พลังงานจ่อขยายเพดานตรึง “ราคาน้ำมันดีเซล” ไม่เกิน 35 บาท เพื่อให้สะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันตลาดโลก ชี้ทำเหมือนปี 65 หลังสถานะกองทุนน้ำมันวิกฤตหนัก ล่าสุดติดลบกว่า 111,345 ล้านบาท

ราคาน้ำมันดีเซลขยับเพิ่มขึ้นอีก 50 สตางค์วันนี้ (31 พ.ค. 67) ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลปัจจุบันมาอยู่ที่ 32.94 บาทต่อลิตร โดยเป็นการทยอยปรับขึ้นตั้งแต่หมดมาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลวันที่ 19 เม.ย. 67 ที่ผ่านมา ซึ่งใกล้ชนเพดานของรัฐบาลที่มีนโยบายตรึงราคาไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร

ล่าสุดแหล่งข่าวจากกระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า สำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (สกนช.) ต้องเร่งหาแนวทางในการดูแลราคาน้ำมันดีเซล ในภาวะราคาน้ำมันในตลาดโลกยังผันผวนหลังจากนี้ เพื่อไม่ให้กระทบกับค่าครองชีพประชาชนมากนัก

ทั้งนี้ เบื้องต้นไว้วางไว้ 3 แนวทาง ประกอบด้วย 

  • ขอมติ ครม.ให้ขยับเพดานกรอบราคาน้ำมันดีเซลใหม่ เพื่อให้สะท้อนต้นทุนราคาน้ำมันตลาดโลก อาจจะกลับไปกรอบเพดานราคาเดิมไม่เกินลิตรละ 35 บาท ในปี 65 ที่มีภาวะสงครามรัสเซีย-ยูเครน ทำให้เกิดวิกฤติด้านราคา แต่ขณะนี้แม้ไม่ใช่วิกฤติด้านราคาน้ำมันในตลาดโลก แต่เป็นวิกฤติด้านสถานะกองทุนฯ เอง ล่าสุดฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสุทธิฯ วันที่ 26 พ.ค. 67 ติดลบ 111,345 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 63,655 ล้านบาท ส่วนก๊าซฯ แอลพีจี ติดลบ 47,690 ล้านบาท

พลังงานจ่อขยายเพดานตรึง "ราคาน้ำมันดีเซล" ไม่เกิน 35 บ. หลังกองทุนวิกฤตหนักพลังงานจ่อขยายเพดานตรึง “ราคาน้ำมันดีเซล” ไม่เกิน 35 บ. หลังกองทุนวิกฤตหนัก

  • รอการจัดสรรงบประมาณโครงการดิจิทัลวอลเล็ตแล้วเสร็จ จะขอความร่วมมือให้กรมสรรพสามิต กระทรวงการคลัง ลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลอีกครั้ง และ
  • ของบกลางดูแลราคาน้ำมันดีเซล

อย่างไรก็ดี หากดูทั้ง 3 แนวทางแล้ว แนวทางดีที่สุด คือ แนวทางแรกซึ่งเป็นการสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของราคาน้ำมันตลาดโลก และยังเป็นการแก้ปัญหาสภาพคล่องของกองทุนฯ ที่ยังติดลบเกินแสนล้านบาทอยู่ 

ส่วนแนวทางต่อมาเสมือนเป็นการเจียดกระเป๋าซ้าย มากระเป๋าขวา 

ขณะที่แนวทางสุดท้ายตอนนี้งบประมาณมีไม่เยอะ จะยิ่งเป็นการสร้างภาระให้กับรัฐบาลเข้าไปอีก ต้องดูต่อไปว่ารัฐบาลจะตัดสินใจอย่างไร

Source : ฐานเศรษฐกิจ

กรมธุรกิจพลังงาน เปิดข้อมูลการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงรอบ 4 เดือน ของปี 2567 (มกราคม – เมษายน) ทั้งดีเซล เบนซิน และ NGV ต่างใช้ลดลง ส่วน น้ำมันอากาศยาน และ LPG ใช้เพิ่มขึ้น 

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน เผยภาพรวมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ย เดือนมกราคม – เมษายน 2567 อยู่ที่ 157.32 ล้านลิตร/วัน ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 1.0 โดยน้ำมันเตามีการใช้ลดลงร้อยละ 21.7 NGV ลดลงร้อยละ 16.4 น้ำมันกลุ่มดีเซลลดลงร้อยละ 4.8 และน้ำมันกลุ่มเบนซินลดลงร้อยละ 0.03 ขณะที่การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.6 และ LPG เพิ่มขึ้นร้อยละ 2.7 

