ในยุคที่ทั่วโลกต่างให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือภาวะโลกร้อน ซึ่งเป็นผลมาจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ โครงการและมาตรการต่างๆ จึงถูกผลักดันขึ้นมาเพื่อลดการปล่อยก๊าซเหล่านี้ หนึ่งในแนวทางที่มีประสิทธิภาพและเป็นที่จับตามองคือ “การปลูกป่าและการอนุรักษ์ป่าไม้” ไม่ใช่แค่เพื่อช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยตรง แต่ยังสามารถสร้าง “คาร์บอนเครดิต” ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สามารถซื้อขายแลกเปลี่ยนได้ในตลาดคาร์บอน

บทความนี้จะเล่าถึงเรื่องของ “ปลูกต้นไม้ขายคาร์บอนเครดิต” ในประเทศไทย อัปเดตข้อมูลล่าสุดในปี 2025 โดยเน้นไปที่ขั้นตอน กระบวนการ ประโยชน์ที่ได้รับ รวมถึงความท้าทายที่อาจพบเจอ เพื่อให้ผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นเกษตรกร เจ้าของที่ดิน หรือองค์กรต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้และสร้างโอกาสใหม่ๆ ทั้งทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืน

คาร์บอนเครดิตคืออะไร เข้าใจพื้นฐานก่อนเริ่มต้น

ก่อนจะลงมือปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต เรามาทำความเข้าใจพื้นฐานของ “คาร์บอนเครดิต” กันก่อน คาร์บอนเครดิตคือ ใบอนุญาตที่แสดงสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (หรือเทียบเท่าก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ) ออกสู่บรรยากาศในปริมาณ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e)

วัตถุประสงค์หลักของคาร์บอนเครดิตคือ

  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยส่งเสริมให้องค์กรหรือประเทศที่มีเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก สามารถทำได้โดยการลงทุนในโครงการที่ช่วยลดการปล่อยก๊าซหรือเพิ่มการดูดซับก๊าซเหล่านั้น
  • สร้างกลไกทางการตลาด เพื่อให้เกิดการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซ ช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการลงทุนในโครงการลดก๊าซเรือนกระจก

ประเภทของตลาดคาร์บอนเครดิต

โดยทั่วไป ตลาดคาร์บอนเครดิตแบ่งออกเป็น 2 ประเภทหลักๆ คือ

  1. ตลาดภาคบังคับ (Compliance Market) เป็นตลาดที่เกิดจากข้อกำหนดทางกฎหมายหรือสนธิสัญญาระหว่างประเทศ เช่น พิธีสารเกียวโต หรือระบบการซื้อขายสิทธิ์ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหภาพยุโรป (EU ETS) ซึ่งกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องลดการปล่อยก๊าซหรือซื้อคาร์บอนเครดิตมาหักลบ
  2. ตลาดภาคสมัครใจ (Voluntary Market) เป็นตลาดที่เกิดขึ้นโดยความสมัครใจขององค์กรหรือบุคคลที่ต้องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือสนับสนุนโครงการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (CSR) ซึ่งโครงการปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิตมักจะอยู่ในตลาดประเภทนี้

ในประเทศไทย ตลาดคาร์บอนเครดิตส่วนใหญ่ยังอยู่ในรูปแบบของตลาดภาคสมัครใจ โดยมี “โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER)” เป็นกลไกหลักที่สำคัญ

T-VER คืออะไร มาตรฐานสำคัญในการขายคาร์บอนเครดิตป่าไม้

โครงการ T-VER (Thailand Voluntary Emission Reduction) คือโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย ที่พัฒนาโดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ อบก. T-VER มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนของประเทศไทยมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และพัฒนาตลาดคาร์บอนภายในประเทศ

คุณสมบัติเด่นของ T-VER ที่เกี่ยวข้องกับการปลูกป่า

  • ความยืดหยุ่นสูง สามารถดำเนินโครงการได้หลากหลายประเภท ไม่ว่าจะเป็นโครงการพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การจัดการของเสีย การเกษตร และแน่นอน การปลูกป่าและการฟื้นฟูป่าไม้
  • สร้างความน่าเชื่อถือ T-VER มีกระบวนการตรวจสอบและรับรองที่เข้มงวดตามมาตรฐานสากล ทำให้คาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจากโครงการ T-VER มีความน่าเชื่อถือและเป็นที่ยอมรับ
  • สนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน นอกจากประโยชน์ด้านสิ่งแวดล้อมแล้ว โครงการ T-VER ยังส่งเสริมให้เกิดประโยชน์ร่วมอื่นๆ เช่น การสร้างงาน การพัฒนาเศรษฐกิจในท้องถิ่น และการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ

สำหรับโครงการปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิต T-VER มีระเบียบวิธีที่เฉพาะเจาะจง (Methodology) สำหรับการคำนวณการกักเก็บคาร์บอนในมวลชีวภาพของต้นไม้ ซึ่งจะใช้ในการกำหนดปริมาณคาร์บอนเครดิตที่จะได้รับ

ขั้นตอนการปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต อัปเดตล่าสุด 2025

การปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิตไม่ใช่แค่การนำต้นไม้ลงดิน แต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยการวางแผน การดำเนินการ และการติดตามประเมินผลอย่างเป็นระบบ โดยมีขั้นตอนหลักๆ ดังนี้

1. การศึกษาและเตรียมความพร้อม (Feasibility Study & Preparation)

  • ศึกษาข้อมูลและกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ทำความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรฐาน T-VER โดยเฉพาะระเบียบวิธีที่เกี่ยวข้องกับการปลูกป่า (AFOLU – Agriculture, Forestry, and Other Land Use) รวมถึงเกณฑ์คุณสมบัติของพื้นที่และชนิดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสม
  • สำรวจพื้นที่ ประเมินศักยภาพของพื้นที่ที่ต้องการปลูกป่า เช่น ขนาดพื้นที่ ชนิดของดิน สภาพภูมิอากาศ และปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้
  • กำหนดชนิดพันธุ์ไม้ เลือกชนิดพันธุ์ไม้ที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่และมีศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนได้ดี โดยพิจารณาทั้งไม้พื้นเมืองและไม้เศรษฐกิจ (ที่ได้รับอนุญาต)
  • คำนวณศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนเบื้องต้น ประเมินปริมาณคาร์บอนที่คาดว่าจะกักเก็บได้ในระยะเวลาโครงการ เพื่อประเมินความเป็นไปได้ทางเศรษฐกิจ
  • จัดทำแผนการดำเนินโครงการ ระบุเป้าหมาย ระยะเวลา งบประมาณ และทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการดำเนินโครงการ
  • ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ หากไม่มีความรู้ความเข้าใจเพียงพอ ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาด้านคาร์บอนเครดิต เพื่อขอคำแนะนำ

