<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>ราคาน้ำมัน &#8211; คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<atom:link href="https://energy-thaichamber.org/tag/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<description>Energy Thai Chamber</description>
	<lastBuildDate>Sat, 30 Aug 2025 12:10:25 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/03/cropped-favorite-icon-32x32.png</url>
	<title>ราคาน้ำมัน &#8211; คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ธุรกิจไบโอดีเซลไทยปี 2568 และความเสี่ยงของตลาดไบโอดีเซลในระยะกลางถึงยาว</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/biodiesel2568/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 02 Sep 2025 00:06:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=25048</guid>

					<description><![CDATA[ไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือ B100 คือเชื้อเพลิงเหลวที่ผลิตจากน้ำมันพืช ไขมันสัตว์ หรือ น้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารแล้ว ซึ่งสามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ ไบโอดีเซลมีการเผาไหม้ที่สะอาดและมีกำมะถันต่ำ ทำให้เป็นพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ตลอดจนเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการใช้พลังงานที่สะอาดขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก โดยภาครัฐกำหนดให้น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลในสัดส่วน 10% (B10) เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานของประเทศ อย่างไรก็ตามในปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซล (B100) ต้องเผชิญปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินและความต้องการที่ลดลง จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามดูเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ว่าทิศทางธุรกิจไบโอดีเซลไทยในปี 2568  รวมถึงความเสี่ยงของตลาดไบโอดีเซลในระยะกลางถึงยาวจะเป็นอย่างไร โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ “ธุรกิจไบโอดีเซลไทยปี 2568 กำลังการผลิตส่วนล้น ความต้องการหด กดดันรายได้ลด” ออกมาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ระบุว่าอัตราการใช้กำลังการผลิต (capacity utilization) ของไบโอดีเซลในปี 2568 จะลดลงสู่ระดับราว 34% เทียบกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ 53% ในปี 2564 สาเหตุที่กำลังการผลิตได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2564-2567 เพราะในปี 2563 ภาครัฐกำหนดให้น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลราว 10% [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ไบโอดีเซล (Biodiesel) หรือ B100 คือเชื้อเพลิงเหลวที่ผลิตจากน้ำมันพืช ไขมันสัตว์ หรือ น้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารแล้ว ซึ่งสามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันดีเซลจากปิโตรเลียมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ที่สำคัญ ไบโอดีเซลมีการเผาไหม้ที่สะอาดและมีกำมะถันต่ำ ทำให้เป็นพลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการใช้ไบโอดีเซลเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ลดการนำเข้าน้ำมันจากต่างประเทศ และสนับสนุนการใช้พลังงานทดแทน ตลอดจนเป็นอีกหนึ่งความพยายามในการใช้พลังงานที่สะอาดขึ้นเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหาวิกฤติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก โดยภาครัฐกำหนดให้น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลในสัดส่วน 10% (B10) เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานของประเทศ</p>



<p>อย่างไรก็ตามในปัจจุบันอุตสาหกรรมการผลิตไบโอดีเซล (B100) ต้องเผชิญปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินและความต้องการที่ลดลง จึงเป็นประเด็นที่น่าติดตามดูเพื่อวิเคราะห์สถานการณ์ว่าทิศทางธุรกิจไบโอดีเซลไทยในปี 2568  รวมถึงความเสี่ยงของตลาดไบโอดีเซลในระยะกลางถึงยาวจะเป็นอย่างไร</p>



<p>โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ “ธุรกิจไบโอดีเซลไทยปี 2568 กำลังการผลิตส่วนล้น ความต้องการหด กดดันรายได้ลด” ออกมาเมื่อวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ระบุว่าอัตราการใช้กำลังการผลิต (capacity utilization) ของไบโอดีเซลในปี 2568 จะลดลงสู่ระดับราว 34% เทียบกับอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ 53% ในปี 2564 สาเหตุที่กำลังการผลิตได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงปี 2564-2567 เพราะในปี 2563 ภาครัฐกำหนดให้น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลราว 10% (B10) เป็นน้ำมันดีเซลพื้นฐานของประเทศแทนที่น้ำมันดีเซลที่มีการผสมไบโอดีเซลราว 7% (B7) นอกจากนี้ ยังมีแรงจูงใจด้านสิทธิประโยชน์ทางภาษีจาก BOI เพื่อส่งเสริมการลงทุนในกิจการไบโอดีเซลที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงหรือมีการวิจัยและพัฒนา ทำให้ผู้ประกอบการเล็งเห็นโอกาสทางธุรกิจและขยายกำลังการผลิต </p>



<p>อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมก็ได้เริ่มปรับตัว ด้วยการลดกำลังการผลิตลงราว 2.5% ในปี 2568 แต่ก็ยังไม่สามารถแก้ปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินที่เผชิญอยู่ได้ โดยปัญหานี้ทำให้การแข่งขันเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะรายเล็กและกลางที่ประสบอุปสรรคในการแย่งชิงความต้องการที่จำกัดในตลาด นอกจากนี้ ต้นทุนต่อหน่วยการผลิตยังคงอยู่ในระดับสูง เพราะผู้ผลิตไม่สามารถใช้ประโยชน์จากการประหยัดเชิงขนาด ซึ่งภาวะดังกล่าวคาดว่าจะดำเนินต่อเนื่องไปในระยะข้างหน้า</p>



<p>ทั้งนี้ คาดว่ารายได้ธุรกิจไบโอดีเซลไทยในปี 2568 มีทิศทางลดลง เพราะความต้องการไบโอดีเซลที่หดตัว แม้ราคาจะสูงขึ้น ในขณะที่ปี 2569 รายได้อาจจะฟื้นตัวเล็กน้อยจากนโยบายเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซล ประกอบกับราคาไบโอดีเซลที่คาดว่าจะปรับขึ้นเล็กน้อย โดยอุปสงค์ไบโอดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง 14% ในปี 2568 และเพิ่มขึ้น 1.1% ในปี 2569 ซึ่งอุปสงค์ไบโอดีเซลไทยขึ้นอยู่กับ 2 ปัจจัย คือ</p>



<p>1. สัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วที่ภาครัฐกำหนด ซึ่งสำหรับปี 2568 อุปสงค์ไบโอดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง เพราะแม้ว่าสัดส่วนมีโอกาสเพิ่มขึ้นช่วงปลายปีนี้ แต่ไม่เพียงพอที่จะพยุงความต้องการไบโอดีเซลโดยรวมได้ และภาครัฐอาจจะปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาจาก 5-7% (B5) มาเป็น 6.6-7% (B7) ในช่วงปลายปี 2568 เนื่องจากราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยมีแนวโน้มลดลง เพราะผลผลิตน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ขยายตัวหลังจากไตรมาสแรกปีนี้ และจะทยอยเพิ่มขึ้นทั้งปีจากปรากฏการณ์ลานีญา โดยในเดือนมีนาคม ผลผลิต CPO ขยายตัวกว่า 102% MoM ทว่านโยบายการใช้ B5 ต่อเนื่องจากเดือนพฤศจิกายน 2567 ก็ยังเป็นปัจจัยกดดันต่อปริมาณการใช้ไบโอดีเซลในปีนี้ ส่วนในปี 2569 ความต้องการไบโอดีเซลมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเล็กน้อย หากภาครัฐปรับเพิ่มสัดส่วนผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาในช่วงปลายปี 2568 และยังได้รับแรงหนุนจากฐานที่ต่ำในปี 2568 ที่ความต้องการหดตัวลงมาก</p>



<p>2. ความต้องการน้ำมันเชื้อเพลิงดีเซลไทยคาดว่าจะลดลง 0.8% และ 1.3% ในปี 2568-2569 เพราะการใช้น้ำมันดีเซลเพื่อขนส่งนักท่องเที่ยวโดยรถโดยสารมีแนวโน้มหดตัว เนื่องจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในไทยที่จะลดลงจากฐานที่สูงในปี 2567 ประกอบกับได้รับแรงกดดันจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว โดยเฉพาะในภาคการผลิต</p>



<p>นอกจากนี้ ราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกไทยอาจไม่สามารถปรับตัวต่ำลงตามราคาน้ำมันดิบดูไบที่มีแนวโน้มลดลงในปี 2568-2569 เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงไทยที่ตรึงราคาน้ำมันดีเซลขายปลีกยังคงมีฐานะขาดดุลสูง </p>



<p>ราคาไบโอดีเซลคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 3.6% และ 0.9% ในปี 2568 และ 2569 ตามทิศทางราคาน้ำมันปาล์มดิบ ซึ่งสอดคล้องกับการเคลื่อนไหวของราคาไบโอดีเซล</p>



<p>ในปี 2568 ราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น สืบเนื่องจากในช่วงไตรมาสแรกของปี 2568 ที่อุปทานน้ำมันปาล์มดิบไทยตึงตัวในระดับสูง โดยเฉลี่ยสต็อก CPO ในช่วงดังกล่าวหดตัว 39% เมื่อเปรียบเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน จึงพยุงราคาไบโอดีเซลให้สูงกว่าปี 2567 แม้ว่าราคาจะเริ่มปรับตัวลงตามผลผลิตปาล์มที่ทยอยเพิ่มขึ้นหลังจากไตรมาสแรกแล้วก็ตาม </p>



<p>สำหรับปี 2569 ราคาน้ำมันปาล์มดิบไทยคาดว่าจะขยายตัวตามราคาตลาดโลก โดย World Bank คาดการณ์ว่าราคาน้ำมันปาล์มดิบโลกจะโต 2% ในปีหน้า เพราะได้รับแรงหนุนจากอินโดนีเซียที่ได้ปรับเพิ่มสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลจาก 35% (B35) ให้เป็น 40% (B40) ในปี 2568 และมีแผนจะเพิ่มเป็น 50% (B50) ในปี 2569 ทั้งนี้ อินโดนีเซียผลิตและใช้น้ำมันปาล์มดิบเป็นอันดับหนึ่งของโลก </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.energynewscenter.com/wp-content/uploads/2025/08/biodiesel-536x1024.png" alt="" class="wp-image-67897"/></figure>
</div>


