<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?><rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>คาร์บอนเครดิต &#8211; คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<atom:link href="https://energy-thaichamber.org/tag/%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b9%8c%e0%b8%9a%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b9%80%e0%b8%84%e0%b8%a3%e0%b8%94%e0%b8%b4%e0%b8%95/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<description>Energy Thai Chamber</description>
	<lastBuildDate>Thu, 03 Jul 2025 08:05:03 +0000</lastBuildDate>
	<language>en-US</language>
	<sy:updatePeriod>
	hourly	</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>
	1	</sy:updateFrequency>
	<generator>https://wordpress.org/?v=6.9.4</generator>

<image>
	<url>https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2022/03/cropped-favorite-icon-32x32.png</url>
	<title>คาร์บอนเครดิต &#8211; คณะกรรมการพลังงานหอการค้าไทย</title>
	<link>https://energy-thaichamber.org</link>
	<width>32</width>
	<height>32</height>
</image> 
	<item>
		<title>ปลูกป่าสร้างเงิน ขายคาร์บอนเครดิต สร้างรายได้แบบยั่งยืน อัปเดต 2025</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/carbon-credit-2025/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 04 Jul 2025 02:02:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight & Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[การปลูกป่า]]></category>
		<category><![CDATA[การลงทุนเพื่อสิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ขายคาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ปลูกต้นไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ลดโลกร้อน]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://energy-thaichamber.org/?p=24837</guid>

					<description><![CDATA[ในยุคที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ โครงการและมาตรการต่างๆ จึงถูกผลักดันขึ้นมาเพื่อลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้ หนึ่งในแนวทางที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่จับตามองคือ &#8220;การปลูกป่าและการอนุรักษ์ป่าไม้&#8221; ไม่ใช่แค่เพื่อช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรง แต่ยังสามารถสร้าง &#8220;คาร์บอนเครดิต&#8221; ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ในตลาดคาร์บอน บทความนี้จะเล่าถึงเรื่องของ &#8220;ปลูกต้นไม้ขายคาร์บอนเครดิต&#8221; ในประเทศไทย อัปเดตข้อมูลล่าสุดในปี 2025 โดยเน้นไปที่ขั้นตอน กระบวนการ ประโยชน์ที่ได้รับ รวมถึงความท้าทายที่อาจพบเจอ เพื่อให้ผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร เจ้าของที่ดิน หรือองค์กรต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้และสร้างโอกาสใหม่ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน คาร์บอนเครดิตคืออะไร เข้าใจพื้นฐานก่อนเริ่มต้น ก่อนจะลงมือปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต เรามาทำความเข้าใจพื้นฐานของ &#8220;คาร์บอนเครดิต&#8221; กันก่อน คาร์บอนเครดิตคือ ใบอนุญาตที่แสดงสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (หรือเทียบเท่าก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ) ออกสู่บรรยากาศในปริมาณ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e) วัตถุประสงค์หลักของคาร์บอนเครดิตคือ ประเภทของตลาดคาร์บอนเครดิต โดยทั่วไป ตลาดคาร์บอนเครดิตแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ ในประเทศไทย ตลาดคาร์บอนเครดิตส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปแบบของตลาดภาคสมัครใจ โดยมี &#8220;โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER)&#8221; เป็นกลไกหลักที่สำคัญ T-VER คืออะไร มาตรฐานสำคัญในการขายคาร์บอนเครดิตป่าไม้ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ในยุคที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ โครงการและมาตรการต่างๆ จึงถูกผลักดันขึ้นมาเพื่อลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้ หนึ่งในแนวทางที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่จับตามองคือ &#8220;การปลูกป่าและการอนุรักษ์ป่าไม้&#8221; ไม่ใช่แค่เพื่อช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรง แต่ยังสามารถสร้าง &#8220;คาร์บอนเครดิต&#8221; ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ในตลาดคาร์บอน</p>



<p>บทความนี้จะเล่าถึงเรื่องของ &#8220;ปลูกต้นไม้ขายคาร์บอนเครดิต&#8221; ในประเทศไทย อัปเดตข้อมูลล่าสุดในปี 2025 โดยเน้นไปที่ขั้นตอน กระบวนการ ประโยชน์ที่ได้รับ รวมถึงความท้าทายที่อาจพบเจอ เพื่อให้ผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร เจ้าของที่ดิน หรือองค์กรต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้และสร้างโอกาสใหม่ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน</p>



<h3 class="wp-block-heading">คาร์บอนเครดิตคืออะไร เข้าใจพื้นฐานก่อนเริ่มต้น</h3>



<p>ก่อนจะลงมือปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต เรามาทำความเข้าใจพื้นฐานของ &#8220;คาร์บอนเครดิต&#8221; กันก่อน คาร์บอนเครดิตคือ ใบอนุญาตที่แสดงสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (หรือเทียบเท่าก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ) ออกสู่บรรยากาศในปริมาณ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img fetchpriority="high" decoding="async" width="1024" height="596" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc1-1024x596.webp" alt="" class="wp-image-24838" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc1-1024x596.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc1-300x175.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc1-768x447.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc1-770x448.webp 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc1.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p><strong>วัตถุประสงค์หลักของคาร์บอนเครดิตคือ</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</strong> โดยส่งเสริมให้องค์กรหรือประเทศที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สามารถทำได้โดยการลงทุนในโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซหรือเพิ่มการดูดซับก๊าซเหล่านั้น</li>



<li><strong>สร้างกลไกทางการตลาด</strong> เพื่อให้เกิดการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการลงทุนในโครงการลดก๊าซเรือนกระจก</li>
</ul>



<p><strong>ประเภทของตลาดคาร์บอนเครดิต</strong></p>



<p>โดยทั่วไป ตลาดคาร์บอนเครดิตแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ</p>



<ol start="1" class="wp-block-list">
<li><strong>ตลาดภาคบังคับ (Compliance Market)</strong> เป็นตลาดที่เกิดจากข้อกำหนดทางกฎหมายหรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เช่น พิธีสารเกียวโต หรือระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องลดการปล่อยก๊าซหรือซื้อคาร์บอนเครดิตมาหักลบ</li>



<li><strong>ตลาดภาคสมัครใจ (Voluntary Market)</strong> เป็นตลาดที่เกิดขึ้นโดยความสมัครใจขององค์กรหรือบุคคลที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) ซึ่งโครงการปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิตมักจะอยู่ในตลาดประเภทนี้</li>
</ol>



<p>ในประเทศไทย ตลาดคาร์บอนเครดิตส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปแบบของตลาดภาคสมัครใจ โดยมี &#8220;โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER)&#8221; เป็นกลไกหลักที่สำคัญ</p>



<h3 class="wp-block-heading">T-VER คืออะไร มาตรฐานสำคัญในการขายคาร์บอนเครดิตป่าไม้</h3>



<p>โครงการ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction) คือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ที่พัฒนาโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. T-VER มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนของประเทศไทยมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาตลาดคาร์บอนภายในประเทศ</p>



<p><strong>คุณสมบัติเด่นของ T-VER ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกป่า</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ความยืดหยุ่นสูง</strong> สามารถดำเนินโครงการได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นโครงการพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การจัดการของเสีย การเกษตร และแน่นอน การปลูกป่าและการฟื้นฟูป่าไม้</li>



<li><strong>สร้างความน่าเชื่อถือ</strong> T-VER มีกระบวนการตรวจสอบและรับรองที่เข้มงวดตามมาตรฐานสากล ทำให้คาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจากโครงการ T-VER มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับ</li>



<li><strong>สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน</strong> นอกจากประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว โครงการ T-VER ยังส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ร่วมอื่นๆ เช่น การสร้างงาน การพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ</li>
</ul>



<p>สำหรับโครงการปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิต T-VER มีระเบียบวิธีที่เฉพาะเจาะจง (Methodology) สำหรับการคำนวณการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของต้นไม้ ซึ่งจะใช้ในการกำหนดปริมาณคาร์บอนเครดิตที่จะได้รับ</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="559" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc2-1024x559.webp" alt="" class="wp-image-24839" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc2-1024x559.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc2-300x164.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc2-768x419.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc2-770x420.webp 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc2.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ขั้นตอนการปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต อัปเดตล่าสุด 2025</h3>



<p>การปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิตไม่ใช่แค่การนำต้นไม้ลงดิน แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการวางแผน การดำเนินการ และการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้</p>



<p><strong>1. การศึกษาและเตรียมความพร้อม (Feasibility Study &amp; Preparation)</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ศึกษาข้อมูลและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง</strong> ทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐาน T-VER โดยเฉพาะระเบียบวิธีที่เกี่ยวข้องกับการปลูกป่า (AFOLU – Agriculture, Forestry, and Other Land Use) รวมถึงเกณฑ์คุณสมบัติของพื้นที่และชนิดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม</li>



<li><strong>สำรวจพื้นที่</strong> ประเมินศักยภาพของพื้นที่ที่ต้องการปลูกป่า เช่น ขนาดพื้นที่ ชนิดของดิน สภาพภูมิอากาศ และปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้</li>



<li><strong>กำหนดชนิดพันธุ์ไม้</strong> เลือกชนิดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และมีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนได้ดี โดยพิจารณาทั้งไม้พื้นเมืองและไม้เศรษฐกิจ (ที่ได้รับอนุญาต)</li>



<li><strong>คำนวณศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนเบื้องต้น</strong> ประเมินปริมาณคาร์บอนที่คาดว่าจะกักเก็บได้ในระยะเวลาโครงการ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ</li>



<li><strong>จัดทำแผนการดำเนินโครงการ</strong> ระบุเป้าหมาย ระยะเวลา งบประมาณ และทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการดำเนินโครงการ</li>



<li><strong>ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ</strong> หากไม่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาด้านคาร์บอนเครดิต เพื่อขอคำแนะนำ</li>
</ul>



<p><strong>2. การขึ้นทะเบียนโครงการ (Project Registration)</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ยื่นข้อเสนอโครงการ (Project Idea Note &#8211; PIN)</strong> จัดทำเอกสารเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการและยื่นต่อ อบก. เพื่อขอรับการพิจารณาเบื้องต้น</li>



<li><strong>จัดทำเอกสารประกอบโครงการ (Project Design Document &#8211; PDD)</strong> เป็นเอกสารที่รวบรวมรายละเอียดของโครงการอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลพื้นฐานของโครงการ สถานที่ดำเนินการ ชนิดพันธุ์ไม้ที่ใช้ แผนการปลูกและบำรุงรักษา วิธีการคำนวณปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก (ตามระเบียบวิธี T-VER ที่เลือกใช้) แผนการเฝ้าระวังและติดตามผลกระทบ รวมถึงการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย</li>



<li><strong>ตรวจสอบและรับรองโครงการ (Validation)</strong> PDD ที่จัดทำขึ้นจะต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองโดยผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการรับรองจาก อบก. เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการเป็นไปตามมาตรฐาน T-VER</li>
</ul>



<p><strong>3. การดำเนินโครงการและเฝ้าระวัง (Implementation &amp; Monitoring)</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้</strong> ดำเนินการปลูกต้นไม้ตามแผนที่วางไว้ รวมถึงการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เช่น การรดน้ำ ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช และการป้องกันศัตรูพืช เพื่อให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดีที่สุด</li>



<li><strong>เก็บข้อมูลและเฝ้าระวัง</strong> ติดตามและบันทึกข้อมูลที่จำเป็นอย่างสม่ำเสมอ เช่น อัตราการรอดตายของต้นไม้ การเจริญเติบโตของต้นไม้ (ความสูง เส้นผ่าศูนย์กลาง) ข้อมูลสภาพอากาศ และกิจกรรมการบำรุงรักษาอื่นๆ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการคำนวณปริมาณคาร์บอนเครดิต</li>



<li><strong>จัดทำรายงานการติดตามผล (Monitoring Report)</strong> รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการเฝ้าระวังและจัดทำเป็นรายงานตามที่ อบก. กำหนด</li>
</ul>



<p><strong>4. การทวนสอบและการออกคาร์บอนเครดิต (Verification &amp; Issuance)</strong></p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ทวนสอบ (Verification)</strong> รายงานการติดตามผลจะต้องได้รับการทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการรับรองจาก อบก. อีกครั้ง เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลและการคำนวณปริมาณการกักเก็บคาร์บอน</li>



<li><strong>ยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิต</strong> หลังจากผ่านกระบวนการทวนสอบแล้ว โครงการจะยื่นคำขอรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตกับ อบก.</li>



<li><strong>ออกคาร์บอนเครดิต</strong> เมื่อ อบก. ตรวจสอบและอนุมัติ จะออกใบรับรองคาร์บอนเครดิต (T-VER Credits) ให้แก่โครงการ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สามารถนำไปซื้อขายได้</li>
</ul>



<p><strong>ตารางที่ 1 ภาพรวมขั้นตอนการปลูกต้นไม้ขายคาร์บอนเครดิต</strong></p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><thead><tr><td>ขั้นตอน</td><td>รายละเอียดสำคัญ</td><td>หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</td></tr></thead><tbody><tr><td><strong>1. ศึกษาและเตรียมความพร้อม</strong></td><td>สำรวจพื้นที่, เลือกชนิดไม้, จัดทำแผนโครงการ, คำนวณศักยภาพเบื้องต้น, ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ</td><td>อบก. (ข้อมูลระเบียบวิธี), ผู้เชี่ยวชาญ/ที่ปรึกษา</td></tr><tr><td><strong>2. ขึ้นทะเบียนโครงการ</strong></td><td>ยื่นข้อเสนอ (PIN), จัดทำเอกสาร (PDD), ตรวจสอบรับรอง (Validation) โดยผู้ประเมินภายนอก</td><td>อบก., ผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการรับรอง</td></tr><tr><td><strong>3. ดำเนินโครงการและเฝ้าระวัง</strong></td><td>ปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้, เก็บข้อมูลการเจริญเติบโต, จัดทำรายงานการติดตามผล</td><td>เจ้าของโครงการ/ผู้ดำเนินโครงการ</td></tr><tr><td><strong>4. ทวนสอบและออกคาร์บอนเครดิต</strong></td><td>ทวนสอบ (Verification) โดยผู้ประเมินภายนอก, ยื่นขอรับรอง, ออกคาร์บอนเครดิต</td><td>อบก., ผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการรับรอง</td></tr></tbody></table></figure>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img decoding="async" width="1024" height="597" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc3-1024x597.webp" alt="" class="wp-image-24840" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc3-1024x597.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc3-300x175.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc3-768x448.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc3-770x449.webp 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc3.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">ประโยชน์ของการปลูกต้นไม้ขายคาร์บอนเครดิต ไม่ใช่แค่เงิน แต่ได้มากกว่า</h3>



