<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>พลังงานสะอาด &#8211; คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<atom:link href="https://energy-thaichamber.org/tag/%e0%b8%9e%e0%b8%a5%e0%b8%b1%e0%b8%87%e0%b8%87%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b0%e0%b8%ad%e0%b8%b2%e0%b8%94/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<description>Energy Thai Chamber</description>
	<lastBuildDate>Thu, 24 Jul 2025 14:38:51 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/03/cropped-favorite-icon-32x32.png</url>
	<title>พลังงานสะอาด &#8211; คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>กังหันลมแนวตั้ง นวัตกรรมพลังงานสะอาดเพื่ออนาคตเมือง</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/vertical-axis-wind-turbine/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 25 Jul 2025 02:15:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight & Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[กังหันลมแนวตั้ง]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานลม]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=24907</guid>

					<description><![CDATA[ในยุคที่ทั่วโลกต่างมุ่งหน้าสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน พลังงานลมได้กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีกังหันลมแนวตั้ง หรือ Vertical Axis Wind Turbine (VAWT) ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นและเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะในเขตเมือง บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับกังหันลมแนวตั้งในทุกแง่มุม ตั้งแต่หลักการทำงาน ประเภทต่างๆ ข้อดีข้อเสีย การประยุกต์ใช้ ไปจนถึงสถานการณ์ในประเทศไทย ทำความรู้จัก กังหันลมแนวตั้ง คืออะไร กังหันลมแนวตั้ง คือ กังหันลมที่มีแกนหมุนและใบพัดตั้งฉากกับการเคลื่อนที่ของลมในแนวราบ ต่างจากกังหันลมแนวแกนนอน (Horizontal Axis Wind Turbine หรือ HAWT) ที่เราคุ้นเคยกันดี ซึ่งมีแกนหมุนขนานไปกับทิศทางลม การออกแบบที่แตกต่างนี้ทำให้กังหันลมแนวตั้งมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่น่าสนใจและเหมาะกับการใช้งานในหลายบริบท โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีลมไม่สม่ำเสมอหรือมีพื้นที่จำกัด หลักการทำงานของกังหันลมแนวตั้งคือการเปลี่ยนพลังงานจลน์ของลมให้เป็นพลังงานกลเพื่อขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยใบพัดจะรับแรงลมและหมุนรอบแกนตั้ง ทำให้เกิดการผลิตกระแสไฟฟ้า กังหันลมประเภทนี้สามารถรับลมได้จากทุกทิศทางโดยไม่จำเป็นต้องหันหน้าเข้าหาลม ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญเมื่อเทียบกับกังหันลมแนวแกนนอน ประเภทของกังหันลมแนวตั้ง กังหันลมแนวตั้งสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทตามลักษณะการออกแบบของใบพัดและหลักการรับแรงลม ซึ่งแต่ละประเภทก็มีคุณสมบัติและข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป โดยประเภทที่นิยมและมีการศึกษาค้นคว้าอย่างแพร่หลาย ได้แก่ 1. กังหันลม Savonius (ซาโวเนียส) กังหันลม Savonius เป็นกังหันลมแนวตั้งที่ทำงานโดยอาศัยหลักการต้านทานแรงลม (Drag-type) มีลักษณะใบพัดโค้งคล้ายช้อนหรือถังผ่าครึ่งสองอันประกบกัน โดยมีช่องว่างตรงกลางเพื่อดักจับลม [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในยุคที่ทั่วโลกต่างมุ่งหน้าสู่การใช้พลังงานสะอาดเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและภาวะโลกร้อน พลังงานลมได้กลายเป็นหนึ่งในทางเลือกที่น่าจับตามอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเทคโนโลยีกังหันลมแนวตั้ง หรือ Vertical Axis Wind Turbine (VAWT) ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมาก ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นและเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด โดยเฉพาะในเขตเมือง บทความนี้จะพาคุณไปทำความรู้จักกับกังหันลมแนวตั้งในทุกแง่มุม ตั้งแต่หลักการทำงาน ประเภทต่างๆ ข้อดีข้อเสีย การประยุกต์ใช้ ไปจนถึงสถานการณ์ในประเทศไทย</p>



<h3 class="wp-block-heading">ทำความรู้จัก กังหันลมแนวตั้ง คืออะไร</h3>



<p>กังหันลมแนวตั้ง คือ กังหันลมที่มีแกนหมุนและใบพัดตั้งฉากกับการเคลื่อนที่ของลมในแนวราบ ต่างจากกังหันลมแนวแกนนอน (Horizontal Axis Wind Turbine หรือ HAWT) ที่เราคุ้นเคยกันดี ซึ่งมีแกนหมุนขนานไปกับทิศทางลม การออกแบบที่แตกต่างนี้ทำให้กังหันลมแนวตั้งมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่น่าสนใจและเหมาะกับการใช้งานในหลายบริบท โดยเฉพาะในสภาพแวดล้อมที่มีลมไม่สม่ำเสมอหรือมีพื้นที่จำกัด</p>



<p>หลักการทำงานของกังหันลมแนวตั้งคือการเปลี่ยนพลังงานจลน์ของลมให้เป็นพลังงานกลเพื่อขับเคลื่อนเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยใบพัดจะรับแรงลมและหมุนรอบแกนตั้ง ทำให้เกิดการผลิตกระแสไฟฟ้า กังหันลมประเภทนี้สามารถรับลมได้จากทุกทิศทางโดยไม่จำเป็นต้องหันหน้าเข้าหาลม ซึ่งเป็นข้อได้เปรียบที่สำคัญเมื่อเทียบกับกังหันลมแนวแกนนอน</p>



<h3 class="wp-block-heading">ประเภทของกังหันลมแนวตั้ง</h3>



<p>กังหันลมแนวตั้งสามารถแบ่งออกได้เป็นหลายประเภทตามลักษณะการออกแบบของใบพัดและหลักการรับแรงลม ซึ่งแต่ละประเภทก็มีคุณสมบัติและข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป โดยประเภทที่นิยมและมีการศึกษาค้นคว้าอย่างแพร่หลาย ได้แก่</p>



<p><strong>1. กังหันลม Savonius (ซาโวเนียส)</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="683" height="1024" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/960px-Savonius_wind_turbine-683x1024.webp" alt="" class="wp-image-24908" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/960px-Savonius_wind_turbine-683x1024.webp 683w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/960px-Savonius_wind_turbine-200x300.webp 200w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/960px-Savonius_wind_turbine-768x1152.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/960px-Savonius_wind_turbine-770x1155.webp 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/960px-Savonius_wind_turbine.webp 960w" sizes="(max-width: 683px) 100vw, 683px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p>กังหันลม Savonius เป็นกังหันลมแนวตั้งที่ทำงานโดยอาศัยหลักการต้านทานแรงลม (Drag-type) มีลักษณะใบพัดโค้งคล้ายช้อนหรือถังผ่าครึ่งสองอันประกบกัน โดยมีช่องว่างตรงกลางเพื่อดักจับลม การออกแบบนี้ทำให้กังหันลม Savonius สามารถเริ่มต้นหมุนได้เองแม้ในความเร็วลมที่ต่ำมาก และมีแรงบิดเริ่มต้นสูง เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ที่มีลมไม่แรงมากนัก หรือในสภาพแวดล้อมในเมืองที่มีทิศทางลมเปลี่ยนแปลงบ่อย อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าของกังหันลม Savonius มักจะต่ำกว่ากังหันลมประเภทที่อาศัยแรงยก (Lift-type)</p>



<p><strong>2. กังหันลม Darrieus (แดร์เรียส)</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img decoding="async" width="1024" height="768" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/Eoliennes_Gaspesie.webp" alt="" class="wp-image-24909" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/Eoliennes_Gaspesie.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/Eoliennes_Gaspesie-300x225.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/Eoliennes_Gaspesie-768x576.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/Eoliennes_Gaspesie-770x578.webp 770w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p>กังหันลม Darrieus เป็นกังหันลมแนวตั้งที่ทำงานโดยอาศัยหลักการแรงยก (Lift-type) มีลักษณะใบพัดเป็นเส้นโค้งคล้ายรูปไข่ หรือรูปตัว H (H-rotor/H-Darrieus) ที่เรียกว่า Troposkien ซึ่งเป็นรูปทรงที่ช่วยให้แรงที่กระทำต่อใบพัดตั้งฉากกับความโค้งของใบพัดในทุกจุด ทำให้สามารถหมุนด้วยความเร็วรอบสูงและมีประสิทธิภาพในการผลิตไฟฟ้าที่ดีกว่ากังหันลม Savonius กังหันลม Darrieus เหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ที่มีลมค่อนข้างแรงและสม่ำเสมอ อย่างไรก็ตาม กังหันลมประเภทนี้มักจะไม่สามารถเริ่มต้นหมุนได้เองในความเร็วลมต่ำ จึงอาจต้องอาศัยกลไกช่วยในการเริ่มต้นหมุน หรือใช้ร่วมกับกังหันลม Savonius ในบางกรณี</p>



<p><strong>3. กังหันลม Helix (เฮลิกซ์)</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/7094362387_b38e1e5a0a_k-1024x683.webp" alt="" class="wp-image-24910" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/7094362387_b38e1e5a0a_k-1024x683.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/7094362387_b38e1e5a0a_k-300x200.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/7094362387_b38e1e5a0a_k-768x512.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/7094362387_b38e1e5a0a_k-1536x1024.webp 1536w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/7094362387_b38e1e5a0a_k-770x513.webp 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/7094362387_b38e1e5a0a_k.webp 2048w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /><figcaption class="wp-element-caption">Source : <a href="https://www.flickr.com/photos/kecko/7094362387" target="_blank" rel="noopener">Flickr</a></figcaption></figure>
</div>


<p></p>



<p>กังหันลม Helix เป็นกังหันลมแนวตั้งที่มีรูปทรงใบพัดเป็นเกลียวสวยงาม การออกแบบใบพัดแบบเกลียวนี้ช่วยให้การรับลมเป็นไปอย่างต่อเนื่องและลดการสั่นสะเทือน ทำให้การทำงานราบรื่นและเงียบกว่ากังหันลมบางประเภท กังหันลม Helix มักถูกนำไปติดตั้งในอาคารหรือพื้นที่ที่ต้องการความสวยงามและเสียงรบกวนต่ำ นอกจากนี้ยังสามารถทำงานได้ดีในสภาพลมที่หลากหลาย</p>



<p><strong>4. Vortex Bladeless กังหันลมไม่มีใบพัด</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="842" height="1024" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/vortex-842x1024.webp" alt="" class="wp-image-24911" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/vortex-842x1024.webp 842w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/vortex-247x300.webp 247w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/vortex-768x934.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/vortex-770x936.webp 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/vortex.webp 1080w" sizes="(max-width: 842px) 100vw, 842px" /><figcaption class="wp-element-caption">Vortex Tacoma Prototype (Source: Vortex Bladeless) </figcaption></figure>
</div>