2. การขึ้นทะเบียนโครงการ (Project Registration)

  • ยื่นข้อเสนอโครงการ (Project Idea Note – PIN) จัดทำเอกสารเบื้องต้นเกี่ยวกับโครงการและยื่นต่อ อบก. เพื่อขอรับการพิจารณาเบื้องต้น
  • จัดทำเอกสารประกอบโครงการ (Project Design Document – PDD) เป็นเอกสารที่รวบรวมรายละเอียดของโครงการอย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลพื้นฐานของโครงการ สถานที่ดำเนินการ ชนิดพันธุ์ไม้ที่ใช้ แผนการปลูกและบำรุงรักษา วิธีการคำนวณปริมาณการลดก๊าซเรือนกระจก (ตามระเบียบวิธี T-VER ที่เลือกใช้) แผนการเฝ้าระวังและติดตามผลกระทบ รวมถึงการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย
  • ตรวจสอบและรับรองโครงการ (Validation) PDD ที่จัดทำขึ้นจะต้องได้รับการตรวจสอบและรับรองโดยผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการรับรองจาก อบก. เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการเป็นไปตามมาตรฐาน T-VER

3. การดำเนินโครงการและเฝ้าระวัง (Implementation & Monitoring)

  • ปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้ ดำเนินการปลูกต้นไม้ตามแผนที่วางไว้ รวมถึงการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง เช่น การรดน้ำ ใส่ปุ๋ย กำจัดวัชพืช และการป้องกันศัตรูพืช เพื่อให้ต้นไม้เจริญเติบโตได้ดีที่สุด
  • เก็บข้อมูลและเฝ้าระวัง ติดตามและบันทึกข้อมูลที่จำเป็นอย่างสม่ำเสมอ เช่น อัตราการรอดตายของต้นไม้ การเจริญเติบโตของต้นไม้ (ความสูง เส้นผ่าศูนย์กลาง) ข้อมูลสภาพอากาศ และกิจกรรมการบำรุงรักษาอื่นๆ ข้อมูลเหล่านี้มีความสำคัญต่อการคำนวณปริมาณคาร์บอนเครดิต
  • จัดทำรายงานการติดตามผล (Monitoring Report) รวบรวมข้อมูลที่ได้จากการเฝ้าระวังและจัดทำเป็นรายงานตามที่ อบก. กำหนด

4. การทวนสอบและการออกคาร์บอนเครดิต (Verification & Issuance)

  • ทวนสอบ (Verification) รายงานการติดตามผลจะต้องได้รับการทวนสอบโดยผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการรับรองจาก อบก. อีกครั้ง เพื่อยืนยันความถูกต้องของข้อมูลและการคำนวณปริมาณการกักเก็บคาร์บอน
  • ยื่นขอรับรองคาร์บอนเครดิต หลังจากผ่านกระบวนการทวนสอบแล้ว โครงการจะยื่นคำขอรับรองปริมาณคาร์บอนเครดิตกับ อบก.
  • ออกคาร์บอนเครดิต เมื่อ อบก. ตรวจสอบและอนุมัติ จะออกใบรับรองคาร์บอนเครดิต (T-VER Credits) ให้แก่โครงการ ซึ่งเป็นสินทรัพย์ที่สามารถนำไปซื้อขายได้

ตารางที่ 1 ภาพรวมขั้นตอนการปลูกต้นไม้ขายคาร์บอนเครดิต

ขั้นตอนรายละเอียดสำคัญหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
1. ศึกษาและเตรียมความพร้อมสำรวจพื้นที่, เลือกชนิดไม้, จัดทำแผนโครงการ, คำนวณศักยภาพเบื้องต้น, ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญอบก. (ข้อมูลระเบียบวิธี), ผู้เชี่ยวชาญ/ที่ปรึกษา
2. ขึ้นทะเบียนโครงการยื่นข้อเสนอ (PIN), จัดทำเอกสาร (PDD), ตรวจสอบรับรอง (Validation) โดยผู้ประเมินภายนอกอบก., ผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการรับรอง
3. ดำเนินโครงการและเฝ้าระวังปลูกและบำรุงรักษาต้นไม้, เก็บข้อมูลการเจริญเติบโต, จัดทำรายงานการติดตามผลเจ้าของโครงการ/ผู้ดำเนินโครงการ
4. ทวนสอบและออกคาร์บอนเครดิตทวนสอบ (Verification) โดยผู้ประเมินภายนอก, ยื่นขอรับรอง, ออกคาร์บอนเครดิตอบก., ผู้ประเมินภายนอกที่ได้รับการรับรอง

ประโยชน์ของการปลูกต้นไม้ขายคาร์บอนเครดิต ไม่ใช่แค่เงิน แต่ได้มากกว่า

การเข้าร่วมโครงการปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต ไม่ได้ให้ผลตอบแทนเพียงแค่ในรูปตัวเงินจากการขายเครดิตเท่านั้น แต่ยังสร้างประโยชน์ในหลายมิติ ดังนี้