<p>การเข้าร่วมโครงการปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต ไม่ได้ให้ผลตอบแทนเพียงแค่ในรูปตัวเงินจากการขายเครดิตเท่านั้น แต่ยังสร้างประโยชน์ในหลายมิติ ดังนี้</p>



<ol start="1" class="wp-block-list">
<li><strong>ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ</strong>
<ul class="wp-block-list">
<li><strong>สร้างรายได้</strong> เป็นช่องทางในการสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับเจ้าของที่ดิน เกษตรกร หรือชุมชน จากการขายคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้น</li>



<li><strong>เพิ่มมูลค่าที่ดิน</strong> พื้นที่ที่มีการปลูกป่าอย่างยั่งยืนเพื่อคาร์บอนเครดิต อาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาว</li>



<li><strong>ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน</strong> อาจมีการจ้างงานในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการปลูก การบำรุงรักษา และการเก็บเกี่ยว (หากเป็นป่าเศรษฐกิจที่ได้รับอนุญาตให้ตัดได้หลังสิ้นสุดโครงการ)</li>



<li><strong>เข้าถึงแหล่งเงินทุน</strong> โครงการที่มุ่งลดก๊าซเรือนกระจกอาจมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐ หรือองค์กรที่สนับสนุนการลงทุนสีเขียว</li>
</ul>
</li>



<li><strong>ประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อม</strong>
<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ลดก๊าซเรือนกระจก</strong> ต้นไม้ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกหลัก ลดภาวะโลกร้อน</li>



<li><strong>เพิ่มพื้นที่สีเขียว</strong> ขยายพื้นที่ป่าไม้ ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ</li>



<li><strong>อนุรักษ์ดินและน้ำ</strong> รากต้นไม้ช่วยยึดเกาะหน้าดิน ป้องกันการพังทลายของดิน และช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดิน</li>



<li><strong>ลดอุณหภูมิและมลพิษ</strong> ป่าไม้ช่วยลดอุณหภูมิบริเวณรอบข้าง และช่วยกรองอากาศ ดูดซับฝุ่นละออง</li>
</ul>
</li>



<li><strong>ประโยชน์ทางสังคม</strong>
<ul class="wp-block-list">
<li><strong>สร้างความตระหนัก</strong> ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจและความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมในการแก้ไข</li>



<li><strong>พัฒนาชุมชน</strong> หากเป็นโครงการที่ดำเนินงานร่วมกับชุมชน จะช่วยสร้างความเข้มแข็งและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น</li>



<li><strong>สร้างภาพลักษณ์ที่ดี</strong> สำหรับองค์กร การเข้าร่วมโครงการนี้เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร</li>
</ul>
</li>
</ol>



<h3 class="wp-block-heading">ความท้าทายและข้อควรพิจารณา</h3>



<p>แม้ว่าการปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิตจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีความท้าทายและข้อควรพิจารณาที่สำคัญ ดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>ระยะเวลาคืนทุนที่ยาวนาน</strong> การปลูกป่าต้องใช้เวลานานกว่าต้นไม้จะเติบโตและกักเก็บคาร์บอนได้ในปริมาณมากพอที่จะสร้างรายได้ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี หรือหลายสิบปี ทำให้ต้องมีการวางแผนทางการเงินที่ดี</li>



<li><strong>ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น</strong> มีค่าใช้จ่ายในการเตรียมพื้นที่ ค่ากล้าไม้ ค่าปลูก ค่าบำรุงรักษา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนโครงการ ค่าประเมิน และค่าทวนสอบ ซึ่งอาจสูงในระยะแรก</li>



<li><strong>ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ</strong> โครงการอาจได้รับผลกระทบจากไฟป่า ศัตรูพืช โรคระบาด หรือภัยธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้ต้นไม้เสียหายและส่งผลต่อปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บได้</li>



<li><strong>ความผันผวนของราคาคาร์บอนเครดิต</strong> ราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดภาคสมัครใจมีความผันผวน ขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน</li>



<li><strong>ความรู้ความเข้าใจ</strong> ผู้ดำเนินโครงการจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการ กฎระเบียบ และการจัดการป่าไม้ที่ถูกต้อง</li>



<li><strong>การถือครองที่ดิน</strong> ที่ดินที่ใช้ดำเนินโครงการต้องมีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องชัดเจน และต้องไม่เป็นพื้นที่ป่าสงวนหรือพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมาย</li>



<li><strong>การตรวจสอบและติดตาม</strong> ต้องมีการตรวจสอบและติดตามผลอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการเป็นไปตามแผนและสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้อย่างถูกต้อง</li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="596" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc4-1024x596.webp" alt="" class="wp-image-24841" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc4-1024x596.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc4-300x175.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc4-768x447.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc4-770x448.webp 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc4.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">อัปเดตล่าสุด 2025 แนวโน้มและโอกาสในตลาดคาร์บอนเครดิตป่าไม้ไทย</h3>



<p>ในปี 2025 ตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคป่าไม้ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ด้วยปัจจัยสนับสนุนหลายประการ</p>



<ul class="wp-block-list">
<li><strong>นโยบายภาครัฐที่ชัดเจน</strong> รัฐบาลไทยยังคงให้ความสำคัญกับการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้กรอบข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) และเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emission ซึ่งส่งผลให้เกิดการสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการภาคป่าไม้</li>



<li><strong>ความตระหนักของภาคเอกชน</strong> บริษัทและองค์กรต่างๆ มีความตระหนักในเรื่อง ESG (Environmental, Social, and Governance) มากขึ้น และต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง (Carbon Offsetting) ซึ่งสร้างความต้องการในตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ</li>



<li><strong>การพัฒนามาตรฐานและแพลตฟอร์ม</strong> อบก. ยังคงพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐาน T-VER ให้มีความน่าเชื่อถือและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่สะดวกและโปร่งใสยิ่งขึ้น</li>



<li><strong>เทคโนโลยีที่เข้ามาช่วย</strong> การนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (GIS), ภาพถ่ายดาวเทียม, และโดรน มาใช้ในการติดตามและประเมินการเจริญเติบโตของป่าไม้ ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บข้อมูล ทำให้การทำโครงการง่ายขึ้น</li>



<li><strong>ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ</strong> ประเทศไทยมีการร่วมมือกับองค์กรและหน่วยงานระหว่างประเทศในการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความเชี่ยวชาญเพิ่มเติม</li>
</ul>



<p><strong>ตารางที่ 2 ตัวอย่างชนิดพันธุ์ไม้ที่แนะนำสำหรับการปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิต (อ้างอิงจากข้อมูล อบก. และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง)</strong></p>



<figure class="wp-block-table"><table class="has-fixed-layout"><thead><tr><td>กลุ่มชนิดไม้</td><td>ตัวอย่างชนิดพันธุ์ไม้</td><td>ลักษณะเด่น/ประโยชน์</td></tr></thead><tbody><tr><td><strong>ไม้โตเร็ว</strong></td><td>สะเดา, ยูคาลิปตัส (ควรพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่และผลกระทบ), กระถินณรงค์, กระถินเทพารักษ์</td><td>โตเร็ว ดูดซับคาร์บอนได้เร็วในระยะแรก เหมาะสำหรับการสร้างมวลชีวภาพในเวลาอันสั้น</td></tr><tr><td><strong>ไม้เศรษฐกิจ/ป่าฟื้นฟู</strong></td><td>สัก, พะยูง, ประดู่, แดง, มะค่าโมง, ยางนา, ตะเคียนทอง</td><td>มีมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว (ไม้มีค่า), กักเก็บคาร์บอนได้ดีเมื่อโตเต็มที่, เหมาะสำหรับการฟื้นฟูป่าในพื้นที่เสื่อมโทรม</td></tr><tr><td><strong>ไม้ผล/ไม้ยืนต้นผสมผสาน</strong></td><td>มะม่วง, ทุเรียน, ลำไย, เงาะ, มังคุด (หากเหมาะสมกับพื้นที่)</td><td>สร้างรายได้จากผลผลิตควบคู่ไปกับการกักเก็บคาร์บอน, ส่งเสริมเกษตรวนเกษตร</td></tr></tbody></table></figure>



<p><strong>ข้อควรเน้นย้ำ:</strong> การเลือกชนิดพันธุ์ไม้ควรพิจารณาความเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ดิน และสภาพภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก และควรเน้นไม้พื้นเมืองเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศดั้งเดิม</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><img loading="lazy" decoding="async" width="1024" height="548" src="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc5-1024x548.webp" alt="" class="wp-image-24842" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc5-1024x548.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc5-300x161.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc5-768x411.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc5-770x412.webp 770w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2025/07/cc5.webp 1200w" sizes="(max-width: 1024px) 100vw, 1024px" /></figure>
</div>


<p></p>



<h3 class="wp-block-heading">สรุป ปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิต ทางเลือกเพื่อความยั่งยืน</h3>



<p>การปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต ถือเป็นโอกาสทองในยุคปัจจุบันและอนาคต ที่จะผสานรวมประโยชน์ทางเศรษฐกิจเข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว แม้จะมีกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้ความมุ่งมั่นในระยะยาว แต่ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ ความตระหนักของภาคเอกชน และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วย ทำให้การเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตเป็นไปได้ง่ายขึ้น</p>



<p>สำหรับผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่ดิน เกษตรกร ชุมชน หรือองค์กรต่างๆ การเริ่มต้นศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และการวางแผนที่รอบคอบ จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ การปลูกต้นไม้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงทุนเพื่อสร้างรายได้ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของโลกใบนี้ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดโลกร้อน สร้างอากาศบริสุทธิ์ และสร้างเศรษฐกิจสีเขียวไปพร้อมกัน</p>



<p></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ถังขยะเปียกลดโลกร้อน เปลี่ยนขยะเป็นคาร์บอนเครดิต</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/trash-carbon-credit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 07 Jul 2023 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight & Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<category><![CDATA[ถังขยะเปียก]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=21647</guid>

					<description><![CDATA[โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน เป็นโครงการของกระทรวงมหาดไทย โดยได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งขับเคลื่อนโครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน ตามแนวทางและแผนปฏิบัติการที่กำหนด โดยให้มีการจัดทำแผนการดำเนินงานในพื้นที่ และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ความเข้าใจ สร้างความตระหนักและความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในการคัดแยกขยะเศษอาหารหรือขยะเปียกในครัวเรือน เพื่อช่วยลดขยะที่ต้นทาง ลดภาระทางงบประมาณของท้องถิ่นในการจัดการขยะ และยังช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก พร้อมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามแผนปฏิบัติการเพื่อเตรียมรับการทวนสอบจากผู้ประเมินภายนอก (Validation and verification Body :VVB) ในขั้นตอนการรับรองคาร์บอนเครดิต ทั้งนี้ โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นโครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสามารถนำมารับรองคาร์บอนเครดิตได้ โดยมีระยะเวลาการรับรองคาร์บอนเครดิตตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 – 30 มิถุนายน 2569 โดยการคัดแยกขยะเปียกสามารถช่วยลดโลกร้อนได้ และยังแปลงให้กายเป็นคาร์บอนเครดิต ราคาตันละ 260 บาท เป็นทุนกลับคืนสู่หมู่บ้านและชุมชน มีธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้ซื้อ ซึ่งขณะนี้โครงการถังขยะเปียกลดโรคร้อน มีการเริ่มทำที่ 4 จังหวัดต้นแบบ ได้แก่ ลำพูน เลย สมุทรสงคราม และอำนาจเจริญ และจะมีการขยายโครงการอื่นๆ ไปอีกราวๆ 22 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปลี่ยนขยะเปียกให้กลายเป็นคาร์บอนเครดิตได้ในระดับ 2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซค์ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน เป็นโครงการของกระทรวงมหาดไทย โดยได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งขับเคลื่อนโครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน ตามแนวทางและแผนปฏิบัติการที่กำหนด โดยให้มีการจัดทำแผนการดำเนินงานในพื้นที่ และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ความเข้าใจ สร้างความตระหนักและความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในการคัดแยกขยะเศษอาหารหรือขยะเปียกในครัวเรือน เพื่อช่วยลดขยะที่ต้นทาง ลดภาระทางงบประมาณของท้องถิ่นในการจัดการขยะ และยังช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก พร้อมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามแผนปฏิบัติการเพื่อเตรียมรับการทวนสอบจากผู้ประเมินภายนอก (Validation and verification Body :VVB) ในขั้นตอนการรับรองคาร์บอนเครดิต</p>



<p>ทั้งนี้ โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นโครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสามารถนำมารับรองคาร์บอนเครดิตได้ โดยมีระยะเวลาการรับรองคาร์บอนเครดิตตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 – 30 มิถุนายน 2569</p>



<p>โดยการคัดแยกขยะเปียกสามารถช่วยลดโลกร้อนได้ และยังแปลงให้กายเป็นคาร์บอนเครดิต ราคาตันละ 260 บาท เป็นทุนกลับคืนสู่หมู่บ้านและชุมชน มีธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้ซื้อ ซึ่งขณะนี้โครงการถังขยะเปียกลดโรคร้อน มีการเริ่มทำที่ 4 จังหวัดต้นแบบ ได้แก่ ลำพูน เลย สมุทรสงคราม และอำนาจเจริญ และจะมีการขยายโครงการอื่นๆ ไปอีกราวๆ 22 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปลี่ยนขยะเปียกให้กลายเป็นคาร์บอนเครดิตได้ในระดับ 2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซค์ ซึ่งโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากทางภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาช่วยรับรองระเบียบวิธีการวิจัย ในการบริหารจัดการ และส่งต่อให้ทาง องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) คิดเป็นค่าคาร์บอนเครดิตออกมา</p>



<h2 class="wp-block-heading">ประโยชน์ของถังขยะเปียก ลดโลกร้อน</h2>



<ol class="wp-block-list">
<li>การจัดการขยะเศษอาหารลดปริมาณขยะต้นทางและทำให้เกิดสุขอนามัยที่ดี </li>



<li>ลดการปนเปื้อนของขยะเปียกกับเศษวัสดุและของเหลือใช้อื่นๆ ทำให้สะอาดและสะดวกต่อการคัดแยก ไปจนถึงลดปริมาณขยะในชุมชน </li>