<p></p>



<p>Vortex Bladeless ซึ่งเป็นนวัตกรรมกังหันลมแนวตั้งที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่มีใบพัด กังหันลมประเภทนี้มีลักษณะคล้ายเสาเล็กๆ ที่สั่นสะเทือนเมื่อโดนลม โดยจะแปลงแรงสั่นสะเทือนนั้นให้เป็นพลังงานไฟฟ้า ข้อดีคือเสียงเงียบมาก ปลอดภัยต่อสัตว์ปีก และใช้พื้นที่น้อย เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการติดตั้งในเขตเมืองใหญ่ ปัจจุบันมีการทดลองใช้งานในหลายเมืองทั่วโลก เช่น มาดริด โตเกียว และนิวยอร์ก</p>



<p>เพื่อให้เห็นภาพรวมของกังหันลมแนวตั้งแต่ละประเภทได้ชัดเจนขึ้น สามารถดูตารางเปรียบเทียบคุณสมบัติเบื้องต้นได้ดังนี้</p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><thead><tr><td>ประเภทกังหันลมแนวตั้ง</td><td>หลักการทำงาน</td><td>ลักษณะใบพัด</td><td>ข้อดีเด่น</td><td>ข้อจำกัด</td><td>การประยุกต์ใช้</td></tr></thead><tbody><tr><td>Savonius</td><td>แรงต้าน (Drag)</td><td>โค้งคล้ายช้อน/ถังผ่าครึ่ง</td><td>เริ่มหมุนได้เองที่ลมต่ำ, แรงบิดสูง</td><td>ประสิทธิภาพต่ำ</td><td>บ้านเรือน, พื้นที่ลมเบา, เสริมระบบอื่น</td></tr><tr><td>Darrieus (รวม H-rotor)</td><td>แรงยก (Lift)</td><td>โค้งรูปไข่/ตัว H</td><td>ประสิทธิภาพสูงที่ลมแรง, ความเร็วรอบสูง</td><td>อาจไม่เริ่มหมุนเองที่ลมต่ำ</td><td>พื้นที่ลมแรง, การผลิตไฟฟ้าขนาดกลาง</td></tr><tr><td>Helix</td><td>แรงยก (Lift)</td><td>ใบพัดเกลียว</td><td>ทำงานเงียบ, สวยงาม, ลดการสั่นสะเทือน</td><td>ต้นทุนอาจสูงกว่าบางประเภท</td><td>อาคาร, พื้นที่เมือง, เน้นสุนทรียภาพ</td></tr><tr><td>Vortex Bladeless</td><td>การสั่นสะเทือน</td><td>ไม่มีใบพัด (เสา)</td><td>เสียงเงียบมาก, ปลอดภัยต่อนก, ใช้พื้นที่น้อย</td><td>ประสิทธิภาพอาจยังไม่สูงเท่าแบบมีใบพัด</td><td>พื้นที่เมือง, ดาดฟ้าอาคาร</td></tr></tbody></table></figure>



<h3 class="wp-block-heading">ข้อดีและข้อเสียของกังหันลมแนวตั้ง</h3>



<p>กังหันลมแนวตั้งมีจุดเด่นหลายประการที่ทำให้เป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับพลังงานสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับกังหันลมแนวแกนนอน แต่ก็มีข้อจำกัดที่ควรพิจารณาเช่นกัน</p>



<p><strong>ข้อดีของกังหันลมแนวตั้ง</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>รับลมได้ทุกทิศทาง</strong> กังหันลมแนวตั้งไม่จำเป็นต้องมีระบบหันหน้าเข้าหาลม (Yaw mechanism) เนื่องจากใบพัดสามารถรับลมได้จากทุกทิศทาง นี่เป็นข้อได้เปรียบอย่างมากในพื้นที่ที่มีทิศทางลมเปลี่ยนแปลงบ่อยหรือมีลมปั่นป่วน เช่น ในเขตเมืองที่มีอาคารสูง</li>



<li><strong>ทำงานได้ดีในลมต่ำและลมปั่นป่วน</strong> การออกแบบของกังหันลมแนวตั้งหลายประเภท โดยเฉพาะ Savonius สามารถเริ่มต้นหมุนได้ในความเร็วลมที่ต่ำมาก และยังคงทำงานได้ดีแม้ในสภาพลมที่ไม่มีความสม่ำเสมอหรือมีกระแสลมปั่นป่วน ซึ่งเป็นเรื่องปกติในสภาพแวดล้อมในเมือง</li>



<li><strong>เสียงรบกวนต่ำ</strong> โดยทั่วไปแล้ว กังหันลมแนวตั้งมีระดับเสียงรบกวนที่ต่ำกว่ากังหันลมแนวแกนนอน ทำให้เหมาะสำหรับการติดตั้งในพื้นที่ใกล้ชุมชนหรือบนอาคารที่อยู่อาศัย</li>



<li><strong>ปลอดภัยต่อสัตว์ปีก</strong> เนื่องจากใบพัดหมุนในแนวตั้งและมีความเร็วรอบที่ปลายใบพัดต่ำกว่ากังหันลมแนวแกนนอนมาก จึงลดความเสี่ยงที่นกหรือค้างคาวจะบินชนใบพัด</li>



<li><strong>บำรุงรักษาง่าย</strong> ชิ้นส่วนหลักของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและระบบส่งกำลังมักจะอยู่ที่ระดับพื้นดิน ทำให้การเข้าถึงเพื่อบำรุงรักษาหรือซ่อมแซมทำได้ง่ายและปลอดภัยกว่า</li>



<li><strong>ใช้พื้นที่ติดตั้งน้อย</strong> กังหันลมแนวตั้งสามารถติดตั้งได้ในพื้นที่จำกัด เช่น บนดาดฟ้าอาคาร หรือตามแนวรั้ว ทำให้เหมาะกับการใช้งานในเขตเมืองที่พื้นที่เป็นสิ่งมีค่า</li>



<li><strong>ความสวยงามและทัศนียภาพ</strong> กังหันลมแนวตั้งบางประเภท เช่น Helix มีรูปทรงที่สวยงามและกลมกลืนกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ได้ดีกว่ากังหันลมแนวแกนนอนขนาดใหญ่</li>
</ul>



<p><strong>ข้อเสียของกังหันลมแนวตั้ง</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ประสิทธิภาพโดยรวมต่ำกว่า</strong> โดยทั่วไปแล้ว กังหันลมแนวตั้งมักจะมีประสิทธิภาพในการแปลงพลังงานลมเป็นไฟฟ้าที่ต่ำกว่ากังหันลมแนวแกนนอนที่มีขนาดใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะในสภาวะลมแรงและสม่ำเสมอ</li>



<li><strong>อาจไม่สามารถเริ่มต้นหมุนได้เอง (สำหรับบางประเภท)</strong> กังหันลม Darrieus ซึ่งเป็นประเภทที่ให้ประสิทธิภาพสูงกว่า Savonius มักมีปัญหาในการเริ่มต้นหมุนเองในความเร็วลมต่ำ ซึ่งอาจต้องใช้มอเตอร์ขนาดเล็กช่วยในการสตาร์ท หรือออกแบบร่วมกับกังหันลม Savonius</li>



<li><strong>ปัญหาความล้าของวัสดุ</strong> เนื่องจากใบพัดของกังหันลมแนวตั้งต้องรับแรงลมที่เปลี่ยนแปลงทิศทางอยู่ตลอดเวลา อาจส่งผลให้เกิดความล้าของวัสดุ (Fatigue) ได้ง่ายกว่าในระยะยาว หากการออกแบบและวัสดุไม่เหมาะสม</li>



<li><strong>ความซับซ้อนในการออกแบบใบพัด</strong> การออกแบบใบพัดสำหรับกังหันลมแนวตั้งบางประเภท เช่น Darrieus ต้องอาศัยความเข้าใจในหลักการอากาศพลศาสตร์ที่ซับซ้อน เพื่อให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด</li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="1024" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/Why_TESUP_Atlas_-_2_32-1024x1024.webp" alt="" class="wp-image-24912" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/Why_TESUP_Atlas_-_2_32-1024x1024.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/Why_TESUP_Atlas_-_2_32-300x300.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/Why_TESUP_Atlas_-_2_32-150x150.webp 150w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/Why_TESUP_Atlas_-_2_32-768x768.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/Why_TESUP_Atlas_-_2_32-1536x1536.webp 1536w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/Why_TESUP_Atlas_-_2_32-770x770.webp 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/Why_TESUP_Atlas_-_2_32.webp 2000w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">การประยุกต์ใช้งานกังหันลมแนวตั้ง</h3>



<p>ด้วยคุณสมบัติเฉพาะตัว กังหันลมแนวตั้งจึงถูกนำไปประยุกต์ใช้ในหลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์ที่กังหันลมแนวแกนนอนไม่เหมาะสม</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>การผลิตไฟฟ้าในเขตเมือง</strong> นี่คือการประยุกต์ใช้ที่สำคัญที่สุดของกังหันลมแนวตั้ง ด้วยข้อดีเรื่องการรับลมได้ทุกทิศทาง เสียงเงียบ และใช้พื้นที่น้อย ทำให้สามารถติดตั้งบนดาดฟ้าอาคารสูง อาคารสำนักงาน หรือแม้แต่ตามแนวถนน เพื่อผลิตไฟฟ้าใช้เองภายในอาคาร ลดภาระการใช้ไฟฟ้าจากโครงข่ายหลัก และส่งเสริมแนวคิด &#8220;ฟาร์มพลังงานขนาดย่อม&#8221; ในเมือง</li>



<li><strong>ระบบไฟฟ้าสำหรับบ้านเรือนและธุรกิจขนาดเล็ก</strong> กังหันลมแนวตั้งขนาดเล็กเหมาะสำหรับการติดตั้งในบ้านเรือน ฟาร์มขนาดเล็ก หรือรีสอร์ท เพื่อเสริมระบบผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ (โซลาร์เซลล์) ในรูปแบบไฮบริด โดยกังหันลมจะผลิตไฟฟ้าในเวลากลางคืนหรือวันที่ไม่มีแดด ช่วยให้มีแหล่งพลังงานสำรองที่เชื่อถือได้</li>



<li><strong>ระบบไฟฟ้าสำหรับพื้นที่ห่างไกล</strong> ในพื้นที่ที่การเข้าถึงโครงข่ายไฟฟ้าทำได้ยาก กังหันลมแนวตั้งสามารถเป็นส่วนหนึ่งของระบบผลิตไฟฟ้าแบบ Stand-alone ร่วมกับแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ เพื่อจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ต่างๆ เช่น ไฟส่องสว่าง ระบบสื่อสาร หรือปั๊มน้ำ</li>



