เช็คมาตรการช่วย “ค่าไฟ-ก๊าซหุงต้ม-น้ำมันดีเซล” ล่าสุด จ่ายเท่าไหร่ที่นี่มีคำตอบ ฐานเศรษฐกิจรวบรวมข้อมูลทั้งหมดไว้ให้แล้ว หลัง ครม. มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงพลังงานเสนอ มุ่งลดค่าครองชีพประชาชน

คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการช่วยเหลือประชาชน ตามที่กระทรวงพลังงานนำเสนอทั้งด้านค่าไฟ ราคาน้ำมันดีเซล ราคาก๊าซหุงต้มครัวเรือน หรือแอลพีจี (LPG)

จากการตรวจสอบข้อมูลของ “ฐานเศรษฐกิจ” มาตรการช่วยเหลือดังกล่าว ประกอบด้วย

  • การตรึงราคาน้ำมันดีเซลไม่ให้เกิน 33 บาทต่อลิตร โดยใช้กลไกของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง 
  • การขยายระยะเวลาการตรึงราคาขายปลีกก๊าซหุงต้ม 423 บาท ต่อถัง 15 กิโลกรัมไปจนถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2567
  • การลดค่าไฟที่ 19.05 สตางค์ จาก 4.18 บาท เป็น 3.99 บาทต่อหน่วย สำหรับบ้านอยู่อาศัยที่ใช้ไฟไม่เกิน 300 หน่วยต่อเดือน ในงวดเดือนพฤษภาคม  ถึง สิงหาคม 2567

เช็คมาตรการช่วย "ค่าไฟ-ก๊าซหุงต้ม-น้ำมันดีเซล" ล่าสุด จ่ายเท่าไหร่ที่นี่

นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ปัจจุบันราคาพลังงานเกือบทุกชนิดมีความผันผวนในระดับสูง เกิดจากปัจจัยภายนอก โดยเฉพาะปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ 

ซึ่งกระทรวงพลังงานได้พยายามที่จะช่วยเหลือประชาชนลดภาระค่าใช้จ่าย ซึ่งในส่วนของน้ำมัน รัฐบาลได้กำหนดเพดานไว้ที่ 33 บาทต่อลิตร เนื่องจากสถานะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใช้อุดหนุนติดลบกว่าแสนล้านบาทแล้ว 

หากไม่อุดหนุนราคาน้ำมันดีเซลที่แท้จริงจะอยู่ที่ 34 – 35 บาทต่อลิตร และอาจจะมีการปรับเพดานหากราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น แต่ราคาขายปลีกในไทยก็จะปรับแบบค่อยเป็นค่อยไป 

อย่างไรก็ดี 3 มาตรการที่ผ่านการอนุมติจาก ครม. ถือว่าเป็นมาตรการช่วยเหลือในระยะสั้น ตามหลักเกณฑ์และกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

“ได้เตรียมรื้อระบบราคาพลังงานใหม่ ซึ่งกำลังเร่งดำเนินการอยู่ คาดว่าจะยกร่างกฎหมายใหม่ซึ่งจะสามารถดำเนินการได้ภายในปีนี้ คนไทยจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงราคาพลังงานที่มีความยุติธรรม สะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และจะเป็นการปรับรูปแบบพลังงานของประเทศที่จะมีความยั่งยืนต่อไปในอนาคต” 

Source : ฐานเศรษฐกิจ

ช่วงนี้มีแต่คนบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าค่าไฟแพงมาก บางคนค่าไฟขึ้นจากเดิมเกือบเท่าตัว เรียกได้ว่า ทำงานหาเงินมาเพื่อจ่ายค่าไฟกันเลยทีเดียว วันนี้ทีมงานก็ได้ทำการหาข้อมูลเรื่องของค่าไฟแพงมา ซึ่งมาจากการให้ความรู้จากกูรูหลายท่าน รวมถึงการไฟฟ้าก็มีการเผยแพร่ข้อมูลความรู้เรื่องค่าไฟแพงออกมาเช่นกัน โดยเราได้ทำการสรุปและรวบรวมเอาไว้ในบทความนี้เรียบร้อยแล้ว

หน้าร้อน ทำไมค่าไฟแพง?