<p class="has-text-align-center"><strong>ความเสี่ยงของตลาดไบโอดีเซลในระยะกลางถึงยาว</strong></p>



<p></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>พ.ร.บ. กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2562 ซึ่งระบุให้ยกเลิกการชดเชยราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีส่วนผสมของเชื้อเพลิงชีวภาพภายในปี 2569 จะกระทบราคาและความต้องการไบโอดีเซล เพราะผู้ผลิตไบโอดีเซลจะต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นในช่วงที่ราคาปาล์มอยู่ในระดับสูง ทำให้ความสามารถในการดำเนินธุรกิจและสร้างผลกำไรลดลง</li>



<li>กฎเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อมและแผนพลังงานไทยกดดันการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็วต่อเนื่องในอนาคต อาทิ พ.ร.บ. Climate Change ที่ภาครัฐมีแผนจะบังคับใช้ภายในปี 2569 อาจจะทำให้ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมต่างๆ ต้องปรับตัวเพื่อลดการใช้น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว เช่น การเปลี่ยนไปใช้เครื่องจักรกลไฟฟ้ามากขึ้นในภาคก่อสร้างและการเกษตร เป็นต้น นอกจากนี้ ร่างแผนบริหารจัดการน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2567-2580 (Oil Plan 2024) ยังมุ่งเน้นเปลี่ยนรถโดยสารสาธารณะเป็นรถยนต์ไฟฟ้า อีกด้วย</li>
</ul>



<p>Source : <a href="https://www.energynewscenter.com/เขียนเล่าข่าว-ธุรกิจไบ/" target="_blank" rel="noopener">Energy News Center</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>กบง. ปรับสูตรดีเซล ป้องกันราคาพุ่ง เริ่ม 21 พฤศจิกายน นี้</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/diesel-s-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 12 Nov 2024 02:36:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=24028</guid>

					<description><![CDATA[กบง. ปรับสูตรดีเซล หลังราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ปรับตัวสูงขึ้นมากจนกระทบต้นทุนไบโอดีเซล โดยกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาและน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 เพื่อช่วยเหลือประชาชน ป้องกันราคาพุ่ง เริ่ม 21 พฤศจิกายน นี้ นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อพิจารณาแนวทางการกำหนดสัดส่วนของน้ำมันไบโอดีเซล B100 ในช่วงที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) พุ่งสูงขึ้นมาก โดยภายหลังจากการประชุม นายพีระพันธุ์ฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคา CPO ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาไบโอดีเซลอยู่ที่ประมาณ 48 บาทต่อลิตร หรือ 2 เท่าของราคาเนื้อน้ำมัน ทำให้ต้นทุนน้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลที่ขายให้ประชาชนมีราคาสูงขึ้น ดังนั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและเพื่อให้การจัดการราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ประชุม กบง. จึงมีมติเห็นชอบการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลดังนี้ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 และไม่สูงกว่าร้อยละ 7 โดยปริมาตร และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19 และไม่สูงกว่าร้อยละ 20 โดยปริมาตร ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์แต่อย่างใด [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>กบง. ปรับสูตรดีเซล หลังราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) ปรับตัวสูงขึ้นมากจนกระทบต้นทุนไบโอดีเซล โดยกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลในน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดาและน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 เพื่อช่วยเหลือประชาชน ป้องกันราคาพุ่ง เริ่ม 21 พฤศจิกายน นี้</p>



<p>นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เพื่อพิจารณาแนวทางการกำหนดสัดส่วนของน้ำมันไบโอดีเซล B100 ในช่วงที่ราคาน้ำมันปาล์มดิบ (CPO) พุ่งสูงขึ้นมาก โดยภายหลังจากการประชุม นายพีระพันธุ์ฯ กล่าวว่า จากสถานการณ์ปัจจุบันที่ราคา CPO ที่ปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ราคาไบโอดีเซลอยู่ที่ประมาณ 48 บาทต่อลิตร หรือ 2 เท่าของราคาเนื้อน้ำมัน ทำให้ต้นทุนน้ำมันดีเซลเพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย และจะส่งผลให้ราคาน้ำมันดีเซลที่ขายให้ประชาชนมีราคาสูงขึ้น ดังนั้น เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนและเพื่อให้การจัดการราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ที่ประชุม กบง. จึงมีมติเห็นชอบการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซลดังนี้ น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 5 และไม่สูงกว่าร้อยละ 7 โดยปริมาตร และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 ไม่ต่ำกว่าร้อยละ 19 และไม่สูงกว่าร้อยละ 20 โดยปริมาตร ซึ่งไม่ส่งผลกระทบต่อเครื่องยนต์แต่อย่างใด</p>



<p>ทั้งนี้ ให้มีผลตั้งแต่วันที่ 21 พฤศจิกายน 2567 เป็นต้นไป จนกว่า กบง. จะมีมติเปลี่ยนแปลง โดยมอบหมายให้ กรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) ออกประกาศ ธพ. เรื่อง กำหนดลักษณะและคุณภาพของน้ำมันดีเซล (ฉบับที่ ..) พ.ศ. 2567 ให้สอดคล้องกับการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล และ มอบหมายให้ กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) นำเสนอการกำหนดสัดส่วนการผสมไบโอดีเซล ต่อคณะกรรมการนโยบายปาล์มน้ำมันแห่งชาติ (กนป.) เพื่อทราบต่อไป</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.energynewscenter.com/wp-content/uploads/2024/11/peerapan1-1024x768.jpg" alt="" class="wp-image-58976"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>Source : <a href="https://www.energynewscenter.com/%e0%b8%81%e0%b8%9a%e0%b8%87-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%aa%e0%b8%b9%e0%b8%95%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%a5-%e0%b8%9b%e0%b9%89%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%81/" target="_blank" rel="noopener">Energy News Center</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ตลาดน้ำมันโลกกังวลสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยกระดับความรุนแรงขึ้น</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/oil-price-situation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 23 Oct 2024 02:10:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=23952</guid>

					<description><![CDATA[หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์ตลาดน้ำมันประจำสัปดาห์วันที่ 7 – 11 ต.ค. 67 และแนวโน้มในสัปดาห์วันที่ 14 – 18 ต.ค. 67 โดยระบุว่าตลาดน้ำมันโลกยังคงกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยกระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น ด้าน OPEC ปรับลดคาดการณ์ความต้องการน้ำมันโลกปี 2567 และ 2568   ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 67 โฆษกของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พลตรี Patrick Ryder กล่าวว่าสหรัฐฯ จะส่งระบบป้องกันขีปนาวุธ Terminal High Altitude Area Defense (THAAD) พร้อมทหารสหรัฐฯ 100 นาย เพื่อดำเนินการติดตั้งระบบให้อิสราเอล เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านอาจยกระดับเป็นสงครามระดับภูมิภาค หลังอิสราเอลมีแนวโน้มจะตอบโต้ที่ถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 67 ด้านกลุ่ม OPEC ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2567 [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>หน่วยธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) รายงานสถานการณ์ตลาดน้ำมันประจำสัปดาห์วันที่ 7 – 11 ต.ค. 67 และแนวโน้มในสัปดาห์วันที่ 14 – 18 ต.ค. 67 โดยระบุว่าตลาดน้ำมันโลกยังคงกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยกระดับความรุนแรงเพิ่มขึ้น ด้าน OPEC ปรับลดคาดการณ์ความต้องการน้ำมันโลกปี 2567 และ 2568  </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.energynewscenter.com/wp-content/uploads/2024/10/Oil-Prices-2-1024x880.png" alt="" class="wp-image-58329"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 67 โฆษกของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ พลตรี Patrick Ryder กล่าวว่าสหรัฐฯ จะส่งระบบป้องกันขีปนาวุธ Terminal High Altitude Area Defense (THAAD) พร้อมทหารสหรัฐฯ 100 นาย เพื่อดำเนินการติดตั้งระบบให้อิสราเอล เนื่องจากความขัดแย้งระหว่างอิสราเอลกับอิหร่านอาจยกระดับเป็นสงครามระดับภูมิภาค หลังอิสราเอลมีแนวโน้มจะตอบโต้ที่ถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธโจมตีเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 67</p>



<p>ด้านกลุ่ม OPEC ปรับลดคาดการณ์อุปสงค์น้ำมันโลกในปี 2567 ติดต่อกันเป็นครั้งที่ 3 โดยรายงานฉบับเดือน ต.ค. 67 ของ OPEC คาดการณ์ว่าอุปสงค์น้ำมันโลกปี 2567 จะเพิ่มขึ้น 1.93 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 104.14 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ลดลงจากคาดการณ์ครั้งก่อน 0.11 ล้านบาร์เรลต่อวัน) และในปี 2568 จะเพิ่มขึ้น 1.64 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากปีก่อนหน้า อยู่ที่ 105.78 ล้านบาร์เรลต่อวัน (ลดลงจากครั้งก่อน 0.20 ล้านบาร์เรลต่อวัน) เนื่องจากจีนหันไปใช้พลังงานทางเลือก ประกอบกับเศรษฐกิจจีนอ่อนแอ</p>



<p>สำนักงานสถิติแห่งชาติของจีน (National Bureau of Statistics: NBS) รายงานว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ซึ่งบ่งชี้อัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.ย. 67 อยู่ที่ +0.4% จากปีก่อนหน้า ต่ำสุดในรอบ 3 เดือน ขณะที่ดัชนีราคาผู้ผลิต (Producer Price Index: PPI) อยู่ที่ -2.8% จากปีก่อนหน้า ต่ำสุดในรอบ 6 เดือน</p>