  1. ประโยชน์ทางเศรษฐกิจ
    • สร้างรายได้ เป็นช่องทางในการสร้างรายได้เพิ่มเติมให้กับเจ้าของที่ดิน เกษตรกร หรือชุมชน จากการขายคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้น
    • เพิ่มมูลค่าที่ดิน พื้นที่ที่มีการปลูกป่าอย่างยั่งยืนเพื่อคาร์บอนเครดิต อาจมีมูลค่าเพิ่มขึ้นในระยะยาว
    • ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียน อาจมีการจ้างงานในท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับการปลูก การบำรุงรักษา และการเก็บเกี่ยว (หากเป็นป่าเศรษฐกิจที่ได้รับอนุญาตให้ตัดได้หลังสิ้นสุดโครงการ)
    • เข้าถึงแหล่งเงินทุน โครงการที่มุ่งลดก๊าซเรือนกระจกอาจมีโอกาสเข้าถึงแหล่งเงินทุนสนับสนุนจากภาครัฐ หรือองค์กรที่สนับสนุนการลงทุนสีเขียว
  2. ประโยชน์ทางสิ่งแวดล้อม
    • ลดก๊าซเรือนกระจก ต้นไม้ช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกหลัก ลดภาวะโลกร้อน
    • เพิ่มพื้นที่สีเขียว ขยายพื้นที่ป่าไม้ ช่วยฟื้นฟูระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ
    • อนุรักษ์ดินและน้ำ รากต้นไม้ช่วยยึดเกาะหน้าดิน ป้องกันการพังทลายของดิน และช่วยรักษาความชุ่มชื้นในดิน
    • ลดอุณหภูมิและมลพิษ ป่าไม้ช่วยลดอุณหภูมิบริเวณรอบข้าง และช่วยกรองอากาศ ดูดซับฝุ่นละออง
  3. ประโยชน์ทางสังคม
    • สร้างความตระหนัก ส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจและความตระหนักรู้เกี่ยวกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและการมีส่วนร่วมในการแก้ไข
    • พัฒนาชุมชน หากเป็นโครงการที่ดำเนินงานร่วมกับชุมชน จะช่วยสร้างความเข้มแข็งและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนในท้องถิ่น
    • สร้างภาพลักษณ์ที่ดี สำหรับองค์กร การเข้าร่วมโครงการนี้เป็นการแสดงความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม สร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์กร

ความท้าทายและข้อควรพิจารณา

แม้ว่าการปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิตจะมีประโยชน์มากมาย แต่ก็มีความท้าทายและข้อควรพิจารณาที่สำคัญ ดังนี้

  • ระยะเวลาคืนทุนที่ยาวนาน การปลูกป่าต้องใช้เวลานานกว่าต้นไม้จะเติบโตและกักเก็บคาร์บอนได้ในปริมาณมากพอที่จะสร้างรายได้ ซึ่งอาจใช้เวลาหลายปี หรือหลายสิบปี ทำให้ต้องมีการวางแผนทางการเงินที่ดี
  • ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น มีค่าใช้จ่ายในการเตรียมพื้นที่ ค่ากล้าไม้ ค่าปลูก ค่าบำรุงรักษา รวมถึงค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนโครงการ ค่าประเมิน และค่าทวนสอบ ซึ่งอาจสูงในระยะแรก
  • ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติ โครงการอาจได้รับผลกระทบจากไฟป่า ศัตรูพืช โรคระบาด หรือภัยธรรมชาติอื่นๆ ซึ่งอาจทำให้ต้นไม้เสียหายและส่งผลต่อปริมาณคาร์บอนที่กักเก็บได้
  • ความผันผวนของราคาคาร์บอนเครดิต ราคาคาร์บอนเครดิตในตลาดภาคสมัครใจมีความผันผวน ขึ้นอยู่กับอุปสงค์และอุปทาน
  • ความรู้ความเข้าใจ ผู้ดำเนินโครงการจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในกระบวนการ กฎระเบียบ และการจัดการป่าไม้ที่ถูกต้อง
  • การถือครองที่ดิน ที่ดินที่ใช้ดำเนินโครงการต้องมีเอกสารสิทธิ์ที่ถูกต้องชัดเจน และต้องไม่เป็นพื้นที่ป่าสงวนหรือพื้นที่อนุรักษ์ตามกฎหมาย
  • การตรวจสอบและติดตาม ต้องมีการตรวจสอบและติดตามผลอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการเป็นไปตามแผนและสามารถสร้างคาร์บอนเครดิตได้อย่างถูกต้อง

อัปเดตล่าสุด 2025 แนวโน้มและโอกาสในตลาดคาร์บอนเครดิตป่าไม้ไทย

ในปี 2025 ตลาดคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคป่าไม้ ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องและมีแนวโน้มที่ดีขึ้น ด้วยปัจจัยสนับสนุนหลายประการ

  • นโยบายภาครัฐที่ชัดเจน รัฐบาลไทยยังคงให้ความสำคัญกับการบรรลุเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจกภายใต้กรอบข้อตกลงปารีส (Paris Agreement) และเป้าหมาย Carbon Neutrality และ Net Zero Emission ซึ่งส่งผลให้เกิดการสนับสนุนโครงการลดก๊าซเรือนกระจกประเภทต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการภาคป่าไม้
  • ความตระหนักของภาคเอกชน บริษัทและองค์กรต่างๆ มีความตระหนักในเรื่อง ESG (Environmental, Social, and Governance) มากขึ้น และต้องการชดเชยการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของตนเอง (Carbon Offsetting) ซึ่งสร้างความต้องการในตลาดคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจ
  • การพัฒนามาตรฐานและแพลตฟอร์ม อบก. ยังคงพัฒนาและปรับปรุงมาตรฐาน T-VER ให้มีความน่าเชื่อถือและยืดหยุ่นมากยิ่งขึ้น รวมถึงการพัฒนาแพลตฟอร์มสำหรับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่สะดวกและโปร่งใสยิ่งขึ้น
  • เทคโนโลยีที่เข้ามาช่วย การนำเทคโนโลยีภูมิสารสนเทศ (GIS), ภาพถ่ายดาวเทียม, และโดรน มาใช้ในการติดตามและประเมินการเจริญเติบโตของป่าไม้ ช่วยลดต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพในการเก็บข้อมูล ทำให้การทำโครงการง่ายขึ้น
  • ความร่วมมือกับองค์กรระหว่างประเทศ ประเทศไทยมีการร่วมมือกับองค์กรและหน่วยงานระหว่างประเทศในการพัฒนาโครงการลดก๊าซเรือนกระจก ซึ่งอาจนำไปสู่โอกาสในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนและความเชี่ยวชาญเพิ่มเติม

ตารางที่ 2 ตัวอย่างชนิดพันธุ์ไม้ที่แนะนำสำหรับการปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิต (อ้างอิงจากข้อมูล อบก. และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง)

กลุ่มชนิดไม้ตัวอย่างชนิดพันธุ์ไม้ลักษณะเด่น/ประโยชน์
ไม้โตเร็วสะเดา, ยูคาลิปตัส (ควรพิจารณาความเหมาะสมของพื้นที่และผลกระทบ), กระถินณรงค์, กระถินเทพารักษ์โตเร็ว ดูดซับคาร์บอนได้เร็วในระยะแรก เหมาะสำหรับการสร้างมวลชีวภาพในเวลาอันสั้น
ไม้เศรษฐกิจ/ป่าฟื้นฟูสัก, พะยูง, ประดู่, แดง, มะค่าโมง, ยางนา, ตะเคียนทองมีมูลค่าทางเศรษฐกิจในระยะยาว (ไม้มีค่า), กักเก็บคาร์บอนได้ดีเมื่อโตเต็มที่, เหมาะสำหรับการฟื้นฟูป่าในพื้นที่เสื่อมโทรม
ไม้ผล/ไม้ยืนต้นผสมผสานมะม่วง, ทุเรียน, ลำไย, เงาะ, มังคุด (หากเหมาะสมกับพื้นที่)สร้างรายได้จากผลผลิตควบคู่ไปกับการกักเก็บคาร์บอน, ส่งเสริมเกษตรวนเกษตร