<li>เพิ่มรายได้จากการแยกขยะที่ไม่ปนเปื้อนออกไปขายที่ธนาคารขยะ </li>



<li>ลดภาระทางงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเก็บขนและบริหารจัดการขยะ ทำให้สามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในด้านอื่นๆ ที่มีความจำเป็นมากกว่า </li>



<li>ได้สารบำรุงดินหรือปุ๋ยหมักไว้ใช้ในครัวเรือน ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้มีพืชผักที่ปลอดภัยไว้รับประทานในครัวเรือน ลดรายจ่ายหรือสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง </li>



<li>ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) สู่ชั้นบรรยากาศจากการจัดการขยะต้นทางจนลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกในการจัดการปลายทางที่หลุมฝังกลบและ </li>



<li>มีรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจกลับคืนสู่ท้องถิ่น</li>
</ol>



<h2 class="wp-block-heading">วิธีทำถังขยะเปียก ลดโลกร้อน</h2>



<p>สำหรับวิธีทำถังขยะเปียก ลดโลกร้อนนั้น ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก เทคนิคอยู่ที่การดัดแปลงถังขยะแบบเดิม แล้วนำไปฝังดิน </p>



<ol class="wp-block-list">
<li>เตรียมถังที่เหลือใช้ที่มีฝาปิด จากนั้นให้ทำการตัดก้นถังออกไป</li>



<li>นำถังขยะไปฝังดินที่มีความลึกประมาณ 2 ใน 3 ของถัง โดยให้ก้นถังอยู่เหนือจากก้นหลุมประมาณ 30 เซนติเมตร</li>



<li>นำเศษอาหารเทใส่ถังแล้วปิดฝา</li>



<li>เมื่อนำเศษอาหารใส่ลงไป ควรจะกวดเศษอาหารทุกครั้งเพื่อเพิ่มอากาศภายในถัง</li>



<li>เมื่อปริมาณเศษอาหารเต็มถัง ให้ดึงถังออก แล้วนำดินมากลบหลุมให้เรียบร้อย</li>



<li>ดึงถังออกแล้วย้ายไปฝังยังจุดอื่นๆ แล้วทำแบบเดียวกันต่อไป</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="800" height="600" src="https://www.energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/c73JfWCThu13019.jpg" alt="" class="wp-image-21650" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/c73JfWCThu13019.jpg 800w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/c73JfWCThu13019-300x225.jpg 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/c73JfWCThu13019-768x576.jpg 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/c73JfWCThu13019-770x578.jpg 770w" sizes="(max-width: 800px) 100vw, 800px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p>กรณีที่มีกลิ่นเหม็น อาจจะใช้น้ำหมัก EM เติมเข้าไปเพื่อลดกลิ่น และช่วยเรื่องของการย่อยสลายได้ และเมื่อใส่ขยะแล้วอย่าลืมปิดฝาให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันกลิ่มเหม็น และสัตว์มาคุ้ยเขี่ยเศษอาหารภายในถัง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full is-resized"><img loading="lazy" decoding="async" src="https://www.energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/bg-step.jpg" alt="" class="wp-image-21648" width="830" height="610" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/bg-step.jpg 830w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/bg-step-300x220.jpg 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/bg-step-768x564.jpg 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/bg-step-770x566.jpg 770w" sizes="(max-width: 830px) 100vw, 830px" /><figcaption class="wp-element-caption">ภาพจาก : องค์การบริหารส่วนตำบลคลองยาง</figcaption></figure>
</div>


<p>ขยะที่นำมาใช้ประโยชน์ได้มีอะไรบ้าง</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>ปลา เนื้อสัตว์ต่างๆ</li>



<li>กระดูก เปลือก และกระดองของสัตว์</li>



<li>ผัก ผลไม้ เมล็ดผลไม้</li>



<li>เศษอาหารสด เศษเปลือกไข่</li>



<li>กากกาแฟ </li>



<li>มูลสัตว์</li>
</ul>



<p>และขยะที่ไม่ควรนำมาแปรรูปมีดังนี้</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>กิ่งไม้ และใบไม้</li>



<li>กระดาษ </li>



<li>เศษผ้าต่างๆ</li>



<li>โลหะ </li>



<li>พลาสติก</li>



<li>เศษกระจก</li>



<li>น้ำมัน</li>



<li>ยาฆ่าเชื้อ</li>



<li>สารฟอกขาว</li>



<li>ผักที่มีความแข็ง เช่น แกนข้าวโพด เป็นต้น</li>
</ul>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1264" height="1788" src="https://www.energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/img_1668401228.webp" alt="" class="wp-image-21649" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/img_1668401228.webp 1264w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/img_1668401228-212x300.webp 212w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/img_1668401228-724x1024.webp 724w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/img_1668401228-768x1086.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/img_1668401228-1086x1536.webp 1086w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/07/img_1668401228-770x1089.webp 770w" sizes="(max-width: 1264px) 100vw, 1264px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p>ขอบคุณภาพประกอบ : <a href="https://www.paknamlangsuan.go.th" target="_blank" rel="noopener">เทศบาลตำบลปากน้ำหลังสวน</a> / <a href="https://www.saimunmuni.go.th" target="_blank" rel="noopener">เทศบาลตำบลทรายมูล</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คาร์บอนเครดิตคืออะไร? ทำไมใครๆ ก็ให้ความสนใจ</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/what-is-carbon-credit/</link>
					<comments>https://energy-thaichamber.org/what-is-carbon-credit/#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Fri, 14 Apr 2023 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight & Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=21244</guid>

					<description><![CDATA[คาร์บอนเครดิตคืออะไร เป็นคำถามที่เราได้ยินกันบ่อยมากในช่วงนี้ รวมถึงข่าวสารต่างๆ ที่มีการพูดถึงคาร์บอนเครดิตกันอย่างต่อเนื่อง วันนี้ทางคณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย จะพาทุกคนมารู้จักกับคาร์บอนเครดิตกันแบบง่ายๆ ผ่านบทความนี้กัน เรามาทราบถึงที่มาที่ไปของคาร์บอนเครดิตกันก่อน เรื่องก็เริ่มจากโลกนี้มีการเปลี่ยนแผนของสภาพอากาศและภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้นำประเทศต่างๆ รวมถึงสหประชาชาติ จึงได้มีการร่วมประชุมกัน ออกนโนยบายด้านสิ่งแวดล้อม และร่างสัญญาระหว่างกัน เพื่อสร้างความร่วมมือในแก้ไขปัญหาของสภาพอากาศ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อน และสภาวะเรือนกระจก ซึ่งก็ได้มีการประกาศใช้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change) ขึ้นมา หรือจะเรียกแบบง่ายๆ ว่า อนุสัญญา UNFCCC ก็ได้ โดยอนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้ไปเมื่อปี พ.ศ. 2537 สำหรับในประเทศไทยนั้นได้มีการเข้าร่วมให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2545 โดยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่ถูกบังคับให้มีการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกแต่ว่าสามารถร่วมดำเนินโครงการได้ โดยทางรัฐบาลได้มีการออกประกาศพระราชกฤษฎีกาในปี พ.ศ. 2550 ให้มีการจัดตั้ง “องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)”&#160;เรียกโดยย่อว่า&#160;“อบก.”&#160;มีชื่อภาษาอังกฤษว่า&#160;“Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization)”&#160;เรียกโดยย่อว่า&#160;“TGO”&#160;เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้บริการ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>คาร์บอนเครดิตคืออะไร เป็นคำถามที่เราได้ยินกันบ่อยมากในช่วงนี้ รวมถึงข่าวสารต่างๆ ที่มีการพูดถึงคาร์บอนเครดิตกันอย่างต่อเนื่อง วันนี้ทางคณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย จะพาทุกคนมารู้จักกับคาร์บอนเครดิตกันแบบง่ายๆ ผ่านบทความนี้กัน</p>



<p>เรามาทราบถึงที่มาที่ไปของคาร์บอนเครดิตกันก่อน เรื่องก็เริ่มจากโลกนี้มีการเปลี่ยนแผนของสภาพอากาศและภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้นำประเทศต่างๆ รวมถึงสหประชาชาติ จึงได้มีการร่วมประชุมกัน ออกนโนยบายด้านสิ่งแวดล้อม และร่างสัญญาระหว่างกัน เพื่อสร้างความร่วมมือในแก้ไขปัญหาของสภาพอากาศ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อน และสภาวะเรือนกระจก ซึ่งก็ได้มีการประกาศใช้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change) ขึ้นมา หรือจะเรียกแบบง่ายๆ ว่า อนุสัญญา UNFCCC ก็ได้ โดยอนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้ไปเมื่อปี พ.ศ. 2537  </p>



<p>สำหรับในประเทศไทยนั้นได้มีการเข้าร่วมให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2545 โดยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่ถูกบังคับให้มีการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกแต่ว่าสามารถร่วมดำเนินโครงการได้ โดยทางรัฐบาลได้มีการออกประกาศพระราชกฤษฎีกาในปี พ.ศ. 2550 ให้มีการจัดตั้ง <strong>“องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)”</strong>&nbsp;เรียกโดยย่อว่า<strong>&nbsp;“อบก.”</strong>&nbsp;มีชื่อภาษาอังกฤษว่า&nbsp;<strong>“Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization)”</strong>&nbsp;เรียกโดยย่อว่า&nbsp;<strong>“TGO”</strong>&nbsp;เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้บริการ ดูแล และกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการวัด การรายงาน และการทวนสอบ และให้การรับรองปริมาณการปล่อย การลด และการชดเชยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาโครงการและการตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง&nbsp; เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานการณ์ดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนให้คำแนะนำแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>พัฒนาและส่งเสริมโครงการและตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจก</li>



<li>ดำเนินการเกี่ยวกับการให้คำรับรองโครงการหรือการขึ้นทะเบียนโครงการ</li>



<li>ดำเนินการเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรอง</li>



<li>ดำเนินการเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจหรือผู้ประเมินภายนอกสำหรับการขอเครื่องหมายรับรอง</li>



<li>เป็นศูนย์กลางข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจก</li>



<li>สนับสนุนการประเมินผลการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบที่เกิดขึ้น</li>



<li>ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนให้คำแนะนำแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก</li>



<li>เผยแพร่และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก</li>



<li>ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ</li>
</ol>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1200" height="800" src="https://www.energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/5237232.webp" alt="" class="wp-image-21251" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/5237232.webp 1200w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/5237232-300x200.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/5237232-1024x683.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/5237232-768x512.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/5237232-770x513.webp 770w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p>ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่นั้นมาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ หรือก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมักจะมาจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนมาก รวมถึงการขนส่งต่างๆ ดังนั้นจึงได้มีการคิดกลไกการตลาดขึ้นมา เพื่อผลักดันให้มีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ให้น้อยลง โดยกลไกการตลาดที่ว่านี้จะเป็นการซื้อขายสิ่งที่เรียกว่า &#8220;คาร์บอนเครดิต&#8221; นั่นเอง</p>



<h2 class="wp-block-heading">คาร์บอนเครดิตคืออะไร?</h2>



<p>คาร์บอนเครดิตคึอ สิทธิที่เกิดจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ หรือก๊าซเรือนกระจก นั่นเอง โดยสิทธิดังกล่าวนี้สามารถวัดปริมาณ และสามารถนำไปซื้อขายในตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ หากในปีนั้นๆ องค์กรมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่าเกณฑ์จะถูกตีราคาเป็นเงิน ก่อนจะถูกขายเป็นเครดิตให้กับองค์กรอื่นที่อาจจะไม่สามารถลดก๊าซคาร์บอนได้ตามเกณฑ์ จึงเป็นที่มาของการมีตลาดซื้อขายคาร์บอนนั่นเอง </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1200" height="800" src="https://www.energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/coins-stack-with-light-bulb-jar.webp" alt="" class="wp-image-21253" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/coins-stack-with-light-bulb-jar.webp 1200w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/coins-stack-with-light-bulb-jar-300x200.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/coins-stack-with-light-bulb-jar-1024x683.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/coins-stack-with-light-bulb-jar-768x512.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/coins-stack-with-light-bulb-jar-770x513.webp 770w" sizes="(max-width: 1200px) 100vw, 1200px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p>ถ้าจะอธิบายให้ง่ายกว่าเดิม ก็อาจจะต้องเปรียบเป็นบริษัทหนึ่งที่ทำการผลิตสินค้า หรือทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามขึ้น และก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์เกิดขึ้น จึงต้องมีการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนลง เช่น การปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อมุ่งหวังให้ต้นไม้ไปดักจับก๊าซ์คาร์บอนในอากาศนั่นเอง หากปลูกเป็นจำนวนมากก็จะได้คาร์บอนเครดิตกลับมามากเช่นกัน โดยในบ้านเราจะมีการวัดขนาดต้นไม้ ความสูง ความกว้าง แล้วส่งข้อมูลนี้ไปยังองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. ซึ่งจะเป็นผู้ที่เข้ามาคำนวณคาร์บอนเครดิตที่ได้จากต้นไม้ที่ทางบริษัทได้ปลูกขึ้นมานั่นเอง</p>



<h2 class="wp-block-heading">คาร์บอนเครดิตเอาไปทำอะไร?</h2>



<p>คาร์บอนเครดิตที่ได้รับมาจากกิจกรรมต่างๆ สามารถนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนได้ นั่นเป็นเพราะว่า บางบริษัท บางโรงงาน หรือบางองค์กรนั้นต้องการสิทธิในการปล่อยก๊าซในกระบวนการผลิตของต้นเพิ่มขึ้น อาจจะเป็นเพราะต้องการผลิตสินค้าที่มากขึ้นให้ได้ตามความต้องการ หรือไม่ก็เป็นเพราะว่าในกระบวนการผลิตก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนมาก และยังไม่สามารถลดได้ รวมถึงยังไม่สามารถทำกิจกรรมใดๆ เช่น ปลูกต้นไม้ เพื่อให้ได้คาร์บอนเครดิตได้ ก็เลยจำเป็นต้องมาซื้อคาร์บอนเครดิตจากบริษัทหรือองค์กรที่มีเหลืออยู่ ซึ่งเป็นที่มาของการก่อตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตนั่นเอง</p>