<p>กระทรวงแรงงานสหรัฐฯ (Bureau of Labor Statistics: BLS) รายงานว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (Consumer Price Index: CPI) ซึ่งบ่งชี้อัตราเงินเฟ้อในเดือน ก.ย. 67 อยู่ที่ +2.4% จากปีก่อนหน้า ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน ก.พ. 64 ซึ่งอาจเป็นสัญญาณให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ</p>



<p>Source : <a href="https://www.energynewscenter.com/%e0%b8%95%e0%b8%a5%e0%b8%b2%e0%b8%94%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b9%82%e0%b8%a5%e0%b8%81%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%a7%e0%b8%a5-%e0%b8%aa%e0%b8%96%e0%b8%b2%e0%b8%99/" target="_blank" rel="noopener">Energy News Center</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เปิดหนี้กองทุนน้ำมันฯ เริ่มจ่ายเงินต้น พ.ย. นี้ 140 ล้านบาท คาดทยอยขึ้นสูงสุด 3,000 ล้านบาท ใน ต.ค. 2568 เล็งใช้หนี้หมดปี 2571</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/oil-fund-debt-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 15 Oct 2024 02:12:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=23906</guid>

					<description><![CDATA[กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เตรียมกันเงิน 140 ล้านบาท เริ่มทยอยจ่ายหนี้เงินต้นก้อนแรกให้แบงค์ ตั้งแต่ พ.ย. 2567 ชี้หนี้เงินต้นจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนยอดจ่ายสูงสุดไปอยู่ในเดือน ต.ค. 2568 จำนวน 3,000 ล้านบาท ก่อนจะค่อยๆ ลดลง เหตุกองทุนฯ ทยอยกู้ยืมเงินพยุงราคาดีเซลตั้งแต่ปี 2565 รวมยอดกู้ยืมทั้งสิ้น 105,333 ล้านบาท คาดใช้หนี้หมดในปี 2571 ส่งผลกระทบให้ผู้ใช้ดีเซลต้องเร่งจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ และหากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงอาจจำเป็นต้องขยับราคาดีเซลขึ้นบ้าง    ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2567 ที่จะถึงนี้ จะครบกำหนดที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องเริ่มทยอยชำระหนี้เงินต้นที่กู้ยืมมาจากสถาบันการเงิน รวมทั้งสิ้น 105,333 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2565-2566 ส่วนดอกเบี้ยก็ได้เริ่มจ่ายมาตั้งแต่กู้ยืมเงินครั้งแรกและจ่ายเป็นประจำ จำนวน 250 ล้านบาททุกเดือน สำหรับยอดหนี้เงินต้นจะทยอยสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามวงเงินที่ทยอยกู้ยืมในแต่ละครั้ง โดยในเดือน พ.ย. 2567 ต้องเริ่มจ่ายหนี้เงินต้น 140 [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เตรียมกันเงิน 140 ล้านบาท เริ่มทยอยจ่ายหนี้เงินต้นก้อนแรกให้แบงค์ ตั้งแต่ พ.ย. 2567 ชี้หนี้เงินต้นจะสูงขึ้นเรื่อยๆ จนยอดจ่ายสูงสุดไปอยู่ในเดือน ต.ค. 2568 จำนวน 3,000 ล้านบาท ก่อนจะค่อยๆ ลดลง เหตุกองทุนฯ ทยอยกู้ยืมเงินพยุงราคาดีเซลตั้งแต่ปี 2565 รวมยอดกู้ยืมทั้งสิ้น 105,333 ล้านบาท คาดใช้หนี้หมดในปี 2571 ส่งผลกระทบให้ผู้ใช้ดีเซลต้องเร่งจ่ายเงินเข้ากองทุนฯ และหากราคาน้ำมันโลกพุ่งสูงอาจจำเป็นต้องขยับราคาดีเซลขึ้นบ้าง   </p>



<p>ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center – ENC) รายงานว่า นับตั้งแต่เดือน พ.ย. 2567 ที่จะถึงนี้ จะครบกำหนดที่กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะต้องเริ่มทยอยชำระหนี้เงินต้นที่กู้ยืมมาจากสถาบันการเงิน รวมทั้งสิ้น 105,333 ล้านบาท ตั้งแต่ปี 2565-2566 ส่วนดอกเบี้ยก็ได้เริ่มจ่ายมาตั้งแต่กู้ยืมเงินครั้งแรกและจ่ายเป็นประจำ จำนวน 250 ล้านบาททุกเดือน</p>



<p>สำหรับยอดหนี้เงินต้นจะทยอยสูงขึ้นเรื่อยๆ ตามวงเงินที่ทยอยกู้ยืมในแต่ละครั้ง โดยในเดือน พ.ย. 2567 ต้องเริ่มจ่ายหนี้เงินต้น 140 ล้านบาท และ เดือน ธ.ค. อยู่ที่ 278 ล้านบาท ส่วนปี 2568 ก็จะยังคงจ่ายสูงขึ้นอีก โดยเริ่มต้นเดือน ม.ค. จำนวน 800 ล้านบาท และทยอยสูงขึ้นไปถึงเดือน พ.ค. ที่ 1,400 ล้านบาท โดยยอดจะพุ่งสูงสุดในเดือน ต.ค. 2568 ที่ประมาณ 3,000 ล้านบาท และจากนั้นจะทยอยลดลงเรื่อยๆ  ซึ่งคาดว่าการชำระหนี้เงินต้นจะไปสิ้นสุดในปี 2571</p>



<p>ดังนั้นภารกิจสำคัญที่กองทุนฯ จะต้องเตรียมไว้สำหรับการชำระหนี้เงินต้นดังกล่าว ก็คือ คณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) จะต้องเร่งเก็บเงินจากผู้ใช้น้ำมันดีเซลส่งเข้ากองทุนฯ เพื่อให้กองทุนฯ มีเงินไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง เพียงพอที่จะใช้ดูแลราคาน้ำมันและ LPG ในช่วงสถานการณ์ฉุกเฉิน และมีเงินเพียงพอจ่ายหนี้เงินต้นก้อนนี้ด้วย</p>



<p>ทั้งนี้จะส่งผลให้กองทุนฯ ไม่สามารถกลับไปชดเชยราคาดีเซลได้อีก ยกเว้นกรณีเกิดวิกฤติราคาพลังงานที่รุนแรง ซึ่งหากราคาน้ำมันโลกขยับสูงขึ้นในช่วงนี้ กองทุนฯ จะลดการเก็บเงินผู้ใช้ดีเซลเพื่อส่งเข้ากองทุนฯ ลง จนอาจเก็บเข้าต่ำสุดเหลือเพียง 50 สตางค์ต่อลิตร (ปัจจุบันเก็บอยู่ 1.66 บาทต่อลิตร) แต่หากราคายังขยับสูงขึ้นไปอีก กบน. อาจจำเป็นต้องขยับขึ้นราคาดีเซล แทนการนำเงินกองทุนฯ ไปชดเชยราคาดีเซล</p>



<p>อย่างไรก็ตามวันที่ 31 ต.ค. 2567 นี้ จะสิ้นสุดมาตรการตรึงราคาดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร โดยปัจจุบันราคาจำหน่ายอยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร ดังนั้น กบน. เตรียมจะเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาทบทวนราคาดีเซลอีกครั้งก่อนสิ้นสุดมาตรการดังกล่าวต่อไป</p>



<p>ทั้งนี้ กบน. ยังเฝ้าติดตามสถานการณ์การสู้รบในต่างประเทศที่มีผลกระทบต่อราคาน้ำมันโลก ซึ่ง กบน. เชื่อว่ายังดูแลราคาดีเซลในประเทศไทยได้ แต่เป็นห่วงราคาก๊าซหุงต้ม (LPG) โลก เนื่องจากในช่วงปลายปีจะเข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้หลายประเทศมีความต้องการ LPG จำนวนมากและราคาจะพุ่งสูงขึ้น ซึ่งหากกองทุนฯ ต้องชดเชยราคา LPG สูง จะส่งผลกระทบต่อฐานะกองทุนฯ ได้  </p>



<p>โดยปัจจุบันกองทุนฯ ยังมีเงินไหลเข้าจากผู้ผลิต LPG  5.94 ล้านบาทต่อวัน และเงินไหลเข้าจากผู้ใช้น้ำมัน 331 ล้านบาทต่อวัน รวมมีเงินไหลเข้ากองทุนฯ ประมาณ 337 ล้านบาทต่อวัน หรือ 10,110 ล้านบาทต่อเดือน ซึ่งเพียงพอดูแลเสถียรภาพราคาดีเซลและ LPG  รวมทั้งสามารถเก็บไว้ชำระหนี้เงินต้นและดอกเบี้ยให้สถาบันการเงินได้ แต่หากราคา LPG โลกขยับขึ้นแรงในช่วงปลายปี 2567 นี้ กบน. ก็จะพิจารณาแนวทางที่เหมาะสมกับกองทุนฯ ต่อไป แต่ยืนยันว่าราคา LPG จะยังคงจำหน่ายที่ 423 บาทต่อถังขนาด 15 กิโลกรัม ไปจนถึง 31 ธ.ค. 2567 นี้ ตามมติคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.)</p>



<p>สำหรับสถานะเงินกองทุนน้ำมันฯ ล่าสุด ณ วันที่ 8 ต.ค. 2567 เงินกองทุนฯ ติดลบรวม -96,818 ล้านบาท ซึ่งมาจากบัญชีน้ำมันติดลบรวม -49,378 ล้านบาท และมาจากบัญชี LPG ติดลบรวม -47,440 ล้านบาท</p>