เป็นคำถามแรกที่ทุกคนต้องถามเมื่อเห็นบิลค่าไฟในช่วงหน้าร้อน เมื่อก่อนอาจจะดูเป็นเรื่องปกติ แต่ตอนนี้ทุกหน้าร้อนมันขึ้นตลอดจนสงสัยว่า หน้าร้อน ทำไมค่าไฟแพง ก็มาดูสาเหตุที่มีการวิเคราะห์กันออกมาได้ดังนี้

1.รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไป

ตั้งแต่เกิดโควิทขึ้น ทำให้รูปแบบการทำงานของเราเปลี่ยนไป มีการทำงานแบบ Work from home มากขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เราต้องจ่ายค่าไฟเพิ่มขึ้นนั่นเอง เพราะหลายคนที่ทำงานแบบ Work from home ก็จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น คอมพิวเตอร์ เครื่องไม้เครื่องมือต่างๆ สำหรับทำงานที่บ้าน แน่นอนว่าต้องใช้ไฟมากขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ บางคนทำงานไปก็เปิดแอร์ไปด้วย เพราะเคยชินกับการทำงานในห้องแอร์ที่ออฟฟิศนั่นเอง และถ้าบ้านไหนมีคนที่เปลี่ยนมาทำงานแบบ Work from home มากขึ้นกว่า 1 คน เราก็จะเสียค่าไฟเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ

2.อากาศที่ร้อน ส่งผลให้เครื่องใช้ไฟฟ้ายิ่งกินไฟมากขึ้น

สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าประเภท ตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ พวกนี้ ในหน้าร้อนจะกินไฟมากขึ้นกว่าปกติ เพราะว่าจะต้องทำงานหนักกว่าเดิม เพื่อที่จะสามารถใช้ความเย็นได้เท่าเดิมนั่นเอง โดยปกติแล้ว ถ้าไม่ใช้หน้าร้อน การทำงานที่จะปรับความเย็นให้ได้ตามที่ผู้ใช้กำหนดนั่น ก็จะใช้ระยะเวลาไม่นานสักเท่าไหร่ เพราะอากาศมันไม่ได้ร้อน แต่ถ้าอากาศร้อนก็จะต้องใช้เวลาในการทำความเย็นมากขึ้น ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าในกลุ่มนี้กินไฟมากขึ้น

โดยทางกระทรวงพลังงานได้มีการเผยแพร่ข้อมูล ในการทดสอบเปิดแอร์ขนาด 12,000 BTU ที่ 26 °C ในอากาศที่ร้อนต่างๆ กันได้ผลออกมาดังนี้

อุณหภูมิภายนอก 35°C

  • เปิดแอร์ 1 ชั่วโมง จะใช้ไฟชั่วโมงละ 0.69 หน่วย
  • คิดเป็นเงิน 2.69 บาท/ชั่วโมง
  • เปิดแอร์ 8 ชั่วโมง/วัน ใช้ไฟ 5.52 หน่วย/วัน
  • คิดเป็นเงิน 21.52 บาท/วัน
  • ค่าไฟต่อเดือน (30 วัน) จะอยู่ที่ 645.60 บาท

อุณหภูมิภายนอก 41°C

  • เปิดแอร์ 1 ชั่วโมง จะใช้ไฟชั่วโมงละ 0.79 หน่วย
  • คิดเป็นเงิน 3.08 บาท/ชั่วโมง
  • เปิดแอร์ 8 ชั่วโมง/วัน ใช้ไฟ 6.32 หน่วย/วัน
  • คิดเป็นเงิน 24.64 บาท/วัน
  • ค่าไฟต่อเดือน (30 วัน) อยู่ที่ 739.20 บาท

จากการทดสอบนี้ก็สามารถอ้างอิงได้ว่า ในหน้าร้อนเครื่องปรับอากาศก็จะต้องกินไฟมากกว่าอย่างแน่นอน ยิ่งในพื้นที่ที่ร้อนกว่านี้ ก็จะกินไฟมากกว่านี้อีก ถ้าเทียบเป็นการกินไฟนั้นก็คำนวณได้ว่า หากร้อนขึ้น 1 องศา จะกินไฟเพิ่มขึ้นประมาณ 3.07%

3.ช่วงหน้าร้อนเป็นช่วงปิดเทอมของเด็กๆ

ในข้อนี้ดูแล้วไม่น่าจะเป็นสาเหตุได้ แต่ก็เป็นหนึ่งในสาเหตุจริงๆ นั่นแหละครับ เพราะช่วงเด็กปิดเทอม ก็จะอยู่บ้าน และเด็กโดยปกติเมื่ออยู่บ้านแล้ว ไม่ค่อยอยู่เฉยๆ กันสักเท่าไหร่ ต้องหาอะไรทำ ไม่ว่าจะเล่นเกม ดูทีวี หรือทำกิจกรรมอื่นๆ อยู่บ้านอากาศร้อนก็ต้องเปิดพัดลม บางคนก็เปิดแอร์ ซึ่งล้วนแต่ต้องใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นทั้งนั้น ไม่ใช่แค่ไฟอย่างเดียวนะครับ ยังมีค่าขนม ค่ากิน อะไรตามมาอีกมากมาย

4.ค่าไฟในไทยเป็นแบบอัตราก้าวหน้า

ค่าไฟแบบอัตราก้าวหน้า ถ้าให้อธิบายกันง่ายๆ ก็คือ คนใช้ไฟเยอะ จะเสียค่าไฟต่อหน่วยสูงกว่าคนที่ใช้ไฟน้อยนั่นเอง ซึ่งจะกำหนดค่าไฟต่อหน่วยเป็นลำดับขั้น ตามภาพด้านล่างนี้ (ตัวอย่าง)