การใช้น้ำมันกลุ่มเบนซิน เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 31.85 ล้านลิตร/วัน ลดลง จากช่วงเดียวกัน ของปีก่อนร้อยละ 0.03 โดยการใช้แก๊สโซฮอล์ อี85 ลดลงมาอยู่ที่ 0.07 ล้านลิตร/วัน เบนซิน ลดลงมาอยู่ที่ 0.42 ล้านลิตร/วัน แก๊สโซฮอล์ อี20 ลดลงมาอยู่ที่ 5.47 ล้านลิตร/วัน และแก๊สโซฮอล์ 95 ลดลงมาอยู่ที่ 17.55 ล้านลิตร/วัน ขณะที่ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์ 91 เพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 7.96 ล้านลิตร/วัน 

การใช้น้ำมันกลุ่มดีเซล เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 71.06 ล้านลิตร/วัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 4.8 โดยน้ำมันดีเซลพื้นฐาน ลดลงมาอยู่ที่ 1.64 ล้านลิตร/วัน น้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา ลดลงมาอยู่ที่ 0.36 ล้านลิตร/วัน และน้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี20 ลดลงมาอยู่ที่ 0.15 ล้านลิตร/วัน ขณะที่น้ำมันดีเซลหมุนเร็ว บี7  มีปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 4.4 มาอยู่ที่ 68.90 ล้านลิตร/วัน ซึ่งยังคงอยู่ในระยะเวลามาตรการปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซล 1 บาท โดยมีผลจนถึงวันที่ 19 เมษายน 2567 รวมทั้งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาท/ลิตร ในช่วงระยะเวลา 20 เมษายน – 31 กรกฎาคม 2567 เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อภาระค่าครองชีพของประชาชนและเพื่อส่งเสริมการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ

สราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน

การใช้น้ำมันอากาศยานเชิงพาณิชย์ (Jet A1) เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 16.47 ล้านลิตร/วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 18.6 เนื่องจากการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว ทำให้นักท่องเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศเดินทางมาท่องเที่ยวมากขึ้น ประกอบกับการสนับสนุนของรัฐบาล เช่น นโยบายฟรีวีซ่าไทย-จีน ฟรีวีซ่าอินเดียและไต้หวัน 6 เดือน (พฤศจิกายน 2566 – พฤษภาคม 2567) รวมทั้งการเพิ่มเที่ยวบินพิเศษในช่วงวันหยุดเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนให้นักท่องเที่ยวเดินทางด้วยอากาศยานเพิ่มมากขึ้น

การใช้ LPG เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 17.64 ล้าน กก./วัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 2.7 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของภาคปิโตรเคมี ร้อยละ 7.2 มาอยู่ที่ 7.63 ล้าน กก./วัน ภาคขนส่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.5 มาอยู่ที่ 2.33 ล้าน กก./วัน โดยปริมาณการใช้ LPG มีการปรับตัวเพิ่มสูงขึ้นเนื่องจากการกลับมาดำเนินงานของภาคปิโตรเคมี หลังจากที่มีการหยุดซ่อมบำรุง ในขณะที่การใช้ในภาคอุตสาหกรรมลดลงร้อยละ 3.0 มาอยู่ที่ 1.95 ล้าน กก./วัน และภาคครัวเรือนลดลงร้อยละ 0.7 มาอยู่ที่ 5.73 ล้าน กก./วัน ทั้งนี้คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตรึงราคาขายปลีก LPG ที่ระดับ 423 บาท/ถังขนาด 15 กก. โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน – 30 มิถุนายน 2567

การใช้ NGV เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 2.93 ล้าน กก./วัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ร้อยละ 16.4 ทั้งนี้ ปตท. มีมาตรการบรรเทาผลกระทบราคาพลังงาน สำหรับรถแท็กซี่ รถโดยสารสาธารณะ รถบรรทุก ขยายระยะเวลาการช่วยเหลือราคา NGV สำหรับผู้มีบัตรสิทธิประโยชน์อยู่แล้ว และเปิดให้มีการสมัครบัตรสิทธิประโยชน์เพิ่มเติม โดยสิทธิประโยชน์จะแตกต่างไปตามประเภทของรถ รวมทั้งช่วยเหลือราคาก๊าซ NGV ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 15 พฤษภาคม 2567 โดยจำหน่ายก๊าซ NGV ที่ราคา 19.59 บาทต่อกิโลกรัมสำหรับรถยนต์ทั่วไป

การนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิง เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เฉลี่ยอยู่ที่ 1,054,747 บาร์เรล/วัน ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อนร้อยละ 4.0 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้ารวม 99,511 ล้านบาท/เดือน โดยเป็นการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 996,668 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 2.5 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันดิบอยู่ที่ 94,716 ล้านบาท/เดือน สำหรับการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูป (น้ำมันเบนซินพื้นฐาน น้ำมันดีเซลพื้นฐาน น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน และ LPG) อยู่ที่ 58,079 บาร์เรล/วัน ลดลงร้อยละ 24.1 คิดเป็นมูลค่าการนำเข้าน้ำมันสำเร็จรูปอยู่ที่ 4,795 ล้านบาท/เดือน 

การส่งออกน้ำมันสำเร็จรูป เดือนมกราคม – เมษายน 2567 เป็นการส่งออกน้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันเตา น้ำมันอากาศยาน น้ำมันก๊าด และ LPG โดยปริมาณส่งออกอยู่ที่ 153,895 บาร์เรล/วัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.6 คิดเป็นมูลค่าส่งออกรวม 15,984 ล้านบาท/เดือน

Source : Energy News Center

เช็คมาตรการช่วย “ค่าไฟ-ก๊าซหุงต้ม-น้ำมันดีเซล” ล่าสุด จ่ายเท่าไหร่ที่นี่มีคำตอบ ฐานเศรษฐกิจรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ให้แล้ว หลัง ครม. มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ มุ่งลดค่าครองชีพประชาชน

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือประชาชน ตามที่กระทรวงพลังงานนำเสนอทั้งด้านค่าไฟ ราคาน้ำมันดีเซล ราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือน หรือแอลพีจี (LPG)

จากการตรวจสอบข้อมูลของ “ฐานเศรษฐกิจ” มาตรการช่วยเหลือดังกล่าว ประกอบด้วย

  • การตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร โดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
  • การขยายระยะเวลาการตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม 423 บาท ต่อถัง 15 กิโลกรัมไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2567
  • การลดค่าไฟที่ 19.05 สตางค์ จาก 4.18 บาท เป็น 3.99 บาทต่อหน่วย สำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ในงวดเดือนพฤษภาคม  ถึง สิงหาคม 2567

เช็คมาตรการช่วย "ค่าไฟ-ก๊าซหุงต้ม-น้ำมันดีเซล" ล่าสุด จ่ายเท่าไหร่ที่นี่

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ปัจจุบันราคาพลังงานเกือบทุกชนิดมีความผันผวนในระดับสูง เกิดจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ 

ซึ่งกระทรวงพลังงานได้พยายามที่จะช่วยเหลือประชาชนลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งในส่วนของน้ำมัน รัฐบาลได้กำหนดเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร เนื่องจากสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้อุดหนุนติดลบกว่าแสนล้านบาทแล้ว 

หากไม่อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริงจะอยู่ที่ 34 – 35 บาทต่อลิตร และอาจจะมีการปรับเพดานหากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาขายปลีกในไทยก็จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป 

อย่างไรก็ดี 3 มาตรการที่ผ่านการอนุมติจาก ครม. ถือว่าเป็นมาตรการช่วยเหลือในระยะสั้น ตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“ได้เตรียมรื้อระบบราคาพลังงานใหม่ ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการอยู่ คาดว่าจะยกร่างกฎหมายใหม่ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ภายในปีนี้ คนไทยจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงราคาพลังงานที่มีความยุติธรรม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และจะเป็นการปรับรูปแบบพลังงานของประเทศที่จะมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต” 

Source : ฐานเศรษฐกิจ

วิกฤติกองทุนน้ำมันติดลบเพิ่มเป็น 1.1 แสนล้าน กบน. สั่งลดการชดเชยดีเซลหนุนสภาพคล่อง ขยับขึ้นราคาขายปลีกอีก 50 สตางค์ต่อลิตรเป็น 31.94 บาทต่อลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2567  เป็นต้นไป 