<li><strong>โครงการสาธิตและงานวิจัย</strong> กังหันลมแนวตั้งยังคงเป็นหัวข้อที่น่าสนใจสำหรับการวิจัยและพัฒนา เพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และหาวิธีการประยุกต์ใช้ใหม่ๆ ทำให้มีการติดตั้งเพื่อการศึกษาและสาธิตในสถาบันการศึกษาและศูนย์วิจัยต่างๆ</li>



<li><strong>ป้ายโฆษณาและสิ่งปลูกสร้างอัจฉริยะ</strong> ด้วยรูปทรงที่สวยงามและสามารถทำงานได้ในพื้นที่จำกัด กังหันลมแนวตั้งบางประเภทถูกนำไปรวมกับการออกแบบป้ายโฆษณา หรือโครงสร้างอาคาร เพื่อสร้างพลังงานไฟฟ้าสำหรับอุปกรณ์เหล่านั้นโดยตรง</li>
</ul>



<h3 class="wp-block-heading">กังหันลมแนวตั้งในประเทศไทย</h3>



<p>ประเทศไทยมีความตื่นตัวในการพัฒนาพลังงานหมุนเวียนอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าศักยภาพลมโดยรวมของประเทศจะอยู่ในระดับปานกลางเมื่อเทียบกับบางประเทศ แต่กังหันลมแนวตั้งก็ยังคงมีบทบาทสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของการใช้งานขนาดเล็กและในพื้นที่ที่มีข้อจำกัด</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>งานวิจัยและพัฒนา</strong> หน่วยงานวิจัยและสถาบันการศึกษาหลายแห่งในประเทศไทยได้ทำการวิจัยและพัฒนากังหันลมแนวตั้งมาอย่างต่อเนื่อง ตัวอย่างเช่น ศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (MTEC) ได้มีการวิจัยกังหันลมแกนตั้งชนิดเดเรียสที่สามารถเริ่มต้นหมุนได้ด้วยตัวเอง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาข้อด้อยสำคัญของกังหันลมประเภทนี้ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่ไม่มีแรงต้านการหมุนจากแม่เหล็ก (cogging torque) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเริ่มต้นและเร่งความเร็ว</li>



<li><strong>โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ</strong> หนึ่งในตัวอย่างที่โดดเด่นของการนำกังหันลมแนวตั้งมาใช้ในประเทศไทยคือที่โครงการชั่งหัวมัน ตามพระราชดำริ จังหวัดเพชรบุรี โครงการนี้ได้ติดตั้ง &#8220;กังหันลมผลิตไฟฟ้าความเร็วต่ำ&#8221; ที่สามารถผลิตกำลังไฟฟ้าได้แม้ในความเร็วลมเพียง 2.5 เมตรต่อวินาที ซึ่งเหมาะสมกับสภาพลมในพื้นที่ กังหันลมที่ใช้ในโครงการนี้ยังเป็นผลงานการผลิตของศูนย์วิจัยพลังงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยใช้วัสดุภายในประเทศเป็นส่วนประกอบกว่า 80% แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของบุคลากรและอุตสาหกรรมไทยในการพัฒนากังหันลมแนวตั้ง</li>



<li><strong>การผลิตโดยฝีมือคนไทย</strong> มีความพยายามในการพัฒนากังหันลมแนวตั้งโดยฝีมือคนไทย โดยมีการนำยางพาราซึ่งเป็นวัสดุในประเทศมาเป็นส่วนประกอบหลักในใบพัดและโครงสร้าง ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดต้นทุน แต่ยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับผลผลิตทางการเกษตรของไทย กังหันลมขนาดเล็กเหล่านี้ถูกออกแบบมาให้เหมาะกับความเร็วลมเฉลี่ยทั่วประเทศ และสามารถนำไปใช้ชาร์จแบตเตอรี่เพื่อจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดเล็กได้</li>



<li><strong>การใช้งานในภาคเอกชนและครัวเรือน</strong> บริษัทและผู้ประกอบการบางรายในประเทศไทยได้นำเสนอกังหันลมแนวตั้งสำหรับติดตั้งในบ้านเรือน ธุรกิจขนาดเล็ก หรือรีสอร์ท เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของระบบพลังงานทางเลือก ซึ่งมักจะใช้ร่วมกับแผงโซลาร์เซลล์เพื่อสร้างระบบไฮบริดที่สามารถผลิตไฟฟ้าได้ตลอดทั้งวันและคืน</li>



<li><strong>แนวโน้มในอนาคต</strong> แม้ว่ากังหันลมแนวแกนนอนขนาดใหญ่จะยังคงเป็นกำลังหลักในการผลิตไฟฟ้าจากลมในระดับอุตสาหกรรมของประเทศไทย แต่กังหันลมแนวตั้งกำลังเข้ามาเติมเต็มช่องว่างในตลาดพลังงานขนาดเล็กและในเขตเมือง ด้วยข้อดีที่ตอบโจทย์การใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีข้อจำกัดมากขึ้น การพัฒนาเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง การลดต้นทุน และการสนับสนุนจากภาครัฐ จะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้กังหันลมแนวตั้งมีบทบาทมากขึ้นในภูมิทัศน์พลังงานสะอาดของประเทศไทยในอนาคต</li>
</ul>



<p>ตารางสรุปสถานการณ์กังหันลมแนวตั้งในประเทศไทย</p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><thead><tr><td>ด้าน</td><td>รายละเอียด</td></tr></thead><tbody><tr><td><strong>งานวิจัยและพัฒนา</strong></td><td>&#8211; MTEC วิจัย Darrieus ที่เริ่มหมุนเองได้<br>&#8211; พัฒนาเครื่องกำเนิดไฟฟ้าลดแรงต้าน<br>&#8211; สถาบันการศึกษาหลายแห่งวิจัยต่อเนื่อง</td></tr><tr><td><strong>โครงการเด่น</strong></td><td>&#8211; โครงการชั่งหัวมันฯ ติดตั้ง VAWT ผลิตโดย มทร.ธัญบุรี<br>&#8211; ใช้ VAWT ที่ทำงานได้ในลมต่ำ (2.5 ม./วินาที)</td></tr><tr><td><strong>การผลิตในประเทศ</strong></td><td>&#8211; มีการพัฒนา VAWT โดยฝีมือคนไทย<br>&#8211; ใช้วัสดุในประเทศ เช่น ยางพารา เป็นส่วนประกอบสำคัญ</td></tr><tr><td><strong>การประยุกต์ใช้</strong></td><td>&#8211; ระบบไฟฟ้าสำหรับบ้านเรือนและธุรกิจขนาดเล็ก<br>&#8211; ระบบไฮบริดร่วมกับโซลาร์เซลล์<br>&#8211; โครงการสาธิตและวิจัย</td></tr><tr><td><strong>ศักยภาพ</strong></td><td>&#8211; เหมาะสำหรับพื้นที่ลมต่ำและลมปั่นป่วนในเมือง<br>&#8211; ตอบโจทย์การผลิตไฟฟ้ากระจายศูนย์ (Distributed Generation)</td></tr></tbody></table></figure>



<h3 class="wp-block-heading">อนาคตของกังหันลมแนวตั้ง</h3>



<p>กังหันลมแนวตั้งเป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงในการเปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์พลังงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเขตเมืองที่การติดตั้งกังหันลมแนวแกนนอนขนาดใหญ่ทำได้ยาก ด้วยการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และแก้ไขข้อจำกัดต่างๆ กังหันลมแนวตั้งจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลิตพลังงานสะอาดที่อยู่ใกล้ตัวเรามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบนดาดฟ้าอาคาร บ้านเรือน หรือแม้แต่ตามแนวถนน</p>



<p>แนวคิดที่ว่าตึกในเมืองจะกลายเป็น &#8220;ฟาร์มพลังงานขนาดย่อม&#8221; ที่สามารถผลิตไฟฟ้าใช้เองได้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ด้วยนวัตกรรมอย่างกังหันลมแนวตั้งที่สามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีพลังงานสะอาดอื่นๆ เช่น โซลาร์เซลล์ เพื่อสร้างระบบพลังงานแบบผสมผสานที่ยั่งยืนและมีเสถียรภาพ การพัฒนาเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใกล้เป้าหมายการลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล และสร้างอนาคตที่สะอาดและยั่งยืนสำหรับทุกคน</p>



<h3 class="wp-block-heading">สรุป</h3>



<p>กังหันลมแนวตั้งเป็นนวัตกรรมพลังงานลมที่โดดเด่นด้วยความสามารถในการรับลมได้จากทุกทิศทาง ทำงานได้ดีในสภาพลมต่ำและปั่นป่วน มีเสียงรบกวนต่ำ และเหมาะสำหรับการติดตั้งในพื้นที่จำกัด โดยเฉพาะในเขตเมือง แม้จะมีข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพโดยรวมเมื่อเทียบกับกังหันลมแนวแกนนอน แต่ด้วยการวิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการประยุกต์ใช้ในโครงการต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพอันยิ่งใหญ่ของกังหันลมประเภทนี้</p>



<p>ในประเทศไทยเองก็มีการศึกษา วิจัย และพัฒนา กังหันลมแนวตั้งอย่างจริงจัง โดยมีโครงการต้นแบบและการผลิตโดยฝีมือคนไทยที่น่าภาคภูมิใจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นในการพึ่งพาตนเองด้านพลังงาน และการก้าวไปสู่สังคมที่ใช้พลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน กังหันลมแนวตั้งจึงเป็นมากกว่าแค่เทคโนโลยี แต่เป็นความหวังและก้าวสำคัญในการสร้างอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนสำหรับโลกของเรา</p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ญี่ปุ่นกับการปฏิวัติพลังงานไฮโดรเจน: แผนแม่บทพลังงานสะอาดของโลก?</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/japan-hydrogen-blueprint/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 07 May 2025 02:08:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[ญี่ปุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยีสีเขียว]]></category>
		<category><![CDATA[ไฮโดรเจน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=24657</guid>

