<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>บางจาก &#8211; คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<atom:link href="https://energy-thaichamber.org/tag/%e0%b8%9a%e0%b8%b2%e0%b8%87%e0%b8%88%e0%b8%b2%e0%b8%81/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<description>Energy Thai Chamber</description>
	<lastBuildDate>Sun, 06 Nov 2022 14:08:24 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/03/cropped-favorite-icon-32x32.png</url>
	<title>บางจาก &#8211; คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ไฮโดรเจน-กักเก็บคาร์บอน กุญแจบรรลุเป้าหมาย“เน็ตซีโร่”</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/energy-security-and-carbon-sequestration/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 09 Nov 2022 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[Net Zero]]></category>
		<category><![CDATA[บางจาก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=20796</guid>

					<description><![CDATA[กลุ่มบางจากจัดสัมมนาประจำปีครั้งที่ 12 “Energy Security and Carbon Sequestration” เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2565 โดยมีภาคธุรกิจจากต่างประเทศร่วมนำเสนอทิศทางเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ โมจี&#160;คาริมี&#160;ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร&#160;บริษัท&#160;Cemvita Factory&#160;กล่าวในหัวข้อ&#160;“Gold Hydrogen: Key to Net Zero Economy”&#160;ว่า&#160;การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมในอนาคตอยู่บนพื้นฐานสำคัญ&#160;3&#160;ประการ&#160;ได้แก่&#160;1.กระบวนการสกัดทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนที่ลดการเกิดคาร์บอนฟุตปริ้นส์&#160;และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 2.กระบวนการผลิตปิโตรเคมีและเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&#160;3.การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด&#160;ซึ่งเชื่อว่าไฮโดรเจนสีทองจะเป็นหนึ่งในโซลูชันที่ตอบโจทย์ข้างต้น สำหรับนิยามของไฮโดรเจนสีทองเป็นการผลิตไฮโดรเจนด้วยเทคโนโลยีทางชีวภาพ&#160;ผ่านการใช้จุลินทรีย์ใต้ผิวดินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในบ่อน้ำมันและแก๊สธรรมชาติที่ว่างเปล่าและถูกทิ้งร้าง&#160;โดยนักวิทยาศาสตร์ของ&#160;Cemvita&#160;พบว่าจุลินทรีย์ใต้ผิวดินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติใช้คาร์บอนที่มีอยู่ในเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก&#160;และปล่อยไฮโดรเจนได้&#160;20-50&#160;ตันต่อพื้นที่&#160;โดยจากการทดลองในห้องปฏิบัติการได้เพิ่มประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ขึ้น&#160;6&#160;เท่าครึ่งของอัตราที่จําเป็นในการผลิตไฮโดรเจนที่&#160;1&#160;ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม&#160;ซึ่งถือเป็นการผลิตไฮโดรเจนที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในปัจจุบัน ก่อนหน้านี้การผลิตไฮโดรเจนโดยไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ ไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น ลม พลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังน้ำ โดยจากการศึกษาล่าสุด ขนาดตลาดไฮโดรเจนสีเขียวทั่วโลกมีมูลค่า 0.