ข้อควรเน้นย้ำ: การเลือกชนิดพันธุ์ไม้ควรพิจารณาความเหมาะสมกับสภาพภูมิประเทศ ดิน และสภาพภูมิอากาศของแต่ละพื้นที่เป็นหลัก และควรเน้นไม้พื้นเมืองเพื่อส่งเสริมระบบนิเวศดั้งเดิม

สรุป ปลูกป่าเพื่อคาร์บอนเครดิต ทางเลือกเพื่อความยั่งยืน

การปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต ถือเป็นโอกาสทองในยุคปัจจุบันและอนาคต ที่จะผสานรวมประโยชน์ทางเศรษฐกิจเข้ากับความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างลงตัว แม้จะมีกระบวนการที่ซับซ้อนและต้องใช้ความมุ่งมั่นในระยะยาว แต่ด้วยการสนับสนุนจากภาครัฐ ความตระหนักของภาคเอกชน และการพัฒนาเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วย ทำให้การเข้าถึงตลาดคาร์บอนเครดิตเป็นไปได้ง่ายขึ้น

สำหรับผู้ที่สนใจ ไม่ว่าจะเป็นเจ้าของที่ดิน เกษตรกร ชุมชน หรือองค์กรต่างๆ การเริ่มต้นศึกษาข้อมูลอย่างละเอียด การปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และการวางแผนที่รอบคอบ จะเป็นกุญแจสำคัญสู่ความสำเร็จ การปลูกต้นไม้ไม่ได้เป็นเพียงแค่การลงทุนเพื่อสร้างรายได้ แต่เป็นการลงทุนเพื่ออนาคตที่ยั่งยืนของโลกใบนี้ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดโลกร้อน สร้างอากาศบริสุทธิ์ และสร้างเศรษฐกิจสีเขียวไปพร้อมกัน

โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน เป็นโครงการของกระทรวงมหาดไทย โดยได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัดดำเนินการประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทุกแห่งขับเคลื่อนโครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน ตามแนวทางและแผนปฏิบัติการที่กำหนด โดยให้มีการจัดทำแผนการดำเนินงานในพื้นที่ และประชาสัมพันธ์สร้างการรับรู้ความเข้าใจ สร้างความตระหนักและความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนในการคัดแยกขยะเศษอาหารหรือขยะเปียกในครัวเรือน เพื่อช่วยลดขยะที่ต้นทาง ลดภาระทางงบประมาณของท้องถิ่นในการจัดการขยะ และยังช่วยแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลก พร้อมทั้งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามแผนปฏิบัติการเพื่อเตรียมรับการทวนสอบจากผู้ประเมินภายนอก (Validation and verification Body :VVB) ในขั้นตอนการรับรองคาร์บอนเครดิต

ทั้งนี้ โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นโครงการที่ได้รับการขึ้นทะเบียนตามโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) โดยองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นกิจกรรมที่ช่วยลดก๊าซเรือนกระจกและสามารถนำมารับรองคาร์บอนเครดิตได้ โดยมีระยะเวลาการรับรองคาร์บอนเครดิตตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม 2562 – 30 มิถุนายน 2569

โดยการคัดแยกขยะเปียกสามารถช่วยลดโลกร้อนได้ และยังแปลงให้กายเป็นคาร์บอนเครดิต ราคาตันละ 260 บาท เป็นทุนกลับคืนสู่หมู่บ้านและชุมชน มีธนาคารกสิกรไทยเป็นผู้ซื้อ ซึ่งขณะนี้โครงการถังขยะเปียกลดโรคร้อน มีการเริ่มทำที่ 4 จังหวัดต้นแบบ ได้แก่ ลำพูน เลย สมุทรสงคราม และอำนาจเจริญ และจะมีการขยายโครงการอื่นๆ ไปอีกราวๆ 22 จังหวัด ซึ่งคาดว่าจะสามารถเปลี่ยนขยะเปียกให้กลายเป็นคาร์บอนเครดิตได้ในระดับ 2 ล้านตันคาร์บอนไดออกไซค์ ซึ่งโครงการนี้ได้รับความร่วมมือจากทางภาควิชาวิศวกรรมสิ่งแวดล้อม คณะวิศวกรรมศาสตร์ ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เข้ามาช่วยรับรองระเบียบวิธีการวิจัย ในการบริหารจัดการ และส่งต่อให้ทาง องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) คิดเป็นค่าคาร์บอนเครดิตออกมา

ประโยชน์ของถังขยะเปียก ลดโลกร้อน

  1. การจัดการขยะเศษอาหารลดปริมาณขยะต้นทางและทำให้เกิดสุขอนามัยที่ดี
  2. ลดการปนเปื้อนของขยะเปียกกับเศษวัสดุและของเหลือใช้อื่นๆ ทำให้สะอาดและสะดวกต่อการคัดแยก ไปจนถึงลดปริมาณขยะในชุมชน
  3. เพิ่มรายได้จากการแยกขยะที่ไม่ปนเปื้อนออกไปขายที่ธนาคารขยะ
  4. ลดภาระทางงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในการเก็บขนและบริหารจัดการขยะ ทำให้สามารถนำงบประมาณที่เหลือไปใช้ในด้านอื่นๆ ที่มีความจำเป็นมากกว่า
  5. ได้สารบำรุงดินหรือปุ๋ยหมักไว้ใช้ในครัวเรือน ช่วยเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ทำให้มีพืชผักที่ปลอดภัยไว้รับประทานในครัวเรือน ลดรายจ่ายหรือสร้างรายได้อีกทางหนึ่ง
  6. ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gases) สู่ชั้นบรรยากาศจากการจัดการขยะต้นทางจนลดการเกิดก๊าซเรือนกระจกในการจัดการปลายทางที่หลุมฝังกลบและ
  7. มีรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจกลับคืนสู่ท้องถิ่น