					<description><![CDATA[ประเด็นสำคัญ: ในขณะที่โลกเร่งพัฒนาพลังงานยั่งยืน ญี่ปุ่นได้สร้างความโดดเด่นด้วยการมุ่งมั่นอย่างกล้าหาญในการใช้ไฮโดรเจนเป็นรากฐานของอนาคตพลังงาน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่าความต้องการไฮโดรเจนทั่วโลกจะแตะ 130 ล้านตันภายในปี 2573 เพิ่มขึ้น 45% จากปี 2566 และพุ่งสูงถึง 430 ล้านตันภายในปี 2593 นับตั้งแต่ปี 2560 ญี่ปุ่นได้วาดภาพ “สังคมไฮโดรเจน” ที่นำไฮโดรเจนไปใช้ในหลากหลายภาคส่วน ตั้งแต่การขนส่ง การผลิตเหล็ก ไปจนถึงก๊าซและไฟฟ้า ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่เผยแพร่กลยุทธ์ไฮโดรเจนแห่งชาติ โดยวางไฮโดรเจนเป็นเสาหลักของความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรมและความมั่นคงด้านพลังงาน เกือบทศวรรษต่อมา ความพยายามอันทะเยอทะยานของญี่ปุ่นมอบทั้งแรงบันดาลใจและบทเรียนเตือนใจ ในยุคที่ถูกกำหนดโดยความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และเป้าหมายด้านสภาพอากาศที่เร่งด่วน การทดลองที่มีเดิมพันสูงของญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็นกรณีศึกษาที่ทันสมัยเกี่ยวกับความซับซ้อนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน จากวิสัยทัศน์สู่การปรับทิศทาง: กลยุทธ์ไฮโดรเจนที่พัฒนาขึ้น กลยุทธ์ไฮโดรเจนขั้นพื้นฐานของญี่ปุ่นในปี 2560 ได้กำหนดเส้นทางที่มุ่งมั่น โดยตั้งเป้าสร้างห่วงโซ่อุปทานไฮโดรเจนที่ปราศจากคาร์บอน ความหวังนี้ได้รับการหนุนจากนวัตกรรมในประเทศ เช่น เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงของโตโยต้า และการเปิดตัวเรือขนส่งไฮโดรเจนเหลวลำแรกของโลก Suiso Frontier ภายในปี 2566 ความท้าทายในทางปฏิบัติทำให้ต้องมีการปรับกลยุทธ์ใหม่ กลยุทธ์ฉบับปรับปรุงใช้กรอบ “ความปลอดภัย + 3E” ที่เน้นความปลอดภัย ความมั่นคงด้านพลังงาน ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>ประเด็นสำคัญ:</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ญี่ปุ่นมุ่งสู่ “สังคมไฮโดรเจน” โดยบูรณาการไฮโดรเจนในภาคการขนส่ง การผลิตเหล็ก ก๊าซ และไฟฟ้า</li>



<li>ญี่ปุ่นส่งเสริมการใช้ไฮโดรเจนในโรงไฟฟ้า การผสมก๊าซ และรถยนต์โดยสาร ซึ่งนำไปสู่คำถามเกี่ยวกับการกำหนดเป้าหมายเชิงกลยุทธ์และความเป็นไปได้</li>



<li>การเดินทางของญี่ปุ่นเน้นย้ำถึงความสำคัญของกลยุทธ์ระดับชาติที่ปรับให้เข้ากับเทคโนโลยี การออกแบบตลาด และความเป็นจริงทางภูมิรัฐศาสตร์</li>
</ul>



<p>ในขณะที่โลกเร่งพัฒนาพลังงานยั่งยืน ญี่ปุ่นได้สร้างความโดดเด่นด้วยการมุ่งมั่นอย่างกล้าหาญในการใช้ไฮโดรเจนเป็นรากฐานของอนาคตพลังงาน</p>



<p>สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดการณ์ว่าความต้องการไฮโดรเจนทั่วโลกจะแตะ 130 ล้านตันภายในปี 2573 เพิ่มขึ้น 45% จากปี 2566 และพุ่งสูงถึง 430 ล้านตันภายในปี 2593 นับตั้งแต่ปี 2560 ญี่ปุ่นได้วาดภาพ “สังคมไฮโดรเจน” ที่นำไฮโดรเจนไปใช้ในหลากหลายภาคส่วน ตั้งแต่การขนส่ง การผลิตเหล็ก ไปจนถึงก๊าซและไฟฟ้า ญี่ปุ่นเป็นชาติแรกที่เผยแพร่กลยุทธ์ไฮโดรเจนแห่งชาติ โดยวางไฮโดรเจนเป็นเสาหลักของความสามารถในการแข่งขันทางอุตสาหกรรมและความมั่นคงด้านพลังงาน</p>



<p>เกือบทศวรรษต่อมา ความพยายามอันทะเยอทะยานของญี่ปุ่นมอบทั้งแรงบันดาลใจและบทเรียนเตือนใจ ในยุคที่ถูกกำหนดโดยความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี และเป้าหมายด้านสภาพอากาศที่เร่งด่วน การทดลองที่มีเดิมพันสูงของญี่ปุ่นทำหน้าที่เป็นกรณีศึกษาที่ทันสมัยเกี่ยวกับความซับซ้อนของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน</p>



<h2 class="wp-block-heading">จากวิสัยทัศน์สู่การปรับทิศทาง: กลยุทธ์ไฮโดรเจนที่พัฒนาขึ้น</h2>



<p>กลยุทธ์ไฮโดรเจนขั้นพื้นฐานของญี่ปุ่นในปี 2560 ได้กำหนดเส้นทางที่มุ่งมั่น โดยตั้งเป้าสร้างห่วงโซ่อุปทานไฮโดรเจนที่ปราศจากคาร์บอน ความหวังนี้ได้รับการหนุนจากนวัตกรรมในประเทศ เช่น เทคโนโลยีเซลล์เชื้อเพลิงของโตโยต้า และการเปิดตัวเรือขนส่งไฮโดรเจนเหลวลำแรกของโลก Suiso Frontier</p>



<p>ภายในปี 2566 ความท้าทายในทางปฏิบัติทำให้ต้องมีการปรับกลยุทธ์ใหม่ กลยุทธ์ฉบับปรับปรุงใช้กรอบ “ความปลอดภัย + 3E” ที่เน้นความปลอดภัย ความมั่นคงด้านพลังงาน ประสิทธิภาพทางเศรษฐกิจ และความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อม โดยระบุแผนการลงทุนภาครัฐและเอกชนมูลค่า 15 ล้านล้านเยน (100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ) และเน้นความร่วมมือระหว่างประเทศ การปรับปรุงนี้แสดงถึงการมุ่งสู่วิสัยทัศน์ไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับคำมั่นสัญญาความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2593 ของญี่ปุ่นและแนวโน้มโลก IEA คาดว่าไฮโดรเจนที่มีการปล่อยมลพิษต่ำ โดยเฉพาะไฮโดรเจนสีเขียว จะครองสัดส่วน 98% ของการบริโภคทั้งหมดภายในปี 2593</p>



<p>ถึงแม้จะมีการปรับเปลี่ยน วิสัยทัศน์ไฮโดรเจนของญี่ปุ่นยังคงครอบคลุม แตกต่างจากแนวทางทั่วไปที่สงวนไฮโดรเจนไว้สำหรับภาคส่วนที่ลดคาร์บอนได้ยาก เช่น เหล็ก การขนส่ง และการบิน ญี่ปุ่นยังคงผลักดันการใช้ไฮโดรเจนในโรงไฟฟ้า การผสมก๊าซ และรถยนต์โดยสาร ขอบเขตที่กว้างขวางนี้ก่อให้เกิดคำถามเกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญเชิงกลยุทธ์และความเป็นไปได้</p>



<h2 class="wp-block-heading">ความไม่มั่นคงด้านพลังงาน: แรงผลักดันหลัก</h2>



<p>ความไม่มั่นคงด้านพลังงานที่ฝังรากลึกของญี่ปุ่นเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของกลยุทธ์ไฮโดรเจน ในฐานะชาติหมู่เกาะที่ขาดแคลนทรัพยากร ญี่ปุ่นต้องนำเข้าพลังงานถึง 87% โดยความสามารถในการพึ่งพาตนเองลดลงอย่างมากนับตั้งแต่ภัยพิบัตินิวเคลียร์ฟุกุชิมะ ความเชื่อมั่นของสาธารณชนต่อพลังงานนิวเคลียร์ยังคงเปราะบาง และการขยายพลังงานหมุนเวียนถูกจำกัดด้วยข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และความท้าทายในการเชื่อมโยงระบบกริด</p>



<p>ด้วยโครงสร้างพื้นฐานพลังงานหมุนเวียนในปัจจุบัน ญี่ปุ่นจำเป็นต้องนำเข้าไฮโดรเจนหมุนเวียน ซึ่งนำไปสู่ความขัดแย้งเชิงกลยุทธ์ แม้ว่าไฮโดรเจนจะถูกยกย่องว่าเป็นทางออกสำหรับความมั่นคงด้านพลังงาน แต่การนำไปใช้จริงอาจสร้างรูปแบบใหม่ของการพึ่งพาผู้ส่งออกไฮโดรเจน</p>



<h2 class="wp-block-heading">ความท้าทายในกลยุทธ์ไฮโดรเจนของญี่ปุ่น</h2>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ต้นทุนสูง:</strong> ไฮโดรเจนสีเขียวยังมีราคาแพงกว่าเชื้อเพลิงทั่วไปมาก แม้ว่ารัฐบาลญี่ปุ่นตั้งเป้าลดต้นทุนผ่านการขยายขนาดและนวัตกรรม แต่เส้นทางยังคงไม่แน่นอน การศึกษาล่าสุดระบุว่า แม้ต้นทุนการผลิตไฮโดรเจนจะลดลงเหลือ 2 ดอลลาร์สหรัฐ/กก. ต้นทุนการลดคาร์บอนอาจยังสูงถึง 500-1,250 ดอลลาร์สหรัฐ/ตันคาร์บอนไดออกไซด์ในหลายภาคส่วน นอกจากนี้ ต้นทุนการจัดเก็บและขนส่งก็เป็นอุปสรรคสำคัญ</li>



<li><strong>การพึ่งพาการนำเข้าต่อเนื่อง:</strong> การเปลี่ยนจากการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นไฮโดรเจนอาจเพียงแค่เปลี่ยนรูปแบบการพึ่งพา แต่ไม่แก้ปัญหาความเปราะบางเชิงโครงสร้าง เนื่องจากความสามารถในการส่งออกไฮโดรเจนของประเทศคู่ค้ายังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ความเสี่ยงจากการจัดหาล่าช้าหรือราคาผันผวนจึงยังคงมีอยู่</li>



<li><strong>ความไม่แน่นอนของอุปสงค์:</strong> แม้ว่าญี่ปุ่นจะให้คำมั่นจัดซื้อไฮโดรเจน 12 ล้านตันต่อปีภายในปี 2583 แต่รัฐบาลยังไม่ระบุชัดเจนว่าจะจัดสรรให้ภาคส่วนใดบ้าง ความคลุมเครือนี้ทำให้การวางแผนการลงทุนและปรับนโยบายเป็นเรื่องยาก</li>
</ul>