<p>Source : <a href="https://www.energynewscenter.com/%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b5%e0%b9%89%e0%b8%81%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b8%97%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%af-%e0%b9%80/" target="_blank" rel="noopener">Energy News Center</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ร่างกฎหมายกำกับดูแลราคาน้ำมัน สกัดผู้ค้าปรับราคาตามอำเภอใจ?</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/oil-price-regulation/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 30 Sep 2024 02:15:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=23844</guid>

					<description><![CDATA[เชื่อว่าหลายๆ คน จดจำโมเมนต์การเติมน้ำมันผิดวันได้เป็นอย่างดี ในวันที่เราเพิ่งเติมเต็มถัง กลับมีข่าวประกาศว่า “พรุ่งนี้น้ำมันลดราคา 30 สตางค์” หรือในวันที่เลิกงานช้าถึงบ้านดึก แล้วมาพบข่าวว่า “พรุ่งนี้น้ำมันขึ้น 60 สตางค์” แม้จะไม่ใช่มูลค่ามากมาย แต่ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากจ่ายแพงกว่าเดิมแน่ๆ ยังไม่รวมโมเมนต์หงุดหงิดกับราคาน้ำมันที่ถูกอ้างว่าขึ้นตามตลาดโลก แต่เวลาตลาดโลกลดลง ทำไมราคาน้ำมันในบ้านเรากลับยังเท่าเดิม จนทำให้คิดไปได้ว่า ผู้ค้าน้ำมันนึกอยากจะขึ้นก็ขึ้นใช่หรือไม่ ? ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้ จึงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ต้องการเร่งออกกฎหมายเพื่อมากำกับดูแลราคาน้ำมัน แหล่งข่าวในกระทรวงพลังงาน มองว่า นับตั้งแต่ที่นายพีระพันธุ์ เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ 1 ปี เขาได้กลายเป็นรัฐมนตรีที่สร้างความแตกต่างไปจากอดีตรัฐมนตรีพลังงานในอดีตอย่างสิ้นเชิง แม้นายพีระพันธุ์จะมาจากสายกฎหมาย มิใช่ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทน้ำมัน และไม่มีประสบการณ์ด้านพลังงานมาก่อน แต่นายพีระพันธุ์สามารถใช้องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหาพลังงานที่หมักหมมมาตลอดหลายสิบปี. โดยปัญหาราคาน้ำมันที่หมักหมมมาตลอดหลายสิบปี เป็นเพราะไม่มีใครสามารถรู้ราคาต้นทุนของน้ำมันเชื้อเพลิงมาก่อน ซึ่งเมื่อไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริงก็ไม่สามารถกำหนดราคาที่เป็นธรรมได้ แต่กระทรวงพลังงานในยุคของนายพีระพันธุ์สามารถออกประกาศกระทรวงพลังงานที่กําหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งต้นทุน และมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2567 ที่ผ่านมาแล้ว   นอกจากประเทศไทยจะไม่เคยมีกฎหมายให้ผู้ค้าแจ้งต้นทุนราคาน้ำมันแล้ว เราก็ไม่เคยมีกฎหมายในการควบคุมการขึ้นลงของราคาน้ำมัน ซึ่งเรื่องนี้พี่น้องประชาชนเคยสงสัยกันมาตลอด สงสัยกันมานานแล้วว่า ทำไมกระทรวงพลังงานไม่ดูแลเลย นั่นเป็นเพราะกระทรวงพลังงานไม่มีกฎหมายอยู่ในมือจึงไม่มีอำนาจจะไปกำกับควบคุมการปรับราคาน้ำมันขึ้นหรือลงได้ ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีแต่กฎหมายในการอนุญาตให้ค้าน้ำมัน แต่ไม่มีกฎหมายในการกํากับดูแลราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากๆ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เชื่อว่าหลายๆ คน จดจำโมเมนต์การเติมน้ำมันผิดวันได้เป็นอย่างดี ในวันที่เราเพิ่งเติมเต็มถัง กลับมีข่าวประกาศว่า “พรุ่งนี้น้ำมันลดราคา 30 สตางค์” หรือในวันที่เลิกงานช้าถึงบ้านดึก แล้วมาพบข่าวว่า “พรุ่งนี้น้ำมันขึ้น 60 สตางค์” แม้จะไม่ใช่มูลค่ามากมาย แต่ถ้าเลือกได้คงไม่มีใครอยากจ่ายแพงกว่าเดิมแน่ๆ ยังไม่รวมโมเมนต์หงุดหงิดกับราคาน้ำมันที่ถูกอ้างว่าขึ้นตามตลาดโลก แต่เวลาตลาดโลกลดลง ทำไมราคาน้ำมันในบ้านเรากลับยังเท่าเดิม จนทำให้คิดไปได้ว่า ผู้ค้าน้ำมันนึกอยากจะขึ้นก็ขึ้นใช่หรือไม่ ?</p>



<p>ประเด็นที่เกิดขึ้นนี้ จึงเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญที่นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ต้องการเร่งออกกฎหมายเพื่อมากำกับดูแลราคาน้ำมัน</p>



<p>แหล่งข่าวในกระทรวงพลังงาน มองว่า นับตั้งแต่ที่นายพีระพันธุ์ เข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้ 1 ปี เขาได้กลายเป็นรัฐมนตรีที่สร้างความแตกต่างไปจากอดีตรัฐมนตรีพลังงานในอดีตอย่างสิ้นเชิง แม้นายพีระพันธุ์จะมาจากสายกฎหมาย มิใช่ผู้บริหารระดับสูงจากบริษัทน้ำมัน และไม่มีประสบการณ์ด้านพลังงานมาก่อน แต่นายพีระพันธุ์สามารถใช้องค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายเข้ามาจัดการแก้ไขปัญหาพลังงานที่หมักหมมมาตลอดหลายสิบปี. โดยปัญหาราคาน้ำมันที่หมักหมมมาตลอดหลายสิบปี เป็นเพราะไม่มีใครสามารถรู้ราคาต้นทุนของน้ำมันเชื้อเพลิงมาก่อน ซึ่งเมื่อไม่รู้ต้นทุนที่แท้จริงก็ไม่สามารถกำหนดราคาที่เป็นธรรมได้ แต่กระทรวงพลังงานในยุคของนายพีระพันธุ์สามารถออกประกาศกระทรวงพลังงานที่กําหนดให้ผู้ค้าน้ำมันต้องแจ้งต้นทุน และมีผลบังคับใช้ในเดือนเมษายน 2567 ที่ผ่านมาแล้ว  </p>



<p>นอกจากประเทศไทยจะไม่เคยมีกฎหมายให้ผู้ค้าแจ้งต้นทุนราคาน้ำมันแล้ว เราก็ไม่เคยมีกฎหมายในการควบคุมการขึ้นลงของราคาน้ำมัน ซึ่งเรื่องนี้พี่น้องประชาชนเคยสงสัยกันมาตลอด สงสัยกันมานานแล้วว่า ทำไมกระทรวงพลังงานไม่ดูแลเลย นั่นเป็นเพราะกระทรวงพลังงานไม่มีกฎหมายอยู่ในมือจึงไม่มีอำนาจจะไปกำกับควบคุมการปรับราคาน้ำมันขึ้นหรือลงได้</p>



<p>ที่ผ่านมา ประเทศไทยมีแต่กฎหมายในการอนุญาตให้ค้าน้ำมัน แต่ไม่มีกฎหมายในการกํากับดูแลราคาน้ำมัน ซึ่งเป็นเรื่องเหลือเชื่อมากๆ เพราะขนาดราคาค่าไฟฟ้า ยังมีคณะกรรมการกํากับกิจการพลังงาน เป็นผู้กํากับดูแลการปรับขึ้นราคาที่ต้องสมเหตุผล ขนาดการกํากับดูแลกิจการสื่อก็ยังมี กสทช. แต่ราคาน้ำมันไม่มีการกำกับดูแล และเป็นอย่างนี้มาหลายสิบปีแล้ว จึงทำให้กระทรวงพลังงานในยุคของนายพีระพันธุ์ ลุกขึ้นมาจัดทำร่างกฎหมายเพื่อกํากับดูแลการประกอบธุรกิจการค้าน้ำมันจนเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อให้กระทรวงมีอำนาจในการดูแลราคาน้ำมัน สกัดกั้นบรรดาผู้ค้าน้ำมันที่ปรับราคาขึ้นลงตามอำเภอใจ หรืออ้างขึ้นราคาตามตลาดโลก แต่เวลาราคาตลาดโลกลดกลับไม่ลดราคาตาม</p>



<p>แหล่งข่าวมองว่า ภารกิจที่ท้าทายในเรื่องน้ำมันนั้น ก็คือ การผลักดันกฎหมายเรื่องสํารองน้ำมันของประเทศ เพราะที่ผ่านมาหลายสิบปี ประเทศไทยไม่เคยมีการสํารองน้ำมันของประเทศเลย ที่อ้างอิงหรือระบุว่ามีนั้นมิใช่สํารองน้ำมันของประเทศ แต่เป็นสํารองน้ำมันของผู้ค้าน้ำมัน ซึ่งนั่นเท่ากับว่า เราปล่อยให้คนทั้งประเทศและเสถียรภาพทางพลังงานทั้งหมดตกอยู่ในมือของบรรดาผู้ค้าน้ำมัน ดังนั้นการจัดทำระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์เพื่อความมั่นคงของประเทศ หรือ SPR (Strategic Petroleum Reserve) จึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมันให้อยู่ในระดับที่รัฐบาลสามารถควบคุมราคาได้เอง และหากสามารถผลักดันการสำรองน้ำมันของประเทศได้ นายพีระพันธุ์ก็ยังมีแผนที่จะนำน้ำมันสำรองมาดูแลแก้ไขปัญหาราคาน้ำมันแทนการใช้กลไกของกองทุนน้ำมันฯ เพื่อให้ประเทศไทยมีน้ำมันสำรอง และให้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเปลี่ยนน้ำมันสำรองนี้มาเป็นสินทรัพย์ของกองทุน เพื่อให้การบริหารจัดการราคาน้ำมันของกองทุนน้ำมันกลายเป็นการสร้างทรัพย์สินของประเทศให้เพิ่มพูน กองทุนน้ำมันจะไม่ต้องแบกหนี้สินจากการตรึงราคาน้ำมัน และมิใช่ภาระหนี้สินของประเทศอีกต่อไป</p>