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2020 เติบโตที่ CAGR 54.7% จากปี 2021 ถึง 2028 และคาดว่าจะสูงถึง 9.8 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2028 อย่างไรก็ตาม&#160;การผลิตไฮโดรเจนสีเขียวนั้นใช้พลังงานมากและมีราคาแพง&#160;ตามรายงานจาก&#160;S&#38;P Global Commodity Insights&#160;ต้นทุนของไฮโดรเจนอิเล็กโทรไลต์จากพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงถึง&#160;16.80&#160;ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม สำหรับแผนการลงทุนระยะต่อไป Cemvita จะใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมของอุตสาหกรรมบ่อน้ำมันและก๊าซที่หมดลงหลายพันบ่อเพื่อผลิตไฮโดรเจนราคาถูก สะอาด และปราศจากคาร์บอน และเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน โรเบิร์ต&#160;โดบริค&#160;ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร&#160;บริษัท&#160;สตาร์&#160;ปิโตรเลียม&#160;รีไฟน์นิ่ง&#160;จำกัด&#160;(มหาชน)&#160;กล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนว่า&#160;ทุกวันนี้&#160;ความต้องการใช้พลังงานไม่มีทางลดลง&#160;ประชากรโลกเพิ่มต่อเนื่อง&#160;ทำให้ต้องมองหาแนวทางการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ&#160;และลดการปล่อยคาร์บอน&#160;ซึ่งทางเชฟรอนได้สำรวจแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้มากถึง&#160;10%&#160;โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือคาร์บอนเป็นศูนย์&#160;มองหาแหล่งหมุนเวียนที่เชื่อถือได้&#160;และปล่อยคาร์บอนต่ำ เชฟรอนได้ค้นพบเทคโนโลยี&#160;Carbon Capture Utilization and Storage (CCUS)&#160;ในการดักจับ&#160;ใช้ประโยชน์&#160;และการกักเก็บคาร์บอน&#160;เพื่อทำควบคู่กับการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ&#160;เพราะเราเชื่อว่า&#160;ไม่มีวิธีการอย่างเดียวที่ได้ผลทั้งหมด สำหรับการกักเก็บคาร์บอนจะเป็นกุญแจสำหรับที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลได้ชัด&#160;และเทคโนโลยีก็เป็นปัจจัยสำคัญเชื่อมต่อโอกาสกับการค้นพบแหล่งพลังงานที่ยั่งยืน&#160;ถ้ารัฐมีนโยบายที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนทั้งระบบ&#160;เชื่อว่า&#160;การลดปล่อยคาร์บอนก็จะมีประสิทธิภาพ “CCUS&#160;เป็นเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน&#160;กักเก็บคาร์บอน&#160;และอัดคาร์บอน&#160;เป็นก้อนฝั่งไว้ในชั้นใต้ดินที่รอบรับได้หลายล้านตัน&#160;นี่จะเป็นโซลูชันในรุ่นเรา&#160;เชื่อว่าคนรุ่นต่อไปก็จะพัฒนาเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าขึ้นอีกในอนาคต”&#160;โดบริค “เชฟรอน&#160;ใช้เทคโนโลยีการดักจับ&#160;การใช้ประโยชน์&#160;และการกักเก็บคาร์บอน&#160;หรือ&#160;CCUS&#160;ลงใต้ดินเพื่อคืนสู่ธรรมชาติ&#160;นี่จะเป็นกุญแจสำคัญของบริษัท&#160;นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในปี&#160;2030”&#160;นายโดบิค&#160;กล่าว อนิรุทธ์&#160;ชามา&#160;ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอบริษัทคาร์บอนคลีนโซลูชัน&#160;และสตาร์ตอัปชั้นนำของสหราชอาณาจักร&#160;กล่าวในหัวข้อ Innovating CO2 Recovery Technology&#160;ว่า&#160;ความท้าทายในปัจจุบันคือ&#160;การดักจับคาร์บอนที่มีอยู่มหาศาล&#160;เราต้องการเทคโนโลยี&#160;แต่ตอนนี้ราคายังแพงอยู่&#160;ขณะที่เราต้องการดักจับคาร์บอนให้ได้&#160;5,000&#160;ล้านตันภายในปี&#160;ค.