5.การใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าแบบผิดวิธี

สาเหตุอย่างหนึ่งที่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพง ก็มาจากการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ผิดวิธี หรือผิดจากวัตถุประสงค์ของเครื่องใช้ไฟฟ้านั่นเอง การใช้แบบผิดวิธี ตัวอย่างเช่น การนำของร้อนไปแช่ในตู้เย็น การเปิดปิดตู้เย็นบ่อยๆ จนตู้เย็นไม่สามารถกักเก็บความเย็นได้เป็นต้น หรือจะเป็น การเลือกใช้เครื่องปรับอากาศที่มีขนาดไม่เหมาะสมกับห้องที่ใช้ เช่น ขนาดเล็กเกินไป ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศต้องทำงานตลอดเวลาเพื่อทำความเย็น ก็จะใช้ไฟมากขึ้นนั่นเอง นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการใช้เครื่องไฟฟ้าที่มีปัญหาไม่ยอมเอาไปซ่อม ก็เป็นอีกหนึ่งสาเหตุในการใช้ไฟฟ้าที่มากขึ้นได้เช่นกัน

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 5 สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ค่าไฟเพิ่มขึ้นครับ

วิธีคำนวนค่าไฟฟ้า

ตอนนี้มาดูกันต่อว่า ค่าไฟฟ้า ที่เขามาเก็บจากเรานั้น เขาคิดมาจากไหน จะได้เข้าใจกันมากยิ่งขึ้น สำหรับค่าไฟฟ้าก็จะแบ่งเป็น 3 ส่วนด้วยกันดังนี้

ส่วนที่ 1 ค่าไฟฟ้าพื้นฐาน : ค่าพลังงานไฟฟ้า + ค่าบริการ
ส่วนที่ 2 ค่าไฟฟ้าผันแปร (FT) : จำนวนพลังงานไฟฟ้า x ค่า FT
ส่วนที่ 3 ภาษีมูลค่าเพิ่ม : (ค่าไฟฟ้าพื้นฐาน + ค่า FT) x 7/100

*ค่า FT คือ ค่าผันแปรที่อยู่นอกเหนือจากการควบคุมของการไฟฟ้า คือ ค่าเชื้อเพลิง และค่าซื้อไฟฟ้า ที่เป็นต้นทุนของการจำหน่ายไฟฟ้า มีการปรับขึ้น และปรับลง ตามตัวแปรต่างๆ ที่ไม่สามารถควบคุมได้

สำหรับค่าไฟฟ้าแพงนั้น ก็ต้องบอกว่า แพงยังไงก็ต้องจ่าย แต่ก่อนจ่าย เราคงต้องหาวิธีประหยัดด้วย ไม่งั้นค่าไฟฟ้าก็จะแพงขึ้นเรื่อยๆ เช่น การตั้งอุณหภูมิแอร์ให้สูงขึ้น เช่น แต่เดิมเคยเปิดที่ 24 – 25 องศา ก็อาจจะปรับเป็นที่ 26 – 27 องศา ถ้ารู้สึกร้อนก็อาจจะใช้วิธีเปิดพัดลมช่วย ซึ่งหลายคนก็พิสูจน์มาแล้วว่า ช่วยลดค่าไฟได้จริง หรือใครที่เคยเปิดพัดลมแอร์เบอร์สูงสุดให้เป่าเขาตัวแบบฉ่ำๆ ก็อาจจะปรับไปที่เบอร์ 1 หรือ 2 แทน ซึ่งวิธีนี้ก็ช่วยลดค่าไฟได้จริงๆ มีหลายคนทดสอบแล้วเอามาแชร์ในโซเชียลมีเดียมากมาย

นอกจากนี้อุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ เราก็ต้องปรับเปลี่ยนการใช้งานด้วย เช่น ไม่เปิดปิดตู้เย็นบ่อยๆ ไม่เอาของร้อนไปแช่ในตู้เย็นทันที อาจจะตั้งไว้ข้างนอกให้หายร้อนก่อน ค่อยเอาไปแช่ บางคนที่ในบ้านมีทีวีหลายเครื่องปกติดูช่องเดียวกัน หรือหนังเรื่องเดียวกัน แยกกันดู อาจจะนัดกันมาดูด้วยกันแทน ปิดไฟที่ไม่ได้ใช้ ปิดคอมพิวเตอร์ทุกครั้งหลังใช้งาน แม่บ้านที่เคยเสียบปลั๊กหม้อหุงข้าว เพื่ออุ่นข้าวให้ร้อนตลอดวัน ตลอดคืน ก็อาจจะถอดปลั๊ก แล้วเอาข้าวไปแช่ตู้เย็นแทน จะกินเมื่อไหร่ ก็ตักแค่พอกินมาใส่ไมโครเวฟเพื่อทำให้อุ่น