<p>สำหรับเรื่องพลังงานไฟฟ้า นายพีระพันธุ์ ก็กำลังผลักดันกฎหมายกำกับดูแลการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคา เพื่อให้ประชาชนสามารถผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ได้ง่ายขึ้น เพราะการติดตั้งในปัจจุบันมีความยุ่งยากทั้งเรื่องขออนุญาตและการติดตั้ง ซึ่งสาเหตุก็มาจากการที่ไม่มีกฎหมาย ซึ่งพอไม่มีกฎหมาย บรรดากระทรวงและ หน่วยงานต่างๆ ก็บอกว่าเป็นอํานาจของหน่วยงานตนเองหมดเลย ประชาชนก็ต้องวิ่งไปขออนุญาตทุกที่ เสียเวลาเสียค่าใช้จ่าย และสร้างความยุ่งยากกว่าจะได้ติดตั้ง แต่หากกฎหมายของกระทรวงพลังงานเสร็จเรียบร้อย จะเปรียบเสมือนการปลดล็อกให้ประชาชนสามารถติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าจากโซลาร์เซลล์บนหลังคา หรือในพื้นที่บ้านได้สะดวกและง่ายขึ้น<br><br>และนอกจากการออกกฎหมายให้เข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์ได้ง่ายขึ้นแล้ว กระทรวงพลังงานก็กำลังหาทางช่วยให้ประชาชนเข้าถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในราคาที่ถูกลง ด้วยการพัฒนาระบบต่างๆ ให้มีคุณภาพสูงแต่มีราคาถูกลง ได้แก่ ระบบแบตเตอรี่สำรอง เพราะการใช้ไฟฟ้าในตอนกลางคืนที่ไม่มีแสงแดด จะต้องใช้แบตเตอรี่เก็บสํารองที่มีราคาแพงมาก กระทรวงพลังงานจึงได้มีการตั้งคณะกรรมการโครงการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อประชาชน ซึ่งมีการประชุมมาอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการทดสอบแผงโซลาร์เซลล์ระบบอินเวอร์เตอร์ และระบบแบตเตอรี่สำรอง ซึ่งทั้งหมดต้องผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้ได้ชุดผลิตและสำรองไฟฟ้าที่มีมาตรฐานและความปลอดภัย โดยโจทย์สำคัญที่สุดคือจะต้องทำให้มีราคาที่ประชาชนสามารถเข้าถึงได้  </p>



<p>Source : <a href="https://www.energynewscenter.com/%e0%b8%a3%e0%b9%88%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%81%e0%b8%8e%e0%b8%ab%e0%b8%a1%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%81%e0%b8%b3%e0%b8%81%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%94%e0%b8%b9%e0%b9%81%e0%b8%a5%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84/" target="_blank" rel="noopener">Energy News Center</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ราคาขายปลีกน้ำมันของไทย ถูก-แพง แค่ไหนในอาเซียน?</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/thailand-retail-oil-prices/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 24 Sep 2024 02:35:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=23814</guid>

					<description><![CDATA[ตั้งแต่ต้นปี 2567 ถึงปัจจุบัน ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทยมีการปรับขึ้น-ลง เฉลี่ยราว 4 – 6 ครั้งต่อเดือน ตามกลไกราคาในตลาดโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาดการค้าเสรีเช่นนี้ อาจทำให้ผู้ใช้น้ำมันรู้สึกว่าราคาน้ำมันมีการปรับขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในความเป็นจริง หากเปรียบเทียบราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน จะเห็นได้ว่าราคาขายปลีกน้ำมันของไทยนั้นอยู่ระดับกลางๆ โดยมีทั้งแพงกว่าและถูกกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ด้วยปัจจัยหลัก คือ แหล่งทรัพยากรน้ำมันดิบของแต่ละประเทศและนโยบายของภาครัฐที่แตกต่างกัน เมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันเบนซินของไทยกับ 10 ประเทศอาเซียน โดยข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงงาน (สนพ.) ณ วันที่ 16 ก.ย. 2567 ประเทศที่มีราคาน้ำมันเบนซินแพงที่สุดเป็นอันดับ 1 ได้แก่ สิงคโปร์ ราคาอยู่ที่ 74.17 บาทต่อลิตร อันดับ 2 ได้แก่ เมียนมา ราคา 50.80 บาทต่อลิตร 3. สปป.ลาว ราคาอยู่ที่ 45.53 บาทต่อลิตร 4. กัมพูชา ที่ 37.71 บาทต่อลิตร [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ตั้งแต่ต้นปี 2567 ถึงปัจจุบัน ราคาขายปลีกน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศไทยมีการปรับขึ้น-ลง เฉลี่ยราว 4 – 6 ครั้งต่อเดือน ตามกลไกราคาในตลาดโลก ซึ่งการเปลี่ยนแปลงของราคาในตลาดการค้าเสรีเช่นนี้ อาจทำให้ผู้ใช้น้ำมันรู้สึกว่าราคาน้ำมันมีการปรับขึ้นเรื่อย ๆ แต่ในความเป็นจริง หากเปรียบเทียบราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศไทยกับประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน จะเห็นได้ว่าราคาขายปลีกน้ำมันของไทยนั้นอยู่ระดับกลางๆ โดยมีทั้งแพงกว่าและถูกกว่าประเทศอื่นในภูมิภาค ด้วยปัจจัยหลัก คือ แหล่งทรัพยากรน้ำมันดิบของแต่ละประเทศและนโยบายของภาครัฐที่แตกต่างกัน</p>



<p>เมื่อเปรียบเทียบราคาน้ำมันเบนซินของไทยกับ 10 ประเทศอาเซียน โดยข้อมูลของสำนักงานนโยบายและแผนพลังงงาน (สนพ.) ณ วันที่ 16 ก.ย. 2567 ประเทศที่มีราคาน้ำมันเบนซินแพงที่สุดเป็นอันดับ 1 ได้แก่ สิงคโปร์ ราคาอยู่ที่ 74.17 บาทต่อลิตร อันดับ 2 ได้แก่ เมียนมา ราคา 50.80 บาทต่อลิตร 3. สปป.ลาว ราคาอยู่ที่ 45.53 บาทต่อลิตร 4. กัมพูชา ที่ 37.71 บาทต่อลิตร 5. ไทย 35.35 บาทต่อลิตร 6. ฟิลิปปินส์ 31.07 บาทต่อลิตร 7. อินโดนีเซีย 31.04 บาทต่อลิตร 8. เวียดนาม ราคาอยู่ที่ 26.62 บาทต่อลิตร 9. มาเลเซีย 15.84 บาทต่อลิตร และ 10. บรูไน 13.60 บาทต่อลิตร</p>



<p>ส่วนราคาน้ำมันดีเซล ข้อมูลจาก สนพ. ณ วันที่ 16 ก.ย. 2567 ประเทศที่มีราคาน้ำมันดีเซลแพงที่สุดอันดับ 1 ยังคงเป็นสิงคโปร์ ราคาอยู่ที่ 67.27 บาทต่อลิตร 2. เมียนมา 41.50 บาทต่อลิตร 3. ไทย จำหน่ายอยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร 4. อินโดนีเซีย 31.86 บาทต่อลิตร 5. กัมพูชา 31.56 บาทต่อลิตร 6. สปป.ลาว 29.83 บาทต่อลิตร 7. ฟิลิปปินส์ 28.11 บาทต่อลิตร 8. เวียดนาม 23.27 บาทต่อลิตร 9. มาเลเซีย 23.26 บาทต่อลิตร และ 10. บรูไน 7.96 บาทต่อลิตร</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.energynewscenter.com/wp-content/uploads/2024/09/asean-oil-prices.png" alt="" class="wp-image-57482"/><figcaption class="wp-element-caption"><em>ที่มา: สำนักงานนโยบายและแผนพลังงงาน (สนพ.)</em></figcaption></figure>
</div>


<p></p>



<p>อาจมีข้อสังเกตว่าราคาขายปลีกน้ำมันที่มาเลเซีย ซึ่งมีพรมแดนติดกับประเทศไทย ทำไมจึงถูกกว่าไทยมากนัก โดยมีราคาน้ำมันดีเซลต่างกันกว่า 5 บาทต่อลิตร ส่วนราคาน้ำมันกลุ่มเบนซิน (ของไทยคือแก๊สโซฮอล์ 95) ก็ต่างกันเกือบ 21 บาทต่อลิตร</p>



<p><strong>สาเหตุที่เป็นเช่นนั้น เนื่องจากปัจจัยด้านธรณีวิทยาที่มีผลต่อแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมและนโยบายรัฐที่แตกต่างกัน โดยประเทศไทยแม้มีแหล่งน้ำมันดิบ แต่ไม่ได้มีขนาดใหญ่เหมือนมาเลเซีย น้ำมันดิบที่ผลิตได้ยังไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ของคนในประเทศ ต้องนำเข้าน้ำมันดิบจากต่างประเทศถึง </strong><strong>90% ของความต้องการใช้ ในขณะที่มาเลเซียเป็นประเทศผู้ส่งออกน้ำมันดิบ นอกจากนี้ ยังมีการเก็บภาษีและเงินนำส่งเข้ากองทุนต่าง ๆ ตามนโยบายของภาครัฐ ที่ต่างกันอีกด้วย</strong></p>