ศ.2050&#160;ที่จะทำให้อุณหภูมิโลกไม่สูงเพิ่มขึ้น&#160;1.5&#160;องศา&#160;ตามความตกลงปารีส ขณะนี้บริษัทคาร์บอนคลีน&#160;49&#160;แห่งทั่วโลกดำเนินงานอยู่ในอินเดีย&#160;บราซิล&#160;และหลายประเทศในยุโรปอย่างอังกฤษ&#160;และสเปนดักจับคาร์บอนแล้ว&#160;1,000&#160;ล้านตัน&#160;และมีเป้าหมายดักจับคาร์บอนให้ได้อีก&#160;1,000&#160;ล้านตันใน&#160;ค.ศ.2030 กระบวนการดักจับคาร์บอนมีมานานแล้วตั้งแต่&#160;ค.ศ.2009&#160;ในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ&#160;เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆจะมีการพัฒนาวิธีการดักจับคาร์บอนที่มุ่งลดค่าใช้จ่ายอาทิ&#160;สารละลายคาร์บอนที่ช่วยลดลง&#160;20&#160;เท่าและลดการใช้พลังงานลดลงถึง&#160;30% “เทคโนโลยี&#160;CycloneCC&#160;ของบริษัทคาร์บอนคลีน&#160;เป็นโซลูชันดักจับคาร์บอนดีกว่าแบบเดิมถึงสิบเท่า&#160;และจะช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจได้มากถึง&#160;50%&#160;โดยเทคโนฯนี้จะสนับสนุนเป้าหมายเราในการดักจับคาร์บอนให้ได้&#160;5,000&#160;ล้านต้นในปี2050”&#160;อนิรุทธ์กล่าว ฟลอร่า&#160;จี่&#160;ชิง&#160;รองประธานฝ่าย&#160;Nature-Based Solutions&#160;ของบริษัทเชลล์&#160;กล่าวในหัวข้อ&#160;“Nature-Based Solutions: Shell”&#160;ว่า&#160;การปรับเปลี่ยนระบบบริหารจัดการพลังงานให้ตอบโจทย์กับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมมีความจำเป็นต้องให้ประชาชนร่วมรับมือกับความท้าทายด้วยกัน&#160;ซึ่งบริษัทเชลล์กำหนดเป้าหมายเน็ตซีโร่ในปี&#160;2050&#160;ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำถึงปลายน้ำ&#160;โดยการดำเนินงาน&#160;85%ของบริษัทได้คำนึงถึงการปรับสัดส่วนการใช้พลังงานที่มุ่งพลังงานสะอาดมากขึ้น&#160;เช่นพลังงานน้ำ&#160;แสงอาทิตย์&#160;และลม เชลล์ต้องการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมน้ำมันให้ได้&#160;1&#160;ล้านตันเพื่อบรรลุเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์&#160;ค.ศ.2030&#160;รวมถึงลดปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติให้น้อยลงด้วย ถ้าพูดถึงการดำเนินงานในเอเชีย&#160;อย่างในประเทศจีนได้มีโครงการ&#160;“ClimateBreathe”&#160;ทำงานร่วมกับประชาชนและชุมชนเพื่อปลูกต้นไม้คืนลมหายใจให้ผืนป่า&#160;เช่นเดียวกับที่ฟิลิปปินส์ได้รณรงค์ปลูกป่ารวมกัน&#160;6,250&#160;ไร่&#160;ขณะที่ออสเตรเลียได้ทำงานร่วมกับชาวสวน&#160;ในการใช้เทคโนโลยี Nature-Based Solutions&#160;หรือ&#160;NBS&#160;เพื่อดักจับคาร์บอนแล้วนำไปฝั่งเก็บใต้ดินรวมกันมากกว่า&#160;60,000&#160;ไร่ “เหตุใดต้องทำงานร่วมกับธรรมชาติ&#160;Shell&#160;ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยี&#160;Nature-Based [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>กลุ่มบางจากจัดสัมมนาประจำปีครั้งที่ 12 “Energy Security and Carbon Sequestration” เมื่อวันที่ 2 พ.ย.2565 โดยมีภาคธุรกิจจากต่างประเทศร่วมนำเสนอทิศทางเทคโนโลยีที่จะขับเคลื่อนสังคมคาร์บอนต่ำ</p>