ก็ไปลองทำกันดูนะครับ จะได้ช่วยลดค่าไฟลงได้บ้าง ไม่มากก็น้อย

Photo : Freepik

เคยสงสัยไหมว่า ทำไมบิลค่าไฟฟ้าครัวเรือนในหน้าร้อนถึงแพงขึ้น ทั้งที่ภาครัฐโดยสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) ยังตรึงอัตราค่าไฟฟ้าโดยอัตโนมัติ หรือค่า Ft ไว้ที่ 39.72 สตางค์ มาตั้งแต่ต้นปี ถึงเดือนสิงหาคม 2567

ทั้งนี้พบว่า สาเหตุมาจากเหตุผลหลัก 2 ปัจจัย ปัจจัยแรก คือ สภาพอากาศที่ร้อนจัด ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องเปิดเครื่องปรับอากาศ

ถึงแม้จะเปิดในจำนวนชั่วโมงที่เท่ากัน แต่ด้วยอุณหภูมิที่แตกต่างกันระหว่างภายในบ้านกับภายนอกบ้านที่มากขึ้น ทำให้เครื่องปรับอากาศกินไฟมากขึ้นด้วย

ข้อมูลจากการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ระบุว่า อุณหภูมิภายในบ้านและนอกบ้านที่แตกต่างกัน 1 องศาเซลเซียส จะทำให้เครื่องปรับอากาศกินไฟมากขึ้น 3% 

ยกตัวอย่างเช่น หากตั้งอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศในห้องไว้ที่ 26 องศาเซลเซียส จะพบว่าในหน้าร้อน เครื่องปรับอากาศจะทำงานหนักมากขึ้นกว่าเดิมมาก เพื่อปรับลดอุณหภูมิจาก 40 องศาเซลเซียส ให้ถึงอุณหภูมิ 26 องศาเซลเซียส ตามที่ตั้งค่าไว้ ซึ่งอุณหภูมิที่ต่างกันถึง 14 องศา จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้หน่วยการใช้ไฟฟ้าเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ค่าไฟฟ้าสูงขึ้นตามไปด้วย

ไม่นับรวมพฤติกรรมการใช้ไฟฟ้าเล็กๆ น้อยๆในช่วงฤดูร้อน ที่ดูเหมือนไม่มีอะไร แต่หากทำสะสมบ่อยๆ อาจส่งผลต่อการใช้หน่วยไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นได้เช่นกัน เช่น การเปิด-ปิดตู้เย็นบ่อยครั้ง การเปิดแอร์คลายร้อนทั้งวันทั้งคืน เป็นต้น

ปัจจัยที่สอง ที่ทำให้ค่าไฟฟ้าแพงขึ้นในฤดูร้อน มาจากโครงสร้างค่าไฟฟ้าที่จัดเก็บประเภทบ้านที่อยู่อาศัย โดยคิด “อัตราก้าวหน้าแบบขั้นบันได” คือ ยิ่งจำนวนหน่วยการใช้มากขึ้น ก็จะถูกเก็บค่าไฟฟ้าในอัตราที่แพงขึ้น เช่นเดียวกับการคิดภาษี 

ดังนั้น ช่วงฤดูร้อนที่จำนวนหน่วยการใช้ไฟฟ้ามากขึ้น เพราะเครื่องปรับอากาศกินไฟมากขึ้น ทำให้ผู้ใช้ไฟฟ้าต้องจ่ายค่าไฟฟ้าในอัตราที่สูงขึ้น แม้ว่าอัตราค่า Ft จะเท่าเดิม ในงวดตั้งแต่เดือนพฤษภาคม-สิงหาคม ที่รัฐตรึงราคาเอาไว้

อย่างไรก็ตาม  ต้องเข้าใจก่อนว่า การคิดค่าไฟฟ้าประกอบด้วย 4 ส่วนสำคัญ ได้แก่ ค่าไฟฟ้าฐาน ค่า Ft ค่าบริการรายเดือน และภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งแต่ละส่วนจะมีวิธีคิดที่แตกต่างกัน มีที่มาแตกต่างกัน

แต่ส่วนประกอบหลักที่มีผลต่อค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือน คือ ค่าไฟฟ้าฐาน (ขึ้นอยู่กับปริมาณการใช้ไฟฟ้า) และ ค่า Ft (ขึ้นอยู่กับราคาเชื้อเพลิง)

โดยค่าไฟฟ้าฐานในประเทศไทย ไม่ค่อยปรับกันบ่อยๆ ปัจจุบันยังเป็นอัตราเดิมที่ใช้มาตั้งแต่ปี 2558 และเป็นอัตราเดียวเท่ากันตลอดทั้งปี  