<p>โดยโครงสร้างราคาขายปลีกน้ำมันของไทยจะแบ่งเป็น</p>



<p>1. ราคาเนื้อน้ำมัน (ราคาหน้าโรงกลั่น) คิดเป็นประมาณ 60 – 70% ของราคาขายปลีกน้ำมัน อ้างอิงตามราคาน้ำมันสำเร็จรูปตลาดกลางสิงคโปร์ ที่เป็นตลาดกลางการค้าน้ำมันของภูมิภาคเอเชีย ซึ่งเป็นตลาดซื้อขายน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของภูมิภาค และราคาดังกล่าวไม่ใช่ราคาที่ประกาศโดยประเทศสิงคโปร์ หรือ โรงกลั่นสิงคโปร์ สำหรับประเทศไทยราคาน้ำมันส่วนนี้ จะมีต้นทุนค่าการปรับปรุงคุณภาพ เพื่อปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานของประเทศไทย ค่าขนส่ง ค่าประกันภัย  และอื่นๆ ทั้งนี้หลักการอ้างอิงราคาดังกล่าวเป็นไปตามแนวทางเดียวกับประเทศในภูมิภาค อาทิ มาเลเซีย ออสเตรเลีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม อินโดนีเซีย อินเดีย เป็นต้น</p>



<p>2. ภาษีและกองทุน คิดเป็นประมาณ 25 – 30% ของราคาขายปลีกน้ำมัน ประกอบด้วย ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล ภาษีมูลค่าเพิ่ม เงินนำส่งเข้ากองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง และกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน โดยภาครัฐเป็นผู้กำหนดและบริหารอัตราการจัดเก็บ และ</p>



<p>3. ค่าการตลาด คิดเป็นประมาณ 5% ของราคาน้ำมัน เป็นผลตอบแทนก่อนหักค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ของสถานีบริการ โดยสถานีบริการมีค่าใช้จ่ายที่ต้องรับผิดชอบ เช่น เงินลงทุนก่อสร้างสถานี ค่าจ้างพนักงาน ค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายด้านความปลอดภัยตามที่กฎหมายกำหนด ของเจ้าของสถานีบริการและผู้ค้าน้ำมัน ดังนั้น ค่าการตลาดจึงยังไม่ใช่กำไรสุทธิของสถานีบริการและผู้ค้าน้ำมัน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.energynewscenter.com/wp-content/uploads/2024/09/InfoGraphic_OilPriceStructure_cropped-1024x952.jpg" alt="" class="wp-image-57483"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>ขณะที่มาเลเซีย มีแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่ที่สามารถผลิตได้มากเกินความต้องการของประเทศ จึงสามารถส่งออกน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติส่วนที่เหลือ ทำให้มีรายได้กลับเข้าประเทศ นอกจากนี้มาเลเซียยังมีการใช้เงินงบประมาณของรัฐมาอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมัน เนื่องจากมาเลเซียมีรายได้จากการส่งออกน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ รวมถึงค่าภาคหลวง ค่าสัมปทานต่าง ๆ ทำให้นอกจากมาเลเซียจะไม่ต้องเก็บภาษีต่างๆ แล้ว ยังนำเงินรายได้มาอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศ จึงสามารถขายน้ำมันให้แก่ประชาชนได้ในราคาถูก</p>



<p>นอกจากนี้ ที่ผ่านมามาเลเซียได้อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลแบบเหวี่ยงแห (Blanket Subsidy) โดยกำหนดราคาขายปลีกที่ 2.15 ริงกิต/ลิตร (ประมาณ 16.88 บาทต่อลิตร) โดยดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2523 – 9 มิ.ย. 2567 เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและลดภาระค่าครองชีพให้กับประชาชนในประเทศ โดยในปี 2566 เพียงปีเดียวรัฐบาลมาเลเซียใช้งบประมาณอุดหนุนราคาดีเซลไปถึงประมาณ 1.43 หมื่นล้านริงกิต (ประมาณ 1.12 แสนล้านบาท)</p>



<p>อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. 2567 รัฐบาลมาเลเซียได้ยกเลิกนโยบายดังกล่าว โดยปล่อยราคาดีเซลลอยตัวตามกลไกตลาด ภายใต้เพดานที่กำหนดไว้ที่ 3.35 ริงกิตต่อลิตร (ประมาณ 26.30 บาทต่อลิตร) และยังคงใช้มาตรการช่วยเหลือ หรืออุดหนุนราคาแบบกำหนดกลุ่มเป้าหมาย (ช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม) โดยจะแจกเงินกลุ่มเป้าหมายที่ใช้น้ำมันดีเซลกว่า 3 หมื่นราย เข้าบัญชีคนละ 200 ริงกิตต่อเดือน (ประมาณ 1,500 บาทต่อเดือน) และอุดหนุนกลุ่มธุรกิจบางประเภท เช่น ขนส่งสาธารณะ และประมง ส่วนพื้นที่ที่รัฐบาลปล่อยลอยตัวราคาดีเซล คือ พื้นที่บนคาบสมุทรมลายู (ฝั่งที่ติดกับไทย) และผลจากมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะลดการใช้เงินงบประมาณได้ 4 พันล้านริงกิตต่อปี (3.1 หมื่นล้านบาทต่อปี)</p>



<p>จะเห็นได้ว่าขนาดมาเลเซียซึ่งมีแหล่งน้ำมันดิบขนาดใหญ่ ยังไม่สามารถอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันได้ตลอดไป เพราะจะกลายเป็นภาระหนักให้กับรัฐบาล เช่นเดียวกับประเทศไทย ที่ใช้เงินกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลมานาน ทำให้เงินกองทุนน้ำมัน (ในส่วนของบัญชีน้ำมัน) ติดลบกว่า 6 หมื่นล้านบาท (ส่วนภาพรวมกองทุนฯ ติดลบรวม 1.1 แสนล้านบาท จากการชดเชยราคาดีเซลและก๊าซหุงต้ม) ดังนั้นมาตรการอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันจึงเป็นมาตรการที่ไม่ยั่งยืน และประเทศไทยที่เป็นผู้นำเข้าน้ำมันดิบกว่า 90% ของความต้องการใช้ จึงควรพิจารณานโยบายช่วยเหลือราคาขายปลีกน้ำมันเฉพาะบางกลุ่มจึงจะเหมาะสมกว่า เพื่อไม่เป็นภาระต่องบประมาณของประเทศ อีกทั้งการอุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันนี้ยังไม่ก่อให้เกิดการประหยัดและการใช้อย่างคุ้มค่า และส่งผลให้ไม่บรรลุเป้าหมายการลด CO2 ของประเทศอีกด้วย</p>



<p>Source : <a href="https://www.energynewscenter.com/%e0%b8%a3%e0%b8%b2%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%a2%e0%b8%9b%e0%b8%a5%e0%b8%b5%e0%b8%81%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b8%a1%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%82%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%97/" target="_blank" rel="noopener">Energy News Center</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>พลังงานจ่อขยายเพดานตรึง &#8220;ราคาน้ำมันดีเซล&#8221; ไม่เกิน 35 บ. หลังกองทุนวิกฤตหนัก</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/diesel-price-not-exceed-35/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 10 Jun 2024 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=23325</guid>

					<description><![CDATA[พลังงานจ่อขยายเพดานตรึง “ราคาน้ำมันดีเซล” ไม่เกิน 35 บาท เพื่อให้สะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันตลาดโลก ชี้ทำเหมือนปี 65 หลังสถานะกองทุนน้ำมันวิกฤตหนัก ล่าสุดติดลบกว่า 111,345 ล้านบาท ราคาน้ำมันดีเซลขยับเพิ่มขึ้นอีก 50 สตางค์วันนี้ (31 พ.ค. 67) ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปัจจุบันมาอยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร โดยเป็นการทยอยปรับขึ้นตั้งแต่หมดมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลวันที่ 19 เม.ย. 67 ที่ผ่านมา ซึ่งใกล้ชนเพดานของรัฐบาลที่มีนโยบายตรึงราคาไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร ล่าสุดแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ต้องเร่งหาแนวทางในการดูแลราคาน้ำมันดีเซล ในภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกยังผันผวนหลังจากนี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับค่าครองชีพประชาชนมากนัก ทั้งนี้ เบื้องต้นไว้วางไว้ 3 แนวทาง ประกอบด้วย  พลังงานจ่อขยายเพดานตรึง “ราคาน้ำมันดีเซล” ไม่เกิน 35 บ. หลังกองทุนวิกฤตหนัก อย่างไรก็ดี หากดูทั้ง 3 แนวทางแล้ว แนวทางดีที่สุด คือ แนวทางแรกซึ่งเป็นการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของราคาน้ำมันตลาดโลก และยังเป็นการแก้ปัญหาสภาพคล่องของกองทุนฯ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>พลังงานจ่อขยายเพดานตรึง “ราคาน้ำมันดีเซล” ไม่เกิน 35 บาท เพื่อให้สะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันตลาดโลก ชี้ทำเหมือนปี 65 หลังสถานะกองทุนน้ำมันวิกฤตหนัก ล่าสุดติดลบกว่า 111,345 ล้านบาท</p>



<p><strong>ราคาน้ำมันดีเซล</strong>ขยับเพิ่มขึ้นอีก 50 สตางค์วันนี้ (31 พ.ค. 67) ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปัจจุบันมาอยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร โดยเป็นการทยอยปรับขึ้นตั้งแต่หมดมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลวันที่ 19 เม.ย. 67 ที่ผ่านมา ซึ่งใกล้ชนเพดานของรัฐบาลที่มีนโยบายตรึงราคาไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร</p>