<p><strong>โมจี&nbsp;คาริมี&nbsp;ผู้ร่วมก่อตั้งและผู้บริหาร&nbsp;บริษัท&nbsp;Cemvita Factory</strong>&nbsp;กล่าวในหัวข้อ&nbsp;“Gold Hydrogen: Key to Net Zero Economy”&nbsp;ว่า&nbsp;การขับเคลื่อนภาคอุตสาหกรรมในอนาคตอยู่บนพื้นฐานสำคัญ&nbsp;3&nbsp;ประการ&nbsp;ได้แก่&nbsp;1.กระบวนการสกัดทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืนที่ลดการเกิดคาร์บอนฟุตปริ้นส์&nbsp;และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 2.กระบวนการผลิตปิโตรเคมีและเชื้อเพลิงที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม&nbsp;3.การส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด&nbsp;ซึ่งเชื่อว่าไฮโดรเจนสีทองจะเป็นหนึ่งในโซลูชันที่ตอบโจทย์ข้างต้น</p>



<p>สำหรับนิยามของไฮโดรเจนสีทองเป็นการผลิตไฮโดรเจนด้วยเทคโนโลยีทางชีวภาพ&nbsp;ผ่านการใช้จุลินทรีย์ใต้ผิวดินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติในบ่อน้ำมันและแก๊สธรรมชาติที่ว่างเปล่าและถูกทิ้งร้าง&nbsp;โดยนักวิทยาศาสตร์ของ&nbsp;Cemvita&nbsp;พบว่าจุลินทรีย์ใต้ผิวดินที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติใช้คาร์บอนที่มีอยู่ในเชื้อเพลิงฟอสซิลเป็นหลัก&nbsp;และปล่อยไฮโดรเจนได้&nbsp;20-50&nbsp;ตันต่อพื้นที่&nbsp;โดยจากการทดลองในห้องปฏิบัติการได้เพิ่มประสิทธิภาพของจุลินทรีย์ขึ้น&nbsp;6&nbsp;เท่าครึ่งของอัตราที่จําเป็นในการผลิตไฮโดรเจนที่&nbsp;1&nbsp;ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม&nbsp;<strong>ซึ่งถือเป็นการผลิตไฮโดรเจนที่มีต้นทุนต่ำที่สุดในปัจจุบัน</strong></p>



<p>ก่อนหน้านี้การผลิตไฮโดรเจนโดยไม่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือ ไฮโดรเจนสีเขียว ซึ่งผลิตจากแหล่งพลังงานหมุนเวียน เช่น ลม พลังงานแสงอาทิตย์ หรือพลังน้ำ โดยจากการศึกษาล่าสุด ขนาดตลาดไฮโดรเจนสีเขียวทั่วโลกมีมูลค่า 0.3 พันล้านดอลลาร์ในปี 2020 เติบโตที่ CAGR 54.7% จากปี 2021 ถึง 2028 และคาดว่าจะสูงถึง 9.8 พันล้านดอลลาร์ภายในปี 2028</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large is-resized"><img fetchpriority="high" decoding="async" src="https://www.energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/11/image-1-1024x683.png" alt="" class="wp-image-20798" width="840" height="560" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/11/image-1-1024x683.png 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/11/image-1-300x200.png 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/11/image-1-768x512.png 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/11/image-1-770x513.png 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/11/image-1.png 1536w" sizes="(max-width: 840px) 100vw, 840px" /></figure>
</div>


<p>อย่างไรก็ตาม&nbsp;การผลิตไฮโดรเจนสีเขียวนั้นใช้พลังงานมากและมีราคาแพง&nbsp;ตามรายงานจาก&nbsp;S&amp;P Global Commodity Insights&nbsp;ต้นทุนของไฮโดรเจนอิเล็กโทรไลต์จากพลังงานหมุนเวียนพุ่งสูงถึง&nbsp;16.80&nbsp;ดอลลาร์ต่อกิโลกรัม</p>



<p>สำหรับแผนการลงทุนระยะต่อไป Cemvita จะใช้โครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่เดิมของอุตสาหกรรมบ่อน้ำมันและก๊าซที่หมดลงหลายพันบ่อเพื่อผลิตไฮโดรเจนราคาถูก สะอาด และปราศจากคาร์บอน และเชื่อว่าเทคโนโลยีนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงด้านพลังงาน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="683" src="https://www.energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/11/image-1024x683.png" alt="" class="wp-image-20797" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/11/image-1024x683.png 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/11/image-300x200.png 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/11/image-768x512.png 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/11/image-770x513.png 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/11/image.png 1536w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p><strong>โรเบิร์ต&nbsp;โดบริค&nbsp;ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร&nbsp;บริษัท&nbsp;สตาร์&nbsp;ปิโตรเลียม&nbsp;รีไฟน์นิ่ง&nbsp;จำกัด&nbsp;(มหาชน)&nbsp;</strong>กล่าวถึงการใช้เทคโนโลยีการดักจับคาร์บอนว่า&nbsp;ทุกวันนี้&nbsp;ความต้องการใช้พลังงานไม่มีทางลดลง&nbsp;ประชากรโลกเพิ่มต่อเนื่อง&nbsp;ทำให้ต้องมองหาแนวทางการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ&nbsp;และลดการปล่อยคาร์บอน&nbsp;ซึ่งทางเชฟรอนได้สำรวจแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานได้มากถึง&nbsp;10%&nbsp;โดยมีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือคาร์บอนเป็นศูนย์&nbsp;มองหาแหล่งหมุนเวียนที่เชื่อถือได้&nbsp;และปล่อยคาร์บอนต่ำ</p>