ส่วนค่า Ft จะปรับทุกๆ 4 เดือน หรือ 3 ครั้งต่อปี ซึ่งล่าสุด กกพ. มีมติตรึงค่า Ft ประจำเดือนพฤษภาคม-สิงหาคม 2567 ไว้ที่หน่วยละ 0.3972 บาท หรือ 39.72 สตางค์

การคิดค่าไฟฟ้าในอัตราเริ่มต้นและปรับอัตราเพิ่มเป็นขั้นบันไดประเภทบ้านที่อยู่อาศัย ที่ยังไม่รวมค่า Ft และภาษีมูลค่าเพิ่ม

จะเริ่มต้นตั้งแต่ 1-150 หน่วย อยู่ที่ 3.2484 บาทต่อหน่วย, 151-400 หน่วย อยู่ที่ 4.2218 บาทต่อหน่วย, เกิน 400 หน่วย อยู่ที่ 4.4217 บาทต่อหน่วย

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเดือนเมษายนนี้ใช้ไฟไม่เกิน 150  หน่วย X หน่วยละ 3.2484  บาท จะเท่ากับ 487.26 บาท

แต่ถ้าใช้ไฟ 250  หน่วย วิธีคิดค่าไฟก็จะแบ่งเป็น 150  หน่วยแรก (หน่วยที่ 1-150) X 3.2484 บาท เท่ากับ  487.26 บาท 

100 หน่วยต่อมา (หน่วยที่ 151–250) X 4.2218 บาท เท่ากับ 422.18 บาท รวมเป็นค่าไฟฟ้าฐานที่ต้องจ่าย 487.26+422.18 เท่ากับ 909.44 บาท เป็นต้น

เพราะฉะนั้น บิลค่าไฟฟ้าที่มาถึงมือเรา  คือบิลที่นำค่าไฟฟ้าฐาน มาบวกกับค่า Ft  แล้วไปคูณกับจำนวนหน่วยไฟฟ้าที่ใช้  

หลังจากนั้น ก็นำไปบวกกับค่าบริการรายเดือน แล้วค่อยนำมาคิดคำนวณภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็จะเท่ากับค่าไฟฟ้าสุทธิที่เราต้องจ่ายในแต่ละเดือน

อย่างไรก็ดี  มีแนวทางที่จะช่วยให้ผู้ใช้ไฟฟ้าลดค่าไฟฟ้าในช่วงฤดูร้อนได้  โดยมีข้อแนะนำดีๆ จากการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่ยึดหลัก 5 ป. ดังนี้

1.ปิด คือ ปิดไฟทุกครั้งเมื่อไม่ใช้งาน

2.ปรับ คือ ปรับอุณหภูมิแอร์ที่ 25-26 องศาเซลเซียส เพราะการปรับอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1 องศาเซลเซียสจะช่วยลดค่าไฟฟ้าลงได้ประมาณ 10%

3.ปลด คือ ปลดปลั๊กทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน เพราะการเสียบปลั๊กทิ้งไว้แม้ปิดสวิตซ์ ก็ยังคงมีกระแสไฟฟ้าไหลเวียนอยู่ และทำให้เครื่องใช้ไฟฟ้าเสื่อมคุณภาพเร็ว เสี่ยงต่อการเกิดไฟฟ้าลัดวงจร

4.เปลี่ยน คือ เปลี่ยนมาใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีฉลากประหยัดไฟฟ้าเบอร์ 5 แบบ 5 ดาว จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และประหยัดไฟยิ่งกว่าเดิม เมื่อเทียบกับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่มีฉลากเบอร์ 5

5.ปลูก คือ ปลูกต้นไม้ใหญ่เพื่อช่วยสร้างร่มเงา ลดความร้อนเข้าสู่ตัวบ้าน และลดการทำงานของอุปกรณ์ไฟฟ้า

Source : Energy News Center

ช่วงหน้าร้อนนอกจากอากาศร้อนแล้ว ค่าไฟก็ขึ้นแทบทุกบ้านเช่นกัน และหนึ่งในเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่ทุกคนใช้อย่างเครื่องปรับอากาศ หรือแอร์ ก็เป็นเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ใช้ไฟค่อนข้างมาก ท่านที่เปิดเฉพาะตอนนอน ก็ดีหน่อย แต่บางท่านเปิดกันทั้งวันทั้งคืน ค่าไฟนั้นเพิ่มจากปกติหลายเท่าอย่างแน่นอน และวันนี้ทางทีมงานได้สรุปวิธีการใช้แอร์แบบไหน ถึงจะประหยัดไฟที่สุดมากฝากกัน รับรองว่าสามารถช่วยลดค่าไฟให้กับทุกท่านได้อย่างแน่นอน เพราะมีหลายท่านใช้วิธีต่างๆ เหล่านี้แล้ว ก็ออกมาแสดงความคิดเห็นตามสื่อโซเชียลมีเดียต่างๆ ว่าช่วยลดค่าไฟได้จริงๆ