<h2 class="wp-block-heading">ความท้าทายของห่วงโซ่อุปทานโลก</h2>



<p>เพื่อความมั่นคงด้านอุปทาน ญี่ปุ่นได้สร้างความร่วมมือด้านไฮโดรเจนกับออสเตรเลีย ตะวันออกกลาง และสหรัฐอเมริกา อย่างไรก็ตาม ห่วงโซ่อุปทานไฮโดรเจนหมุนเวียนทั่วโลกยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น ข้อมูลจาก IEA ระบุว่า แม้ออสเตรเลียและสหรัฐฯ จะมีโครงการไฮโดรเจนหมุนเวียนกว่า 300 โครงการ แต่มีเพียงส่วนน้อยที่ดำเนินการได้จริง ตัวอย่างเช่น กำลังการผลิตของออสเตรเลียคิดเป็นเพียง 0.004% ของผลผลิตที่คาดการณ์ไว้ ความไม่สอดคล้องนี้เน้นย้ำถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์และโลจิสติกส์ ญี่ปุ่นจึงต้องกระจายแหล่งไฮโดรเจนและสร้างสำรองเชิงยุทธศาสตร์</p>



<h2 class="wp-block-heading">บทเรียนเชิงกลยุทธ์สำหรับอนาคตไฮโดรเจน</h2>



<p>ความก้าวหน้าทางนโยบายทำให้ญี่ปุ่นเป็นผู้นำระดับโลก โดยครองสิทธิบัตรที่เกี่ยวข้องกับไฮโดรเจน 24% และบุกเบิกนวัตกรรมในการขนส่งไฮโดรเจนเหลวและการเผาไหม้ร่วมกับแอมโมเนีย อย่างไรก็ตาม การเดินทางนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการจัดลำดับความสำคัญที่ชัดเจน การมุ่งเน้นไปยังภาคส่วนที่มีคุณค่าสูง เช่น การผลิตเหล็ก การสังเคราะห์แอมโมเนีย การขนส่งหนัก และการบิน จะช่วยเพิ่มผลกระทบสูงสุด การขยายไปสู่รถยนต์โดยสารหรือการใช้งานในครัวเรือนอาจกระจายทรัพยากรโดยไม่เกิดประโยชน์ตามสัดส่วน</p>



<p>สัญญาระยะยาวที่มีราคาคงที่กับประเทศผู้ส่งออกไฮโดรเจนที่หลากหลายจะช่วยลดความเสี่ยงด้านราคาและการจัดหา การร่วมมือกับภูมิภาคที่มีศักยภาพด้านพลังงานหมุนเวียนสูงและความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ต่ำ เช่น ละตินอเมริกา เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และแอฟริกา จะยิ่งเสริมความแข็งแกร่งให้กลยุทธ์ของญี่ปุ่น</p>



<p><strong>ที่มา:</strong> Harvard University<br>Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/environment/1178310" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ไฮโดรเจนสีเขียว หรือกรีนไฮโดรเจนคืออะไร ทำไมเป็นพลังงานช่วยโลกลดมลพิษเป็นศูนย์</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/green-hydrogen/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 05 May 2023 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight & Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[hydrogen]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=21310</guid>

					<description><![CDATA[ไฮโดรเจนสีเขียว หรือเรียกสั้นๆว่า กรีนไฮโดรเจน (Green Hydrogen) กำลังจะกลายเป็นพลังงานทางเลือกที่เป็นพลังงานสะอาดที่ดีสำหรับโลกเราในตอนนี้ เพราะเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยให้โลกสามารถลดมลพิษเป็นศูนย์ได้ เรียกง่ายๆ ว่า เป็นกุญแจสำหรับสู่ Net Zero แม้ว่าไฮโดรเจนสีเขียวยังมีต้นทุนที่สูงเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานทางเลือกอื่นๆ ก็ตาม ซึ่งเชื่อว่าหากได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ว่าสูงนี้ก็จะค่อยๆ ลดลงได้เช่นกัน ในบทความนี้ทางคณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทยได้รวบรวมเอาเรื่องราวของไฮโดรเจนสีเขียวมาฝากกัน ไปติดตามอ่านกันได้เลย ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) คืออะไร ไฮโดรเจนสีเขียวเป็นพลังงานสะอาดชนิดหนึ่ง ซึ่งผลิตขึ้นโดยใช้กระแสไฟฟ้า เพื่อแยกโมเลกุลไฮโดรเจนออกจากโมเลกุลของออกซิเจนในน้ำ ทำให้เกิดผลพลอยได้ในกระบวนการผลิตที่เกิดจากการเผาไหม้ไฮโดรเจนที่ไม่ใช้คาร์บอนไดออกไซค์แต่เป็นน้ำ ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้เราทราบว่า ไม่ว่าจะเป็นน้ำ หรือก๊าซ ก็สามารถเป็นแหล่งสกักไฮโดรเจนออกมาได้ แต่ว่าจะออกมาเป็นไฮโดรเจนประเภทไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิต ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามรูปแบบเชื้อเพลิงที่ใช้ รวมถึงการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต โดยสามารถแบ่งประเภทของไฮโดรเจนออกมาได้อีกหลายประเภทดังนี้ ดังนั้นหากเทียบประเภทของไฮโดรเจนทั้งหมดแล้ว จะพบว่ากรีนไฮโดรเจน จะมีกระบวนการผลิตที่สะอาดมากที่สุด เพราะไม่มีการปล่อยคาร์บอนออกมาเลย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของต้นทุนการผลิตที่ยังค่อนข้างสูงอยู่นั่นเอง ซึ่งในอนาคตหากมีการนำมาใช้อย่างจริงจังและแพร่หลายมากขั้น ก็น่าจะช่วยในเรื่องของการลดต้นทุนได้อีกมาก ข้อดีและข้อเสียงของกรีนไฮโดรเจน สำหรับกรีนไฮโดรเจนนั้นแม้จะมีข้อดีที่เห็นอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีข้อเสียอยู่เช่นเดียวกัน หากเรานำมาใช้เป็นพลังงานแล้วมาดูกันว่าข้อดีและข้อเสียมีอะไรกันบ้าง ข้อดี ข้อเสีย แม้ว่ากรีนไฮโดรเจนจะมีข้อเสียต่างๆ ตามที่นำเสนอไปนั้น แต่เชื่อว่าในอนาคตจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อแก้ไขข้อเสียต่างๆ นั้นได้จนหมด [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ไฮโดรเจนสีเขียว หรือเรียกสั้นๆว่า <strong>กรีนไฮโดรเจน (Green Hydrogen)</strong> กำลังจะกลายเป็นพลังงานทางเลือกที่เป็นพลังงานสะอาดที่ดีสำหรับโลกเราในตอนนี้ เพราะเป็นพลังงานสะอาดที่ช่วยให้โลกสามารถลดมลพิษเป็นศูนย์ได้ เรียกง่ายๆ ว่า เป็นกุญแจสำหรับสู่ Net Zero แม้ว่าไฮโดรเจนสีเขียวยังมีต้นทุนที่สูงเมื่อเทียบกับเชื้อเพลิงฟอสซิล และพลังงานทางเลือกอื่นๆ ก็ตาม ซึ่งเชื่อว่าหากได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น ต้นทุนที่ว่าสูงนี้ก็จะค่อยๆ ลดลงได้เช่นกัน ในบทความนี้ทาง<a href="https://energy-thaichamber.org">คณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย</a>ได้รวบรวมเอาเรื่องราวของไฮโดรเจนสีเขียวมาฝากกัน ไปติดตามอ่านกันได้เลย</p>



<h2 class="wp-block-heading">ไฮโดรเจนสีเขียว (Green Hydrogen) คืออะไร</h2>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="740" height="370" src="https://www.energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/green-hydrogen-energy-fuel-generation-cartoon-background-composition-with-text-alternative-power-sources-horizontal-view-vector-illustration_1284-76767.jpg" alt="ไฮโดรเจนสีเขียว" class="wp-image-21312" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/green-hydrogen-energy-fuel-generation-cartoon-background-composition-with-text-alternative-power-sources-horizontal-view-vector-illustration_1284-76767.jpg 740w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/green-hydrogen-energy-fuel-generation-cartoon-background-composition-with-text-alternative-power-sources-horizontal-view-vector-illustration_1284-76767-300x150.jpg 300w" sizes="(max-width: 740px) 100vw, 740px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p>ไฮโดรเจนสีเขียวเป็นพลังงานสะอาดชนิดหนึ่ง ซึ่งผลิตขึ้นโดยใช้กระแสไฟฟ้า เพื่อแยกโมเลกุลไฮโดรเจนออกจากโมเลกุลของออกซิเจนในน้ำ ทำให้เกิดผลพลอยได้ในกระบวนการผลิตที่เกิดจากการเผาไหม้ไฮโดรเจนที่ไม่ใช้คาร์บอนไดออกไซค์แต่เป็นน้ำ ซึ่งกระบวนการนี้ทำให้เราทราบว่า ไม่ว่าจะเป็นน้ำ หรือก๊าซ ก็สามารถเป็นแหล่งสกักไฮโดรเจนออกมาได้ แต่ว่าจะออกมาเป็นไฮโดรเจนประเภทไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับกระบวนการผลิต ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามรูปแบบเชื้อเพลิงที่ใช้ รวมถึงการปล่อยคาร์บอนในกระบวนการผลิต โดยสามารถแบ่งประเภทของไฮโดรเจนออกมาได้อีกหลายประเภทดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>บราวน์ไฮโดรเจน (Brown Hydrogen) </strong>หรือไฮโดรเจนสีน้ำตาล เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตโดยใช้ถ่านหินผ่านกระบวนการที่เรียกว่า Coal Gasification ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนประมาณ 16 กิโลกรัมต่อไฮโดรเจน 1 กิโลกรัมที่ผลิตออกมาได้ ส่วนใหญ่จะมีการผลิตในประเทศจีนซึ่งถ่านหินเป็นจำนวนมาก</li>



<li><strong>เกรย์ไฮโดรเจน (Grey Hydrogen) </strong>หรือไฮโดรเจนสีเทา เป็นไฮโดรเจนที่ได้จากก๊าซธรรมชาติ หรือนำมัน โดยผ่านกระบวนการ Steam Reforming ซึ่งกระบวนการนี้จะก่อให้เกิดก๊าชคาร์บอนประมาณ 9 กิโลกรัมต่อไฮโดรเจน 1 กิโลกรัมที่ผลิตได้</li>



<li><strong>เทอร์ควอยไฮโดรเจน (Turquoise Hydrogen)</strong> หรือไฮโดรเจนสีฟ้าคราม เป็นไฮโดรเจนที่ผลิตได้จากการแยกมีเทนออกมาเป็นคาร์บอนและไฮโดรเจน ผ่านกระบวนการ Methane Pyrolysis ซึ่งคาร์บอนที่ผลิตออกมาได้นั้นสามารถนำไปใช้เป็นวัตถุดิบเชิงพาณิชย์ได้ แต่ว่าตอนนี้ยังอยู่ในช่วงของการพัฒนา และยังไม่มีการนำไปใช้เชิงพาณิชย์ใดๆ เลย</li>