<h2 class="wp-block-heading">รู้จักกับตลาดคาร์บอนเครดิต</h2>



<p>หลังจากที่เรารู้จักกับคาร์บอนเครดิตแล้ว เราก็จะทราบว่ามีการก่อตั้งตลาดคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นด้วย ซึ่งตลาดคาร์บอนเครดิตนี้ก็เป็นเหมือนตัวกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย หรือบุคคลใดๆ ที่มีความต้องการคาร์บอนเครดิตนั่นเอง จุดประสงค์ก็เพื่อเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยายกาศ โดยตลาดคาร์บอนเครดิตในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ <strong>ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market)</strong> และ <strong>ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market)</strong></p>



<ol class="wp-block-list">
<li><strong>ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market)</strong> ถูกจัดตั้งขึ้นมาตามกฏหมาย มีกฏหมายและระเบียบต่างๆ ที่กำหนดกฏเกณฑ์ วิธีการ และรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งรัฐบาลจะเป็นคนออกกฏหมาย รวมถึงการควบคุมดูแลทั้หงมด โดยผู้ที่เข้าร่วมนั้นจะต้องมีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ที่มีผลผูกพันตามกฏหมาย หากสามารถปฏิบัติตามได้ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามที่กฏหมายกำหนด ในทางตรงกันข้าม หากไม่สามารถปฏิบัติตามได้ก็จะมีบทลงโทษเช่นกัน โดยตลาดภาคบังคับนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปจนถึงสูง โดยมีการดำเนินโครงการที่ใช้ชื่อว่า Joint Implementation หรือ JI ซึ่งปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงจะเรียกว่า Emission Reduction Units (ERUs) มีค่าเท่ากับ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</li>



<li><strong>ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market)</strong> ถูกจัดตั้งขึ้นในรูปแบบที่ไม่มีกฏหมายเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมีผลบังคับใช้ เป็นเรื่องของความร่วมมือจากผู้ประกอบการต่างๆ ที่สมัครใจเข้ามาร่วมซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะมีการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน เพียงแต่ว่าจะไม่มีผลตามกฏหมายนั่นเอง โดยองค์กรใดที่มีคาร์บอนเครดิตก็สามารถนำมาขายในตลาดนี้ได้ และองค์กรใดที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าปริมาณที่กำหนดก็สามารถเข้ามาซื้อคาร์บอนเครดิตนี้ในตลาดได้เช่นกัน โดยมีตัวกลางเข้ามาคำนวณและออกใบรับรองให้ก็คือ องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลกำกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย</li>
</ol>



<p>ในประเทศไทยเรามี่โครงการลดก๊าซเรือนกระจกทีมีการขายคาร์บอนเครดิตแล้ว ชื่อว่า ชื่อโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction: T-VER) ที่ อบก.ได้พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 เป้าหมายก็เพื่อสนับสนุนให้ทุกองค์กรมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกแบบสมัครใจ โดยไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรซับซ้อน และมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="828" height="418" src="https://www.energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tver2.webp" alt="" class="wp-image-21252" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tver2.webp 828w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tver2-300x151.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tver2-768x388.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tver2-770x389.webp 770w" sizes="(max-width: 828px) 100vw, 828px" /></figure>
</div>

<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1195" height="485" src="https://www.energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tver01.webp" alt="" class="wp-image-21249" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tver01.webp 1195w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tver01-300x122.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tver01-1024x416.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tver01-768x312.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tver01-770x313.webp 770w" sizes="(max-width: 1195px) 100vw, 1195px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p>โดยจะเรียกโครงการนี้ในชื่อสั้นๆว่า T-VER ซึ่งในตอนนี้ในบ้านเราอาจจะมีปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ไม่มากนัก นั่นเป็นเพราะว่าเป็นตลาดภาคสมัครใจนั่นเอง มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 8.5% เท่านั้น ซึ่งราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตอยู่ระหว่าง 150 &#8211; 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซค์หรือเทียบเท่า ซึ่งตั้งแต่มีตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในบ้านเราก็ทำให้มีการสนับสนุนงบประมาณให้กับชุมชนต่างๆ เพื่อปลูกป่ามากยิ่งขึ้น</p>



<p>นอกจากนี้ทาง อบก. และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้มีการร่วมมือกันพัฒนาแพลตฟอร์มการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจในประเทศขึ้น (Thailand Carbon Credit Exchange Platform) มีการนำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้กับการแลกเปลี่ยนซื้อขายถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตของโครงการ T-VER ซึ่งช่วยในเรื่องของความน่าเชื่อถือ และความโปร่งใส สร้างราคาอ้างอิงที่ยุติธรรม สะท้อนต้นทุกที่แท้จริง และมีความสะดวกรวดเร็วนั่นเอง และล่าสุดได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิตขึ้นมาในชื่อของ <strong>FTIX</strong> สามารถเข้าชมได้ที่ <a href="https://fti-cc.com ">https://fti-cc.com </a></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1267" height="944" src="https://www.energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/ftix.webp" alt="" class="wp-image-21247" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/ftix.webp 1267w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/ftix-300x224.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/ftix-1024x763.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/ftix-768x572.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/ftix-770x574.webp 770w" sizes="(max-width: 1267px) 100vw, 1267px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p>หากท่านใดอยากศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดคาร์บอนเครดิต ก็สามารถเข้าไปได้ที่เว็บไซต์ของ <strong><a href="http://carbonmarket.tgo.or.th/" target="_blank" rel="noopener">“องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)”</a></strong> เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดซื้อขายได้</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-full"><img loading="lazy" decoding="async" width="1266" height="809" src="https://www.energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tgo.webp" alt="" class="wp-image-21248" srcset="https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tgo.webp 1266w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tgo-300x192.webp 300w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tgo-1024x654.webp 1024w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tgo-768x491.webp 768w, https://energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tgo-770x492.webp 770w" sizes="(max-width: 1266px) 100vw, 1266px" /></figure>
</div>


<p></p>



<p><strong>แหล่งข้อมูลอ้างอิง</strong><br><a href="http://carbonmarket.tgo.or.th/" target="_blank" rel="noopener">อบก. TGO</a><br><a href="https://fti-cc.com" target="_blank" rel="noopener">FTIx แพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิต</a><br><a href="https://www.bangkokbiznews.com/news/915259" target="_blank" rel="noopener">https://www.bangkokbiznews.com/news/915259</a><br>รูปประกอบบทวาม : <a href="https://www.freepik.com/" target="_blank" rel="noopener">Freepix</a></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://energy-thaichamber.org/what-is-carbon-credit/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>1</slash:comments>
		
		
			</item>
		<item>
		<title>โอกาสทองตลาดคาร์บอนเครดิต มูลค่าพุ่งปรี๊ด ทะลุ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/carbon-credit-25m/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 12 Apr 2023 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=21237</guid>

					<description><![CDATA[ตลาดคาร์บอนเครดิต ส่อแววสดใส สนค. ชี้โตเร็ว คาดมูลค่าตลาดโลกจะสูงถึง 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ความต้องการสูงถึง 3-5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี73 ชี้เป็นโอกาสทองเพิ่มมูลค่าภาคเกษตร-ส่งออกที่แปลงเป็นคาร์บอนเครดิตได้ และเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าที่ลดการปล่อยคาร์บอน เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับคาร์บอนเครดิต ที่มีภาคธุรกิจ และสายกรีนพูดถึงกันมากในช่วงนี้ และคาดว่าจะเป็นเทรนด์ที่มาแรงอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้จากนี้ไป โดยล่าสุด นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)&#160;กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการติดตามตลาด “คาร์บอนเครดิต” ที่มุ่งลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก&#160;พบว่า ประเทศต่าง ๆ ทั้งนี้ได้มีการกำหนดกลยุทธ์และมาตรการควบคุมคาร์บอน &#160;เช่น การเก็บภาษีคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นภาษีจากการประกอบกิจการในประเทศ หรือภาษีจากการนำเข้าสินค้าที่กระบวนการผลิตมีการปล่อยคาร์บอนสูง ส่งผลให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต&#160;ผ่านกลไกตลาดคาร์บอน เพื่อให้ธุรกิจที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง สามารถซื้อคาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) เพื่อชดเชย การปล่อยคาร์บอน (เสมือนผู้ซื้อได้ดำเนินการลดจำนวนคาร์บอน) เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจากการสำรวจ พบว่า ในปี2563 ที่ผ่านมาตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market)  มีมูลค่าสูงถึง 1,980 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าภายในปี 2573 คาดว่ามูลค่าตลาดจะสูงถึง [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>ตลาดคาร์บอนเครดิต ส่อแววสดใส สนค. ชี้โตเร็ว คาดมูลค่าตลาดโลกจะสูงถึง 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ความต้องการสูงถึง 3-5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี73 ชี้เป็นโอกาสทองเพิ่มมูลค่าภาคเกษตร-ส่งออกที่แปลงเป็นคาร์บอนเครดิตได้ และเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าที่ลดการปล่อยคาร์บอน</p>



<p>เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับคาร์บอนเครดิต ที่มีภาคธุรกิจ และสายกรีนพูดถึงกันมากในช่วงนี้ และคาดว่าจะเป็นเทรนด์ที่มาแรงอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้จากนี้ไป โดยล่าสุด นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการ<strong>สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.)&nbsp;</strong>กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการติดตามตลาด “<strong>คาร์บอนเครดิต</strong>” ที่มุ่งลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการปล่อย<strong>ก๊าซเรือนกระจก&nbsp;</strong>พบว่า ประเทศต่าง ๆ</p>



<p>ทั้งนี้ได้มีการกำหนดกลยุทธ์และมาตรการควบคุมคาร์บอน &nbsp;เช่น การเก็บภาษีคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นภาษีจากการประกอบกิจการในประเทศ หรือภาษีจากการนำเข้าสินค้าที่กระบวนการผลิตมีการปล่อยคาร์บอนสูง ส่งผลให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยน<strong>คาร์บอนเครดิต</strong>&nbsp;ผ่านกลไกตลาดคาร์บอน เพื่อให้ธุรกิจที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง สามารถซื้อคาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) เพื่อชดเชย การปล่อยคาร์บอน (เสมือนผู้ซื้อได้ดำเนินการลดจำนวนคาร์บอน) เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.springnews.co.th/uploads/images/contents/w1024/2023/04/donItXVYpNDJ5fduSDW9.webp" alt="โอกาสทองตลาดคาร์บอนเครดิต มูลค่าพุ่งปรี๊ด ทะลุ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>โดยจากการสำรวจ พบว่า ในปี2563 ที่ผ่านมาตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market)  มีมูลค่าสูงถึง 1,980 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าภายในปี 2573 คาดว่ามูลค่าตลาดจะสูงถึง 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐในขณะที่ความต้องการคาร์บอนเครดิตอาจมีมูลค่าสูงถึง30,000-50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันการซื้อขาย<strong>คาร์บอนเครดิต </strong>เริ่มเป็นที่นิยมในหลายประเทศ</p>



<p>อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ มองว่า จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาด<strong>คาร์บอนเครดิต&nbsp;</strong>เป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจภาคเกษตรไทย เนื่องจากการปลูกพันธุ์ไม้ที่สามารถแปลงเป็นคาร์บอนเครดิต 58 สายพันธุ์ ที่นอกจากปลูกเพื่อการค้าแล้ว ยังสามารถเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VERs2) สาขาเกษตร (สวนผลไม้) ซึ่งเป็นการสร้างรายได้หลายทาง ทั้งการเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตร และสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.springnews.co.th/uploads/images/contents/w1024/2023/04/0Z3nbCpzCFyMzNkD1ap1.webp" alt="โอกาสทองตลาดคาร์บอนเครดิต มูลค่าพุ่งปรี๊ด ทะลุ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ"/></figure>
</div>


<p><em><strong>เครดิตภาพ : Freepik</strong></em></p>



<p>ไม่เพียงเท่านี้นอกจากนี้ไทยยังจะมีโอกาสในการขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ จะได้เปรียบด้านราคากว่าสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง เพราะปัจจุบันมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นกฎระเบียบโลกสมัยใหม่ ที่จะถูกนำมาใช้มากขึ้น คือตัวแปรสำคัญในการแข่งขันทางการค้าเพื่อป้อนสู่ตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ซึ่งไทยต้องบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในเชิงรุก เตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจปรับตัว ขับเคลื่อนนโยบายเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลด<strong>ก๊าซเรือนกระจก</strong></p>



<p>นอกจากนี้ไทยต้องขับเคลื่อนBCG โมเดล การสร้าง News S-Curve ทางเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งเสริมภาคการเกษตรในการลดก๊าซเรือนกระจก การเร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อดักจับคาร์บอน การใช้ประโยชน์และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ในเชิงพาณิชย์ การปรับปรุงกฎหมายกฎระเบียบ การสร้างมูลค่าเพิ่มของคาร์บอนเครดิตและสิทธิประโยชน์ทางภาษี การพัฒนากลไกตลาด<strong>คาร์บอนเครดิต</strong>ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมองค์ความรู้ในการเข้าร่วม T-VERs ให้แก่ธุรกิจการเกษตรไทย</p>



<p>ซึ่งจากนี้ไปสนค. จะเดินหน้าดำเนินโครงการศึกษาแนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย เพื่อเตรียมพร้อมต่อมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม กรณีการลดการปล่อย<strong>ก๊าซเรือนกระจก</strong>&nbsp;โดยจะมีการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับแนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย เพื่อเตรียมความพร้อม ต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในตลาดโลกต่อไป</p>



<p>ทั้งนี้มีการคาดการณ์ความต้องการ<strong>คาร์บอนเครดิต</strong>ในไทยในอนาคต ซึ่งประเมินจากข้อมูลปี 2563 กว่า 81 องค์กร มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันเฉลี่ยราว 160 ล้านตัน tCO2e ต่อปี ซึ่งหากหน่วยงานเหล่านั้น ต้องการที่จะเป็นหน่วยงานปลอดคาร์บอน (Carbon Neutral Organization) ความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตชดเชยในปี 2563 &#8211; 2573 คาดว่าจะสูงถึงราว 1,600 ล้านตัน tCO2e</p>



<p>Source : <a href="https://www.springnews.co.th/keep-the-world/environment/837294" target="_blank" rel="noopener">Spring News</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>ส่งเสริมปลูกข้าวควบคู่ขายคาร์บอนเครดิตเพิ่มรายได้ สุพรรณบุรีโมเดลนำร่อง</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/rice-and-carbon-credit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Tue, 11 Apr 2023 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=21234</guid>