1.ล้างแอร์ และทำความสะอาด

สำหรับท่านที่ใช้แอร์แล้วไม่เคยทำความสะอาดแผ่นกรองฝุ่นเลย แนะนำว่าให้ถอดออกมาทำความสะอาดกันก่อนเลย ซึ่งแผ่นกรองฝุ่นก็จะมีทั้งแบบที่โดนน้ำได้ และแบบที่เป็นกรองกระดาษไม่สามารถล้างด้วยน้ำได้ ก็จัดการทำความสะอาดกันให้เรียบร้อย เผื่อให้ลมสามารถผ่านเข้าสู่แอร์ได้สะดวกยิ่งขึ้น และใครที่ไม่เคยล้างแอร์เลย ก็มีคำแนะนำว่าควรล้างปีละ 1 ครั้ง ซึ่งจะช่วยกำจัดเศษฝุ่น และคราบสกปรกต่างๆ ที่ติดตั้งอยู่ภายใน ช่วยลดภาระในการทำงานของเครื่อง และยังช่วยเครื่องการฆ่าเชื้อโรคต่างๆ อีกด้วย ใครที่ล้างเองได้ ก็สามารถหาซื้อน้ำยา และอุปกรณ์ผ่านร้านค้าออนไลน์ได้เลย แต่อาจจะไม่สะอาดทุกส่วน หากเป็นไปได้จ้างช่างมาล้างแอร์ แบบถอดออกมาล้าง เป็นวิธีที่ดีที่สุดครับ เดี๋ยวนี้มีให้บริการเยอะแยะมากมาย ราคาอยู่ในช่วง 500 – 1,200 บาทต่อเครื่องโดยประมาณ

2.จำกัดพื้นที่ในการเปิดแอร์

แอร์ทุกเครื่อง จะมีความสามารถในการทำความเย็นตามสเปคเครื่อง เวลาเลือกซื้อเราก็จะได้คำแนะนำว่าควรเลือกขนาดเครื่องให้เหมาะสมกับพื้นที่ แต่บางท่านติดตั้งแอร์ในห้องที่อาจจะไม่เหมาะสม ด้วยข้อจำกัดต่างๆ เช่น เป็นบ้านรุ่นเก่าที่มีโถงขนาดใหญ่เต็มชั้น 1 หรือเรียกได้ว่าเป็นห้องเปิดโล่งขนาดใหญ่มาก เวลาเปิดแอร์ กว่าแอร์จะสามารถทำความเย็นได้ทัน ก็ใช้เวลาพอสมควร และแอร์ก็ต้องทำงานตลอดเวลา ทำให้ใช้ไฟฟ้าค่อนข้างมาก วิธีแก้ไขปัญหาในเรื่องนี้ก็คือ ให้ลดพื้นที่เปิด ซึ่งบางท่านก็ติดตั้งฉากกั้นแบบเลื่อนเปิด-ปิดได้ เพื่อลดขนาดพื้นที่ห้องลง ส่วนไหนที่ไม่จำเป็นต้องใช้แอร์ ก็ปิดลงไปเลย ซึ่งก็ยังคงสามารถเปิดฉากกั้นเพื่อใช้พื้นที่ได้ดังเดิม ซึ่งการลดขนาดพื้นที่ลง แอร์ก็จะทำงานน้อยลง ช่วยประหยัดไฟได้มากขึ้นนั่นเอง

3.ตั้งอุณหภูมิ 26 – 27 องศา และเปิดพัดลมไปด้วย

ปกติจะมีคำแนะนำให้เปิดแอร์ที่อุณหภูมิ 25 องศา เป็นค่ากลางที่ใช้ได้กับทุกคน ทุกสถานที่ แต่เมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ ได้มีคำแนะนำใหม่สำหรับคนที่ต้องการประหยัดไป คือ ให้ตั้งอุณหภูมิไปที่ 26 หรือ 27 องศา ตามความเหมาะสมในการใช้งาน และสถานที่ของแต่ละท่าน พร้อมให้เปิดพัดลมช่วย เพื่อช่วยให้ความเย็นกระจายไปทั่วห้อง ตัวพัดลมเองกินไฟน้อยกว่าแอร์มา เรียกว่าต่ำกว่าประมาณ 10 เท่านั้น เมื่อมาทำงานช่วยกันทั้งแอร์ และพัดลม ก็ช่วยประหยัดไฟได้ค่อนข้างมากเลยทีเดียว แถมเรายังได้ความเย็นกระจายไปทั่วห้องอีกด้วย ซึ่งเรื่องนี้ต้องบอกว่า มีคนทดลองทำแล้ว พบว่าช่วยประหยัดไฟได้จริงๆ แต่ก็อยากให้ดูตามความเหมาะสมด้วย เพราะถ้าพื้นที่ที่ใช้มีบริเวณใหญ่มากๆ ความเย็นอาจจะไปไม่ทั่วถึง แนะนำให้ลดอุณหภูมิให้ต่ำกว่าที่แนะนำ และสามารถเปิดพัดลมช่วยได้เช่นกัน