<li>บลูไฮโดรเจน (Blue Hydrogen) หรือไฮโดรเจนสีฟ้า เป็นไฮโดรเจนที่ใช้กระบวนการผลิตแบบเดียวกับเกรย์ไฮโดรเจน ซึ่งใช้กระบวนการ Steam Reforming แต่จะมีการเพิ่มเทคโนโลยีการดักจับ การใช้ประโยชน์ และการกักเก็บคาร์บอน (Carbon Capture Utilization and Storage : CCUS) เข้ามาเพื่อช่วยในการลดการปล่อยคาร์บอน โดยกระบวนการผลิตบลูไฮโดรเจน จะปล่อยคาร์บอนประมาณ 3 &#8211; 6 กิโลกรัมต่อไฮโดรเจน 1 กิโลกรัมที่ผลิตออกมาได้ </li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="1000" src="https://www.energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/2107.i109.018.S.m004.c13.green-hydrogen-energy-fuel-generation-isometric-set.webp" alt="ไฮโดรเจนสีเขียว" class="wp-image-21313" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/2107.i109.018.S.m004.c13.green-hydrogen-energy-fuel-generation-isometric-set.webp 1000w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/2107.i109.018.S.m004.c13.green-hydrogen-energy-fuel-generation-isometric-set-300x300.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/2107.i109.018.S.m004.c13.green-hydrogen-energy-fuel-generation-isometric-set-150x150.webp 150w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/2107.i109.018.S.m004.c13.green-hydrogen-energy-fuel-generation-isometric-set-768x768.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/2107.i109.018.S.m004.c13.green-hydrogen-energy-fuel-generation-isometric-set-770x770.webp 770w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p>ดังนั้นหากเทียบประเภทของไฮโดรเจนทั้งหมดแล้ว จะพบว่ากรีนไฮโดรเจน จะมีกระบวนการผลิตที่สะอาดมากที่สุด เพราะไม่มีการปล่อยคาร์บอนออกมาเลย แต่ก็ยังมีข้อจำกัดในเรื่องของต้นทุนการผลิตที่ยังค่อนข้างสูงอยู่นั่นเอง ซึ่งในอนาคตหากมีการนำมาใช้อย่างจริงจังและแพร่หลายมากขั้น ก็น่าจะช่วยในเรื่องของการลดต้นทุนได้อีกมาก</p>



<h2 class="wp-block-heading">ข้อดีและข้อเสียงของกรีนไฮโดรเจน</h2>



<p>สำหรับกรีนไฮโดรเจนนั้นแม้จะมีข้อดีที่เห็นอย่างชัดเจน แต่ก็ยังมีข้อเสียอยู่เช่นเดียวกัน หากเรานำมาใช้เป็นพลังงานแล้วมาดูกันว่าข้อดีและข้อเสียมีอะไรกันบ้าง</p>



<p><strong>ข้อดี</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ไม่มีอันตรายใดๆ ไม่เหมือนถังแก๊ส NGV, LPG</li>



<li>วัสดุหาง่าย ใช้น้ำเปล่า 100%</li>



<li>เครื่องยนต์เผาไหม้ดีขึ้น ช่วยลดควันดำ</li>



<li>สามารประหยัดน้ำมันได้ถึง 40 &#8211; 60%</li>



<li>มีระบบระบายความร้อนที่ควบคุมทางอิเลคทรอนิคส์</li>



<li>ปรับการผลิตก๊าซได้ตามรอบเครื่องยนต์</li>
</ul>



<p><strong>ข้อเสีย</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li>มีราคาแพง</li>



<li>ประสิทธิภาพเชิงความร้อนต่ำ มีปัญหาเรื่องการจุดระเบิดย้อนกลับ (BACKFIRE)</li>



<li>ต้องใช้เงินลงทุนในการผลิตเป็นจำนวนมหาศาล</li>



<li>ยากต่อการจัดเก็บ การขนส่งและการบรรทุก</li>



<li>ประสิทธิภาพยังทำได้แค่เพียง 1 ใน 4 ของก๊าซธรรมชาติ</li>
</ul>



<p>แม้ว่ากรีนไฮโดรเจนจะมีข้อเสียต่างๆ ตามที่นำเสนอไปนั้น แต่เชื่อว่าในอนาคตจะมีการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อแก้ไขข้อเสียต่างๆ นั้นได้จนหมด และปัจจุบันมีโครงการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตและการใช้ไฮโดรเจนทั่วโลกกว่า 200 โครงการ ซึ่งคาดว่าจะมีโครงการใหม่ๆ เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="667" src="https://www.energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/8355423.webp" alt="ไฮโดรเจนสีเขียว" class="wp-image-21315" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/8355423.webp 1000w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/8355423-300x200.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/8355423-768x512.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/8355423-770x514.webp 770w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p>โดยซาอุดิอาระเบียเป็นประเทศที่มีการตั้งเป้าหมายในการผลิตไฮโดรเจนให้ได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ของโลก ราว 4 ล้านตันต่อปี ภายในปี 2030 นี้ และ กำลังสร้างโรงงานพลังงานสีเขียวและแอมโมเนียที่ใหญ่ที่สุดในนีโอม ซึ่งได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองแห่งอนาคต” นอกจากนี้ ACWA Power บริษัทพลังงานของซาอุดิอาระเบีย ได้ลงนามในข้อตกลงกับ Air Products บริษัทอุตสาหกรรมเคมีของสหรัฐฯ เพื่อสร้างโรงงาน ซึ่งจะใช้พลังงานลมและพลังงานแสงอาทิตย์ทั่วทั้งทะเลทราย และคาดว่าจะขับเคลื่อนซาอุดิอาระเบียสู่การปลอดคาร์บอนในอนาคต</p>



<p>ส่วนประเทศญี่ปุ่นก็มีการจัดตั้งโรงงานกรีนไฮโดรเจนอยู่ใกล้กับฟุกุชิมะ โดยจะเน้นผลิตเพื่อนำไปใช้งานเป็นหลักเนื่องจากไม่มีทรัพยากรมากพอที่จะผลิตเพื่อใช้ในประเทศได้อย่างเพียงพอ สภาพยุโรปได้ประกาศการขยายลงทุนในกรีนไฮโดรเจนขนาดใหญ่มูลค่ากว่า 500 ล้านเหรียญ </p>



<p>และในเยอรมันนีก็เป็นอีกประเทศที่มีการผลิตไฮโดรเจนมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทางรัฐบาลในเรื่องของการผลิต และยังมีการสนับสนุนภาพอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานไฮโดรเจนสีเขียวอีกด้วย โดยมีโครงการ “National Hydrogen Strategy” เพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมไฮโดรเจน ซึ่งทำเงินได้ถึง 7 พันล้านยูโรสำหรับการเปิดตัวไฮโดรเจนสีเขียวในเยอรมนี และอีก 2 พันล้านยูโรสำหรับพันธมิตรระหว่างประเทศ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1000" height="667" src="https://www.energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/8404351.webp" alt="ไฮโดรเจนสีเขียว" class="wp-image-21316" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/8404351.webp 1000w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/8404351-300x200.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/8404351-768x512.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/05/8404351-770x514.webp 770w" sizes="(max-width: 1000px) 100vw, 1000px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p>นอกจากนี้ยังมีประเทศออสเตรเลีย และชิลีที่ตั้งเป้าหมายเอาไว้ว่าจะเป็นประเทศผู้ส่งออกไฮโดรเจนรายใหญ่ของโลก เพราะทั้งสองประเทศนี้มีทรัพยากรทางธรรมชาติและโครงสร้างต่างๆ ที่เอื้อต่อการผลิตและการส่งออกไฮโดรเจนนั่นเอง โดยชิลีได้มีการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านไฮโดรเจนเนื่องจากทรัพยากรลมที่เหมาะสมที่สุด</p>



<p><strong>แหล่งข้อมูล</strong><br><a href="https://www.greennetworkthailand.com/%E0%B9%84%E0%B8%AE%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A3%E0%B9%80%E0%B8%88%E0%B8%99%E0%B8%AA%E0%B8%B5%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7-green-hydrogen/" target="_blank" rel="noopener"><strong>Green Network Thailand</strong></a><br><a href="https://www.thansettakij.com/sustainable/zero-carbon/563914" target="_blank" rel="noopener"><strong>ฐานเศรษฐกิจ</strong></a><br><strong>ภาพประกอบ</strong><br><a href="http://freepik.com" target="_blank" rel="noopener">Freepik</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ญี่ปุ่นปิ๊งไอเดียไฟฟ้าจากหิมะ พลังงานสะอาดสุดเซฟในเหมืองหนาว</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/%e0%b8%8d%e0%b8%b5%e0%b9%88%e0%b8%9b%e0%b8%b8%e0%b9%88%e0%b8%99%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b9%8a%e0%b8%87%e0%b9%84%e0%b8%ad%e0%b9%80%e0%b8%94%e0%b8%b5%e0%b8%a2%e0%b9%84%e0%b8%9f%e0%b8%9f%e0%b9%89%e0%b8%b2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 20 Jan 2023 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=21003</guid>

					<description><![CDATA[ระหว่างธันวาคมนี้ไปจนถึงมีนาคมปีหน้า จะได้มีการทดสอบ การผลิตกระแสไฟฟ้าจากหิมะ ในเมืองอาโอโมริ ทางภาคเหนือของญี่ปุ่น เพื่อใช้เป็นทางเลือกในการผลิตกระแสไฟฟ้าในเมืองซึ่งทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่าทั้งประหยัดและเหมาะสมกับเมืองอย่างมาก แนวคิดนี้พัฒนาขึ้นโดยอาจารย์ภาควิชาด้านไฟฟ้าของมหาวิทยาลัยโตเกียว ร่วมกับบริษัท Start-up ด้าน IT และสภาเมือง โดยจะนำหิมะที่ต้องเก็บกวาดตามหนทางในเมืองมาใส่ ใส่ลมร้อนเข้าไปจนอุณหภูมิเกิดการเปลี่ยนแปลง และอากาศหมุนเวียนกลายเป็นลม จนไปหมุนใบพัดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและสร้างกระแสไฟฟ้าออกมา นี่ถือเป็นการประหยัดงบในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้มาก เพราะได้หิมะมาจากหิมะที่ต้องกวาดทิ้งทะเลไปเฉยๆโดยไม่ไช้ประโยชน์อะไร และปริมาณไฟฟ้าผลิตที่ได้ใกล้เคียงกับที่ได้จากแผงโซลาร์เซลล์อีกด้วย ทีมคิดค้นเชื่อว่า ไฟฟ้าจากหิมะนี้จะเหมาะกับเมืองหนาวอย่าง อาโอโมริ ที่ทุกปีมีหิมะตกมาในปริมาณมาก และต้องจัดเตรียมงบก้อนใหญ่ในแต่ละปีเพื่อเก็บกวาดหิมะทิ้งไป โดยกำลังอยู่ระหว่างพัฒนาระบบกักเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้นี้ไว้ใช้ได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย สื่อญี่ปุ่นรายงานว่าทีมคิดค้นได้ความคิดในการผลิตไฟฟ้าจากหิมะ มาจากบริษัท Start-up ในยุโรปที่ผลิตไฟฟ้าจากทราย และบริษัทในญี่ปุ่นที่นำอุณหภูมิที่แตกต่างกันของน้ำพื้นผิวทะเลกับน้ำระดับที่ลึกลงไปมาใช้เป็นพลังงานผลิตกระแสไฟฟ้า พร้อมกันนี้ยังคิดว่าน่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการผลิตไฟฟ้า ในยุคที่โลกโหยหาพลังงานสะอาดเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน ตามเทรนด์ใส่ใจสิ่งแวดล้อม และเหมาะมากกับประเทศที่มีหิมะตกเป็นประจำ รวมไปถึงประเทศหนาวมีหิมะตกและกำลังประสบวิกฤตพลังงานอย่างยูเครนอีกด้วย / nikkei Source : Marketeer]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ระหว่างธันวาคมนี้ไปจนถึงมีนาคมปีหน้า จะได้มีการทดสอบ การผลิตกระแสไฟฟ้าจากหิมะ ในเมืองอาโอโมริ ทางภาคเหนือของญี่ปุ่น</p>