นายวิศักดิ์ วัฒนศัพท์ ผู้อำนวยการสำนักงานกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ได้พิจารณาสภาพคล่องของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เห็นว่าแม้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจะมีรายจ่ายลดลงแต่กองทุนน้ำมันฯ ยังขาดสภาพคล่อง ประกอบกับสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในขณะนี้ยังมีความผันผวนต่อเนื่องจากปัจจัยด้านสงครามและเศรษฐกิจ กบน. จึงมีมติลดอัตราเงินชดเชยประเภทน้ำมันดีเซลหมุนเร็วธรรมดา และน้ำมันดีเซลหมุนเร็วบี 20 จาก 2.58 บาท/ลิตร เป็น 1.94 บาท/ลิตร เพื่อให้กองทุนน้ำมันฯ มีรายจ่ายประเภทน้ำมันดีเซลลดลงประมาณวันละ 40.91 ล้านบาท จากวันละ 164.05 ล้านบาท เป็น 123.14 ล้านบาท การลดอัตราเงินชดเชยกองทุนน้ำมันประเภทดีเซลในครั้งนี้ส่งผลให้ราคาขายปลีกประเภทน้ำมันดีเซลปรับขึ้น 0.50 บาท/ลิตร เป็น 31.94 บาท/ลิตร มีผลตั้งแต่วันที่ 17 พฤษภาคม 2567  เป็นต้นไป 

ทั้งนี้ การพิจารณาดังกล่าวเป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2567 ที่เห็นชอบมาตรการลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแก่ประชาชน โดยวางกรอบการตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาท/ลิตร ตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน ถึง 31 กรกฎาคม 2567 ซึ่งเป็นมาตรการต่อเนื่องจากมาตรการเดิมที่สิ้นสุดเมื่อเดือนเมษายนที่ผ่านมา 

และการดำเนินการนี้เป็นไปตามมติ กบน. เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2567 ที่เห็นชอบในหลักการให้ปรับอัตราเงินชดเชยกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงประเภทน้ำมันดีเซลเพื่อให้ราคาขายปลีกเกินกว่า 30 บาทต่อลิตรได้ตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เป็นต้นไป

อย่างไรก็ตาม กบน.จะพิจารณาลดการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลแบบค่อยเป็นค่อยไปให้เป็นไปตามช่วงเวลาและจังหวะที่เหมาะสม เพื่อรักษาระดับราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงภายในประเทศไม่ให้ผันผวนมากจนเกินไป และให้กระทบต่อค่าครองชีพของประชาชนให้น้อยที่สุด  

สำหรับฐานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงสุทธิ ณ วันที่ 12 พฤษภาคม 2567 ยังติดลบอยู่ 110,296 ล้านบาท แบ่งเป็นบัญชีน้ำมันติดลบ 62,719 ล้านบาท ส่วนบัญชีก๊าซ LPG ติดลบ 47,577 ล้านบาท

Source : Energy News Center

รวมผลประกอบการไตรมาสแรกในปี 2567 ของธุรกิจน้ำมันและโรงกลั่นที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ทั้ง TOP OR บางจาก SPRC IRPC ล้วนมีรายได้และผลกำไรที่เติบโตขึ้น สะท้อนถึงภาพรวมที่ดีของอุตสาหกรรมน้ำมันและโรงกลั่นในประเทศ ผู้สื่อข่าวศูนย์ข่าวพลังงาน (Energy News Center -ENC) รวบรวมข้อมูลผลประกอบการไตรมาสแรกของกลุ่มอุตสาหกรรมน้ำมันซึ่งแจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ที่น่าสนใจ มีดังนี้

บริษัท ไทยออยล์ จำกัด (มหาชน) หรือ TOP ผลประกอบการในไตรมาส 1/2567 มีกำไรสุทธิ 5,863 ล้านบาท ปรับเพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อนจากส่วนต่างราคาน้ำมันเบนซินกับน้ำมันดิบดูไบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น หลังได้รับแรงหนุนจากสภาพอากาศที่หนาวเย็นในประเทศสหรัฐฯ ส่งผลให้อุปทานน้ำมันเบนซินเพื่อส่งออกตึงตัว รวมถึงส่วนต่างราคาน้ำมันดิบที่ใช้กลั่นจริงเทียบกับราคาน้ำมันดิบดูไบ (Crude Premium) ปรับตัวลดลง หลังจีนและอินเดียลดการซื้อน้ำมันดิบจากตะวันออกกลาง ในขณะที่อุปทานจากตะวันออกกลางปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงหยุดซ่อมบำรุงโรงกลั่นน้ำมันในภูมิภาค 

โดยภาพรวมกลุ่มไทยออยล์มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตของกลุ่มฯ รวมผลกระทบจากสต๊อกนํ้ามันอยู่ที่ 10.5 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในไตรมาส 1/2567 เพิ่มขึ้น 6.9 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลจากไตรมาส 4/2566