4.งดใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ก่อให้เกิดความร้อนสูง ในขณะเปิดแอร์

เรื่องนี้อาจจะต้องปรับเปลี่ยนวิธีการใช้งานเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เวลาใช้งานมีความร้อนเกินขึ้นใหม่ เช่น เตาไฟฟ้าสำหรับประกอบอาหาร ไดร์เป่าผม เตารีด เป็นต้น เพราะการเปิดแอร์เพื่อทำความเย็น แล้วมีความร้อนเกิดขึ้น จะส่งผลให้แอร์ทำงานหนักมากขึ้น ใช้ไฟมากขึ้นนั่นเอง ดังนั้นเราควรปรับรูปแบบการใช้งานให้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น เช่น อาจจะเป่าผมด้วยไดร์เป่าผมให้เรียบร้อยเสียก่อน ค่อยเปิดแอร์ในห้องนอน หรือจะรีดผ้า ก็แนะนำให้เปิดพัดลมเป่าตัวเราให้แรงกว่าเดิม หรือใครจะใช้เตาไฟฟ้าประกอบอาหาร ก็อาจจะเปิดหน้าตา ประตูห้อง เพื่อทำอาหารให้เรียบร้อยเสียก่อน ค่อยเปิดแอร์ ซึ่งทั้งหมดนี้ช่วยให้เราประหยัดค่าไฟได้อย่างแน่นอน

5.ตั้งเวลาปิดแอร์ล่วงหน้า

แอร์ส่วนใหญ่จะมีระบบตั้งเวลาปิดมาให้แล้ว บางรุ่นก็อาจจะตั้งได้ทั้งเปิดและปิด ซึ่งแนะนำให้ใช้ประโยชน์จากฟังก์ชั่นนี้ เพราะหยุดการทำงานของแอร์ เช่น เราอาจจะตั้งเวลาปิดแอร์ก่อนเวลาที่เราจะตื่นนอนสักครึ่งชั่วโมง แค่วิธีง่ายๆ แค่นี้ก็สามารถช่วยประหยัดไฟได้แล้ว แต่ก่อนตั้งเวลา ก็อย่าลืมตั้งนาฬิกาที่รีโมทให้ตรงด้วย บางรุ่นถ้าไม่สามารถกำหนดเป็นเวลาได้ ได้เป็นแบบกำหนดจำนวนนาที หรือชั่วโมง ก็ให้นับเวลาให้ดีก่อนจะตั้ง สำหรับคนที่กังวลว่า ตั้งปิดแอร์ก่อนเวลาตื่น จะทำให้ร้อนไม่มีอากาศหายใจหรือไม่ ต้องบอกว่า หลังจากปิดแอร์แล้ว ความเย็นจะยังคงอยู่ประมาณ 30 นาที ทำให้เรายังรู้สึกสบาย ไม่ร้อน

ทั้งหมดนี้ก็เป็น 5 วิธีที่ช่วยประหยัดไฟจากการใช้แอร์ ซึ่งมีคำแนะนำเพิ่มเติมเกี่ยวกับแอร์ด้วย หากใครที่ใช้แอร์เก่า กินไฟเยอะ มีขนาดไม่เหมาะสมกับพื้นที่ แนะนำให้มองหาแอร์ตัวใหม่มาเปลี่ยนใช้งาน หากมีงบประมาณนะครับ เพราะแอร์รุ่นใหม่นั้นกินไฟน้อยกว่าแอร์รุ่นเก่าๆ ค่อนข้างมาก หากมองในระยะสั้นอาจจะไม่คุ้มค่า แต่ถ้ามองในระยะยาวแล้วคุ้มค่ากว่ามาก ทั้งค่าไฟที่จะลดลง และการรับประกันตัวแอร์ที่มีให้ เวลาแอร์มีปัญหาจะได้ไม่ต้องเสียค่าซ่อม

ก็ลองเอาไปทำกันนะครับ รับรองว่าประหยัดไฟกว่าเดิมแน่นอน

Photo : freepik

อากาศร้อนต่อเนื่อง ดันยอดใช้ไฟฟ้าแตะหลัก 3 หมื่นเมกะวัตต์อีกครั้งในวันที่ 15 มี.ค. 2567 หลังเกิดยอดใช้ไฟฟ้าสูงสุด (พีค) ของไทยปี 2567 รอบ 2 ไปเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2567 ช่วงกลางคืน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (สำนักงาน กกพ.) ชี้พีคไฟฟ้าเกิดช่วงกลางคืนเพราะมีการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์มากขึ้น ระบุผลิตใช้เองถึง 3,000 เมกะวัตต์แล้ว ขณะยอดผลิตไฟฟ้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชนสูงขึ้นเป็น 51.80 เมกะวัตต์ จากเป้าหมาย 90 เมกะวัตต์ในปี 2573  