<p>ล่าสุดแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ต้องเร่งหาแนวทางในการดูแลราคาน้ำมันดีเซล ในภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกยังผันผวนหลังจากนี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับค่าครองชีพประชาชนมากนัก</p>



<p>ทั้งนี้ เบื้องต้นไว้วางไว้ 3 แนวทาง ประกอบด้วย </p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ขอมติ ครม.ให้ขยับเพดานกรอบราคาน้ำมันดีเซลใหม่ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันตลาดโลก อาจจะกลับไปกรอบ<strong>เพดานราคาเดิมไม่เกินลิตรละ 35 บาท </strong>ในปี 65 ที่มีภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้เกิดวิกฤติด้านราคา แต่ขณะนี้แม้ไม่ใช่วิกฤติด้านราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่เป็นวิกฤติด้านสถานะกองทุนฯ เอง ล่าสุดฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสุทธิฯ วันที่ 26 พ.ค. 67 ติดลบ 111,345 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 63,655 ล้านบาท ส่วนก๊าซฯ แอลพีจี ติดลบ 47,690 ล้านบาท</li>
</ul>



<p class="has-text-align-center"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="800" height="800" src="https://medias.thansettakij.com/uploads/images/contents/w1024/2024/05/Z6CN4DvsMxU3v6dRxQwm.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="พลังงานจ่อขยายเพดานตรึง &quot;ราคาน้ำมันดีเซล&quot; ไม่เกิน 35 บ. หลังกองทุนวิกฤตหนัก"><em>พลังงานจ่อขยายเพดานตรึง “ราคาน้ำมันดีเซล” ไม่เกิน 35 บ. หลังกองทุนวิกฤตหนัก</em></p>



<p></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>รอการจัดสรรงบประมาณโครงการดิจิทัลวอลเล็ตแล้วเสร็จ จะขอความร่วมมือให้กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอีกครั้ง และ</li>



<li>ของบกลางดูแลราคาน้ำมันดีเซล</li>
</ul>



<p>อย่างไรก็ดี หากดูทั้ง 3 แนวทางแล้ว แนวทางดีที่สุด คือ แนวทางแรกซึ่งเป็นการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของราคาน้ำมันตลาดโลก และยังเป็นการแก้ปัญหาสภาพคล่องของกองทุนฯ ที่ยังติดลบเกินแสนล้านบาทอยู่ </p>



<p>ส่วนแนวทางต่อมาเสมือนเป็นการเจียดกระเป๋าซ้าย มากระเป๋าขวา </p>



<p>ขณะที่แนวทางสุดท้ายตอนนี้งบประมาณมีไม่เยอะ จะยิ่งเป็นการสร้างภาระให้กับรัฐบาลเข้าไปอีก ต้องดูต่อไปว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร</p>



<p>Source : <a href="https://www.thansettakij.com/sustainable/energy/597482" target="_blank" rel="noopener">ฐานเศรษฐกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>4 เดือนแรกปี 67 ยอดใช้ลดลงทั้งดีเซลและเบนซิน</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/4-months-of-2024/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 04 Jun 2024 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=23316</guid>

					<description><![CDATA[กรมธุรกิจพลังงาน เปิดข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรอบ 4 เดือน ของปี 2567 (มกราคม – เมษายน) ทั้งดีเซล เบนซิน และ NGV ต่างใช้ลดลง ส่วน น้ำมันอากาศยาน และ LPG ใช้เพิ่มขึ้น  นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย เดือนมกราคม – เมษายน 2567 อยู่ที่ 157.32 ล้านลิตร/วัน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 1.0 โดยน้ำมันเตามีการใช้ลดลงร้อยละ 21.7 NGV ลดลงร้อยละ 16.4 น้ำมันกลุ่มดีเซลลดลงร้อยละ 4.8 และน้ำมันกลุ่มเบนซินลดลงร้อยละ 0.03 ขณะที่การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.6 และ LPG เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7  การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เดือนมกราคม – เมษายน 2567 [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>กรมธุรกิจพลังงาน เปิดข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรอบ 4 เดือน ของปี 2567 (มกราคม – เมษายน) ทั้งดีเซล เบนซิน และ NGV ต่างใช้ลดลง ส่วน น้ำมันอากาศยาน และ LPG ใช้เพิ่มขึ้น </p>



<p>นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย เดือนมกราคม – เมษายน 2567 อยู่ที่ 157.32 ล้านลิตร/วัน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 1.0 โดยน้ำมันเตามีการใช้ลดลงร้อยละ 21.7 NGV ลดลงร้อยละ 16.4 น้ำมันกลุ่มดีเซลลดลงร้อยละ 4.8 และน้ำมันกลุ่มเบนซินลดลงร้อยละ 0.03 ขณะที่การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.6 และ LPG เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 </p>



<p>การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 31.85 ล้านลิตร/วัน ลดลง จากช่วงเดียวกัน ของปีก่อนร้อยละ 0.03 โดยการใช้แก๊สโซฮอล์ อี85 ลดลงมาอยู่ที่ 0.07 ล้านลิตร/วัน เบนซิน ลดลงมาอยู่ที่ 0.42 ล้านลิตร/วัน แก๊สโซฮอล์ อี20 ลดลงมาอยู่ที่ 5.47 ล้านลิตร/วัน และแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลงมาอยู่ที่ 17.55 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ 91 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.96 ล้านลิตร/วัน </p>



<p>การใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 71.06 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 4.8 โดยน้ำมันดีเซลพื้นฐาน ลดลงมาอยู่ที่ 1.64 ล้านลิตร/วัน น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ลดลงมาอยู่ที่ 0.36 ล้านลิตร/วัน และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.15 ล้านลิตร/วัน ขณะที่น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7  มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 4.4 มาอยู่ที่ 68.90 ล้านลิตร/วัน ซึ่งยังคงอยู่ในระยะเวลามาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 1 บาท โดยมีผลจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2567 รวมทั้งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาท/ลิตร ในช่วงระยะเวลา 20 เมษายน – 31 กรกฎาคม 2567 เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนและเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://www.energynewscenter.com/wp-content/uploads/2024/05/IMG_6003-1024x683.jpeg" alt="" class="wp-image-53482"/><figcaption class="wp-element-caption"><strong>สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน</strong></figcaption></figure>



<p>การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 16.47 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 18.6 เนื่องจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวมากขึ้น ประกอบกับการสนับสนุนของรัฐบาล เช่น นโยบายฟรีวีซ่าไทย-จีน ฟรีวีซ่าอินเดียและไต้หวัน 6 เดือน (พฤศจิกายน 2566 – พฤษภาคม 2567) รวมทั้งการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเดินทางด้วยอากาศยานเพิ่มมากขึ้น</p>



<p>การใช้ LPG เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 17.64 ล้าน กก./วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 2.7 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของภาคปิโตรเคมี ร้อยละ 7.2 มาอยู่ที่ 7.63 ล้าน กก./วัน ภาคขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 มาอยู่ที่ 2.33 ล้าน กก./วัน โดยปริมาณการใช้ LPG มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการกลับมาดำเนินงานของภาคปิโตรเคมี หลังจากที่มีการหยุดซ่อมบำรุง ในขณะที่การใช้ในภาคอุตสาหกรรมลดลงร้อยละ 3.0 มาอยู่ที่ 1.95 ล้าน กก./วัน และภาคครัวเรือนลดลงร้อยละ 0.7 มาอยู่ที่ 5.73 ล้าน กก./วัน ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตรึงราคาขายปลีก LPG ที่ระดับ 423 บาท/ถังขนาด 15 กก. โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2567</p>



<p>การใช้ NGV เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 2.93 ล้าน กก./วัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 16.4 ทั้งนี้ ปตท. มีมาตรการบรรเทาผลกระทบราคาพลังงาน สำหรับรถแท็กซี่ รถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุก ขยายระยะเวลาการช่วยเหลือราคา NGV สำหรับผู้มีบัตรสิทธิประโยชน์อยู่แล้ว และเปิดให้มีการสมัครบัตรสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม โดยสิทธิประโยชน์จะแตกต่างไปตามประเภทของรถ รวมทั้งช่วยเหลือราคาก๊าซ NGV ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 พฤษภาคม 2567 โดยจำหน่ายก๊าซ NGV ที่ราคา 19.59 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับรถยนต์ทั่วไป</p>



<p>การนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,054,747 บาร์เรล/วัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 4.0 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 99,511 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 996,668 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.5 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 94,716 ล้านบาท/เดือน สำหรับการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG) อยู่ที่ 58,079 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 24.1 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 4,795 ล้านบาท/เดือน </p>



<p>การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน น้ำมันก๊าด และ LPG โดยปริมาณส่งออกอยู่ที่ 153,895 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 15,984 ล้านบาท/เดือน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.energynewscenter.com/wp-content/uploads/2024/05/IMG_6002-822x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-53481"/></figure>
</div>


<p></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.energynewscenter.com/wp-content/uploads/2024/05/IMG_6001-819x1024.jpeg" alt="" class="wp-image-53480"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>Source : <a href="https://www.energynewscenter.com/4-%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b7%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%81%e0%b8%a3%e0%b8%81%e0%b8%9b%e0%b8%b5-67-%e0%b8%a2%e0%b8%ad%e0%b8%94%e0%b9%83%e0%b8%8a%e0%b9%89%e0%b8%a5%e0%b8%94%e0%b8%a5%e0%b8%87%e0%b8%97/" target="_blank" rel="noopener">Energy News Center</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>เช็คมาตรการช่วย &#8220;ค่าไฟ-ก๊าซหุงต้ม-น้ำมันดีเซล&#8221; ล่าสุด จ่ายเท่าไหร่ที่นี่</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/electricity-costs-cooking-gas-diesel-fuel/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 21 May 2024 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าไฟฟ้า]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=23236</guid>