วิธีทำถังขยะเปียก ลดโลกร้อน

สำหรับวิธีทำถังขยะเปียก ลดโลกร้อนนั้น ก็ไม่ได้ยุ่งยากอะไรมาก เทคนิคอยู่ที่การดัดแปลงถังขยะแบบเดิม แล้วนำไปฝังดิน

  1. เตรียมถังที่เหลือใช้ที่มีฝาปิด จากนั้นให้ทำการตัดก้นถังออกไป
  2. นำถังขยะไปฝังดินที่มีความลึกประมาณ 2 ใน 3 ของถัง โดยให้ก้นถังอยู่เหนือจากก้นหลุมประมาณ 30 เซนติเมตร
  3. นำเศษอาหารเทใส่ถังแล้วปิดฝา
  4. เมื่อนำเศษอาหารใส่ลงไป ควรจะกวดเศษอาหารทุกครั้งเพื่อเพิ่มอากาศภายในถัง
  5. เมื่อปริมาณเศษอาหารเต็มถัง ให้ดึงถังออก แล้วนำดินมากลบหลุมให้เรียบร้อย
  6. ดึงถังออกแล้วย้ายไปฝังยังจุดอื่นๆ แล้วทำแบบเดียวกันต่อไป

กรณีที่มีกลิ่นเหม็น อาจจะใช้น้ำหมัก EM เติมเข้าไปเพื่อลดกลิ่น และช่วยเรื่องของการย่อยสลายได้ และเมื่อใส่ขยะแล้วอย่าลืมปิดฝาให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันกลิ่มเหม็น และสัตว์มาคุ้ยเขี่ยเศษอาหารภายในถัง

ภาพจาก : องค์การบริหารส่วนตำบลคลองยาง

ขยะที่นำมาใช้ประโยชน์ได้มีอะไรบ้าง

  • ปลา เนื้อสัตว์ต่างๆ
  • กระดูก เปลือก และกระดองของสัตว์
  • ผัก ผลไม้ เมล็ดผลไม้
  • เศษอาหารสด เศษเปลือกไข่
  • กากกาแฟ
  • มูลสัตว์

และขยะที่ไม่ควรนำมาแปรรูปมีดังนี้

  • กิ่งไม้ และใบไม้
  • กระดาษ
  • เศษผ้าต่างๆ
  • โลหะ
  • พลาสติก
  • เศษกระจก
  • น้ำมัน
  • ยาฆ่าเชื้อ
  • สารฟอกขาว
  • ผักที่มีความแข็ง เช่น แกนข้าวโพด เป็นต้น

ขอบคุณภาพประกอบ : เทศบาลตำบลปากน้ำหลังสวน / เทศบาลตำบลทรายมูล

คาร์บอนเครดิตคืออะไร เป็นคำถามที่เราได้ยินกันบ่อยมากในช่วงนี้ รวมถึงข่าวสารต่างๆ ที่มีการพูดถึงคาร์บอนเครดิตกันอย่างต่อเนื่อง วันนี้ทางคณะทำงานด้านพลังงานหอการค้าไทย จะพาทุกคนมารู้จักกับคาร์บอนเครดิตกันแบบง่ายๆ ผ่านบทความนี้กัน

เรามาทราบถึงที่มาที่ไปของคาร์บอนเครดิตกันก่อน เรื่องก็เริ่มจากโลกนี้มีการเปลี่ยนแผนของสภาพอากาศและภัยธรรมชาติที่รุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งผู้นำประเทศต่างๆ รวมถึงสหประชาชาติ จึงได้มีการร่วมประชุมกัน ออกนโนยบายด้านสิ่งแวดล้อม และร่างสัญญาระหว่างกัน เพื่อสร้างความร่วมมือในแก้ไขปัญหาของสภาพอากาศ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องภาวะโลกร้อน และสภาวะเรือนกระจก ซึ่งก็ได้มีการประกาศใช้ อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (United Nations Framework Convention on Climate Change) ขึ้นมา หรือจะเรียกแบบง่ายๆ ว่า อนุสัญญา UNFCCC ก็ได้ โดยอนุสัญญานี้มีผลบังคับใช้ไปเมื่อปี พ.ศ. 2537

สำหรับในประเทศไทยนั้นได้มีการเข้าร่วมให้สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2545 โดยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่ถูกบังคับให้มีการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกแต่ว่าสามารถร่วมดำเนินโครงการได้ โดยทางรัฐบาลได้มีการออกประกาศพระราชกฤษฎีกาในปี พ.ศ. 2550 ให้มีการจัดตั้ง “องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)” เรียกโดยย่อว่า “อบก.” มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “Thailand Greenhouse Gas Management Organization (Public Organization)” เรียกโดยย่อว่า “TGO” เป็นหน่วยงานภายใต้การกำกับดูแลของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ให้บริการ ดูแล และกำหนดมาตรฐานที่เกี่ยวข้องกับการวัด การรายงาน และการทวนสอบ และให้การรับรองปริมาณการปล่อย การลด และการชดเชยก๊าซเรือนกระจก รวมทั้งส่งเสริมการพัฒนาโครงการและการตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ได้รับการรับรอง  เป็นศูนย์กลางข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานการณ์ดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจก ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนให้คำแนะนำแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก โดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้

  1. พัฒนาและส่งเสริมโครงการและตลาดซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจก
  2. ดำเนินการเกี่ยวกับการให้คำรับรองโครงการหรือการขึ้นทะเบียนโครงการ
  3. ดำเนินการเกี่ยวกับการอนุญาตให้ใช้เครื่องหมายรับรอง
  4. ดำเนินการเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจหรือผู้ประเมินภายนอกสำหรับการขอเครื่องหมายรับรอง
  5. เป็นศูนย์กลางข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับสถานการณ์ดำเนินงานด้านก๊าซเรือนกระจก
  6. สนับสนุนการประเมินผลการลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกและผลกระทบที่เกิดขึ้น
  7. ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพ ตลอดจนให้คำแนะนำแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก
  8. เผยแพร่และประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับการจัดการก๊าซเรือนกระจก
  9. ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ทั้งนี้ปัญหาที่เกิดขึ้นด้านสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่นั้นมาจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ หรือก๊าซเรือนกระจก ซึ่งมักจะมาจากโรงงานอุตสาหกรรมเป็นส่วนมาก รวมถึงการขนส่งต่างๆ ดังนั้นจึงได้มีการคิดกลไกการตลาดขึ้นมา เพื่อผลักดันให้มีการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ให้น้อยลง โดยกลไกการตลาดที่ว่านี้จะเป็นการซื้อขายสิ่งที่เรียกว่า “คาร์บอนเครดิต” นั่นเอง

คาร์บอนเครดิตคืออะไร?