สำหรับภาพรวมธุรกิจโรงกลั่นในช่วงไตรมาส 2/2567 นายบัณฑิต ธรรมประจำจิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ ของ TOP มองว่ามีแนวโน้มอ่อนตัวลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับไตรมาส 1/2567 หลังได้รับแรงกดดันจากโรงกลั่นใหม่หลายแห่งที่เริ่มเปิดดำเนินการ ทำให้อุปทานปรับเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ธุรกิจโรงกลั่นยังได้รับแรงหนุนจากโรงกลั่นรัสเซียที่ยังคงอยู่ในระหว่างการปิดปรับปรุงจากการถูกโจมตี ส่งผลให้อุปทานน้ำมันดีเซลมีแนวโน้มตึงตัว ในขณะที่อุปสงค์น้ำมันเบนซินปรับตัวสูงขึ้นจากช่วงฤดูกาลขับขี่ของสหรัฐฯ ท่ามกลางปริมาณสต๊อกน้ำมันเบนซินและน้ำมันดีเซลทั่วโลกที่ยังคงอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ย 5 ปี ย้อนหลัง และสำหรับภาพรวมของธุรกิจโรงกลั่นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2567 มีแนวโน้มปรับตัวสู่สมดุล โดยคาดว่าจะอ่อนตัวลงเมื่อเทียบกับครึ่งปีแรก แต่ยังคงอยู่ในระดับสูงกว่าก่อนเกิดสถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19


ดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  OR

บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR ภายใต้การนำของนายดิษทัต ปันยารชุน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร  ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกของปี 2567 มีกำไรสุทธิ จำนวน 3,723 ล้านบาท ปรับตัวดีขึ้นจากไตรมาสก่อนกว่า 100% โดยคิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 0.31 บาท  สำหรับ EBITDA ในไตรมาส 1 อยู่ที่ 6,173 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,650 ล้านบาท หรือกว่า 100% เมื่อเทียบกับไตรมาส 4 ปี 2566 โดยเพิ่มขึ้นจากทุกกลุ่มธุรกิจ ซึ่งกลุ่มธุรกิจ Mobility จากภาพรวมมีกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรที่ดีขึ้น


บัณฑิต หรรษาไพบูลย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน)


บริษัท บางจาก ศรีราชา จำกัด (มหาชน) (BSRC) ที่มีนายบัณฑิต หรรษาไพบูลย์ เป็น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร แจ้งว่าผลการดำเนินงานไตรมาส 1 / 2567 มีรายได้จากการขายและการให้บริการ 63,583 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้น 6% เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 โดยมี EBITDA 2,117 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 855 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 198% จากไตรมาสก่อน เพิ่มขึ้น 263% จากช่วงเดียวกันของปี 2566 คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 0.25 บาท  

ส่วนภาพรวมทั้งกลุ่มบริษัทบางจากภายใต้การนำของนายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก  ผลประกอบการไตรมาสแรกปี 2567 มีรายได้จากการขายและให้บริการ 135,382 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นร้อยละ 68 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566 คิดเป็น EBITDA รวม 15,308 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 48 จากไตรมาสก่อน เพิ่มขึ้นร้อยละ 39 จากช่วงเดียวกันของปี 2566 และมีกำไรสำหรับงวดส่วนของบริษัทใหญ่ 2,437 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากไตรมาสก่อน คิดเป็นกำไรต่อหุ้นที่ 1.68 บาท 


ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจาก

โดยในไตรมาส 1 ปี 2567 กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการค้าน้ำมัน (โรงกลั่นพระโขนงและโรงกลั่นศรีราชา) มี EBITDA 4,404 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากไตรมาสก่อนหน้า และเพิ่มขึ้นร้อยละ 9 จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566   ค่าการกลั่นพื้นฐานปรับเพิ่มขึ้นเล็กน้อย (จาก  4.65 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรลในไตรมาส 4 ปี 2566 มาเป็น 6.08 เหรียญสหรัฐฯ)

กลุ่มธุรกิจการตลาด มี EBITDA 1,899 ล้านบาท เพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากช่วงเวลาเดียวกันของปี 2566 ด้วยปริมาณการจำหน่ายน้ำมันรวมทุกช่องทางสูงถึง 3,541 ล้านลิตร เพิ่มขึ้นร้อยละ 5 จากไตรมาสก่อน และเพิ่มขึ้นมากกว่าร้อยละ 100 จากไตรมาสแรกปี 2566  เติบโตจากเครือข่ายสถานีบริการที่ครอบคลุม 2,217 สถานีทั่วประเทศ  มียอดขายและส่วนแบ่งการตลาดผ่านสถานีบริการที่เพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 29.2 (จากร้อยละ 28.8 ณ สิ้นปี 2566)