<p>เพื่อใช้เป็นทางเลือกในการผลิตกระแสไฟฟ้าในเมืองซึ่งทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องเห็นตรงกันว่าทั้งประหยัดและเหมาะสมกับเมืองอย่างมาก</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://i0.wp.com/marketeeronline.co/wp-content/uploads/2022/11/%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-1.jpg?resize=616%2C370&amp;ssl=1" alt="" class="wp-image-289825"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>แนวคิดนี้พัฒนาขึ้นโดยอาจารย์ภาควิชาด้านไฟฟ้าของมหาวิทยาลัยโตเกียว ร่วมกับบริษัท Start-up ด้าน IT และสภาเมือง โดยจะนำหิมะที่ต้องเก็บกวาดตามหนทางในเมืองมาใส่ ใส่ลมร้อนเข้าไปจนอุณหภูมิเกิดการเปลี่ยนแปลง</p>



<p>และอากาศหมุนเวียนกลายเป็นลม จนไปหมุนใบพัดของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าและสร้างกระแสไฟฟ้าออกมา</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://i0.wp.com/marketeeronline.co/wp-content/uploads/2022/11/%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99-4.jpg?resize=616%2C442&amp;ssl=1" alt="" class="wp-image-289827"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>นี่ถือเป็นการประหยัดงบในการผลิตกระแสไฟฟ้าได้มาก เพราะได้หิมะมาจากหิมะที่ต้องกวาดทิ้งทะเลไปเฉยๆโดยไม่ไช้ประโยชน์อะไร และปริมาณไฟฟ้าผลิตที่ได้ใกล้เคียงกับที่ได้จากแผงโซลาร์เซลล์อีกด้วย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://i0.wp.com/marketeeronline.co/wp-content/uploads/2022/11/%E0%B9%82%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%A5%E0%B8%A5%E0%B9%8C.webp?resize=616%2C411&amp;ssl=1" alt="" class="wp-image-289833"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>ทีมคิดค้นเชื่อว่า ไฟฟ้าจากหิมะนี้จะเหมาะกับเมืองหนาวอย่าง อาโอโมริ ที่ทุกปีมีหิมะตกมาในปริมาณมาก</p>



<p>และต้องจัดเตรียมงบก้อนใหญ่ในแต่ละปีเพื่อเก็บกวาดหิมะทิ้งไป โดยกำลังอยู่ระหว่างพัฒนาระบบกักเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้นี้ไว้ใช้ได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://i0.wp.com/marketeeronline.co/wp-content/uploads/2022/11/%E0%B8%97%E0%B8%A3%E0%B8%B2%E0%B8%A2.jpg?resize=616%2C336&amp;ssl=1" alt="" class="wp-image-289828"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>สื่อญี่ปุ่นรายงานว่าทีมคิดค้นได้ความคิดในการผลิตไฟฟ้าจากหิมะ มาจากบริษัท Start-up ในยุโรปที่ผลิตไฟฟ้าจากทราย และบริษัทในญี่ปุ่นที่นำอุณหภูมิที่แตกต่างกันของน้ำพื้นผิวทะเลกับน้ำระดับที่ลึกลงไปมาใช้เป็นพลังงานผลิตกระแสไฟฟ้า</p>



<p>พร้อมกันนี้ยังคิดว่าน่าจะเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการผลิตไฟฟ้า ในยุคที่โลกโหยหาพลังงานสะอาดเพื่อลดการพึ่งพาน้ำมัน ตามเทรนด์ใส่ใจสิ่งแวดล้อม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://i0.wp.com/marketeeronline.co/wp-content/uploads/2022/11/%E0%B8%A2%E0%B8%B9%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%9E%E0%B8%A2%E0%B8%9E.jpg-%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%81.webp?resize=616%2C418&amp;ssl=1" alt="" class="wp-image-289831"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>และเหมาะมากกับประเทศที่มีหิมะตกเป็นประจำ รวมไปถึงประเทศหนาวมีหิมะตกและกำลังประสบวิกฤตพลังงานอย่างยูเครนอีกด้วย / nikkei</p>



<p>Source : <a href="https://marketeeronline.co/archives/289819" target="_blank" rel="noopener">Marketeer</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;สุพัฒนพงษ์&#8221; เปิด 4 แนวทางนำไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/tea-forum-2022/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Jun 2022 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=20412</guid>

					<description><![CDATA[สุพัฒนพงษ์ เปิด 4 แนวทางนำไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ปี 2050 เดินหน้าลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลงให้เหลือน้อยกว่า 50% รวมทั้งเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่เป็นพลังงานสะอาด นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในการกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “บทสรุปทิศทางของประเทศไทยสู่ Green Energy &#38; Economy” ภายในงานสัมมนา TEA FORUM 2022 “Mission Possible: Energy Transition to the Next 2050” ว่า สำหรับแผนที่ไทยจะก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีแนวทางสำคัญ 4 ด้าน &#160;ได้แก่&#160; มีเป้าหมายที่จะลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลงให้เหลือน้อยกว่า 50% รวมทั้งเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่เป็นพลังงานสะอาด และการทำสัญญาซื้อพลังงานน้ำจากลาวเพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายระยะยาวคือการให้มีการใช้พลังงานสะอาดเป็นส่วนใหญ่ซึ่งผลิตได้ในประเทศเพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าให้มีการใช้รถอีวีมากขึ้นตามนโยบาย&#160;30@30&#160;เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากภาคการขนส่งราว 100 ล้านตันต่อปี&#160; ทั้งนี้ มาตรการส่งเสริมการใช้อีวีได้รับการตอบรับอย่างดีจากอุปสงค์ในประเทศ ซึ่งมีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมแล้วอย่างน้อย 4 บริษัท จะเป็นการสัดส่วนการผลิตรถอีวีในประเทศราว [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>สุพัฒนพงษ์ เปิด 4 แนวทางนำไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน ปี 2050 เดินหน้าลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลงให้เหลือน้อยกว่า 50% รวมทั้งเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่เป็นพลังงานสะอาด</p>



<p>นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยในการกล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “บทสรุปทิศทางของประเทศไทยสู่ Green Energy &amp; Economy” ภายในงานสัมมนา TEA FORUM 2022 “Mission Possible: Energy Transition to the Next 2050” ว่า</p>



<p>สำหรับแผนที่ไทยจะก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 โดยการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงพลังงานและกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม มีแนวทางสำคัญ 4 ด้าน &nbsp;ได้แก่&nbsp;</p>



<ul class="wp-block-list"><li>มีเป้าหมายที่จะลดสัดส่วนการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลลงให้เหลือน้อยกว่า 50% รวมทั้งเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่เป็นพลังงานสะอาด และการทำสัญญาซื้อพลังงานน้ำจากลาวเพิ่มขึ้น โดยมีเป้าหมายระยะยาวคือการให้มีการใช้พลังงานสะอาดเป็นส่วนใหญ่ซึ่งผลิตได้ในประเทศเพื่อลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล</li></ul>



<ul class="wp-block-list"><li>ส่งเสริมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า (EV) และอุตสาหกรรมแบตเตอรี่ โดยตั้งเป้าให้มีการใช้รถอีวีมากขึ้นตามนโยบาย&nbsp;30@30&nbsp;เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากภาคการขนส่งราว 100 ล้านตันต่อปี&nbsp;</li></ul>



<p>ทั้งนี้ มาตรการส่งเสริมการใช้อีวีได้รับการตอบรับอย่างดีจากอุปสงค์ในประเทศ ซึ่งมีผู้ประกอบการที่เข้าร่วมแล้วอย่างน้อย 4 บริษัท จะเป็นการสัดส่วนการผลิตรถอีวีในประเทศราว 10% ในอีก 2 ปีต่อจากนี้</p>



<ul class="wp-block-list"><li>การลดใช้พลังงานในภาคส่วนอื่นๆ อาทิ อาคารสำนักงาน ที่อยู่อาศัย ให้มีความเข้มข้นการใช้พลังงานลดลง 40% ด้วยการใช้เทคโนโลยีเซนเซอร์และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เข้ามาช่วยลดการใช้พลังงาน และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์&nbsp;</li></ul>



<p class="has-text-align-center"><img loading="lazy" decoding="async" width="900" height="900" src="https://medias.thansettakij.com/uploads/images/contents/w1024/2022/06/bIwXUZPbmTWUcgpMV58Z.webp" alt="เปิด 4 แนวทางนำไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2050"></p>



<p class="has-text-align-center">เปิด 4 แนวทางนำไทยสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนปี 2050</p>



<ul class="wp-block-list"><li>ส่งเสริมการปลูกป่าเพื่อดักจับและดูดซับคาร์บอนที่เกิดจากภาคการผลิตและอุตสาหกรรม โดยเปลี่ยนแนวคิดจากการทำ CSR ขององค์กรเอกชนเป็นโอกาสในการสร้างรายได้จากการมีคาร์บอนเครดิต นอกจากนี้ ยังมีการศึกษาเทคโนโลยีในการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ปล่อยออกมาจากภาคอุตสาหกรรมให้กลับลงสู่บ่อก๊าซธรรมชาติที่ไทยมี ซึ่งคาดว่าจะกักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 2,700 ล้านตัน</li></ul>



<p>นายสุพัฒนพงษ์ กล่าวต่อไปอีกว่า การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นทิศทางที่ปรากฏชัดในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และกลายเป็นเมกะเทรนด์โลกที่ชัดเจนขึ้นเมื่อหลายประเทศทั่วโลกต้องเผชิญกับภัยพิบัติทางธรรมชาติอย่างรุนแรงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา จากสาเหตุสำคัญคือการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ&nbsp;</p>