					<description><![CDATA[การทำเกษตรกรรมปลูกข้าวปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ จึงได้มีการทำนารักษ์โลกเป็นการปลูกข้าวแบบใหม่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังมีการสนับสนุนให้ทำควบคู่ไปกับการขายคาร์บอนเครดิต เป็นการเพิ่มรายได้อีกทาง ซึ่งเริ่มแล้วที่สุพรรณบุรีเป็นโมเดลนำร่อง กรมการข้าว&#160;ได้ส่งเสริมเกษตรกรทำความเข้าใจและเห็นประโยชน์ของตลาดคาร์บอนเครดิต&#160;ซึ่งนอกจากจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทาง โดยได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร อีกทั้งยังมีการแสดงข้อมูลต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือน สร้างความรู้ความเข้าใจ เรื่อง คาร์บอนเครดิต ทางกรมการข้าวได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและชาวนาเกี่ยวกับ คาร์บอนเครดิต ว่ามีประโยชน์ทั้งการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และที่สำคัญช่วยสร้างรายได้อีกทางให้กับชาวนา โดยได้มีโมเดลนำร่องแล้วที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีการทำคาร์บอนเครดิตให้ชาวนาในพื้นที่แล้ว ซึ่งทางสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ได้เข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่อำเภอเดิมบางนางบวช และอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งถือเป็นอำเภอนำร่องที่จะส่งเสริมและสร้างการรับรู้ถึงข้อดีและประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากการสร้างคาร์บอนเครดิต นอกจากนี้ยังมีการนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมาถ่ายทอดให้กับชาวนาด้วย  สนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อการปลูกข้าวรักษ์โลก นอกจากจะเผยเพร่ให้ความรู้แล้วยังได้มีการนำเอาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเข้ามาใช้ในการปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ (Laser Land Levelling) ที่จะช่วยให้การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้น จะช่วยลดก๊าซมีเทนในดินช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้&#160; ภายหลังการเก็บเกี่ยวกรมการข้าวยังตั้งเป้าในการรณรงค์ให้ชาวนาลดการเผาตอซังข้าว ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์&#160;เป็นอีกหนทางหนึ่งในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้างคาร์บอนเครดิตให้ชาวนานำไปสร้างรายได้เสริม กรมการข้าวยังวางแผนในขั้นต่อไปด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชั่น (Appliccation) เพื่อบันทึกข้อมูลการทำนารักษ์โลก&#160;ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเกษตรกร ให้สอดรับกับการส่งเสริมให้ชาวนาหันมาสนใจในการขายคาร์บอนเครดิต&#160;รวมทั้งเตรียมจัดฝึกอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจถึงเรื่องคาร์บอนเครดิตให้กับศูนย์ข้าวชุมชนและชาวนาอาสาในเขตจังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา สำหรับเกษตรกรที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมถึงการขายคาร์บอนเครดิตได้ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวและศูนย์วิจัยข้าวทั่วประเทศ, สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ หรือเว็บไซต์ของ&#160;กรมการข้าว Source : Spring News]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>การทำเกษตรกรรมปลูกข้าวปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ จึงได้มีการทำนารักษ์โลกเป็นการปลูกข้าวแบบใหม่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังมีการสนับสนุนให้ทำควบคู่ไปกับการขายคาร์บอนเครดิต เป็นการเพิ่มรายได้อีกทาง ซึ่งเริ่มแล้วที่สุพรรณบุรีเป็นโมเดลนำร่อง</p>



<p><a href="https://www.ricethailand.go.th/main.php" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>กรมการข้าว</strong></a>&nbsp;ได้ส่งเสริมเกษตรกรทำความเข้าใจและเห็นประโยชน์ของ<strong>ตลาดคาร์บอนเครดิต&nbsp;</strong>ซึ่งนอกจากจะ<strong>ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</strong>เพื่อลดภาวะโลกร้อนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทาง โดยได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร อีกทั้งยังมีการแสดงข้อมูลต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรณรงค์<strong>ลดการปล่อยก๊าซเรือน</strong></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.springnews.co.th/uploads/images/contents/w1024/2023/04/nDS8VvFZWiOJoNfES2vU.webp" alt="ส่งเสริมปลูกข้าวควบคู่ขายคาร์บอนเครดิตเพิ่มรายได้ สุพรรณบุรีโมเดลนำร่อง"/></figure>
</div>


<p></p>



<p><strong>สร้างความรู้ความเข้าใจ เรื่อง คาร์บอนเครดิต</strong></p>



<p>ทาง<strong>กรมการข้าว</strong>ได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและชาวนาเกี่ยวกับ <strong>คาร์บอนเครดิต</strong> ว่ามีประโยชน์ทั้งการช่วย<strong>ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก</strong> และที่สำคัญช่วยสร้างรายได้อีกทางให้กับชาวนา โดยได้มีโมเดลนำร่องแล้วที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีการทำคาร์บอนเครดิตให้<strong>ชาวนา</strong>ในพื้นที่แล้ว ซึ่งทาง<a href="https://trsi.ricethailand.go.th/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ</strong></a> ได้เข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่อำเภอเดิมบางนางบวช และอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งถือเป็นอำเภอนำร่องที่จะส่งเสริมและสร้างการรับรู้ถึงข้อดีและประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากการสร้างคาร์บอนเครดิต นอกจากนี้ยังมีการนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมาถ่ายทอดให้กับชาวนาด้วย </p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.springnews.co.th/uploads/images/contents/w1024/2023/04/D7Kg693OnfSDHE1sDv0N.webp" alt="ส่งเสริมปลูกข้าวควบคู่ขายคาร์บอนเครดิตเพิ่มรายได้ สุพรรณบุรีโมเดลนำร่อง"/></figure>
</div>


<p></p>



<p><strong>สนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อการปลูกข้าวรักษ์โลก</strong></p>



<p>นอกจากจะเผยเพร่ให้ความรู้แล้วยังได้มีการนำเอาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเข้ามาใช้ในการปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ (Laser Land Levelling) ที่จะช่วยให้การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้น จะช่วยลดก๊าซมีเทนในดินช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้&nbsp;</p>



<p>ภายหลังการเก็บเกี่ยวกรมการข้าวยังตั้งเป้าในการรณรงค์ให้ชาวนาลดการเผาตอซังข้าว ที่จะช่วย<strong>ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์</strong>&nbsp;เป็นอีกหนทางหนึ่งในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้าง<strong>คาร์บอนเครดิต</strong>ให้ชาวนานำไปสร้างรายได้เสริม</p>



<p>กรมการข้าวยังวางแผนในขั้นต่อไปด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชั่น (Appliccation) เพื่อบันทึกข้อมูลการ<strong>ทำนารักษ์โลก</strong>&nbsp;ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเกษตรกร ให้สอดรับกับการส่งเสริมให้ชาวนาหันมาสนใจในการ<strong>ขายคาร์บอนเครดิต&nbsp;</strong>รวมทั้งเตรียมจัดฝึกอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจถึงเรื่องคาร์บอนเครดิตให้กับศูนย์ข้าวชุมชนและชาวนาอาสาในเขตจังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา</p>



<p>สำหรับเกษตรกรที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมถึงการ<strong>ขายคาร์บอนเครดิต</strong>ได้ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวและศูนย์วิจัยข้าวทั่วประเทศ, สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ หรือเว็บไซต์ของ&nbsp;<a href="https://www.ricethailand.go.th/main.php" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>กรมการข้าว</strong></a></p>



<p>Source : <a href="https://www.springnews.co.th/keep-the-world/sustainable/837338" target="_blank" rel="noopener">Spring News</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>‘กรมทะเลชายฝั่ง’ ถกแนวทางเร่งรัดขับเคลื่อนปลูกป่าชายเลน หวังประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/united-nations-framework-convention-on-climate-change/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 06 Apr 2023 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=21209</guid>

					<description><![CDATA[‘กรมทะเลชายฝั่ง’ ประชุมเร่งรัดขับเคลื่อนโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต และงานด้านป่าชายเลนทุกมิติให้แก่หน่วยงานในสังกัด เมื่อวันที่ 2 เมษายน&#160;นายอภิชัย เอกวนากุล&#160;รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (รรท.อทช.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นรัฐภาคีภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) และพิธีสารโตเกียว (Kyoto Protocol : KP) เมื่อปี พ.ศ.2537 และ พ.ศ.2545 ตามลำดับ ซึ่งการเข้าเป็นภาคีความตกลงปารีสเป็นก้าวที่สำคัญยิ่งก้าวหนึ่งของไทย เนื่องจากได้ตระหนักในความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนที่จะรักษาโลกนี้ไว้ให้กับลูกหลาน เจตนารมณ์อันแน่วแน่ของประเทศไทยในการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และมีความต้านทานต่อสภาพภูมิอากาศ นายอภิชัยกล่าวว่า ที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP 26) เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ (World Leaders Summit) ได้กล่าวถ้อยแถลงยืนยันว่าประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพร้อมที่จะยกระดับการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ.2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ในปี [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><strong>‘กรมทะเลชายฝั่ง’ ประชุมเร่งรัดขับเคลื่อนโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต และงานด้านป่าชายเลนทุกมิติให้แก่หน่วยงานในสังกัด</strong></p>



<p>เมื่อวันที่ 2 เมษายน&nbsp;<strong>นายอภิชัย เอกวนากุล</strong>&nbsp;รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง รักษาราชการแทนอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (รรท.อทช.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันเข้าเป็นรัฐภาคีภายใต้กรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change : UNFCCC) และพิธีสารโตเกียว (Kyoto Protocol : KP) เมื่อปี พ.ศ.2537 และ พ.ศ.2545 ตามลำดับ ซึ่งการเข้าเป็นภาคีความตกลงปารีสเป็นก้าวที่สำคัญยิ่งก้าวหนึ่งของไทย เนื่องจากได้ตระหนักในความรับผิดชอบร่วมกันของทุกคนที่จะรักษาโลกนี้ไว้ให้กับลูกหลาน เจตนารมณ์อันแน่วแน่ของประเทศไทยในการมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ และมีความต้านทานต่อสภาพภูมิอากาศ</p>



<p>นายอภิชัยกล่าวว่า ที่ประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP 26) เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุมระดับผู้นำ (World Leaders Summit) ได้กล่าวถ้อยแถลงยืนยันว่าประเทศไทยให้ความสำคัญสูงสุดในการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และพร้อมที่จะยกระดับการดำเนินงานเพื่อมุ่งสู่การบรรลุเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ.2050 และเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ได้ในปี ค.ศ.2065 รวมถึงการยกระดับ Nationally Determined Contributions : NDCs หรือการมีส่วนร่วมของประเทศในการลดก๊าซเรือนกระจกและการดําเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ประเทศกำหนด จากร้อยละ 20-25 ให้ถึงร้อยละ 40</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2023/04/2230396.jpg" alt="" class="wp-image-3906596"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>ด้าน&nbsp;<strong>นายจตุพร บุรุษพัฒน์</strong>&nbsp;ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) ได้เน้นย้ำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการรับมือและแก้ไขการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย พร้อมทั้งตระหนักถึงความสำคัญและความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคท้องถิ่น ชุมชน ในการยกระดับการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมที่เป็นมิตรต่อสภาพภูมิอากาศ และมุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ตามเจตนารมณ์ของประชาคมโลกที่ปรากฏในเป้าหมายของความตกลงปารีสว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้เร่งขับเคลื่อนการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกสุทธิภาคป่าไม้และการใช้ประโยชน์ที่ดิน จำนวนทั้งสิ้น 120 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า ภายในปี ค.ศ.2580 โดยมีมาตรการสำคัญ ได้แก่ การปลูกและฟื้นฟูป่าธรรมชาติ การปลูกป่าเศรษฐกิจ การเพิ่มๆพื้นที่สีเขียว และการป้องกันการบุกรุกป่าและเผาป่า</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2023/04/2230400.jpg" alt="" class="wp-image-3906597"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>ปลัด ทส.กล่าวว่า นอกจากนี้ ได้สั่งการให้หน่วยงานในสังกัดเร่งดำเนินโครงการที่เกี่ยวข้องกับการลดก๊าซเรือนกระจกตามภารกิจหน้าที่ของหน่วยงาน เห็นได้จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ที่ได้ดำเนินโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction Program : T-VER) ตั้งแต่ปี 2557 กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กรมป่าไม้ และกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช เร่งเพิ่มพื้นที่ป่าไม้เพื่อเพิ่มแหล่งดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของประเทศ ซึ่งเป็นกลไกในการส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ผลิตและใช้พลังงานหมุนเวียน ภาคอุตสาหกรรมที่มีกิจกรรมการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน การจัดการของเสีย ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายหลักที่มีศักยภาพลดก๊าซเรือนกระจก การจัดการในภาคขนส่ง รวมถึงการปลูกต้นไม้และการอนุรักษ์ฟื้นฟูป่า ซึ่งเป็นกิจกรรมที่นอกจากจะช่วยกักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้แล้วยังสามารถรักษาและสร้างสมดุลของความหลายหลายทางชีวภาพได้อีกด้วย</p>



<p>ขณะที่นายอภิชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งเป็นอีกหน่วยงานหนึ่งที่ได้ให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์โลกร้อน รวมถึงการดำเนินการลดก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมการเติบโตที่ปล่อยคาร์บอนต่ำ ผลักดันให้ทุกภาคส่วนร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมทั้งเร่งฟื้นฟูพื้นที่ป่าเสื่อมโทรมและส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน เพื่อเป็นแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจกของประเทศ โดยได้ดำเนินโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต กำหนดเป้าหมายเพิ่มพื้นที่ป่าชายเลน 300,000 ไร่ ภายใน 10 ปี เริ่มตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 เป็นต้นไป และได้ออกระเบียบกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง ว่าด้วยการแบ่งปันคาร์บอนเครดิตที่ได้จากการปลูกและบำรุงป่าชายเลน สำหรับบุคคลภายนอก และสำหรับชุมชน</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2023/04/2230399.jpg" alt="" class="wp-image-3906600"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>นายอภิชัยระบุว่า ในการนี้กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งได้มอบหมายให้กองอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ “การขับเคลื่อนโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต สำหรับบุคคลภายนอกและสำหรับชุมชน” ขึ้น ระหว่างวันที่ 1-2 เมษายน 2566 โดยมีเจ้าหน้าที่กองอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน พร้อมด้วย ผู้อำนวยการสำนัก ผู้อำนวยการส่วนอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน ผู้อำนวยการศูนย์บริหาร ผู้อำนวยการศูนย์จัดการทรัพยากรป่าชายเลน ในสังกัดสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1-10 ผู้อำนวยการส่วนฯ ข้าราชการในสังกัดกองอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลน และเจ้าหน้าที่จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) เข้าร่วมประชุมจำนวน 100 คน ณ ห้องประชุมโรงแรมเบสท์เวสเทิร์น นาดาดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ นอกจากนี้ ตนได้มอบนโยบายการดำเนินงานและติดตามการดำเนินงานด้านป่าชายเลนของหน่วยงานในสังกัดกองอนุรักษ์ทรัพยากรป่าชายเลนและสำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1-10</p>