<p>เชฟรอนได้ค้นพบเทคโนโลยี&nbsp;Carbon Capture Utilization and Storage (CCUS)&nbsp;ในการดักจับ&nbsp;ใช้ประโยชน์&nbsp;และการกักเก็บคาร์บอน&nbsp;เพื่อทำควบคู่กับการใช้พลังงานที่มีประสิทธิภาพ&nbsp;เพราะเราเชื่อว่า&nbsp;ไม่มีวิธีการอย่างเดียวที่ได้ผลทั้งหมด</p>



<p>สำหรับการกักเก็บคาร์บอนจะเป็นกุญแจสำหรับที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เห็นผลได้ชัด&nbsp;และเทคโนโลยีก็เป็นปัจจัยสำคัญเชื่อมต่อโอกาสกับการค้นพบแหล่งพลังงานที่ยั่งยืน&nbsp;ถ้ารัฐมีนโยบายที่เอื้อต่อการขับเคลื่อนทั้งระบบ&nbsp;เชื่อว่า&nbsp;การลดปล่อยคาร์บอนก็จะมีประสิทธิภาพ</p>



<p>“CCUS&nbsp;เป็นเทคโนโลยีการดักจับคาร์บอน&nbsp;กักเก็บคาร์บอน&nbsp;และอัดคาร์บอน&nbsp;เป็นก้อนฝั่งไว้ในชั้นใต้ดินที่รอบรับได้หลายล้านตัน&nbsp;นี่จะเป็นโซลูชันในรุ่นเรา&nbsp;เชื่อว่าคนรุ่นต่อไปก็จะพัฒนาเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าขึ้นอีกในอนาคต”&nbsp;โดบริค</p>



<p>“เชฟรอน&nbsp;ใช้เทคโนโลยีการดักจับ&nbsp;การใช้ประโยชน์&nbsp;และการกักเก็บคาร์บอน&nbsp;หรือ&nbsp;CCUS&nbsp;ลงใต้ดินเพื่อคืนสู่ธรรมชาติ&nbsp;นี่จะเป็นกุญแจสำคัญของบริษัท&nbsp;นำไปสู่การบรรลุเป้าหมายในปี&nbsp;2030”&nbsp;นายโดบิค&nbsp;กล่าว</p>



<p><strong>อนิรุทธ์&nbsp;ชามา&nbsp;ผู้ร่วมก่อตั้งและซีอีโอบริษัทคาร์บอนคลีนโซลูชัน</strong>&nbsp;และสตาร์ตอัปชั้นนำของสหราชอาณาจักร&nbsp;กล่าวในหัวข้อ Innovating CO2 Recovery Technology&nbsp;ว่า&nbsp;ความท้าทายในปัจจุบันคือ&nbsp;การดักจับคาร์บอนที่มีอยู่มหาศาล&nbsp;เราต้องการเทคโนโลยี&nbsp;แต่ตอนนี้ราคายังแพงอยู่&nbsp;ขณะที่เราต้องการดักจับคาร์บอนให้ได้&nbsp;5,000&nbsp;ล้านตันภายในปี&nbsp;ค.ศ.2050&nbsp;ที่จะทำให้อุณหภูมิโลกไม่สูงเพิ่มขึ้น&nbsp;1.5&nbsp;องศา&nbsp;ตามความตกลงปารีส</p>



<p>ขณะนี้บริษัทคาร์บอนคลีน&nbsp;49&nbsp;แห่งทั่วโลกดำเนินงานอยู่ในอินเดีย&nbsp;บราซิล&nbsp;และหลายประเทศในยุโรปอย่างอังกฤษ&nbsp;และสเปนดักจับคาร์บอนแล้ว&nbsp;1,000&nbsp;ล้านตัน&nbsp;และมีเป้าหมายดักจับคาร์บอนให้ได้อีก&nbsp;1,000&nbsp;ล้านตันใน&nbsp;ค.ศ.2030</p>



<p>กระบวนการดักจับคาร์บอนมีมานานแล้วตั้งแต่&nbsp;ค.ศ.2009&nbsp;ในอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ&nbsp;เมื่อมีเทคโนโลยีใหม่ๆจะมีการพัฒนาวิธีการดักจับคาร์บอนที่มุ่งลดค่าใช้จ่ายอาทิ&nbsp;สารละลายคาร์บอนที่ช่วยลดลง&nbsp;20&nbsp;เท่าและลดการใช้พลังงานลดลงถึง&nbsp;30%</p>