<p>ซึ่งไทยเองได้ประกาศจุดยืนบนเวทีโลกในการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสมัยที่ 26 (COP26) ที่เมืองกลาสโกว์ ประเทศสกอตแลนด์ เมื่อปลายปีที่ผ่าน ที่จะก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2050 เป้าหมายที่ท้าทายยิ่งขึ้นจากเดิมที่กำหนดไว้ปี 2075</p>



<p>&#8220;ไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากเป็นลำดับต้นๆ ของโลก ดังนั้นแทนที่จะต้องตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาจากทั่วโลก ไทยจึงต้องอาสาเป็นต้นแบบประเทศที่ก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นการทางคาร์บอน&#8221;</p>



<p>ขณะเดียวกันแผนการเดินหน้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนต้องเกิดขึ้นหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากประเทศที่กุมเศรษฐกิจโลกกว่า 75% ได้ทำความตกลงร่วมกันแล้วในการตั้งกติกาใหม่ให้การปลดปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์เป็นข้อจำกัดทางการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันไทยมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ประมาณ 350 ล้านตันต่อปี&nbsp;</p>



<p>Source : <a href="https://www.thansettakij.com/economy/528074?as=" target="_blank" rel="noopener">ฐานเศรษฐกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส.อ.ท.เปิดผลสำรวจหนุนไทยสู่เป้า Net Zero ท้าทายรับมือลดฟอสซิลเพิ่มพลังงานสะอาด</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/%e0%b8%aa-%e0%b8%ad-%e0%b8%97-%e0%b9%80%e0%b8%9b%e0%b8%b4%e0%b8%94%e0%b8%9c%e0%b8%a5%e0%b8%aa%e0%b8%b3%e0%b8%a3%e0%b8%a7%e0%b8%88%e0%b8%ab%e0%b8%99%e0%b8%b8%e0%b8%99%e0%b9%84%e0%b8%97%e0%b8%a2/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[support@wisetarget.net]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 Feb 2022 10:26:49 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight & Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero Carbon]]></category>
		<category><![CDATA[พลังงานสะอาด]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=19637</guid>

					<description><![CDATA[กางผลสำรวจบิ๊ก ส.อ.ท. 70.7% หนุนไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ปี ค.ศ. 2065 รับเป็นประเด็นท้าทายการปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ลดฟอสซิลและการจัดหาพลังงานสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยภาคพลังงานและขนส่งเป็นภาคสำคัญสุด กังวลมาตรการดังกล่าวดันต้นทุนพุ่ง]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[		<div data-elementor-type="wp-post" data-elementor-id="19637" class="elementor elementor-19637">
						<section class="elementor-section elementor-top-section elementor-element elementor-element-3cc799e cspt-col-stretched-none cspt-bg-color-over-image elementor-section-boxed elementor-section-height-default elementor-section-height-default" data-id="3cc799e" data-element_type="section" data-e-type="section">
						<div class="elementor-container elementor-column-gap-default">
					<div class="elementor-column elementor-col-100 elementor-top-column elementor-element elementor-element-bbcf17c cspt-bg-color-over-image" data-id="bbcf17c" data-element_type="column" data-e-type="column">
			<div class="elementor-widget-wrap elementor-element-populated">
						<div class="elementor-element elementor-element-c998de9 elementor-widget elementor-widget-text-editor" data-id="c998de9" data-element_type="widget" data-e-type="widget" data-widget_type="text-editor.default">
				<div class="elementor-widget-container">
									<p>กางผลสำรวจบิ๊ก ส.อ.ท. 70.7% หนุนไทยก้าวสู่เป้าหมาย Net Zero ปี ค.ศ. 2065 รับเป็นประเด็นท้าทายการปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ลดฟอสซิลและการจัดหาพลังงานสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการ โดยภาคพลังงานและขนส่งเป็นภาคสำคัญสุด กังวลมาตรการดังกล่าวดันต้นทุนพุ่ง</p><p><strong>นายวิรัตน์ เอื้อนฤมิต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 13</strong> ในเดือนธันวาคม 2564 ภายใต้หัวข้อ “พร้อมหรือไม่? กับเป้าหมาย Net Zero” พบว่า ผู้บริหาร ส.อ.ท.เห็นด้วยกับเป้าหมายของประเทศไทยในการมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ภายในปี ค.ศ. 2050 (พ.ศ. 2593) และการบรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emission) ภายในปี ค.ศ. 2065 (พ.ศ. 2608) โดยมองว่าการปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานและการจัดหาพลังงานสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการ เพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล จะเป็นประเด็นท้าทายของประเทศไทยในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ซึ่งภาคอุตสาหกรรมจะต้องปรับตัวเพื่อแสวงหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ภายใต้ระเบียบวิธีการที่มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศ เพื่อให้เกิดการใช้กลไกตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตอย่างมีประสิทธิภาพ</p><p>สำหรับรายละเอียดจากการสำรวจผู้บริหาร ส.อ.ท. (CEO Survey) จำนวน 160 ท่าน ครอบคลุมผู้บริหารจาก 45 กลุ่มอุตสาหกรรม และ 76 สภาอุตสาหกรรมจังหวัด มีสรุปผลการสำรวจ FTI Poll ครั้งที่ 13 จำนวน 7 คำถาม ดังนี้</p><p><img loading="lazy" decoding="async" class="aligncenter wp-image-19663 size-large" src="http://energy-uat.wisecampaigns.com/wp-content/uploads/2022/02/net-zero-infographic-703x1024.jpg" alt="" width="703" height="1024" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/02/net-zero-infographic-703x1024.jpg 703w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/02/net-zero-infographic-206x300.jpg 206w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/02/net-zero-infographic-768x1119.jpg 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/02/net-zero-infographic-1054x1536.jpg 1054w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/02/net-zero-infographic-770x1122.jpg 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/02/net-zero-infographic.jpg 1200w" sizes="(max-width: 703px) 100vw, 703px" /></p><p><strong>1. ภาคอุตสาหกรรมมีความเห็นอย่างไรกับเป้าหมายของประเทศ ในการเป็น Carbon Neutrality ภายในปี 2050 (พ.ศ. 2593) และ Net Zero ภายในปี 2065 (พ.ศ. 2608)</strong></p><ul><li>อันดับที่ 1 : เห็นด้วย 70.7%</li><li>อันดับที่ 2 : ควรขยายเป้าหมายออกไปอีก 5-10 ปี 16.2%</li><li>อันดับที่ 3 : ควรปรับเป้าหมายให้เร็วขึ้น 13.1%</li></ul><p><strong>2. ภาคอุตสาหกรรมมีความพร้อมในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตหรือไม่ เพื่อสนับสนุนการมุ่งสู่ Carbon Neutrality </strong></p><ul><li>อันดับที่ 1 : อยู่ระหว่างศึกษา คิดเป็น72.5%</li><li>อันดับที่ 2 : มีความพร้อมดำเนินการได้ทันที 17.5%</li><li>อันดับที่ 3 : ยังไม่มีความพร้อม 10.0%</li></ul><p><strong>3. ปัจจัยใดจะช่วยส่งเสริมให้กลไกตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตและแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตให้มีประสิทธิภาพ เพื่อสนับสนุนการเป็น Carbon Neutrality</strong></p><ul><li>อันดับที่ 1 : ระเบียบวิธีการที่มีความเหมาะสมกับบริบทของประเทศ 73% และไม่ซับซ้อน</li><li>อันดับที่ 2 : มาตรการหรือสิทธิประโยชน์เพื่อส่งเสริมตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต 72.5% เช่น มาตรการด้านการเงิน</li><li>อันดับที่ 3 : การพัฒนากลไกตลาดและมาตรฐานการซื้อขายคาร์บอนเครดิต 68.1% ของประเทศให้เป็นที่ยอมรับระดับสากล</li><li>อันดับที่ 4 : ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการอยู่ในระดับที่เหมาะสม 66.9%</li></ul><p><strong>4. ประเด็นท้าทายของไทยในการบรรลุเป้าหมาย Net Zero</strong></p><ul><li>อันดับที่ 1 : การปรับโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน และการจัดหา 75.0% พลังงานสะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการเพื่อลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล</li><li>อันดับที่ 2 : นโยบาย กฎระเบียบ และมาตรการจูงใจที่สนับสนุน 72.5% การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG)</li><li>อันดับที่ 3 : เทคโนโลยี/นวัตกรรมคาร์บอนต่ำ รวมทั้งเทคโนโลยีกักเก็บ 66.9% และการนำคาร์บอนไปใช้ประโยชน์ (CCUS) ที่มีราคาเหมาะสม</li><li>อันดับที่ 4 : การสร้างจิตสำนึกและความตระหนักของผู้บริโภคเพื่อให้ความสำคัญ 62.5% กับผลิตภัณฑ์/บริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม</li></ul><p><strong>5. ภาคส่วนใดที่มีส่วนสำคัญที่สุดในการทำให้ประเทศไทยบรรลุเป้าหมาย Net Zero</strong></p><ul><li>อันดับที่ 1 : ภาคพลังงานและขนส่ง 50.0%</li><li>อันดับที่ 2 : ภาคกระบวนการอุตสาหกรรมและการใช้ผลิตภัณฑ์ 29.4%</li><li>อันดับที่ 3 : ภาคการจัดการของเสีย 11.3%</li><li>อันดับที่ 4 : ภาคเกษตรกรรม 9.3%</li></ul><p><strong>6. ภาคอุตสาหกรรมจะต้องปรับตัวมากน้อยเพียงใดจากเป้าหมาย Net Zero</strong></p><ul><li>อันดับที่ 1 : ต้องปรับตัวเพราะเป็นโอกาสทางธุรกิจ 55.0%</li><li>อันดับที่ 2 : ต้องปรับตัวบ้าง 24.4%</li><li>อันดับที่ 3 : ต้องปรับตัวอย่างมากเพราะได้รับผลกระทบโดยตรง 20.6%</li></ul><p><strong>7. ภาคอุตสาหกรรมมีความกังวลต่อการปฏิบัติตามมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในเรื่องใด</strong></p><ul><li>อันดับที่ 1 : กฎระเบียบใหม่ๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ 68.8%</li><li>อันดับที่ 2 : ต้นทุนทางการเงินในการปรับปรุงกระบวนการผลิต 68.8% เพื่อลดการปล่อย GHG และราคาพลังงานทดแทนอาจสูงขึ้น</li><li>อันดับที่ 3 : มาตรการและกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ 59.4% เช่น CBAM, การติดฉลากคาร์บอน</li><li>อันดับที่ 4 : มาตรฐานการคำนวณและรับรองคาร์บอนเครดิตที่มีความแตกต่างกัน 51.2%</li></ul>								</div>
				</div>
					</div>
		</div>
					</div>
		</section>
				</div>
		]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