<p>“การประชุมดังกล่าว จัดขึ้นเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่สำนักงานทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งที่ 1-10 ในการจัดทำโครงการปลูกป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตสำหรับชุมชน และโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต สำหรับบุคคลภายนอก อีกทั้งซักซ้อมกรอบแนวทางการจัดทำโครงการปลูกป่าชายเลน เพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิต ทั้ง 2 ลักษณะ รวมถึงติดตามภารกิจงานด้านป่าชายเลน สรุปปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานและเสนอแนวทางแก้ไข ทั้งนี้ ภายในงานได้มีการบรรยายให้ความรู้จากวิทยากร ในหัวข้อแนวทางการจัดทำโครงการป่าชายเลนเพื่อประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตโครงการการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย พร้อมทั้งแบ่งกลุ่มทำกิจกรรมระดมสมองแนวทางการขับเคลื่อนดำเนินโครงการฯ ตลอดจนติดตามผลการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายเงินงบประมาณ พ.ศ.2566 รวมถึงการรายงานผลการดำเนินงานในรอบ 6 เดือนด้านป่าชายเลนทุกมิติ เพื่อร่วมกำหนดการขับเคลื่อนแผนงานให้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่กำหนด ต่อไป” นายอภิชัยกล่าว</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://www.matichon.co.th/wp-content/uploads/2023/04/2230395.jpg" alt="" class="wp-image-3906601"/></figure>
</div>


<p></p>



<p>Source : <a href="https://www.matichon.co.th/local/quality-life/news_3906585" target="_blank" rel="noopener">มติชนออนไลน์</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>คาร์บอนเครดิต (เบื้องต้น) &#124; วิฑูรย์ สิมะโชคดี</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/esc-tgo/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 23 Feb 2023 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[News & Update]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=21086</guid>

					<description><![CDATA[แนวความคิดเรื่อง ESG ในวันนี้ มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างยิ่ง (โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ) เพราะเป็นหลักประกันของการประกอบกิจการที่มีความยั่งยืน&#160;อันเนื่องมาจากการประกอบกิจการที่คำนึงถึงการเติบโตของผลกำไร ควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล&#160; ตัวอย่างของวิธีดำเนินการ ESG ได้แก่ วิธีการดังกล่าว ก็เป็นหลักการสำคัญของแนวความคิดเรื่อง “คาร์บอนเครดิต” ในระดับสากลด้วย เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2545 ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันใน “พิธีสารเกียวโต” โดยอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ถูกบังคับให้มีพันธกรณีในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก&#160;แต่สามารถร่วมดำเนินโครงการได้ในฐานะผู้ผลิตคาร์บอนเครดิตจากการดำเนินโครงการ ข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต ยังได้กำหนดกลไกต่างๆ ให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก&#160;ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ต่อมาในปี 2550 คณะรัฐมนตรีได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้จัดตั้ง “องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)” หรือ “อบก.” (Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization : TGO) ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&#160; โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการวิเคราะห์ กลั่นกรอง และทำความเห็นเกี่ยวกับการให้คำรับรองโครงการที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด รวมทั้งติดตามประเมินผลโครงการที่ได้รับคำรับรอง ส่งเสริมการพัฒนาโครงการ และการตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนเครดิต) ที่ได้รับการรับรอง ตลอดจนเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์การระหว่างประเทศ ทุกวันนี้ ประเทศที่มีปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดในโลก [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<blockquote class="wp-block-quote is-layout-flow wp-block-quote-is-layout-flow">
<p><em>แนวความคิดเรื่อง ESG ในวันนี้ มีความสำคัญต่อภาคธุรกิจอุตสาหกรรมอย่างยิ่ง (โดยเฉพาะบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ)</em></p>
</blockquote>



<p>เพราะเป็นหลักประกันของการประกอบ<strong>กิจการที่มีความยั่งยืน</strong>&nbsp;อันเนื่องมาจากการประกอบกิจการที่คำนึงถึงการเติบโตของผลกำไร ควบคู่ไปกับการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สังคมและธรรมาภิบาล&nbsp;</p>



<p>ตัวอย่างของวิธีดำเนินการ ESG ได้แก่</p>



<ol class="wp-block-list">
<li>ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์</li>



<li>หลีกเลี่ยงการใช้พลังงานไฟฟ้าที่มาจากฟอสซิล</li>



<li>หันมาใช้พลังงานทดแทนที่มาจากพลังงานแสงอาทิตย์</li>



<li>เลือกใช้วัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ เพื่อลดจำนวนขยะ</li>



<li>สร้างเครือข่ายเชื่อมโยงชุมชนและเกษตรกร เช่น การจ้างงาน, การฝึกอาชีพ, Contract Farming เป็นต้น ซึ่งเกี่ยวข้องกับการแก้ไขป้องกันและอนุรักษ์ไว้ซึ่งสิ่งแวดล้อมที่ดี</li>
</ol>



<p>วิธีการดังกล่าว ก็เป็นหลักการสำคัญของแนวความคิดเรื่อง “<strong>คาร์บอนเครดิต</strong>” ในระดับสากลด้วย</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2023/02/XueNm6cvJxj3nLboLpnE.webp" alt="คาร์บอนเครดิต (เบื้องต้น) | วิฑูรย์ สิมะโชคดี"/></figure>



<p></p>



<p>เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ.2545 ประเทศไทยได้ให้สัตยาบันใน “<strong>พิธีสารเกียวโต</strong>” โดยอยู่ในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ถูกบังคับให้มีพันธกรณีในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก&nbsp;แต่สามารถร่วมดำเนินโครงการได้ในฐานะผู้ผลิตคาร์บอนเครดิตจากการดำเนินโครงการ</p>



<p>ข้อตกลงในพิธีสารเกียวโต ยังได้กำหนดกลไกต่างๆ ให้ประเทศพัฒนาแล้วต้องลดปริมาณการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิด<strong>ปฏิกิริยาเรือนกระจก</strong>&nbsp;ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้เกิด<strong>ภาวะโลกร้อน</strong></p>



<p>ต่อมาในปี 2550 คณะรัฐมนตรีได้ประกาศพระราชกฤษฎีกาให้จัดตั้ง “องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)” หรือ “อบก.” (Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization : TGO) ภายใต้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม&nbsp;</p>



<p>โดยมีวัตถุประสงค์หลักในการวิเคราะห์ กลั่นกรอง และทำความเห็นเกี่ยวกับการให้คำรับรองโครงการที่ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามกลไกการพัฒนาที่สะอาด</p>



<p>รวมทั้งติดตามประเมินผลโครงการที่ได้รับคำรับรอง ส่งเสริมการพัฒนาโครงการ และการตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจก (คาร์บอนเครดิต) ที่ได้รับการรับรอง ตลอดจนเป็นศูนย์กลางในการประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์การระหว่างประเทศ</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2023/02/u23AeU9YpSa6BNyYsdIs.webp" alt="คาร์บอนเครดิต (เบื้องต้น) | วิฑูรย์ สิมะโชคดี"/></figure>



<p></p>



<p>ทุกวันนี้ ประเทศที่มีปริมาณการปล่อย<strong>ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์</strong>มากที่สุดในโลก ได้แก่ ประเทศที่มีภาคธุรกิจอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ และมีประชากรจำนวนมหาศาล 5 อันดับแรก</p>



<p>ได้แก่&nbsp;<strong>จีน สหรัฐ อินเดีย รัสเซีย และญี่ปุ่น</strong>&nbsp;ขณะที่ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 26 ของโลก ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ราว 256 ล้านตันต่อปี&nbsp;ซึ่งคิดเป็น 1% ของปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ของทั้งโลกที่ถูกปล่อยออกมา</p>



<p>หนึ่งในกลไกเพื่อลด<strong>ภาวะโลกร้อน</strong>ก็คือ การซื้อ<strong>ขายมลพิษ</strong>หรือคาร์บอนเครดิตกับประเทศที่กำลังพัฒนา เพราะประเทศที่พัฒนาแล้วกำลังอยู่ในภาวะที่ไม่สามารถลดก๊าซที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจกลงตามที่กำหนดไว้ได้</p>



<p>“<strong>คาร์บอนเครดิต</strong>” หมายถึง สิทธิที่เกิดจากการลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม อันเนื่องมาจากการที่บุคคลหรือองค์กรได้ดำเนินโครงการหรือมาตรการที่มีเป้าหมาย</p>



<p>เพื่อลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์หรือก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งสิทธิดังกล่าวนี้สามารถวัดปริมาณและสามารถนำไปซื้อขายในตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้</p>



<p>พูดง่ายๆ ว่า ก๊าซต่างๆ ที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก (จำนวนคาร์บอน) ที่แต่ละองค์กรสามารถลดได้ต่อปี คือหากปล่อยคาร์บอนน้อยกว่าเกณฑ์ ส่วนนั้นก็จะถูกตีราคาเป็นตัวเงิน ก่อนที่จะถูกขายเป็นเครดิตให้กับองค์กรอื่นได้</p>



<p>“<strong>ตลาดคาร์บอนเครดิต</strong>” จึงเป็นตัวกลางที่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อมโดยการนำสินค้าที่เรียกว่าคาร์บอนเครดิตมาทำการซื้อขายแลกเปลี่ยน</p>



<p>อันจะทำให้เครื่องมือทางการตลาด (Market Mechanism) สำหรับการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อมสามารถบรรลุผลได้จริง</p>



<p>ตลาดคาร์บอนเครดิตจะเป็นจุดนัดพบระหว่างผู้ซื้อ ผู้ขาย ผู้ลงทุนหรือบุคคลอื่นๆ ที่มีเป้าหมายตรงกันด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่สิ่งแวดล้อม</p>



<figure class="wp-block-image"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2023/02/TbWszuw9oayUTWwxId5A.webp" alt="คาร์บอนเครดิต (เบื้องต้น) | วิฑูรย์ สิมะโชคดี"/></figure>



<p></p>



<p>ตลาดคาร์บอน แบ่งออกเป็น 2 ประเภทได้แก่</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>(1) ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (มีผลผูกพันและบังคับตามกฎหมาย)</li>



<li>(2) ตลาดคาร์บอนภาคสมัครใจ (เกิดจากความร่วมมือกันเองของผู้ประกอบการและองค์กรต่างๆ เพื่อซื้อขายกันตามสมัครใจ)</li>
</ul>



<p>ปัจจุบัน มีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกที่มีการขาย<strong>คาร์บอนเครดิต</strong>ในตลาดคาร์บอนเกิดขึ้นแล้วตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 อยู่ในรูปแบบของตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ</p>



<p>ภายใต้&nbsp;<strong>อบก.&nbsp;</strong>ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ให้การรับรอง<strong>โครงการลดก๊าซเรือนกระจก</strong>ภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction : T-VER) แต่ปัจจุบันการขายคาร์บอนเครดิตก็ยังเกิดขึ้นไม่มาก</p>



<p>แม้ตัวเลขการ<strong>ปล่อยก๊าซคาร์บอน</strong>ไดออกไซด์ของไทยจะดูไม่สูงมากนัก และมีมาตรการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกออกมามากมาย</p>



<p>แต่ตัวเลขการปล่อยมลพิษ (Emissions) ในไทยก็ยังเพิ่มสูงขึ้น แสดงให้เห็นว่าภาคธุรกิจอุตสาหกรรมไทยยังไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องนี้มากนัก</p>



<p>แต่ผลจากการประชุมระดับโลกในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&nbsp;<strong>COP26</strong>&nbsp;(พ.ศ.2564) และ COP27 (พ.ศ.2565) ยิ่งจะทำให้เรื่องของ “<strong>คาร์บอนเครดิต</strong>” มีความสำคัญต่อ<strong>ภาคธุรกิจอุตสาหกรรม</strong>และชาวโลกมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้เราจะต้องศึกษาและเรียนรู้เรื่องนี้กันอย่างจริงจังมากขึ้น ครับผม!</p>



<p>Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/environment/1053358" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>10 ข้อควรรู้ เกี่ยวกับที่มาและตลาดคาร์บอนเครดิต / ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการณ์</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/a-good-carbon-credit/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 14 Dec 2022 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight & Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=20888</guid>

					<description><![CDATA[คาร์บอนเครดิต เป็นเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจในวงกว้าง โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่เห็นว่า ในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศได้กำหนดให้มีการใช้กลไกทางตลาดในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการซื้อขาย และการใช้คาร์บอนเครดิตในการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและการตอบสนองต่อการบรรลุการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC) การทำความเข้าใจถึงที่มาและกลไกทางตลาดในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงรูปแบบของตลาดคาร์บอนเครดิต จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และในที่นี้ จะเป็น 10 ข้อควรรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับที่มาและตลาดคาร์บอนเครดิต ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นกลไกทางตลาด ตามความตกลงปารีส (และการเปลี่ยนผ่านจากพิธีสารเกียวโต) สามารถศึกษาได้จาก A Guide to UN Market-based Mechanisms ที่ลิงก์&#160;https://unfccc.int/blog/a-guide-to-un-market-based-mechanisms บทความ :&#160;ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการณ์&#160;ประธานสถาบันไทยพัฒน์ Source : MGROnlineเครดิตภาพ : https://www.klean.world/post/what-makes-a-good-carbon-credit]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>คาร์บอนเครดิต เป็นเรื่องที่กำลังได้รับความสนใจในวงกว้าง โดยเฉพาะภาคธุรกิจที่เห็นว่า ในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศได้กำหนดให้มีการใช้กลไกทางตลาดในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งเปิดโอกาสให้เกิดการซื้อขาย และการใช้คาร์บอนเครดิตในการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและการตอบสนองต่อการบรรลุการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (Nationally Determined Contribution: NDC)</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://mpics.mgronline.com/pics/Images/565000011765302.JPEG" alt=""/></figure>
</div>