<p>“เทคโนโลยี&nbsp;CycloneCC&nbsp;ของบริษัทคาร์บอนคลีน&nbsp;เป็นโซลูชันดักจับคาร์บอนดีกว่าแบบเดิมถึงสิบเท่า&nbsp;และจะช่วยลดต้นทุนทางเศรษฐกิจได้มากถึง&nbsp;50%&nbsp;โดยเทคโนฯนี้จะสนับสนุนเป้าหมายเราในการดักจับคาร์บอนให้ได้&nbsp;5,000&nbsp;ล้านต้นในปี2050”&nbsp;อนิรุทธ์กล่าว</p>



<p><strong>ฟลอร่า&nbsp;จี่&nbsp;ชิง&nbsp;รองประธานฝ่าย&nbsp;Nature-Based Solutions&nbsp;ของบริษัทเชลล์</strong>&nbsp;กล่าวในหัวข้อ&nbsp;“Nature-Based Solutions: Shell”&nbsp;ว่า&nbsp;การปรับเปลี่ยนระบบบริหารจัดการพลังงานให้ตอบโจทย์กับสภาพแวดล้อมที่เสื่อมโทรมมีความจำเป็นต้องให้ประชาชนร่วมรับมือกับความท้าทายด้วยกัน&nbsp;ซึ่งบริษัทเชลล์กำหนดเป้าหมายเน็ตซีโร่ในปี&nbsp;2050&nbsp;ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำถึงปลายน้ำ&nbsp;โดยการดำเนินงาน&nbsp;85%ของบริษัทได้คำนึงถึงการปรับสัดส่วนการใช้พลังงานที่มุ่งพลังงานสะอาดมากขึ้น&nbsp;เช่นพลังงานน้ำ&nbsp;แสงอาทิตย์&nbsp;และลม</p>



<p>เชลล์ต้องการลดคาร์บอนในอุตสาหกรรมน้ำมันให้ได้&nbsp;1&nbsp;ล้านตันเพื่อบรรลุเป้าหมายคาร์บอนเป็นศูนย์&nbsp;ค.ศ.2030&nbsp;รวมถึงลดปล่อยคาร์บอนในอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติให้น้อยลงด้วย</p>



<p>ถ้าพูดถึงการดำเนินงานในเอเชีย&nbsp;อย่างในประเทศจีนได้มีโครงการ&nbsp;“ClimateBreathe”&nbsp;ทำงานร่วมกับประชาชนและชุมชนเพื่อปลูกต้นไม้คืนลมหายใจให้ผืนป่า&nbsp;เช่นเดียวกับที่ฟิลิปปินส์ได้รณรงค์ปลูกป่ารวมกัน&nbsp;6,250&nbsp;ไร่&nbsp;ขณะที่ออสเตรเลียได้ทำงานร่วมกับชาวสวน&nbsp;ในการใช้เทคโนโลยี Nature-Based Solutions&nbsp;หรือ&nbsp;NBS&nbsp;เพื่อดักจับคาร์บอนแล้วนำไปฝั่งเก็บใต้ดินรวมกันมากกว่า&nbsp;60,000&nbsp;ไร่</p>



<p>“เหตุใดต้องทำงานร่วมกับธรรมชาติ&nbsp;Shell&nbsp;ประสบความสำเร็จในการใช้เทคโนโลยี&nbsp;Nature-Based Solutions&nbsp;หรือ&nbsp;NBS&nbsp;ในผลการศึกษาทางวิทยาศาสตร์พบว่า&nbsp;ช่วยลดคาร์บอนได้ถึง&nbsp;30%&nbsp;ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของความตกลงปารีส&nbsp;ในปี 2030”&nbsp;นางชิงกล่าว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2022/11/cImkjwSnk9O03TyfteHa.webp" alt="ไฮโดรเจน-กักเก็บคาร์บอน กุญแจบรรลุเป้าหมาย“เน็ตซีโร่”"/></figure>
</div>


<p>“อาเซียน” ศูนย์กลางเปลี่ยนผ่านพลังงาน</p>



<p><strong>โรแบรโต้&nbsp;บาคคา&nbsp;ประธานด้านพลังงานและผลิตภัณฑ์แห่งอนาคตและกรรมการบริหารสภาเศรษฐกิจโลก&nbsp;(WEF)&nbsp;</strong>กล่าวในหัวข้อ&nbsp;“Global Energy Outlook and Energy Transition”&nbsp;ว่า&nbsp;มี&nbsp;3&nbsp;ประเด็นสำคัญที่&nbsp;WEF&nbsp;ต้องการแบ่งปัน&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;1.มุมมองระบบพลังงานและการเปลี่ยนผ่านพลังงานในปัจจุบัน&nbsp;2.สามเหลี่ยมพลังงาน&nbsp;3.&nbsp;บริบทด้านพลังงานที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน</p>