โรเบิร์ต โดบริค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC

บริษัท สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง จำกัด (มหาชน) หรือ SPRC  ภายใต้การนำของ โรเบิร์ต โดบริค ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการ  มีผลกำไรสุทธิในไตรมาสแรกของปี 2567 รวม 110 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2566 ซึ่งอยู่ที่ 36 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรสุทธิที่เพิ่มขึ้นมีปัจจัยหลักมาจากค่าการกลั่นที่สูงขึ้น กำไรจากสต๊อกน้ำมันเนื่องจากราคาน้ำมันเฉลี่ยสูงขึ้น รวมถึงธุรกิจการตลาดน้ำมันเชื้อเพลิงที่เข้าซื้อเมื่อวันที่ 3 มกราคม 2567 ที่ผ่านมา 

สำหรับปริมาณน้ำมันดิบที่โรงกลั่นนำเข้ากลั่นในไตรมาสแรกของปี 2567 อยู่ที่ 167,000 บาร์เรลต่อวัน หรือเทียบเท่ากับร้อยละ 96 ของกำลังการกลั่นทั้งหมด ซึ่งเพิ่มสูงขึ้นจากไตรมาสที่แล้ว ค่าการกลั่นทางการตลาดในไตรมาสแรกของปีนี้ปรับตัวดีขึ้นเป็น 8.31 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล เทียบกับ 6.36 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลในช่วงไตรมาสที่ 1 ของปี 2566 จากพรีเมียมน้ำมันดิบที่ลดลงอย่างมีนัยสําคัญ รวมถึง อัตรากําไรขั้นต้นที่สูงขึ้นจากการเปลี่ยนจากน้ำมันมาตรฐานยูโร 4 มาเป็นยูโร 5 


กฤษณ์ อิ่มแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ IRPC 

บริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) หรือ IRPC  ภายใต้การบริหารของ นายกฤษณ์ อิ่มแสง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ มีผลประกอบการไตรมาสที่ 1/2567  โดยมีกำไร  1,545  ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 413 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2566  และเพิ่มขึ้นร้อยละ 145 จากไตรมาส 4/2566  โดยมีรายได้รวม 74,644  ล้านบาท ลดลง 652 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 1 เมื่อเทียบกับไตรมาส 4/2566  จากการที่บริษัทฯ สามารถผลิตและจำหน่ายน้ำมันดีเซลมาตรฐานยูโร 5 ภายในประเทศในไตรมาส 1/2567 ส่งผลให้ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์น้ำมันดีเซลที่บริษัทฯ จำหน่ายปรับตัวสูงขึ้น 

นอกจากนี้การลดการผลิตน้ำมันดิบอย่างต่อเนื่องของกลุ่มโอเปกพลัส และความขัดแย้งทางการเมืองในหลายประเทศเป็นปัจจัยสนับสนุนให้ราคาน้ำมันดิบเพิ่มสูงขึ้นในไตรมาส 1/67 ส่งผลให้บริษัทฯ มีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน จำนวน 901 ล้านบาท ประกอบกับมีรายการปรับลดมูลค่าสินค้าคงเหลือให้เท่ากับมูลค่าสุทธิที่ได้รับจำนวน 1,324 ล้านบาท และกำไรจากการบริหารความเสี่ยงน้ำมัน (Hedging Oil) จำนวน 59 ล้านบาท  รวมเป็นการบันทึกกำไรจากสต๊อกน้ำมันสุทธิ (Net Inventory Gain) รวม 2,284 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯ มีกำไรขั้นต้นจากการผลิตทางบัญชี จำนวน 7,902 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 978%  และมีกำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย หรือ EBITDA จำนวน 4,680  ล้านบาท 

อย่างไรก็ตาม ในไตรมาส 1/2567 ปัจจัยลบจากค่าเงินบาทที่อ่อนค่า ส่งผลให้บริษัทฯ บันทึกขาดทุนจากการทำสัญญาอนุพันธ์ ทางการเงิน 319 ล้านบาท และขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนจากเงินกู้จำนวน 134 ล้านบาท ทำให้ไตรมาส 1/2567 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 1,545 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 145 จากไตรมาสก่อน 

Source : Energy News Center