<p></p>



<p>การทำความเข้าใจถึงที่มาและกลไกทางตลาดในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก รวมถึงรูปแบบของตลาดคาร์บอนเครดิต จึงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และในที่นี้ จะเป็น 10 ข้อควรรู้เบื้องต้น เกี่ยวกับที่มาและตลาดคาร์บอนเครดิต</p>



<ul class="wp-block-list">
<li>อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ถูกริเริ่มขึ้นในปี ค.ศ.1992 เพื่อวางเป้าหมายการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในภาพรวม โดยกำหนดให้ประเทศที่พัฒนาแล้ว เป็นผู้นำร่องในการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และส่งเสริมให้มีการสนับสนุนประเทศกำลังพัฒนา</li>



<li>พิธีสารเกียวโต ภายใต้กรอบ UNFCCC ถูกจัดทำขึ้นในปี ค.ศ.1997 เพื่อกำหนดกลไกการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมีเป้าหมายอันเป็นข้อผูกพันตามกฎหมายสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยมีพันธกรณีช่วงแรก ในระหว่างปี ค.ศ.2008-2012 และขยายเป็นพันธกรณีช่วงที่สอง ในระหว่างปี ค.ศ.2013-2020 โดยการแก้ไขเพิ่มเติมโดฮา</li>



<li>ความตกลงปารีส ภายใต้กรอบ UNFCCC ถูกจัดทำขึ้นในปี ค.ศ.2015 ให้มีผลบังคับแทนที่กลไกพิธีสารเกียวโต เพื่อปรับเปลี่ยนแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในการกำหนดพันธกรณี จากเดิมที่ผูกพันเฉพาะสำหรับประเทศที่พัฒนาแล้ว มาเป็นการกำหนดเป้าหมายร่วมกันของรัฐภาคีทั้งหมด ทั้งประเทศที่พัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา</li>



<li>ประเทศไทยได้เข้าร่วมเป็นภาคีในกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้ง UNFCCC (ในปี ค.ศ.1994) พิธีสารเกียวโต (ในปี ค.ศ.2002) การแก้ไขเพิ่มเติมโดฮา (ในปี ค.ศ.2015) และความตกลงปารีส (ในปี ค.ศ.2016)</li>



<li>โดยที่ประเทศไทยไม่ได้จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วในภาคผนวก 1 ของ UNFCCC อันเป็นผลให้ไม่เป็นประเทศที่มีข้อผูกพันในภาคผนวก B ตามพิธีสารเกียวโต จึงไม่มีเป้าหมายในการดำเนินการที่เป็นข้อผูกพันตามกฎหมาย</li>



<li>จนกระทั่งการบังคับใช้ความตกลงปารีส ซึ่งกำหนดให้ทุกประเทศต้องเสนอแผนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อบรรลุการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนด (NDC) ประเทศไทยจึงได้แถลงว่า จะมีเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้ร้อยละ 40 ภายในปี ค.ศ.2030 (หากได้รับการสนับสนุนระหว่างประเทศ) และวางเป้าหมายการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน ภายในปี ค.ศ.2050 รวมทั้งการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ ภายในปี ค.ศ.2065</li>



<li>ประเทศไทยกำลังอยู่ระหว่างดำเนินการจัดทำแนวทางและกลไกการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ ภายใต้ความตกลงปารีส โดยยังมิได้มีการนำระบบตลาดคาร์บอนในรูปแบบ “ภาคบังคับ” มาใช้สำหรับการบรรลุการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดหรือใช้เพื่อถ่ายโอนผลการลดก๊าซเรือนกระจกระหว่างประเทศ</li>



<li>ตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยปัจจุบัน ยังเป็นรูปแบบ “ภาคสมัครใจ” ที่เป็นการซื้อขาย และการใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ภายในประเทศ<a href="https://delivery.adnuntius.com/c/hHRnaA5nyAGwwhWBomFhcsQxq9z9LYXNL1fnmG3CiQQAAAAQCtjQz9kbGWD4nuZy3q6HaHGLD9v6o__EUBeGZbvfIN7zphBTaQD8WMiMyfy8EiFJyl-mDFswuRy1qTKNxqjI4rgN2Q2iApElqyYNRE6wr0goalxIrzKHir03d9ImHzYkUpRUVdxA8UQRsb3AVbvCsbrJSkw_XF7YYRuUXYTh-GSEsUsFDLWPZbByBqA6IJGaTywq8GrLZb7hk40-3qJyb1hI99Yc9KhlTpliQGLp6vDKpE7H_OKhpz1QM4hkVew6I47w86KKU6v2gSeA73bcva-NG5Hdh-LEUA__KF_vSS-BPzXiBTGeKL1ksp8o4oNd-ISZcuLS2LegPXZb1Rdjz0vgS-bd6h_6WRTTKj3oZg?ct=2501&amp;r=https%3A%2F%2Fwww.add-digital.co.th%2Fmotor%2Fflexidrive%3Fcid%3Dthan-flexidrive-2022-Default" target="_blank" rel="noreferrer noopener"></a></li>



<li>แนวทางและกลไกการบริหารจัดการคาร์บอนเครดิต ที่กำหนดโดยคณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ ต้องเป็นคาร์บอนเครดิตที่เกิดจากประเภทโครงการพลังงานหมุนเวียนหรือพลังงานที่ใช้ทดแทนเชื้อเพลิงฟอสซิล การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าและการผลิตความร้อน การใช้ระบบขนส่งสาธารณะ การใช้ยานพาหนะไฟฟ้า การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องยนต์ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในอาคารและโรงงาน และในครัวเรือน การปรับเปลี่ยนสารทำความเย็นธรรมชาติ การใช้วัสดุทดแทนปูนเม็ด การจัดการขยะมูลฝอย การจัดการน้ำเสียชุมชน การนำก๊าซมีเทนกลับมาใช้ประโยชน์ การจัดการน้ำเสียอุตสาหกรรม การลด ดูดซับ และกักเก็บก๊าซเรือนกระจกจากภาคป่าไม้และการเกษตร การดักจับ กักเก็บ และ/หรือใช้ประโยชน์จากก๊าซเรือนกระจก หรือโครงการอื่นตามที่คณะกรรมการกำหนด</li>



<li>โครงการที่พัฒนาขึ้นสำหรับใช้คาร์บอนเครดิตเพื่อวัตถุประสงค์ระหว่างประเทศ ต้องเป็นโครงการที่ส่งผลให้เกิดการลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิดหรือเพิ่มแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจก ในส่วนเพิ่มเติมจากการดำเนินงานตามแผนการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศ และมีกำหนดระยะเวลาการรับรองคาร์บอนเครดิต ไม่เกินระยะเวลาการดำเนินงานตามเป้าหมายของการมีส่วนร่วมที่ประเทศกำหนดในแต่ละช่วงเวลา รวมทั้งต้องเป็นโครงการที่มีการส่งเสริมการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมขั้นสูงและใช้เงินลงทุนสูง และการเข้าถึงทรัพยากรทางการเงินเพื่อการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ในการลดก๊าซเรือนกระจกจากแหล่งกำเนิดหรือเป็นการเพิ่มแหล่งกักเก็บก๊าซเรือนกระจก</li>
</ul>



<p>ข้อมูลเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นกลไกทางตลาด ตามความตกลงปารีส (และการเปลี่ยนผ่านจากพิธีสารเกียวโต) สามารถศึกษาได้จาก A Guide to UN Market-based Mechanisms ที่ลิงก์&nbsp;<a href="https://unfccc.int/blog/a-guide-to-un-market-based-mechanisms" target="_blank" rel="noopener">https://unfccc.int/blog/a-guide-to-un-market-based-mechanisms</a></p>



<p>บทความ :&nbsp;<strong>ดร.พิพัฒน์ ยอดพฤติการณ์</strong>&nbsp;ประธานสถาบันไทยพัฒน์</p>



<p>Source : <a href="https://mgronline.com/greeninnovation/detail/9650000115858" target="_blank" rel="noopener">MGROnline</a><br>เครดิตภาพ : <a href="https://www.klean.world/post/what-makes-a-good-carbon-credit" target="_blank" rel="noopener">https://www.klean.world/post/what-makes-a-good-carbon-credit</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>&#8220;คาร์บอนเครดิต&#8221; โอกาสธุรกิจ ชุบชีวิตให้ผืนป่า-ชุมชน</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/carbon-credit-bangkokbiznews/</link>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Thu, 03 Nov 2022 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight & Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=20782</guid>

					<description><![CDATA[การปลูกต้นไม้ ช่วยเพิ่มออกซิเจน ดูดซับ &#8220;ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์&#8221; โดยประเทศไทย ตั้งแต่ ปี 2561 สามารถนำไม้ยืนต้นมาจดหลักประกันที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อประเมินในการขอสินเชื่อได้ ทั้งยังสามารถนำมาคำนวณเครดิต เพื่อขายในตลาดการค้า &#8220;คาร์บอนเครดิต&#8221; ได้ด้วย ข้อมูล&#160;กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง&#160;เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 65 ระบุว่า 5&#160;ประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดของโลก&#160;ได้แก่ จีน, สหรัฐอเมริกา, อินเดีย, รัสเซีย และญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทยเราอยู่ในอันดับที่ 21 ของโลก หรือประมาณ 0.8% ของโลก และเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงที่สุด ดังนั้น ทุกประเทศจึงต้องหาทางลดการปล่อย&#160;ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์&#160;การปลูกต้นไม้ช่วยเพิ่มออกซิเจนในชั้นบรรยากาศและดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วยลดการสะสมของก๊าซเรือนกระจกสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง โดยผูัที่ปลูก อาจจะเป็นบริษัท หรือ ประชาชาชน สามารถวัดขนาดความสูง ความกว้าง เส้นรอบวง ต่าง ๆ ของต้นไม้และนำข้อมูลทั้งหมดใส่งห้องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)คำนวณและออกใบรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตที่สามารถขายได้ ล่าสุด&#160;&#160;“วราวุธ ศิลปอาชา”&#160;&#160;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.)ให้ข้อมูลว่าตั้งแต่ปี 2561 สามารถนำไม้ยืนต้นมาจดหลักประกันที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p><em>การปลูกต้นไม้ ช่วยเพิ่มออกซิเจน ดูดซับ &#8220;ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์&#8221; โดยประเทศไทย ตั้งแต่ ปี 2561 สามารถนำไม้ยืนต้นมาจดหลักประกันที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เพื่อประเมินในการขอสินเชื่อได้ ทั้งยังสามารถนำมาคำนวณเครดิต เพื่อขายในตลาดการค้า &#8220;คาร์บอนเครดิต&#8221; ได้ด้วย</em></p>



<p>ข้อมูล&nbsp;<strong>กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง</strong>&nbsp;เมื่อวันที่ 21 ก.ย. 65 ระบุว่า 5&nbsp;ประเทศที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มากที่สุดของโลก&nbsp;ได้แก่ จีน, สหรัฐอเมริกา, อินเดีย, รัสเซีย และญี่ปุ่น ส่วนประเทศไทยเราอยู่ในอันดับที่ 21 ของโลก หรือประมาณ 0.8% ของโลก และเป็น 1 ใน 10 ประเทศที่จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรุนแรงที่สุด</p>



<p>ดังนั้น ทุกประเทศจึงต้องหาทางลดการปล่อย&nbsp;<strong>ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์&nbsp;</strong>การปลูกต้นไม้ช่วยเพิ่มออกซิเจนในชั้นบรรยากาศและดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ช่วยลดการสะสมของก๊าซเรือนกระจกสาเหตุของการเกิดภาวะโลกร้อนจึงเป็นทางเลือกหนึ่ง โดยผูัที่ปลูก อาจจะเป็นบริษัท หรือ ประชาชาชน สามารถวัดขนาดความสูง ความกว้าง เส้นรอบวง ต่าง ๆ ของต้นไม้และนำข้อมูลทั้งหมดใส่งห้องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)คำนวณและออกใบรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตที่สามารถขายได้</p>



<p>ล่าสุด&nbsp;<strong>&nbsp;“วราวุธ ศิลปอาชา”</strong>&nbsp;&nbsp;รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.)ให้ข้อมูลว่าตั้งแต่ปี 2561 สามารถนำไม้ยืนต้นมาจดหลักประกันที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ เพื่อประเมินในการขอสินเชื่อได้&nbsp;ซึ่งจากข้อมูลเมื่อวันที่ 20 พ.ค&nbsp;2565 ระบุว่า มีการจดทะเบียนนำต้นไม้มาเป็นหลักประกัน ทั้งสิ้น 146,282 ต้น เป็นจำนวนเงินค้ำประกัน 137,117,712 บาท</p>



<p>นอกจากนี้ ยังสามารถนำต้นไม้มาคำนวณคาร์บอนเครดิต เพื่อขายในตลาดการค้าคาร์บอนเครดิตได้ด้วย โดยปัจจุบันราคาขายของ&nbsp;<strong>คาร์บอนเครดิต&nbsp;</strong>เฉลี่ยอยู่ที่ 120 บาท/ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า โดยปริมาณ<strong>คาร์บอนไดออกไซด์&nbsp;</strong>เฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 231,000 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า</p>



<p>สำหรับไม้ยืนต้นที่สามารถเป็นหลักประกันได้มีประมาณ 58 ชนิด&nbsp;ได้แก่ตะเคียนทอง ตะเคียนหิน ตะเคียนชันตาแมว ไม้สกุลยาง (ไม่รวมยางพารา) สะเดา สะเดาเทียม ตะกู ยมหิน ยมหอม นางพญาเสือโคร่ง นนทรี สัตบรรณ ตีนเป็ดทะเล พฤกษ์ ปีบ ตะแบกนา เสลา อินทนิลน้ำ ตะแบกเลือด นากบุด ไม้สัก พะยูง ชิงชัน กระซิก กระพี้เขาควาย สาธร แดง ประดู่ป่า ประดู่บ้าน มะค่าโมง มะค่าแต้ เคี่ยม เคี่ยมคะนอง เต็ง รัง พะยอม ไม้สกุลจำปี (จำปีสิรินธร จำปีป่า จำปีถิ่นไทย จำปีดง จำปีแขก จำปีเพชร )</p>



