ซึ่งเป็นมวลน้ำแข็งขนาดใหญ่ของซีกโลกเหนือ หากละลายจนหมดจะส่งผลให้น้ำทะเลทั่วโลกสูงขึ้นถึง 7.4 เมตร</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนี้ยังมี “<strong>ไฟป่า</strong>” ที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมเป็นวงกว้างอย่างรวดเร็ว ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีไฟป่าเกิดขึ้นทั่วโลกจากการใช้ทรัพยากรธรรมชาติเกินพอดีของมนุษย์โดยเฉพาะการ “ตัดไม้ทำลายป่า” ทำให้สภาพอากาศ และระบบนิเวศน์สูญเสียความสมดุล</p>



<p class="wp-block-paragraph">ในปี 2020 มีเหตุการณ์ไฟป่าเกิดขึ้นในจุดที่ไม่เคยเกิดมาก่อน เช่น ป่าแอมะซอน (Amazon) และ ขั้วโลกเหนือ หรืออาร์กติก (Arctic) ในเดือนเม.ย. ที่ผ่านมา เกิดไฟป่าเพิ่มขึ้นร้อยละ 13 หากเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันเมื่อปีก่อน จึงได้รับการบันทึกว่าเป็นปีที่เกิดไฟป่าสูงสุดที่เคยมีมา และเช่นเคย.. คาดว่าเกิดจากปัญหาโลกร้อน</p>



<p class="wp-block-paragraph">ส่วนพื้นที่ป่าของแคนาดา ก็พบว่าเกิดปัญหาไฟป่า และน้ำท่วมฉับพลันหลังอุณหภูมิสูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึงประมาณ 10-15 องศาเซลเซียส ณ เดือน พ.ค. ที่ผ่านมา ส่งผลให้อากาศไม่เป็นไปตามฤดูกาล</p>



<p class="wp-block-paragraph">ล่าสุดเกิดเหตุการณ์ไฟป่าบนเกาะเมาวี รัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา ทำให้มีผู้เสียชีวิตมากถึง 89 ราย (12 ส.ค.) ถือว่ามากที่สุดในรอบกว่าร้อยปี มีพื้นที่ได้รับความเสียหายประมาณ 5,311 ไร่ หลายฝ่ายคาดว่าปัจจัยที่ทำให้เกิดไฟป่าในครั้งนี้มาจากพายุเฮอริเคนนอกชายฝั่ง ที่มีลมกระโชกแรง 80 ไมล์ต่อชั่วโมง หนึ่งในผลพวงจาก “<strong>ภาวะโลกร้อน</strong>”</p>



<p class="wp-block-paragraph">สุดท้ายแล้วผลกระทบที่เชื่อมโยงมาจาก<strong>ภาวะโลกร้อน</strong>นั้น ล้วนแต่มีความร้ายแรงกว่าที่คาดคิด และจะยิ่งทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ที่สำคัญปัญหานี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะหลายเหตุการณ์เกิดขึ้นเร็วกว่าที่ผู้เชี่ยวชาญเคยคาดการณ์เอาไว้มาก ถ้าหากมนุษย์ยังไม่รีบหันมาใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างจริงจัง “วันสิ้นโลก” อาจเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้</p>



<p class="wp-block-paragraph">อ้างอิงข้อมูล : <a href="https://www.theguardian.com/environment/2023/aug/07/extinction-alert-issued-over-critically-endangered-vaquita" target="_blank" rel="noopener">The Guardian</a>, <a href="https://www.iucn.org/content/last-chance-save-saola-extinction-iucn" target="_blank" rel="noopener">IUCN</a>, <a href="https://theconversation.com/arctic-is-warming-nearly-four-times-faster-than-the-rest-of-the-world-new-research-188474" target="_blank" rel="noopener">The Conversation</a>, <a href="https://thailand.un.org/th/173511-%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%A2%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%87%E0%B8%AA%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E%E0%B8%A0%E0%B8%B9%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%AD%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A8" target="_blank" rel="noopener">UN</a>, <a href="https://www.europeanscientist.com/en/environment/german-researchers-want-to-bring-back-the-sumatran-rhino/" target="_blank" rel="noopener">European Scientist</a>, และ <a href="https://www.bbc.com/thai/international-64308063" target="_blank" rel="noopener">BBC</a></p>



<p class="wp-block-paragraph">Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/environment/1084044" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>น่าวิตก! นักวิจัยหวั่นน้ำแข็งกรีนแลนด์ละลาย เพิ่มระดับน้ำทะเลทั่วโลกอีก 27 ซม.</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/nature-climate-change/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 19 Sep 2022 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[Nature Climate Change]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=20645</guid>