คาร์บอนเครดิตคึอ สิทธิที่เกิดจากการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ หรือก๊าซเรือนกระจก นั่นเอง โดยสิทธิดังกล่าวนี้สามารถวัดปริมาณ และสามารถนำไปซื้อขายในตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตได้ หากในปีนั้นๆ องค์กรมีการปล่อยก๊าซคาร์บอนน้อยกว่าเกณฑ์จะถูกตีราคาเป็นเงิน ก่อนจะถูกขายเป็นเครดิตให้กับองค์กรอื่นที่อาจจะไม่สามารถลดก๊าซคาร์บอนได้ตามเกณฑ์ จึงเป็นที่มาของการมีตลาดซื้อขายคาร์บอนนั่นเอง

ถ้าจะอธิบายให้ง่ายกว่าเดิม ก็อาจจะต้องเปรียบเป็นบริษัทหนึ่งที่ทำการผลิตสินค้า หรือทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามขึ้น และก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์เกิดขึ้น จึงต้องมีการทำกิจกรรมใดๆ ก็ตามที่ช่วยลดก๊าซคาร์บอนลง เช่น การปลูกต้นไม้เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียว เพื่อมุ่งหวังให้ต้นไม้ไปดักจับก๊าซ์คาร์บอนในอากาศนั่นเอง หากปลูกเป็นจำนวนมากก็จะได้คาร์บอนเครดิตกลับมามากเช่นกัน โดยในบ้านเราจะมีการวัดขนาดต้นไม้ ความสูง ความกว้าง แล้วส่งข้อมูลนี้ไปยังองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก หรือ อบก. ซึ่งจะเป็นผู้ที่เข้ามาคำนวณคาร์บอนเครดิตที่ได้จากต้นไม้ที่ทางบริษัทได้ปลูกขึ้นมานั่นเอง

คาร์บอนเครดิตเอาไปทำอะไร?

คาร์บอนเครดิตที่ได้รับมาจากกิจกรรมต่างๆ สามารถนำไปซื้อขายในตลาดคาร์บอนได้ นั่นเป็นเพราะว่า บางบริษัท บางโรงงาน หรือบางองค์กรนั้นต้องการสิทธิในการปล่อยก๊าซในกระบวนการผลิตของต้นเพิ่มขึ้น อาจจะเป็นเพราะต้องการผลิตสินค้าที่มากขึ้นให้ได้ตามความต้องการ หรือไม่ก็เป็นเพราะว่าในกระบวนการผลิตก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนมาก และยังไม่สามารถลดได้ รวมถึงยังไม่สามารถทำกิจกรรมใดๆ เช่น ปลูกต้นไม้ เพื่อให้ได้คาร์บอนเครดิตได้ ก็เลยจำเป็นต้องมาซื้อคาร์บอนเครดิตจากบริษัทหรือองค์กรที่มีเหลืออยู่ ซึ่งเป็นที่มาของการก่อตั้งตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตนั่นเอง

รู้จักกับตลาดคาร์บอนเครดิต

หลังจากที่เรารู้จักกับคาร์บอนเครดิตแล้ว เราก็จะทราบว่ามีการก่อตั้งตลาดคาร์บอนเครดิตเกิดขึ้นด้วย ซึ่งตลาดคาร์บอนเครดิตนี้ก็เป็นเหมือนตัวกลางระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย หรือบุคคลใดๆ ที่มีความต้องการคาร์บอนเครดิตนั่นเอง จุดประสงค์ก็เพื่อเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่บรรยายกาศ โดยตลาดคาร์บอนเครดิตในปัจจุบันสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่ม คือ ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market) และ ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market)

  1. ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ (Mandatory Carbon Market) ถูกจัดตั้งขึ้นมาตามกฏหมาย มีกฏหมายและระเบียบต่างๆ ที่กำหนดกฏเกณฑ์ วิธีการ และรายละเอียดต่างๆ เกี่ยวกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งรัฐบาลจะเป็นคนออกกฏหมาย รวมถึงการควบคุมดูแลทั้หงมด โดยผู้ที่เข้าร่วมนั้นจะต้องมีเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซค์ที่มีผลผูกพันตามกฏหมาย หากสามารถปฏิบัติตามได้ก็จะได้รับสิทธิประโยชน์ต่างๆ ตามที่กฏหมายกำหนด ในทางตรงกันข้าม หากไม่สามารถปฏิบัติตามได้ก็จะมีบทลงโทษเช่นกัน โดยตลาดภาคบังคับนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในประเทศที่พัฒนาแล้ว หรือประเทศที่มีรายได้ปานกลางไปจนถึงสูง โดยมีการดำเนินโครงการที่ใช้ชื่อว่า Joint Implementation หรือ JI ซึ่งปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงจะเรียกว่า Emission Reduction Units (ERUs) มีค่าเท่ากับ 1 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
  2. ตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market) ถูกจัดตั้งขึ้นในรูปแบบที่ไม่มีกฏหมายเข้ามาเกี่ยวข้องหรือมีผลบังคับใช้ เป็นเรื่องของความร่วมมือจากผู้ประกอบการต่างๆ ที่สมัครใจเข้ามาร่วมซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะมีการตั้งเป้าหมายในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเช่นกัน เพียงแต่ว่าจะไม่มีผลตามกฏหมายนั่นเอง โดยองค์กรใดที่มีคาร์บอนเครดิตก็สามารถนำมาขายในตลาดนี้ได้ และองค์กรใดที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเกินกว่าปริมาณที่กำหนดก็สามารถเข้ามาซื้อคาร์บอนเครดิตนี้ในตลาดได้เช่นกัน โดยมีตัวกลางเข้ามาคำนวณและออกใบรับรองให้ก็คือ องค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็นองค์กรที่ดูแลกำกับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในประเทศไทย

ในประเทศไทยเรามี่โครงการลดก๊าซเรือนกระจกทีมีการขายคาร์บอนเครดิตแล้ว ชื่อว่า ชื่อโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (Thailand Voluntary Emission Reduction: T-VER) ที่ อบก.ได้พัฒนาขึ้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2557 เป้าหมายก็เพื่อสนับสนุนให้ทุกองค์กรมีส่วนร่วมในการลดก๊าซเรือนกระจกแบบสมัครใจ โดยไม่ต้องมีขั้นตอนอะไรซับซ้อน และมีค่าใช้จ่ายที่ไม่สูง