<p>สำหรับประเด็นแรก&nbsp;การทำความเข้าใจในระบบพลังงาน&nbsp;ซึ่งแบ่งออกเป็น&nbsp;3&nbsp;ส่วนประกอบคือ&nbsp;อุปทาน&nbsp;การส่ง&nbsp;และอุปสงค์&nbsp;โดยส่วนสำคัญที่ใช้สำหรับการวางแผนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน&nbsp;คือ&nbsp;“อุปสงค์”&nbsp;ซึ่งต้องคาดการณ์ว่าในอนาคตความต้องการพลังงานจะมาจากกลุ่มไหนเป็นหลัก</p>



<p>ทั้งนี้&nbsp;รายงานของ&nbsp;WEF&nbsp;ระบุว่า&nbsp;ความต้องการพลังงานในอนาคตจะมาจากการใช้ชีวิตในเมือง&nbsp;กระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรม&nbsp;และการเดินทาง&nbsp;โดยเฉพาะกลุ่มเศรษฐกิจใหม่&nbsp;ซึ่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นศูนย์กลางขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน</p>



<p>“ในปัจจุบันและทิศทางอนาคตของระบบพลังงานทั่วโลกกำลังเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่าน&nbsp;โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จะเป็นเครื่องยนต์หลักในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลก&nbsp;ซึ่งจะทำให้ภูมิภาคนี้มีความต้องการพลังงานที่จะเติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ”</p>



<p>ทั้งนี้&nbsp;การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานต้องการปัจจัยสนับสนุน&nbsp;ประกอบด้วย&nbsp;การพัฒนาเทคโนโลยี&nbsp;การกำหนดนโยบายที่ชัดเจนการวางแผนการเงิน&nbsp;การค้นคว้าวิจัยด้านวัตถุดิบและทรัพยากร&nbsp;การปฏิวัติโมเดลธุรกิจเพื่อการเติบโตทางกำไรในบริบทการทำธุรกิจใหม่</p>



<p>และสุดท้ายที่จะเป็นกลไกหลัก&nbsp;คือ&nbsp;การสร้างโมเดลความร่วมมือใหม่ในทุกระดับและทุกภาคส่วน&nbsp;ตั้งแต่บริษัท&nbsp;ภาคอุตสาหกรรม&nbsp;ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย&nbsp;ภาครัฐและความร่วมมือในระดับประเทศ&nbsp;เพื่อขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม</p>



<p>ประเด็นที่สอง&nbsp;คอนเซปต์สามเหลี่ยมพลังงาน&nbsp;สะท้อนคุณลักษณะการใช้ประโยชน์จากพลังงาน&nbsp;ได้แก่&nbsp;การสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจ&nbsp;การสร้างความมั่นคงทางพลังงาน&nbsp;และการใช้พลังงานยั่งยืน&nbsp;ซึ่งต้องให้นำหนักทั้งสามมิติ</p>



<p>ประเด็นสุดท้าย&nbsp;บริบททางสังคมในปัจจุบันที่กำลังเผชิญกับการปรับสมดุลของมหาอำนาจในโลก&nbsp;ซึ่งกระทบการปรับเปลี่ยนสมดุลพลังงาน&nbsp;อีกทั้งสถานการร์ดังกล่าวยังนำไปสู่&nbsp;“วิกฤติพลังงาน”&nbsp;</p>



<p>ทั้งนี้&nbsp;จากรายงานดัชนีการเปลี่ยนผ่านพลังงานของโลกโดย&nbsp;WEF&nbsp;เผยว่า&nbsp;ภายในปี&nbsp;2030&nbsp;ต้องเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานครั้งใหญ่ทั่วโลก&nbsp;ทำให้ในวันนี้การเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงสำคัญมากเพื่อให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจโลกยังเติบโตได้</p>



<p>Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/environment/1035881" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>บางจากฯขับเคลื่อนเกาะหมาก Low Carbon Destination แห่งแรกของไทย</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/low-carbon-destination/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Mon, 11 Apr 2022 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[Low Carbon Destination]]></category>
		<category><![CDATA[บางจาก]]></category>
		<category><![CDATA[เกาะหมาก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=20152</guid>