					<description><![CDATA[สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ว่า ผลการศึกษาจากคณะนักวิจัยของฟินแลนด์ เดนมาร์ก และอเมริกา ซึ่งเผยแพร่ร่วมกัน ผ่านวารสารวิทยาศาสตร์เนเจอร์ ไคลเมต เชนจ์ ( Nature Climate Change ) ระบุว่า การละลายของแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์ภายใต้อุณหภูมิปัจจุบัน จะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 27 เซนติเมตร หรือเกือบหนึ่งไม้บรรทัด คณะนักวิจัยนำโดย ศ.อาลัน ฮับบาร์ด จากหน่วยวิจัยภูมิศาสตร์กายภาพ มหาวิทยาลัยโอลู ในฟินแลนด์ อธิบายว่า แผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์เกิดความไม่สมดุล ตามสภาพอากาศของอาร์กติกหรือขั้วโลกเหนือ โดยแผ่นน้ำแข็งอย่างน้อย 59,000 ตารางกิโลเมตรของทั้งหมดจะละลายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่กว่าประเทศเดนมาร์ก คณะนักวิจัยใช้การวัดสภาพอากาศของภูมิภาคอาร์กติก ระหว่างปี 2543-2562 รวมกับข้อมูลจากดาวเทียมและธรณีฟิสิกส์น้ำแข็ง ตรวจสอบความไม่สมดุลของแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์ได้อย่างแม่นยำ “การศึกษานี้เป็นเรื่องใหม่มาก อาศัยการวัดจริงจากกรีนแลนด์ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา รวมกับทฤษฎีวิเคราะห์อันเป็นที่ยอมรับ” ศ.ฮับบาร์ด กล่าว พร้อมทั้งเสริมว่า คณะนักวิจัยสามารถตรวจสอบการมีส่วนเพิ่มระดับน้ำทะเลทั่วโลกของกรีนแลนด์ที่น่าเชื่อถือได้ นอกจากนั้น ผลการศึกษาดังกล่าวยังเปิดเผยด้วยว่า หากทุกปีมีอากาศอุ่นเหมือนปี 2555, 2559 หรือ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p class="wp-block-paragraph">สำนักข่าวซินหัวรายงานจากกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ เมื่อวันที่ 11 ก.ย. ว่า ผลการศึกษาจากคณะนักวิจัยของฟินแลนด์ เดนมาร์ก และอเมริกา ซึ่งเผยแพร่ร่วมกัน ผ่านวารสารวิทยาศาสตร์เนเจอร์ ไคลเมต เชนจ์ ( Nature Climate Change ) ระบุว่า การละลายของแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์ภายใต้อุณหภูมิปัจจุบัน จะทำให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 27 เซนติเมตร หรือเกือบหนึ่งไม้บรรทัด</p>



<p class="wp-block-paragraph">คณะนักวิจัยนำโดย ศ.อาลัน ฮับบาร์ด จากหน่วยวิจัยภูมิศาสตร์กายภาพ มหาวิทยาลัยโอลู ในฟินแลนด์ อธิบายว่า แผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์เกิดความไม่สมดุล ตามสภาพอากาศของอาร์กติกหรือขั้วโลกเหนือ โดยแผ่นน้ำแข็งอย่างน้อย 59,000 ตารางกิโลเมตรของทั้งหมดจะละลายอย่างมิอาจหลีกเลี่ยงได้ ซึ่งถือว่ามีขนาดใหญ่กว่าประเทศเดนมาร์ก</p>



<p class="wp-block-paragraph">คณะนักวิจัยใช้การวัดสภาพอากาศของภูมิภาคอาร์กติก ระหว่างปี 2543-2562 รวมกับข้อมูลจากดาวเทียมและธรณีฟิสิกส์น้ำแข็ง ตรวจสอบความไม่สมดุลของแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์ได้อย่างแม่นยำ</p>



<p class="wp-block-paragraph">“การศึกษานี้เป็นเรื่องใหม่มาก อาศัยการวัดจริงจากกรีนแลนด์ตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา รวมกับทฤษฎีวิเคราะห์อันเป็นที่ยอมรับ” ศ.ฮับบาร์ด กล่าว พร้อมทั้งเสริมว่า คณะนักวิจัยสามารถตรวจสอบการมีส่วนเพิ่มระดับน้ำทะเลทั่วโลกของกรีนแลนด์ที่น่าเชื่อถือได้</p>



<p class="wp-block-paragraph">นอกจากนั้น ผลการศึกษาดังกล่าวยังเปิดเผยด้วยว่า หากทุกปีมีอากาศอุ่นเหมือนปี 2555, 2559 หรือ 2562 ซึ่งเป็นปีที่กรีนแลนด์เผชิญคลื่นอากาศร้อน การละลายของแผ่นน้ำแข็งในกรีนแลนด์จะเพิ่มระดับน้ำทะเลทั่วโลกเกือบ 1 เมตร</p>



<p class="wp-block-paragraph">“นั่นจะเป็นมหันตภัยใหญ่หลวงสำหรับภูมิภาคชายฝั่งที่ราบลุ่มต่ำกว่าระดับน้ำทะเลทั่วโลก ซึ่งปัจจุบันภูมิภาคเหล่านั้นจำนวนไม่น้อยเกิดน้ำหลากท่วม จากเฮอริเคนและคลื่นพายุซัดฝั่ง ( storm surge ) บ่อยครั้งแล้ว” ศ.ฮับบาร์ด กล่าวทิ้งท้าย.</p>



<p class="wp-block-paragraph">Source : <a href="https://www.dailynews.co.th/news/1457513/" target="_blank" rel="noopener">เดลินวส์ ออนไลน์</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