โดยจะเรียกโครงการนี้ในชื่อสั้นๆว่า T-VER ซึ่งในตอนนี้ในบ้านเราอาจจะมีปริมาณการซื้อขายคาร์บอนเครดิตที่ไม่มากนัก นั่นเป็นเพราะว่าเป็นตลาดภาคสมัครใจนั่นเอง มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยที่ 8.5% เท่านั้น ซึ่งราคาซื้อขายคาร์บอนเครดิตอยู่ระหว่าง 150 – 200 บาทต่อตันคาร์บอนไดออกไซค์หรือเทียบเท่า ซึ่งตั้งแต่มีตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตในบ้านเราก็ทำให้มีการสนับสนุนงบประมาณให้กับชุมชนต่างๆ เพื่อปลูกป่ามากยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ทาง อบก. และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทยได้มีการร่วมมือกันพัฒนาแพลตฟอร์มการซื้อขายหรือแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิตภาคสมัครใจในประเทศขึ้น (Thailand Carbon Credit Exchange Platform) มีการนำเทคโนโลยี Blockchain เข้ามาใช้กับการแลกเปลี่ยนซื้อขายถ่ายโอนคาร์บอนเครดิตของโครงการ T-VER ซึ่งช่วยในเรื่องของความน่าเชื่อถือ และความโปร่งใส สร้างราคาอ้างอิงที่ยุติธรรม สะท้อนต้นทุกที่แท้จริง และมีความสะดวกรวดเร็วนั่นเอง และล่าสุดได้มีการพัฒนาแพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิตขึ้นมาในชื่อของ FTIX สามารถเข้าชมได้ที่ https://fti-cc.com

หากท่านใดอยากศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดคาร์บอนเครดิต ก็สามารถเข้าไปได้ที่เว็บไซต์ของ “องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน)” เพื่อดูข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับตลาดซื้อขายได้

แหล่งข้อมูลอ้างอิง
อบก. TGO
FTIx แพลตฟอร์มซื้อขายพลังงานสะอาดและคาร์บอนเครดิต
https://www.bangkokbiznews.com/news/915259
รูปประกอบบทวาม : Freepix

ตลาดคาร์บอนเครดิต ส่อแววสดใส สนค. ชี้โตเร็ว คาดมูลค่าตลาดโลกจะสูงถึง 2.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ แต่ความต้องการสูงถึง 3-5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี73 ชี้เป็นโอกาสทองเพิ่มมูลค่าภาคเกษตร-ส่งออกที่แปลงเป็นคาร์บอนเครดิตได้ และเพิ่มโอกาสส่งออกสินค้าที่ลดการปล่อยคาร์บอน

เป็นอีกหนึ่งธุรกิจที่น่าจับตามองอย่างมากสำหรับคาร์บอนเครดิต ที่มีภาคธุรกิจ และสายกรีนพูดถึงกันมากในช่วงนี้ และคาดว่าจะเป็นเทรนด์ที่มาแรงอย่างแน่นอนในอนาคตอันใกล้จากนี้ไป โดยล่าสุด นายพูนพงษ์ นัยนาภากรณ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า สนค.ได้ทำการติดตามตลาด “คาร์บอนเครดิต” ที่มุ่งลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พบว่า ประเทศต่าง ๆ

ทั้งนี้ได้มีการกำหนดกลยุทธ์และมาตรการควบคุมคาร์บอน  เช่น การเก็บภาษีคาร์บอน ไม่ว่าจะเป็นภาษีจากการประกอบกิจการในประเทศ หรือภาษีจากการนำเข้าสินค้าที่กระบวนการผลิตมีการปล่อยคาร์บอนสูง ส่งผลให้เกิดการซื้อขายแลกเปลี่ยนคาร์บอนเครดิต ผ่านกลไกตลาดคาร์บอน เพื่อให้ธุรกิจที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง สามารถซื้อคาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) เพื่อชดเชย การปล่อยคาร์บอน (เสมือนผู้ซื้อได้ดำเนินการลดจำนวนคาร์บอน) เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โอกาสทองตลาดคาร์บอนเครดิต มูลค่าพุ่งปรี๊ด ทะลุ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

โดยจากการสำรวจ พบว่า ในปี2563 ที่ผ่านมาตลาดคาร์บอนแบบภาคสมัครใจ (Voluntary Carbon Market)  มีมูลค่าสูงถึง 1,980 ล้านเหรียญสหรัฐ และคาดว่าภายในปี 2573 คาดว่ามูลค่าตลาดจะสูงถึง 25,000 ล้านเหรียญสหรัฐในขณะที่ความต้องการคาร์บอนเครดิตอาจมีมูลค่าสูงถึง30,000-50,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งปัจจุบันการซื้อขายคาร์บอนเครดิต เริ่มเป็นที่นิยมในหลายประเทศ

อย่างไรก็ตามกระทรวงพาณิชย์ มองว่า จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของตลาดคาร์บอนเครดิต เป็นโอกาสในการเพิ่มมูลค่าให้ธุรกิจภาคเกษตรไทย เนื่องจากการปลูกพันธุ์ไม้ที่สามารถแปลงเป็นคาร์บอนเครดิต 58 สายพันธุ์ ที่นอกจากปลูกเพื่อการค้าแล้ว ยังสามารถเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VERs2) สาขาเกษตร (สวนผลไม้) ซึ่งเป็นการสร้างรายได้หลายทาง ทั้งการเพิ่มมูลค่าให้กับภาคเกษตร และสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิต

โอกาสทองตลาดคาร์บอนเครดิต มูลค่าพุ่งปรี๊ด ทะลุ 2.5 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ

เครดิตภาพ : Freepik

ไม่เพียงเท่านี้นอกจากนี้ไทยยังจะมีโอกาสในการขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ จะได้เปรียบด้านราคากว่าสินค้าที่มีการปล่อยคาร์บอนสูง เพราะปัจจุบันมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม ถือเป็นกฎระเบียบโลกสมัยใหม่ ที่จะถูกนำมาใช้มากขึ้น คือตัวแปรสำคัญในการแข่งขันทางการค้าเพื่อป้อนสู่ตลาดหลักอย่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป ซึ่งไทยต้องบูรณาการความร่วมมือของทุกภาคส่วนในเชิงรุก เตรียมความพร้อมให้ภาคธุรกิจปรับตัว ขับเคลื่อนนโยบายเพื่อมุ่งสู่เป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจก

นอกจากนี้ไทยต้องขับเคลื่อนBCG โมเดล การสร้าง News S-Curve ทางเศรษฐกิจ รวมถึงการส่งเสริมภาคการเกษตรในการลดก๊าซเรือนกระจก การเร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเพื่อดักจับคาร์บอน การใช้ประโยชน์และกักเก็บคาร์บอน (CCUS) ในเชิงพาณิชย์ การปรับปรุงกฎหมายกฎระเบียบ การสร้างมูลค่าเพิ่มของคาร์บอนเครดิตและสิทธิประโยชน์ทางภาษี การพัฒนากลไกตลาดคาร์บอนเครดิตทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงส่งเสริมองค์ความรู้ในการเข้าร่วม T-VERs ให้แก่ธุรกิจการเกษตรไทย

ซึ่งจากนี้ไปสนค. จะเดินหน้าดำเนินโครงการศึกษาแนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย เพื่อเตรียมพร้อมต่อมาตรการทางการค้าด้านสิ่งแวดล้อม กรณีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยจะมีการศึกษาและจัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเกี่ยวกับแนวทางการปรับตัวของภาคธุรกิจไทย เพื่อเตรียมความพร้อม ต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจในตลาดโลกต่อไป

ทั้งนี้มีการคาดการณ์ความต้องการคาร์บอนเครดิตในไทยในอนาคต ซึ่งประเมินจากข้อมูลปี 2563 กว่า 81 องค์กร มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมกันเฉลี่ยราว 160 ล้านตัน tCO2e ต่อปี ซึ่งหากหน่วยงานเหล่านั้น ต้องการที่จะเป็นหน่วยงานปลอดคาร์บอน (Carbon Neutral Organization) ความต้องการซื้อคาร์บอนเครดิตชดเชยในปี 2563 – 2573 คาดว่าจะสูงถึงราว 1,600 ล้านตัน tCO2e

Source : Spring News

การทำเกษตรกรรมปลูกข้าวปล่อยก๊าซเรือนกระจกสู่ชั้นบรรยากาศ จึงได้มีการทำนารักษ์โลกเป็นการปลูกข้าวแบบใหม่ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และยังมีการสนับสนุนให้ทำควบคู่ไปกับการขายคาร์บอนเครดิต เป็นการเพิ่มรายได้อีกทาง ซึ่งเริ่มแล้วที่สุพรรณบุรีเป็นโมเดลนำร่อง

กรมการข้าว ได้ส่งเสริมเกษตรกรทำความเข้าใจและเห็นประโยชน์ของตลาดคาร์บอนเครดิต ซึ่งนอกจากจะลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพื่อลดภาวะโลกร้อนแล้ว ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอีกทาง โดยได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี องค์ความรู้ต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกในการประกอบอาชีพสร้างรายได้ที่มั่นคงให้กับเกษตรกร อีกทั้งยังมีการแสดงข้อมูลต่างๆ ที่แสดงให้เห็นถึงความสำคัญของการรณรงค์ลดการปล่อยก๊าซเรือน

ส่งเสริมปลูกข้าวควบคู่ขายคาร์บอนเครดิตเพิ่มรายได้ สุพรรณบุรีโมเดลนำร่อง

สร้างความรู้ความเข้าใจ เรื่อง คาร์บอนเครดิต

ทางกรมการข้าวได้ทำความเข้าใจกับเกษตรกรและชาวนาเกี่ยวกับ คาร์บอนเครดิต ว่ามีประโยชน์ทั้งการช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และที่สำคัญช่วยสร้างรายได้อีกทางให้กับชาวนา โดยได้มีโมเดลนำร่องแล้วที่จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งมีการทำคาร์บอนเครดิตให้ชาวนาในพื้นที่แล้ว ซึ่งทางสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ ได้เข้ามาถ่ายทอดองค์ความรู้เกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตให้กับเกษตรกรในพื้นที่อำเภอเดิมบางนางบวช และอำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ซึ่งถือเป็นอำเภอนำร่องที่จะส่งเสริมและสร้างการรับรู้ถึงข้อดีและประโยชน์ที่ชาวนาจะได้รับจากการสร้างคาร์บอนเครดิต นอกจากนี้ยังมีการนำองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมาถ่ายทอดให้กับชาวนาด้วย 

ส่งเสริมปลูกข้าวควบคู่ขายคาร์บอนเครดิตเพิ่มรายได้ สุพรรณบุรีโมเดลนำร่อง

สนับสนุนเทคโนโลยีเพื่อการปลูกข้าวรักษ์โลก

นอกจากจะเผยเพร่ให้ความรู้แล้วยังได้มีการนำเอาเทคโนโลยีเกษตรอัจฉริยะเข้ามาใช้ในการปรับระดับพื้นที่นาด้วยระบบเลเซอร์ (Laser Land Levelling) ที่จะช่วยให้การจัดการน้ำแบบเปียกสลับแห้งมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยการทำนาแบบเปียกสลับแห้งนั้น จะช่วยลดก๊าซมีเทนในดินช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 

ภายหลังการเก็บเกี่ยวกรมการข้าวยังตั้งเป้าในการรณรงค์ให้ชาวนาลดการเผาตอซังข้าว ที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เป็นอีกหนทางหนึ่งในการรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสร้างคาร์บอนเครดิตให้ชาวนานำไปสร้างรายได้เสริม

กรมการข้าวยังวางแผนในขั้นต่อไปด้วยการพัฒนาแอปพลิเคชั่น (Appliccation) เพื่อบันทึกข้อมูลการทำนารักษ์โลก ลดการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกของเกษตรกร ให้สอดรับกับการส่งเสริมให้ชาวนาหันมาสนใจในการขายคาร์บอนเครดิต รวมทั้งเตรียมจัดฝึกอบรมสร้างความรู้ความเข้าใจถึงเรื่องคาร์บอนเครดิตให้กับศูนย์ข้าวชุมชนและชาวนาอาสาในเขตจังหวัดลุ่มน้ำเจ้าพระยา

สำหรับเกษตรกรที่สนใจ สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมถึงการขายคาร์บอนเครดิตได้ผ่านช่องทางต่างๆ เช่น ศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวและศูนย์วิจัยข้าวทั่วประเทศ, สถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ หรือเว็บไซต์ของ กรมการข้าว

Source : Spring News