สภาพอากาศที่ร้อนสะสมส่งผลให้ยอดใช้ไฟฟ้าสูงขึ้น โดยล่าสุด ณ วันที่ 15 มี.ค. 2567 ยอดใช้ไฟฟ้าในระบบของ 3 การไฟฟ้า (การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. , การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือ PEA และการไฟฟ้านครหลวง หรือ กฟน.) พุ่งขึ้นแตะระดับ 3 หมื่นเมกะวัตต์อีกครั้ง  โดย ณ เวลา 15.26 น. อุณหภูมิเฉลี่ย 35-38 องศาเซลเซียส ส่งผลให้ยอดใช้ไฟฟ้าแตะ 30,693.5 เมกะวัตต์ อย่างไรก็ตามพีคไฟฟ้าในช่วง 1-2 ปีนี้มักจะเกิดในช่วงกลางคืน ดังนั้นยอดใช้ไฟฟ้าที่แตะระดับ 3 หมื่นเมกะวัตต์ อาจส่งผลให้เกิดพีคไฟฟ้าของปี 2567 ได้

ทั้งนี้เมื่อมองภาพรวมพีคไฟฟ้าของปี 2567 พบว่าได้เกิดขึ้นเป็นรอบที่ 2 ไปเมื่อวันที่ 7 มี.ค. 2567 ช่วงกลางคืนเวลา 19.47 น. มียอดใช้ไฟฟ้าสูงสุดที่ 32,704 เมกะวัตต์ ขณะที่ยอดพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พ.ค. 2566 เวลา 21.41 น. ที่ระดับ 34,826.5 เมกะวัตต์

นายคมกฤช ตันตระวาณิชย์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กล่าวว่า เมื่อดูจากสถิติการเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของประเทศ ซึ่งเกิดเมื่อปี 2566 ที่ 34,826.5 เมกะวัตต์ นั้น เกิดขึ้นเมื่อเวลา 21.41 น. และเป็นช่วงที่อุณหภูมิเฉลี่ยอยู่ที่ 33.1 องศาเซลเซียส และพีคไฟฟ้าของปี 2567 ที่เกิดขึ้นในวันที่ 7 มี.ค. 2567 เมื่อเวลา 19.47 น. ที่ระดับ 32,704 เมกะวัตต์นั้น ก็เป็นช่วงที่อุณหภูมิเฉลี่ยแตะระดับ 30 องศาเซลเซียส แต่ในปี 2567 นี้ มีการคาดการณ์ว่าอุณหภูมิจะปรับสูงขึ้นกว่าปีที่ผ่านมา ดังนั้นจึงมีโอกาสที่ประเทศไทยจะเกิดพีคไฟฟ้าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ได้อีก

อย่างไรก็ตามพีคไฟฟ้าระยะหลังมักเกิดในช่วงเวลากลางคืน ทั้งนี้เนื่องจากมีการผลิตไฟฟ้าใช้เองมากขึ้น โดยเฉพาะการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เพื่อใช้เองมีประมาณ 3,000 เมกะวัตต์แล้ว ซึ่งช่วยลดการเกิดพีคไฟฟ้าของระบบ 3 การไฟฟ้าในตอนกลางวันได้ แต่เมื่อเข้าสู่กลางคืนที่ไม่มีพลังงานทดแทนมาช่วย จะส่งผลให้การใช้ไฟฟ้าในระบบสูงขึ้นและเกิดพีคไฟฟ้าในตอนกลางคืนนั่นเอง

ส่วนความคืบหน้าโครงการโซลาร์ภาคประชาชน ข้อมูลล่าสุด ณ วันที่ 29 ก.พ. 2567 พบว่ามีผู้สมัครเข้าร่วมโครงการฯ มากขึ้น โดยระยะแรก ระหว่างปี 2562-2564 มีผู้ร่วมโครงการรวม 2,229 ราย ผลิตไฟฟ้าได้รวม 12.21 เมกะวัตต์ จากเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้า 100 เมกะวัตต์

ต่อมาในปี 2565-2567 ที่มีเป้าหมายรับซื้อไฟฟ้าอยู่ที่ 90 เมกะวัตต์นั้น มีผู้ร่วมโครงการฯ มากขึ้นเป็น 7,225 ราย ผลิตไฟฟ้าเข้าระบบได้ 39.58 เมกะวัตต์

อย่างไรก็ตามโดยภาพรวมนับตั้งแต่ปี 2562-2567 มีผู้เข้าร่วมโครงการแล้วถึง 9,454 ราย ผลิตไฟฟ้าได้รวม 51.80 เมกะวัตต์  และ กกพ. ได้ปรับเป้าหมายการรับซื้อไฟฟ้าเป็น 90 เมกะวัตต์ ระยะยาว 10 ปี (2564-2573) แทน ซึ่งขณะนี้ผลิตได้เกิน 50% ของเป้าหมายแล้ว  

Source : Energy News Center