<p>แคนา กัลปพฤกษ์ ราชพฤกษ์ สุพรรณิการ์ เหลืองปรีดียาธร มะหาด มะขามป้อม หว้า จามจุรี พลับพลา กันเกรา กะทังใบใหญ่ หลุมพอ กฤษณา ไม้หอม เทพทาโร ฝาง ไผ่ทุกชนิด ไม้สกุลมะม่วง ไม้สกุลทุเรียน และมะขาม&nbsp;ประชาชนที่มีที่ดิน และต้องการปลูกต้นไม้ สามารถขอรับกล้าไม้ได้ฟรี ที่กรมป่าไม้ ดูรายละเอียดที่&nbsp;<a href="https://www.forest.go.th/nursery/wheretogettree" target="_blank" rel="noopener">คลิก&nbsp;</a></p>



<p>ทั้งนี้ ประเทศไทยได้เปิดกระดานซื้อ-ขาย<strong>คาร์บอนเครดิต&nbsp;</strong>ผ่านแพลตฟอร์ม FTIX&nbsp;ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 ก.ย.2565 ที่ผ่านมา&nbsp;ซึ่งตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทยยังมีขนาดเล็ก มีอัตราการเติบโตร้อยละ 8.5 ต่อปี เพราะยังเป็นนโยบายแบบสมัครใจ (Voluntary carbon market)&nbsp;อย่างไรก็ตาม&nbsp;แนวโน้มของตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในอนาคตนั้น จะได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในอนาคต เพราะนอกจากจะได้ช่วยเพิ่มพื้นที่สีเขียวและช่วยลดโลกร้อนแล้ว&nbsp;ยังได้รับการยกเว้นภาษีเงินได้และภาษีกำไรสุทธิจากการซื้อขายคาร์บอนเครดิตอีกด้วย</p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter"><img decoding="async" src="https://image.bangkokbiznews.com/uploads/images/contents/w1024/2022/10/ksHFnfQj8mcHNMdz5DSw.webp" alt="&quot;คาร์บอนเครดิต&quot; โอกาสธุรกิจ ชุบชีวิตให้ผืนป่า-ชุมชน"/></figure>
</div>


<p>Source : <a href="https://www.bangkokbiznews.com/environment/1034629" target="_blank" rel="noopener">กรุงเทพธุรกิจ</a></p>
]]></content:encoded>
					
		
		
			</item>
		<item>
		<title>มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ จะขายคาร์บอนเครดิตอย่างไร ? วิธีสร้างรายได้ ทำอย่างไร ?</title>
		<link>https://energy-thaichamber.org/carbon-credit-spring-news/</link>
					<comments>https://energy-thaichamber.org/carbon-credit-spring-news/#comments</comments>
		
		<dc:creator><![CDATA[Energy Thai Chamber]]></dc:creator>
		<pubDate>Wed, 02 Nov 2022 02:00:00 +0000</pubDate>
				<category><![CDATA[Highlight & Knowledge]]></category>
		<category><![CDATA[carbon credit]]></category>
		<category><![CDATA[คาร์บอนเครดิต]]></category>
		<guid isPermaLink="false">https://www.energy-thaichamber.org/?p=20779</guid>

					<description><![CDATA[มีพื้นที่ปลูกต้นไม้จะขายคาร์บอนเครดิตอย่างไร? สำหรับ ผู้ที่สนใจอยากจะเข้าเทรนด์ รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อมและ Keep The World ในประเด็น การขายคาร์บอนเครดิต ติดตามได้ในบทความนี้ • คาร์บอนเครดิตคืออะไร ? &#160; คำถามแรก ที่สำคัญมากๆ คือ&#160;คาร์บอนเครดิตคืออะไร ?&#160;&#160;คาร์บอนเครดิต&#160; คือศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออก จากชั้นบรรยากาศของโลก มาคำนวนเป็นค่าเครดิต ให้สามารถซื้อ-ขายได้ เหมือนเป็นสินค้าประเภทหนึ่ง โดยหนึ่งเครดิต เท่ากับการสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน เพื่อขายให้กับประเทศพัฒนาแล้วประเทศอุตสาหกรรม หรือแม้แต่เอกชนบางราย โดยประเทศหรือหน่วยงานเหล่านี้จะซื้อ Carbon Credit ไป เพื่อใช้ขยายขอบเขตหรือชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง และคาร์บอนเครดิต จะมีส่วนสำคัญในการทำธุรกิจในอนาคตเป็นอย่างมาก และเป็นเทรนด์ที่ทุกภาคส่วนกำลังมุ่งไป • กลไกซื้อขายคาร์บอน เครดิตในไทย&#160; สำหรับ กลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ในไทย ที่จะทำให้ผู้ประกอบการและประชาชนอยู่ในเทรนด์รักษ์โลก และ&#160;keep the world&#160;นั้น ดำเนินการโดย&#160;องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)&#160;โดยคนทั่วไทย หรือภาคเอกชน ที่สนใจสามารถติดต่อขอคำแนะนำได้ที่&#160;www.tgo.or.th&#160;&#160;เพียงแค่มีที่ดินปลูกต้นไม้ ก็สามารถเข้าสู่ธุรกิจนี้ได้แล้ว โดยการประเมินปริมาณคาร์บอนเครดิตที่สามารถซื้อขายได้ จะประเมินโดยองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก&#160; [&#8230;]]]></description>
										<content:encoded><![CDATA[
<p>มีพื้นที่ปลูกต้นไม้จะขายคาร์บอนเครดิตอย่างไร? สำหรับ ผู้ที่สนใจอยากจะเข้าเทรนด์ รักษ์โลก รักษ์สิ่งแวดล้อมและ Keep The World ในประเด็น การขายคาร์บอนเครดิต ติดตามได้ในบทความนี้</p>



<p><strong>• คาร์บอนเครดิตคืออะไร ? &nbsp;</strong><br><br>คำถามแรก ที่สำคัญมากๆ คือ&nbsp;<strong>คาร์บอนเครดิตคืออะไร ?&nbsp;</strong>&nbsp;<strong>คาร์บอนเครดิต</strong>&nbsp; คือศักยภาพในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออก จากชั้นบรรยากาศของโลก มาคำนวนเป็นค่าเครดิต ให้สามารถซื้อ-ขายได้ เหมือนเป็นสินค้าประเภทหนึ่ง โดยหนึ่งเครดิต เท่ากับการสามารถดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ 1 ตัน เพื่อขายให้กับประเทศพัฒนาแล้วประเทศอุตสาหกรรม หรือแม้แต่เอกชนบางราย โดยประเทศหรือหน่วยงานเหล่านี้จะซื้อ Carbon Credit ไป เพื่อใช้ขยายขอบเขตหรือชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง และคาร์บอนเครดิต จะมีส่วนสำคัญในการทำธุรกิจในอนาคตเป็นอย่างมาก และเป็นเทรนด์ที่ทุกภาคส่วนกำลังมุ่งไป<br><br><strong>• กลไกซื้อขายคาร์บอน เครดิตในไทย&nbsp;</strong><br><br>สำหรับ กลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ในไทย ที่จะทำให้ผู้ประกอบการและประชาชนอยู่ในเทรนด์รักษ์โลก และ&nbsp;<strong>keep the world</strong>&nbsp;นั้น ดำเนินการโดย&nbsp;<strong>องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)&nbsp;</strong>โดยคนทั่วไทย หรือภาคเอกชน ที่สนใจสามารถติดต่อขอคำแนะนำได้ที่&nbsp;<a href="http://www.tgo.or.th/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>www.tgo.or.th&nbsp;</strong>&nbsp;</a>เพียงแค่มีที่ดินปลูกต้นไม้ ก็สามารถเข้าสู่ธุรกิจนี้ได้แล้ว โดยการประเมินปริมาณคาร์บอนเครดิตที่สามารถซื้อขายได้ จะประเมินโดยองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก&nbsp;</p>



<p><strong>• มีพื้นที่ปลูกต้นไม้จะขายคาร์บอนเครดิต อย่างไร ? วิธี สร้างรายได้ จากคาร์บอนเครดิต &nbsp;ทำอย่างไร ?</strong><br><br>ข้อมูลจาก องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ระบุว่า จะต้องมี&nbsp;<br><br>1. มีพื้นที่ปลูกต้นไม้ประเภทไม้ยืนต้นตั้งแต่ 10 ไร่ขึ้นไป&nbsp;<br>2. มีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือได้รับอนุญาตอย่างถูกต้องตามกฎหมาย&nbsp;<br>3. มีความรู้ในการประเมินการกักเก็บคาร์บอนและจัดทำเอกสารข้อเสนอโครงการ&nbsp;<br>4. มีเงินในการจ้างผู้ประเมินภายนอกมาตรวจสอบความใช้ได้และทวนสอบข้อมูลก๊าซเรือนกระจก</p>



<p>โดย ปัจจุบัน มี โครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียน (ทั่วไป) กับ&nbsp;<strong>T-VER</strong>&nbsp;โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย&nbsp;<a href="https://ghgreduction.tgo.or.th/th/tver-database-and-statistics/t-ver-registered-project.html?start=300" target="_blank" rel="noreferrer noopener">&nbsp;310 โครงการ &nbsp;&nbsp;</a><br><br>เริ่มโครงการเพื่อรับรองคาร์บอนเครดิตจะทำอย่างไรดี?<br>ศึกษาข้อมูลการขึ้นทะเบียนโครงการและการรับรองคาร์บอนเครดิตจากเว็บไซต์&nbsp;<a href="https://ghgreduction.tgo.or.th/th/" target="_blank" rel="noreferrer noopener"><strong>https://ghgreduction.tgo.or.th</strong></a>&nbsp;เพิ่มเติม&nbsp;</p>



<p><strong>คำถามที่ ยังคาใจ ประชาชนหลายส่วนคือ ถ้าหลายๆรายรวมกันเป็นวิสาหกิจชุมชน ได้ไหม ? เพราะเกษตรกรบางรายมีที่ดินไม่ถึง10ไร่ ?&nbsp;</strong><br><br><strong>คำตอบ</strong>&nbsp;คือ ผู้ที่อยากได้ คาร์บอนเครดิต ทำได้ โดย &nbsp;สามารถทำ<strong>โครงการ T-VER</strong>&nbsp;(<strong>โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย</strong>) &nbsp;ในรูปแบบของ โครงการแบบแผนงาน (Programme of Activities) โดยมีโครงการย่อยที่มีที่ตั้งหลายแห่งได้ แต่ประเภทโครงการต้องเหมือนกัน ใช้ระเบียบวิธีการ (Methodology) เดียวกัน ระยะเวลาในการคิดเครดิตของโครงการย่อยเริ่มและจบไม่เหมือนกันก็ได้ แต่ที่สำคัญต้องมีหน่วยงานกลางที่จัดทำข้อเสนอโครงการ T-VER แบบแผนงาน รวบรวมข้อมูลทั้งหมดของโครงการย่อยเพื่อจัดทำข้อเสนอโครงการย่อยของแต่ละกลุ่มแยกกัน<br><br>หรือจะทำแบบควบรวม (Bundled Projects) โดยเป็นโครงการที่มีที่ตั้งหลายแห่ง โดยทุกโครงการย่อยเป็นประเภทโครงการเดียวกัน ใช้ระเบียบวิธีการ (Methodology) เดียวกัน แต่ในส่วนของระยะเวลาคิดเครดิตของทุกแห่งต้องเริ่มพร้อมกันและจบพร้อมกัน และมีหน่วยงานกลางที่รวบรวมข้อมูลและจัดทำข้อเสนอโครงการเล่มเดียว<br><br><strong>กรณีพื้นที่กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง สามารถเข้าโครงการ คาร์บอนเครดิต กับ อบก. ได้หรือไม่ ?&nbsp;</strong><br>&nbsp;<strong>คำตอบ&nbsp;</strong>คือ ผู้มีสิทธิ์ยื่นคำขอเพื่อดำเนินการโครงการคาร์บอนเครดิต กับ อบก. ต้องเป็นผู้ที่ ยื่นความประสงค์ขอดำเนินโครงการปลูกป่าร่วมกับ ทช.</p>



<p>กรณีพื้นที่ของกรมป่าไม้ นั้น &nbsp;, ผู้มีสิทธิ์ยื่นคำขอเพื่อดำเนินการโครงการคาร์บอนเครดิต กับ อบก. ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติในข้อใดข้อหนึ่ง ดังนี้<br><br>1. เป็นผู้ได้รับอนุมัติตาม ม.19 พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ<br>2. เป็นผู้ได้รับอนุญาตตาม ม.54 พรบ.ป่าไม้ และ ม. 13/1 ม.16 ม.20 พรบ.ป่าสงวนแห่งชาติ<br>3. เป็นผู้ได้รับอนุมัติให้ใช้ประโยชน์พื้นที่สวนป่าของกรมป่าไม้ตาม มติ ครม.<br>กรณีพื้นที่ของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช<br>ผู้มีสิทธิ์ยื่นคำขอเพื่อดำเนินการโครงการคาร์บอนเครดิต กับ อบก. ต้องเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติในข้อใดข้อหนึ่งดังนี้<br>1. เป็นผู้ได้รับอนุญาตตาม ม. 23 ม.28 ม.64 พรบ.อุทยานฯ<br>2. เป็นผู้ได้รับอนุญาตตาม ม.56 ม.67 ม.121 พรบ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า</p>



<iframe src="https://www.facebook.com/plugins/post.php?href=https%3A%2F%2Fwww.facebook.com%2Ftgo.or.th%2Fposts%2Fpfbid02njrzh5WWXBXpaDcutFh47RHK1fRi5aa8jBoFiXvBwvJCndyF19tCi9PDZcscNv2Yl&#038;show_text=true&#038;width=500" width="500" height="742" style="border:none;overflow:hidden"   allowfullscreen="true" allow="autoplay; clipboard-write; encrypted-media; picture-in-picture; web-share"></iframe>



<p>Source : <a href="https://www.springnews.co.th/keep-the-world/831622" target="_blank" rel="noopener">Spring News</a></p>


<div class="wp-block-image">
<figure class="aligncenter size-large"><a href="https://www.energy-thaichamber.org/tree-and-carbon-credit/"><img decoding="async" src="https://www.energy-thaichamber.org/wp-content/uploads/2023/04/tree-n-carbon-770x500.webp" alt=""/></a></figure>
</div>


<p></p>
]]></content:encoded>
					
					<wfw:commentRss>https://energy-thaichamber.org/carbon-credit-spring-news/feed/</wfw:commentRss>
			<slash:comments>1</slash:comments>
		
		
			</item>
	</channel>
</rss>