					<description><![CDATA[บางจากฯ ลงพื้นที่ร่วมกับ คณะประมง มก. ร่วมหนุน อพท. ขับเคลื่อนเกาะหมาก Low Carbon Destination แห่งแรกของไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางกลอยตา ณ ถลาง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี ฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ นายสุธารักษ์ สุนทรวิภาต ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษ 3 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ร่วมลงพื้นที่ประสานความร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่ตำบลเกาะหมาก อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด เพื่อศึกษาโอกาสในการสนับสนุนการพัฒนาเกาะหมากให้เป็น Low Carbon Destination แห่งแรกของทะเลไทย ครอบคลุมกิจกรรมทั้งบนบกและในทะเล มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นแหล่งท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ เบื้องต้น บางจากฯ ให้การสนับสนุนคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำการศึกษาการใช้แหล่งหญ้าทะเลเพื่อช่วยในการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกในแนวปะการังบริเวณเกาะหมากและเกาะกระดาด จังหวัดตราด ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนผ่านระบบนิเวศทางธรรมชาติทางทะเล (Blue Carbon) [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<h3 class="wp-block-heading">บางจากฯ ลงพื้นที่ร่วมกับ คณะประมง มก. ร่วมหนุน อพท. ขับเคลื่อนเกาะหมาก Low Carbon Destination แห่งแรกของไทย</h3>



<p>ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางกลอยตา ณ ถลาง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานบริหารภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดี ฝ่ายกิจการพิเศษ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ นายสุธารักษ์ สุนทรวิภาต ผู้จัดการสำนักงานพื้นที่พิเศษ 3 องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ร่วมลงพื้นที่ประสานความร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่ตำบลเกาะหมาก อำเภอเกาะกูด จังหวัดตราด เพื่อศึกษาโอกาสในการสนับสนุนการพัฒนาเกาะหมากให้เป็น Low Carbon Destination แห่งแรกของทะเลไทย ครอบคลุมกิจกรรมทั้งบนบกและในทะเล มุ่งสู่เป้าหมายการเป็นแหล่งท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ</p>



<p>เบื้องต้น บางจากฯ ให้การสนับสนุนคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ทำการศึกษาการใช้แหล่งหญ้าทะเลเพื่อช่วยในการกักเก็บก๊าซเรือนกระจกในแนวปะการังบริเวณเกาะหมากและเกาะกระดาด จังหวัดตราด ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเพิ่มศักยภาพในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนผ่านระบบนิเวศทางธรรมชาติทางทะเล (Blue Carbon) รอบพื้นที่เกาะหมาก และจากการลงพื้นที่เมื่อเร็ว ๆ นี้ ได้หารือความร่วมมือกับชุมชนในพื้นที่ผ่านวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกาะหมาก รวมถึงจะมีการทำงานร่วมกับ อบต. เกาะหมาก</p>



<p>ทุกฝ่ายมีเป้าหมายเดียวกันในการสร้างความยั่งยืนและมุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อดูแลสภาพแวดล้อมทั้งบนบกและในทะเล ผ่านภารกิจและกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียนในการผลิตกระแสไฟฟ้า การส่งเสริมการใช้ยานพาหนะพลังงานสะอาด การจัดการขยะ การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในทะเลด้วยโครงการอนุรักษ์ฟื้นฟูปะการัง ตลอดจนการฟื้นฟูแหล่งหญ้าทะเลในแนวปะการังบริเวณเกาะหมาก เป็นต้น</p>



<p>ทั้งนี้ การสนับสนุนการศึกษา Blue Carbon ของแหล่งหญ้าทะเลในแนวปะการังภาคตะวันออกและการร่วมดำเนินงานเพื่อพัฒนาเกาะหมากเป็น Low Carbon Destination นั้นช่วยตอกย้ำยุทธศาสตร์ของกลุ่มบางจากฯ ที่กำลังมุ่งหน้าสู่เป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ (Net Zero GHG Emissions) ภายในปี 2050 โดยมีเป้าหมายแรกคือความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) ในปี 2030</p>



<p>Source : <a href="https://www.matichon.co.th/economy/news_3271514" target="_blank" rel="noopener">มติชนออนไลน์</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