					<description><![CDATA[เช็คมาตรการช่วย “ค่าไฟ-ก๊าซหุงต้ม-น้ำมันดีเซล” ล่าสุด จ่ายเท่าไหร่ที่นี่มีคำตอบ ฐานเศรษฐกิจรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ให้แล้ว หลัง ครม. มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ มุ่งลดค่าครองชีพประชาชน คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือประชาชน ตามที่กระทรวงพลังงานนำเสนอทั้งด้านค่าไฟ ราคาน้ำมันดีเซล ราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือน หรือแอลพีจี (LPG) จากการตรวจสอบข้อมูลของ “ฐานเศรษฐกิจ” มาตรการช่วยเหลือดังกล่าว ประกอบด้วย นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ปัจจุบันราคาพลังงานเกือบทุกชนิดมีความผันผวนในระดับสูง เกิดจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์  ซึ่งกระทรวงพลังงานได้พยายามที่จะช่วยเหลือประชาชนลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งในส่วนของน้ำมัน รัฐบาลได้กำหนดเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร เนื่องจากสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้อุดหนุนติดลบกว่าแสนล้านบาทแล้ว  หากไม่อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริงจะอยู่ที่ 34 – 35 บาทต่อลิตร และอาจจะมีการปรับเพดานหากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาขายปลีกในไทยก็จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป  อย่างไรก็ดี 3 มาตรการที่ผ่านการอนุมติจาก ครม. ถือว่าเป็นมาตรการช่วยเหลือในระยะสั้น ตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน “ได้เตรียมรื้อระบบราคาพลังงานใหม่ ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการอยู่ คาดว่าจะยกร่างกฎหมายใหม่ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ภายในปีนี้ คนไทยจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงราคาพลังงานที่มีความยุติธรรม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และจะเป็นการปรับรูปแบบพลังงานของประเทศที่จะมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต”  Source [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>เช็คมาตรการช่วย “ค่าไฟ-ก๊าซหุงต้ม-น้ำมันดีเซล” ล่าสุด จ่ายเท่าไหร่ที่นี่มีคำตอบ ฐานเศรษฐกิจรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ให้แล้ว หลัง ครม. มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ มุ่งลดค่าครองชีพประชาชน</p>



<p>คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือประชาชน ตามที่กระทรวงพลังงานนำเสนอทั้งด้านค่าไฟ ราคาน้ำมันดีเซล ราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือน หรือแอลพีจี (LPG)</p>



<p>จากการตรวจสอบข้อมูลของ “ฐานเศรษฐกิจ” มาตรการช่วยเหลือดังกล่าว ประกอบด้วย</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>การ<strong>ตรึงราคาน้ำมันดีเซล</strong>ไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร โดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง </li>



<li>การขยายระยะเวลาการ<strong>ตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม</strong> 423 บาท ต่อถัง 15 กิโลกรัมไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2567</li>



<li>การ<strong>ลดค่าไฟ</strong>ที่ 19.05 สตางค์ จาก 4.18 บาท เป็น 3.99 บาทต่อหน่วย สำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ในงวดเดือนพฤษภาคม  ถึง สิงหาคม 2567</li>
</ul>



<p class="has-text-align-center"><img decoding="async" width="1000" height="553" src="https://medias.thansettakij.com/uploads/images/contents/w1024/2024/05/ZmA12qGe4hqQONkSrtvW.webp?x-image-process=style/lg-webp" alt="เช็คมาตรการช่วย &quot;ค่าไฟ-ก๊าซหุงต้ม-น้ำมันดีเซล&quot; ล่าสุด จ่ายเท่าไหร่ที่นี่"></p>



<p></p>



<p>นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ปัจจุบันราคาพลังงานเกือบทุกชนิดมีความผันผวนในระดับสูง เกิดจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ </p>



<p>ซึ่งกระทรวงพลังงานได้พยายามที่จะช่วยเหลือประชาชนลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งในส่วนของน้ำมัน รัฐบาลได้กำหนดเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร เนื่องจากสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้อุดหนุนติดลบกว่าแสนล้านบาทแล้ว </p>



<p>หากไม่อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริงจะอยู่ที่ 34 – 35 บาทต่อลิตร และอาจจะมีการปรับเพดานหากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาขายปลีกในไทยก็จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป </p>



<p>อย่างไรก็ดี 3 มาตรการที่ผ่านการอนุมติจาก ครม. ถือว่าเป็นมาตรการช่วยเหลือในระยะสั้น ตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน</p>



<p>“ได้เตรียมรื้อระบบราคาพลังงานใหม่ ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการอยู่ คาดว่าจะยกร่างกฎหมายใหม่ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ภายในปีนี้ คนไทยจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงราคาพลังงานที่มีความยุติธรรม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และจะเป็นการปรับรูปแบบพลังงานของประเทศที่จะมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต” </p>



<p>Source : <a href="https://www.thansettakij.com/sustainable/energy/595401" target="_blank" rel="noopener">ฐานเศรษฐกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ขยับขึ้นดีเซลอีก 50 สตางค์ต่อลิตรหลังกองทุนน้ำมันวิกฤติติดลบทะลุ 1.1 แสนล้านบาท</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/diesel-50-satang-per-liter/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 20 May 2024 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[ราคาน้ำมัน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=23258</guid>

					<description><![CDATA[วิกฤติกองทุนน้ำมันติดลบเพิ่มเป็น 1.1 แสนล้าน กบน. สั่งลดการชดเชยดีเซลหนุนสภาพคล่อง ขยับขึ้นราคาขายปลีกอีก 50 สตางค์ต่อลิตรเป็น 31.94 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2567  เป็นต้นไป  นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้พิจารณาสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เห็นว่าแม้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีรายจ่ายลดลงแต่กองทุนน้ำมันฯ ยังขาดสภาพคล่อง ประกอบกับสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนี้ยังมีความผันผวนต่อเนื่องจากปัจจัยด้านสงครามและเศรษฐกิจ กบน. จึงมีมติลดอัตราเงินชดเชยประเภทน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 จาก 2.58 บาท/ลิตร เป็น 1.94 บาท/ลิตร เพื่อให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายประเภทน้ำมันดีเซลลดลงประมาณวันละ 40.91 ล้านบาท จากวันละ 164.05 ล้านบาท เป็น 123.14 ล้านบาท การลดอัตราเงินชดเชยกองทุนน้ำมันประเภทดีเซลในครั้งนี้ส่งผลให้ราคาขายปลีกประเภทน้ำมันดีเซลปรับขึ้น 0.50 บาท/ลิตร เป็น 31.94 บาท/ลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2567  เป็นต้นไป  ทั้งนี้ การพิจารณาดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>วิกฤติกองทุนน้ำมันติดลบเพิ่มเป็น 1.1 แสนล้าน กบน. สั่งลดการชดเชยดีเซลหนุนสภาพคล่อง ขยับขึ้นราคาขายปลีกอีก 50 สตางค์ต่อลิตรเป็น 31.94 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2567  เป็นต้นไป </p>



<p>นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้พิจารณาสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เห็นว่าแม้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีรายจ่ายลดลงแต่กองทุนน้ำมันฯ ยังขาดสภาพคล่อง ประกอบกับสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนี้ยังมีความผันผวนต่อเนื่องจากปัจจัยด้านสงครามและเศรษฐกิจ กบน. จึงมีมติลดอัตราเงินชดเชยประเภทน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 จาก 2.58 บาท/ลิตร เป็น 1.94 บาท/ลิตร เพื่อให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายประเภทน้ำมันดีเซลลดลงประมาณวันละ 40.91 ล้านบาท จากวันละ 164.05 ล้านบาท เป็น 123.14 ล้านบาท การลดอัตราเงินชดเชยกองทุนน้ำมันประเภทดีเซลในครั้งนี้ส่งผลให้ราคาขายปลีกประเภทน้ำมันดีเซลปรับขึ้น 0.50 บาท/ลิตร เป็น 31.94 บาท/ลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2567  เป็นต้นไป </p>



<p>ทั้งนี้ การพิจารณาดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 ที่เห็นชอบมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแก่ประชาชน โดยวางกรอบการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาท/ลิตร ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน ถึง 31 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นมาตรการต่อเนื่องจากมาตรการเดิมที่สิ้นสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา </p>



<p>และการดำเนินการนี้เป็นไปตามมติ กบน. เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ที่เห็นชอบในหลักการให้ปรับอัตราเงินชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันดีเซลเพื่อให้ราคาขายปลีกเกินกว่า 30 บาทต่อลิตรได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เป็นต้นไป</p>



<p>อย่างไรก็ตาม กบน.จะพิจารณาลดการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลแบบค่อยเป็นค่อยไปให้เป็นไปตามช่วงเวลาและจังหวะที่เหมาะสม เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศไม่ให้ผันผวนมากจนเกินไป และให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนให้น้อยที่สุด  </p>



<p>สำหรับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสุทธิ ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2567 ยังติดลบอยู่ 110,296 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 62,719 ล้านบาท ส่วนบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 47,577 ล้านบาท</p>



<p>Source : <a href="https://www.energynewscenter.com/%e0%b8%82%e0%b8%a2%e0%b8%b1%e0%b8%9a%e0%b8%82%e0%b8%b6%e0%b9%89%e0%b8%99%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b9%80%e0%b8%8b%e0%b8%a5%e0%b8%ad%e0%b8%b5%e0%b8%81-50-%e0%b8%aa%e0%b8%95%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%84/" target="_blank" rel="noopener">Energy News Center</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
